เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทพิเศษ หนึ่ง วิวาห์แรก

     

    บทพิเศษ หนึ่ง

     

    ในค่ำคืนที่เมืองหลวงต้องมนตร์ด้วยแสงโคมนับพันดวงผืนฟ้ามืดสนิทแต่ไม่เงียบงัน คฤหาสน์และจวนขุนนางล้วนเปิดโคมสว่างไสวกลบเงาจันทร์ด้วยเทียนหลงฮ่องเต้เสด็จกลับถึงเมืองหลวงหลังชนะศึกใหญ่จากซีเป่ยพื้นทางหินยังเย็นเยียบมีน้ำค้างเกาะตามขอบหลังคาดั่งประดับแก้ว ดอกซิ่งและหลิงฮวาบานระยิบอยู่ริมกำแพงพระราชวังตะวันออกลมพัดโชยหอบกลิ่นชาดจากเตาหอมเคล้าเสียงขับขานขลุ่ยบนแท่นสูงและเสียงพูดคุยจากเหล่าขุนนางทั้งบู๊บุ๋นปะปนกับบทสนทนาออกรสของเหล่าฮูหยินตราตั้งหลั่งไหลรวมกันในตำหนักในวังหลวงเฉลิมฉลอง

    บนแท่นบัลลังก์สูงเหนือโต๊ะหยกจักรพรรดิหนุ่มในอาภรณ์ลายมังกรทองดำเกล็ดอำพัน พระองค์ประทับอย่างองอาจดวงเนตรคมดั่งดาบจับจ้องไปยังลานกลางซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนในราชสำนัก งานเฉลิมฉลองครั้งนี้ไม่ได้จัดเพียงเพื่อรับชัยชนะหากยังเป็นเครื่องแสดงถึงการรวบรวมขวัญกำลังใจ พลานามัยของราษฎรและความมั่นคงของแผ่นดิน

    เสียงของเหล่าขุนนางแซ่ซ้องถวายความเคารพเงียบลงทันทีเมื่อฮ่องเต้ยกพระหัตถ์พร้อมกันเสียงระฆังทองคำดังกังวานไปทั่วโถง “เฉียนอ๋อง” เสียงรับสั่งหนักแน่น

    โม่เหวินจื่อยืนขึ้นบุรุษช่วงไหล่กว้างเหยียดตรงแววตาสงบเยือกเย็นที่ทุกคนมองตามๆ กันเมื่อเขายืนประจันหน้ากับองค์เหนือหัว เขากล่าวเสียงหนักแน่น “กระหม่อมถวายบังคัมพ่ะย่ะค่ะ”

    “เฉียนอ๋องมีคุณงานความดีปกป้องพระนครจากกบฏเจ้าประสงค์สิ่งใดหรือไม่ถ้าไม่มีสิ่งใดเราจะให้กรมพระคลังจัดการมอบให้แต่ถ้ามีจงเอ่ยมาเถิด!”

    ร่างสูงโน้มตัวลงต่ำก่อนเอ่ยเสียงกังวาล“กระหม่อมไม่ต้องสิ่งใด เพียงทูลขอฝ่าบาทโปรดพระราชทานรางวัลเป็นพระราชทานสมรสขอรับใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทโปรดเกล้าฯมอบให้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

    เสียงกระซิบพรึบพรับจากผู้ร่วมงานปะทุทันทีฮูหยินบางคนหันซุบซิบนินทากันพลางกลอกตาว่าเฉียนอ๋องหมายตาบุตรีผู้ได้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหล่าขุนนางหลายคนเบือนหน้าไปสบตากันอย่างจับสังเกต

    ทว่าฮ่องเต้กลับยิ้มบางรับสั่งโดยไม่แม้แต่จะถามชื่อสตรีผู้นั้น “ได้! เพียงไม่ผิดคุณธรรมจรรยา ไม่ว่านางจะเป็นใครเราอนุญาต!”

    เสียงกล่าวแสดงความยินดีดังทั่วโถงทั้งตบมือทั้งเปล่งเสียงอวยชัยขณะที่โม่เหวินจื่อกลับนั่งลงไม่กล่าวอะไรต่อ

    ขณะนั้นเองเหล่าทหารยามเปิดม่านผืนใหญ่ด้านข้างให้ร่างหญิงสาวผู้หนึ่งก้าวขึ้นมาจากแนวด้านหลังอาภรณ์ฟ้าเขียวหยกครามประดับสายทองคาดรัดให้นางดูโปร่งบางกลีบดอกจวินฮวาเสียบอยู่ในมวยผมที่ถูกรวบขึ้นประณีต ชายเสื้อยาวแตะพื้นวาดอย่างพลิ้วไหวสายตาของนางมองตรงไม่หลบเลี่ยงผู้ใด

    การปรากฏตัวของนางทำให้โม่เหวินหานผายพระหัตถ์อีกครั้งเสียงรับสั่งดังก้องขึ้น “หลิวชิงเซียง..สตรีผู้ร่วมศึกกับซีเป่ยสร้างคุณงามความดีเหนือดั่งสายธารที่หล่อเลี้ยงแผ่นดิน เป็นผู้หนึ่งนำชัยมาเหนือพื้นทะเลทรายเราจักปลดโทษเนรเทศชิงเฟยให้หวนคืนกลับวังหลวง”

    หลังคำกล่าวประกาศจบเสียงฮือทันทีดังระงมกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนจะลุกขึ้นคัดค้านกลับถูกเสียงตบโต๊ะดังสนั่นจากโต๊ะเสียงกระแอมของขุนนางฝ่ายบู๊ที่ร่วมใจกันอย่างพร้อมเพรียง

    “เหมาะสมแล้ว!” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากบุรุษสูงวัยผู้หนึ่งเอ่ยเพียงเท่านั้นก็พอให้ขุนนางบุ๋นจึงกลืนน้ำลายอย่างลำบากนั่งกลับลงไปอย่างไม่กล้าเปิดปากไว้รอเวลาดีกว่านี้ อย่างไรที่นี่ก็เป็นงานเลี้ยงฉลองหลังจากนั้นเสียงดนตรีเริ่มขับขานอีกครั้ง

    แม้จะดูเหมือนคืนแห่งความยินดีจะผ่านไปอย่างงดงามทว่าเช้าวันถัดมาคลื่นใต้น้ำก็เริ่มปะทุภายในท้องพระโรงเสียงพับฎีกาดังขึ้นติดกันหลายฉบับจนขันทีเริ่มบ่นปวดนิ้วบรรดาฎีกาทั้งจากขุนนางอาวุโส ขุนนางประจำกรม และตำแหน่งต่างๆล้วนเขียนเป็นใจความเดียวกัน

    “ขอให้ทบทวนการคืนฐานะชิงเฟยผู้มีมลทินและโปรดพิจารณาผู้ที่เฉียนอ๋องทูลขอเป็นชายาอีกครั้งเนื่องด้วยหลี่เสวี่ยแห่งเผ่าซาเฟิงยังคงมีสถานะไม่ต่างจากนักโทษหลบหนี”

    เสียงวิพากษ์วิจารณ์กระซิบกระซาบไปทั่วราวกับหิมะละลายไหลเข้าทุกห้องในราชวัง

    แต่โม่เหวินหานมิได้กล่าวสิ่งใดเพียงนั่งฟังจนฎีกากองหนึ่งถูกวางบนโต๊ะแล้วจึงเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆแต่แท้จริงน้ำเสียงกลับทุ้มต่ำกดดัน “จะให้เรากล่าวอีกหรือว่าเรื่องในราชวงศ์อย่าได้เอาจมูกสอดเข้ามายุ่ง..หากใครยังไม่เข็ด อยากลองเปิดจวนตนเองให้เราตรวจสอบดูบ้างหรือไม่?”

    เสียงของเขาราบเรียบแต่เย็นจนขุนนางหลายคนที่ส่งฎีกาล้วนตัวแข็งบางคนถึงกับหดคออย่างลนลาน เพราะในจวนของพวกเขา..ใครเล่าจะไม่รู้ว่าไม่ได้ใสสะอาดนักบางจวนมีอนุภรรยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตามประเพณีหรือมีกระทั่งเลี้ยงบุตรลับๆไว้นอกจวน

    หากแม้แต่เรื่องนี้ยังหาทางจัดการไม่ได้เช่นนั้นก็อย่าหวังจะรอดพ้นจากคมดาบของฮ่องเต้เรื่องของชิงเฟยและว่าที่ชายาอ๋องจึงไม่มีใครกล้าแย้ง

    ในต้นฤดูถัดมารุ่งอรุณของวันที่ฤกษ์งามยามมงคล ได้ฤกษ์ราชพิธีสมรสของราชวงศ์ซึ่งทั่วทั้งนครล้วนเฝ้ารอบานหน้าต่างแกะลายเมฆและอักษรมงคลแห่งจวนเฉียนอ๋องเปิดรับแสงแดดแรกของวันท้องฟ้าไร้เมฆหมอก มีเพียงอาทิตย์ดวงกลมโตที่ขึ้นสูงเหมือนดวงไฟแห่งสวรรค์อวยชัย

    เสียงกลองแตรจากเหล่ามหาดเล็กหน้าประตูจวนเริ่มบรรเลงประสานกับพิณห้าสายขับขานบทเพลงโบราณด้านนอกประตูใหญ่มีผืนผ้ามังกรทองปักไหมพาดสีแดงสด พู่ห้อยระย้าผ้าแดงคลุมหน้าประตูสี่ทิศ วางพรมยาวแดงเป็นสายตัดผ่านกลางลานจวนไปจนถึงบันไดหยกสิบหกขั้น

    เฉียนอ๋อง..โม่เหวินจื่อในอาภรณ์เจ้าบ่าวรัดสายรัดเอวลายเถาวัลย์ปักเส้นไหมแดงรองเท้าหนังหุ้มข้อสีดำย่ำพื้นอย่างสง่างามผมยาวถูกรวบเกล้าไว้ในมงกุฎบุหยกประดับทับด้านหน้าเมื่อเขาก้าวออกมาพร้อมเหล่าองครักษ์ในอาภรณ์สีแดงเข้ม ทั้งผู้คนที่มาเฝ้าดูก็พากันก้มหน้ากล่าวอวยพร

    “ขอเฉียนอ๋องครองรักมั่นนิรันดร์”

    เสียงเหล่านี้ก้องทั่วถนนสายหลักที่ถูกปิดเพื่อขบวนพิธีทั้งเครื่องสินสอดนับร้อยหาบ ขบวนดนตรี ขบวนธงลายมังกรล้วนร้อยเรียงตามระเบียบกฎหมายราชพิธี

    หลังจากทำพิธีเคารพบรรพชนในศาลาจวนเสร็จเฉียนอ๋องขึ้นม้านำหน้าเกี้ยวสีทองฐานรองสลักลายกระเรียนหงส์ผ้าม่านเบาโปร่งที่คลุมรอบทำให้แสงอาทิตย์ลอดผ่านสะท้อนเป็นเงาลายบนอาภรณ์ด้านในเกี้ยวนี้มีม้าเฝ้าสี่ตัว เจ็ดคนเดินนำหน้าขบวน

    หลี่เสวี่ยรออยู่ที่เรือนในเขตตะวันออกที่เคยเงียบงันบัดนี้แน่นขนัดไปด้วยขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๋และชาวบ้านที่มาร่วมเป็นสักขีพยานขบวนมังกรลายแดงที่ยาวกว่ายี่สิบจั้งมาถึง โถงทางเดินแปรเปลี่ยนไปเป็นม่านบุปผาประดับดอกกุ้ยฮวาโบตั๋น และดอกไป๋ลั่วที่ปลูกไว้พิเศษเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ

    ภายในห้องเจ้าสาวหลี่เสวี่ยในชุดเจ้าสาวแดงเพลิงลายหงส์ทองชายชุดยาวลากพื้น ผ้าคลุมหน้าหนาแดงสดแซมลายปักด้ายทองเลื่อมแวววับนางนั่งบนแท่นไม้หอม มือบางวางประสานซ้อนบนตัก ในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นไม้จันทน์แม่สื่อเดินมาแตะไหล่แล้วกระซิบอย่างตื่นเต้น “ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”

    หลี่เสวี่ยยิ้มบางแตะหลังมือแม่สื่อที่พานางเดินไปขึ้นเกี้ยวที่เฉียนอ๋องมารับโดยมีจ้าวเอ่อร์ฉิงเดินตามหลังน้ำตารื้นอย่างเปี่ยมสุขหลังเดินผ่านโถงบุปผาขึ้นเกี้ยวเสียงเพลงบรรเลงก็ดังส่งขบวนเจ้าสาวออกเรือน

    ขบวนเคลื่อนผ่านเมืองมากอีกฝั่งเสียงฆ้องสามครั้งบ่งบอกว่าขบวนบ่าวสาวมาถึงแล้วเสียงประตูไม้เปิดออกรับแสงทองอาบพื้นเรือนเฉียนอ๋องก้าวลงม้าหันกลับมาหาเกี้ยวที่ม่านค่อยๆ เปิดออกแม่สื่อเดินเข้ามาประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้นแล้วส่งผ้าแดงให้มือหนึ่งของเขาจับปลายผ้าอีกด้านให้หลี่เสวี่ยจับไว้ ภาพนั้นงดงามดังบทกวี

    "ชายหนึ่งหญิงหนึ่งผ้าผืนเดียวกันเชื่อมฟ้าดิน"

    ขบวนนำโดยคู่บ่าวสาวเดินอย่างเชื่องช้าเคียงกันบนพรมแดงยาวผ่านศาลาที่ตั้งแท่นพิธีแสงธรรมชาติฉายเฉียงบนเครื่องแต่งกายทั้งสองทำให้ลายปักขยับดุจมีชีวิต

    เสียงอ่านบทอวยพรสมรสพิธีโบราณขับขานอย่างเป็นจังหวะ“ฟ้าดินเป็นพยาน บรรพชนเป็นประจักษ์สองดวงใจร่วมเดินทางชีวิต”

    ทั้งสองคุกเข่าลงด้านหน้าธูปใหญ่สามดอกด้านหลังมีภาพเทพเทวา “คำนับฟ้าดิน” ทั้งคู่ค้อมศีรษะพร้อมกัน

    “คำนับบิดามารดาและบรรพชน” นอกจากไท่ผินที่มีฐานะเป็นมารดาที่มารวมงานมงคลและแผ่นป้ายบรรพบุรุษทองคำแกะชื่อบรรพชนราชวงศ์แม้แต่ฮ่องเต้ก็เสร็จมาร่วมงานโดยข้างกายเขาคือชิงเฟยทั้งสองมองบ่าวสาวคำนับในอกก็ท่วมท้นความรู้สึก

    “คำนับกันและกันเป็นสามีภรรยาตราบสิ้นลมหายใจ” ทั้งสองหันมาคำนับแก่กันมือข้างที่ยังจับปลายผ้าผืนแดงแน่นหนา

    เมื่อพิธีสิ้นสุดเจ้าสาวก็ถูกประคองไปยังห้องหอซึ่งตั้งอยู่ทิศเหนือในจวนเฉียนอ๋องห้องถูกตกแต่งด้วยโคมแดงอักษรมงคลห้อยระย้าทั่วห้อง เตียงไม้แกะลายมังกรหงส์ปูด้วยผ้าห่มไหมแดงทองวางไข่ส้มและทับทิมบนสำรับให้พร

    บนเตียงนั้นมีขนมแต่งงานสิบสองอย่างจัดเรียงตามความหมายมงคลแป้งเปาลายบัว หมี่อายุยืน ผลท้อสื่อถึงสุขภาพยืนยาวและลูกท้อดองน้ำผึ้งที่พร้อมสุรามงคล

    หลังดื่มฉลองพิธีเจ้าบ่าวก็ก้าวเท้าเข้ามาในห้องหอเฉียนอ๋องถอดผ้าคลุมหน้าของหลี่เสวี่ยด้วยตนเอง เผยให้เห็นใบหน้าที่มีสีระเรื่อน่าชมจากทั้งอายและตื่นเต้น

    “เจ้า..งดงามกว่าครั้งใดที่ข้าเคยเห็น” เขากระซิบเบา

    หลี่เสวี่ยสบตาเขาเพียงครู่แล้วก็หลบสายตาอย่างขัดเขินพลางกล่าว“ขอบพระทัยเพคะ..เฉียนอ๋อง”

    “ภรรยาเรียกสามีอย่างไรนะ?” แววตาน้ำเสียงหยอกเย้าอย่างที่นางไม่เคยพบแก้มของหญิงสาวยิ่งเปล่งปลั่งกว่าผลท้อสุก

    “ท่านพี่..” หลี่เสวี่ยกล่าวเสียงแผ่ว

    ช่วงเวลาหอมหวานหงส์กับมังกรที่บินผสานภายในห้องหอที่อบอวลด้วยกลิ่นบุปผาและไออุ่นของวสันต์ทองคำ

    หลังงานมงคลของเฉียนอ๋องผ่านมาหลายวันแล้วหากแต่ฮ่องเต้ก็ยังรั้งตัวทั้งสองให้อยู่เมืองหลวง ไม่ได้กลับพื้นที่ศักดินาและยามสายของฤดูร้อนแสงแดดอบอุ่นแผ่คลุมทั่วพระราชวัง ฟ้าเปิดกว้างไร้เมฆบดบัง

    ตำหนักฟู่ตงที่มักจะเงียบสงบมาตลอดแต่หลายวันมานี้กลับมีเสียงพูดคุยเบาๆดังลอดม่านออกมา

    "เจ้าคิดหรือไม่ว่าครานี้เขาจะพาข้าไปทำพิธีด้วย?" หลิวชิงเซียงยกถ้วยชาขึ้นแนบริมฝีปากชาปี้หลัวชุนหอมอบอวลไหลผ่านปลายลิ้นแต่สายตากลับจับจ้องหลี่เสวี่ยซึ่งนั่งตรงข้าม

    "เฉียนอ๋องก็กล่าวถึงเช่นกันว่าข้าไม่รู้จักพิธีนี้มาก่อนแต่เขาว่าพิธีบวงสรวงนี้สำคัญนักเป็นพิธีผูกผ้าอธิษฐานถวายแด่เทพเพื่อความอุดมสมบูรณ์ผาสุกของแผ่นดินทั้งปีเจ้าก็รู้ว่าเขาเคร่งกฎนักไม่รู้จะได้ติดตามหรือไม่ เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของผู้ครองบัลลังก์"

    "แม้เขาเคร่งแต่ผู้ใดเล่าที่ขัดคำสั่งฮ่องเต้ได้?" หลิงชิงเซียงเอ่ยพร้อมหัวเราะน้อยๆ ในลำคอ “ข้าน่าจะได้ติดตามไปอยู่ ไหนๆเจ้าก็อยู่ก็ไปด้วยเถอะ ไปด้วยกันน่าจะสนุกกว่า”

    หลี่เสวี่ยหลุบตาเล็กน้อยมือขาวเรียววางอยู่บนตักกระชับแน่นขึ้นนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบเบาๆ "นั้นสิเราสองคนไม่เคยเที่ยวชมขุนเขาด้วยกันเลย ข้าจะลองเอ่ยกับเฉียนอ๋องดู"

    ครั้นเมื่อวันพิธีมาถึงพวกนางพร้อมเต๋อไท่เฟย ไท่ผินและองค์หญิงใหญ่ต่างได้ติดตามทางออกจากวังหลวงมุ่งหน้าสู่ลานพิธีบวงสรวงดั่งใจหวัง ทางเดินคดเคี้ยวไปตามเชิงเขาและลำธารใสชวนชมให้สหายรักทั้งสองสบายใจสบายตาตลอดทาง

    เมื่อค่ำคืนในเรือนรับรองใกล้ลานพิธีบวงสรวงทั้งสองสตรีพักอยู่ตำหนักใกล้กัน เฉียนอ๋องไปช่วยเตรียมพิธีฮ่องเต้ก็ต้องเก็บตัวเพื่อทำพิธี ทั้งสองจึงมีเวลาว่าง

    "หลี่หวังเฟย.." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นจากประตูเรือน

    หลี่เสวี่ยที่เพิ่งเปลี่ยนผลัดชุดกำลังจะเข้านอนชะงักปลายเท้าเงยหน้าขึ้นมองจ้าวเอ่อร์ฉิงที่อยู่ข้างกาย นางขมวดคิ้วบางๆไม่แน่ใจว่าหูแว่วไปเองหรือไม่ "ชิงเซียงหรือ?" นางเอ่ยแผ่ว

    หลิวชิงเซียงได้ยินหลี่เสวี่ยเรียกก็ผลักบานประตูเข้ามามือถือห่อผ้าสีเข้มไว้ในมือ ใบหน้าของนางซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปะปนขี้เล่น "พวกเจ้าอยากไปเที่ยวหรือไม่?"

    "หา? ตอนนี้น่ะหรือ!" หลี่เสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นนึกว่าอีกฝ่ายล้อเล่น

    “ข้าเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง จำเส้นทางได้ทั้งพวกทหารรักษาการณ์ก็ยากจะสังเกตเท่าตอนกลางวันพวกเราเปลี่ยนชุดออกไปเดินตลาดกลางคืนข้างนอกน่ะ คึกคักยิ่งนัก”

    “..แต่เราไม่ควร..”

    หลี่เสวี่ยยังไม่ทันพูดจบเสียงของจ้าวเอ่อร์ฉิงคนสนิทก็แทรกขึ้นพลางเดินเข้ามา“หลี่หวังเฟยเพคะ พวกเราไม่เคยมาที่นี่เคยเที่ยวที่ไหนก็นับนิ้วมือได้ เฉียนอ๋องก็ไม่อยู่ไม่สู้ไปเดินเล่นสักคืนเจ้าค่ะนานๆ ทีมีโอกาส”

    หลี่เสวี่ยนิ่งไปครู่ก่อนหลุบตาแล้วเงยขึ้นพร้อมยิ้มบาง “ก็ได้ถ้าอย่างนั้น..เปลี่ยนชุดกันเสียก่อน”

    หลังทั้งสามเปลี่ยนเป็นชุดสามัญชนเรียบง่ายหลังติดตามหลิวชิงเซียงออกมาก็เดินเลียบแนวสวนเล็กด้านหลังเรือนพ้นรั้วค่ายและตามแนวทางแคบๆ ไปก็มาถึงตลาดตอนกลางคืนกลับเต็มไปด้วยสีสันแสงตะเกียงหมุนแขวนเรียงกันเป็นสาย ฟ้าค่ำเหนือหัวเต็มไปด้วยหมู่ดาวเมฆบางลอยเอื่อย

    เสียงขลุ่ยของนักดนตรีข้างทางและกลิ่นของขนมทอดอุ่นๆจากร้านค้าชาวบ้านส่งกลิ่นหอมตลอดสองข้างทาง หลิวชิงเซียงตาเป็นประกาย “นั่น! ข้างหน้ามีโรงงิ้วอยู่เราไปดูกันเถอะ”

    ทั้งสามแทรกเข้ากลุ่มคนปะปนกับชาวบ้านทั่วไป เสียงขับขานของนักแสดงผู้สวมหน้ากากขาวผสานกับเสียงพิณเสียงกลอง เสียงร้องของนักแสดงชายที่พลิกบทบาทสวมเป็นนักพรต เท้าเหยียบแท่นไม้สูงอย่างปราดเปรียวหลิวชิงเซียงตาโตเบิกกว้าง “เจ้ารู้หรือไม่ครั้งสุดท้ายที่ข้าได้ดูงิ้วคือเมื่อใด” เพราะนางนึกไปถึงชาติก่อน..

    หลี่เสวี่ยหัวเราะเบา“เมื่อใดเหล่า? ส่วนข้าไม่เคยดูเลยรู้จักก็จากในตำรา”

    “เช่นนั้นต้องให้เฉียนอ๋องพาเจ้าออกมาเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง” หลิวชิงเซียงตอบ

    หลังการแสดงสิ้นสุดทั้งสามแวะร้านบัวลอยที่ตั้งข้างลำคลองร้านเรียบง่ายแต่มีกลิ่นน้ำขิงลอยกรุ่นออกมาจากเตาทองแดงบัวลอยลูกโตใส่ไส้งาดำร้อนๆ ใส่ถ้วยไม้ เคียงด้วยถ้วยชาสมุนไพร

    "ร้อนลวกปากไปหมด!" จ้าวเอ่อร์ฉิงโอดหลังใส่ปากเข้าไปทั้งลูก

    "เจ้าก็อย่ารีบกินนักสิ" หลี่เสวี่ยหัวเราะเบาใช้ช้อนตักให้เป่าจนเย็น

    หลังจากอิ่มท้องแล้วทั้งสามก็ไปเดินเลียบริมแม่น้ำครู่ใหญ่ลมยามค่ำค่อนไปดึกเริ่มพัดแรง ใบไม้ปลิวหมุนตามสายลม

    "ข้าเริ่มเหนื่อยแล้ว" จ้าวเอ่อร์ฉิงเอ่ย “เรานั่งพักกันได้หรือไม่”

    “ข้าก็เช่นกัน” หลี่เสวี่ยมองหาที่นั่ง

    "เช่นนั้นพวกเจ้ารอข้าที่นี่" หลิวชิงเซียงชี้ไปยังร้านขายขนมทอดไม่ไกลนัก“ข้าจะไปซื้อขนมกลับมานั่งกินพร้อมพวกเจ้ากินไปคุยไป”

    หลี่เสวี่ยพยักหน้าดวงตายามนี้ยิ้มมีความสุขอย่างที่ไม่ค่อยมีให้เห็น นางกับจ้าวเอ่อร์ฉิงนั่งลงบนม้านั่งริมฝั่งมองแสงสะท้อนของโคมที่ลอยอยู่บนผิวน้ำในระยะไกลรอสหายที่ไปซื้อขนม

    ทว่าในความมืดมุมหนึ่งของตลาดผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีหม่นใบหน้าภายใต้หน้ากากที่งดงามเกินบุรุษทั่วไปยืนมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเปี่ยมรอยยิ้ม

    “ชายาของเราซุกซนนักพาผู้อื่นแอบหนีเที่ยวเสียด้วย” เขาพึมพำเบามือประสานอยู่ในแขนเสื้อยาวอย่างสบายอกสบายใจ แววตาพราวระยับ “ครานี้ เราจะปล่อยไปดีหรือไม่นะ?”

    แสงโคมริมแม่น้ำทอดเงาสะท้อนบนผิวน้ำสีเงินระยับลมยามราตรีพัดผ่านเบาๆ บรรยากาศของตลาดยามค่ำยังคงคึกคัก ผู้คนขวักไขว่อาจจะเพราะเป็นเทศกาลประจำปีของที่นี่ไปแล้วช่วงที่มีพิธีบวงสรวงที่นี่ก็จะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสียงหัวเราะจากเด็กน้อยที่วิ่งเล่นเคล้ากลิ่นขนมหวาน

    หลิวชิงเซียงเดินกลับมาหลังได้ขนมร้อนๆมาหอบไว้เต็มสองมือ กลิ่นหอมแป้งหวานปนอบเชยยังคงระอุอบอวล แต่เมื่อเดินกลับมาที่ม้านั่งริมธารดวงตาคมใต้ขนตางอนพลันชะงักลง ม้านั่งว่างเปล่า..

    ไม่มีแม้เงาของหลี่เสวี่ยหรือจ้าวเอ่อร์ฉิงหลิวชิงเซียงกะพริบตาเร็วๆ เงยหน้ามองรอบข้างอย่างรวดเร็วลมยามค่ำเริ่มแรงขึ้นจนชายเสื้อของนางพัดไหว “เสวี่ยเอ๋อร์! เอ่อร์ฉิง!” นางเรียกคนที่หายไปเสียงต่ำๆแต่รอบตัวกลับไม่มีคำตอบ

    ตอนนั้นดวงตาคู่งามเหลือบไปยังตรอกเล็กด้านข้างซึ่งมีเพียงแสงตะเกียงหนึ่งดวงไหวริบหรี่และตรงปลายตรอกนั้นมีชายผ้าแพรลายประณีตลายเดียวกับชุดของหลี่เสวี่ยพลิ้วไหวหายไปในเงามืดพอดิบพอดี

    หัวใจหลิวชิงเซียงพลันเต้นแรงนางรีบวิ่งไปตามทางโดยไม่คิดระวังจนขนมที่ถือไว้หล่นกระจาย "เสวี่ยเอ๋อร์!" นางวิ่งเข้าไปในตรอกซึ่งมืดกว่าข้างนอกอย่างชัดเจนแต่สิ่งที่พบคือความว่างเปล่า ไม่มีแม้เงาของใครในนั้น

    เสียงฝีเท้าคนดังขึ้นด้านหลังอย่างเงียบงันเร็วราวกับสายลมนางเบี่ยงกายทันควัน พร้อมแรงเหวี่ยงเข้าหาด้านหลังเสียงฝ่ามือปะทะอากาศวืดหนึ่งข้างหู ก่อนจะเบี่ยงกายเตรียมสวนกลับอีกรอบ

    แต่เมื่อหันไป..ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับไม่ใช่คนลึกลับไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน แต่เป็นใบหน้าภายใต้หน้ากากบางๆที่แม้จะแปลงรูปลักษณ์ก็ยังมิอาจซ่อนแววตานั้นดวงตาเรียวยาวสงบนิ่งของใบหน้าที่พบครั้งแรกเมื่อปีก่อนที่เดียวกันนี้คุณชายที่นางไม่รู้ชื่อ..“คุณชาย?”

    “แม่นางชิง” เขาเอ่ยเสียงทุ้มดวงตาเป็นประกายระยับ “พบกันอีกแล้ว”

    หลิวชิงเซียงยืนนิ่งชั่วขณะใจเต้นกระตุกก่อนจะยกคิ้วเอียงขึ้นและยิ้มน้อยๆน้ำเสียงขี้เล่นแต่แฝงด้วยแววรู้ทัน “คุณชาย..พบกันอีกแล้ว..จริงๆ หรือ?”

    เขาหัวเราะแผ่วเสียงนั้นเคลือบทั้งความหวานและหยอกเย้าในคราเดียว “เจ้าจำเก่งนัก” เขาเอ่ยช้าๆ

    “แต่ข้าขอถามคุณชายเสียก่อน” นางจ้องตาเขาไม่ละสายตา “ท่านพาสหายข้าไปหรือไม่?”

    บุรุษตรงหน้าเพียงยกมือขึ้นไหวเบาๆแล้วเอ่ยคำตอบที่ทำให้หัวใจของหลิวชิงเซียงสงบลง “มิได้พาไปแต่เห็นว่าใครบางคนพาไปต่างหาก”

    “ใคร?”

    “ก็สามีของนาง” เขาก้มกระซิบที่ข้างหูนางเสียงนุ่มและใกล้ชิดเหลือเกิน “เจ้าก็อย่าไปขัดพวกเขาเลยอยู่กับข้าดีกว่าหรือไม่?”

    หลิวชิงเซียงชะงักเล็กน้อยริมฝีปากคลี่ยิ้มก่อนจะยู่ปากตอบเย้าๆ “ก็ได้..ข้าเห็นว่าท่านรูปงามหรอกข้าถึงยอมอยู่ด้วย”

    ชายหนุ่มพลันเอนถอยหลังหันมาขมวดคิ้วเบาๆ สายตาคมจ้องลึกดั่งมีเพลิงบางอย่างระริกอยู่ “เจ้า..เจ้าว่าบุรุษผู้นี้รูปงามกว่าข้าหรือ?” น้ำเสียงขุ่นเคืองปิดไม่มิด

    นางหลุดหัวเราะทันทีแต่รอยยิ้มของหญิงสดใสราวแสงตะวันยามเช้าจนชายหนุ่มแทบคลายความขุ่นขึงลง “ท่านก็ช่าง..คนเช่นไรหวงแม้กระทั่งตัวเอง?” ชายหนุ่มหน้าคมสะบัดหน้าหนีเล็กน้อยแต่อีกชั่วขณะก็ต้องชะงักเมื่อนางยื่นมือมาเกาะแขนแล้วกอดแน่นเบาๆ “ไปเดินเล่นกันเถอะเวลาอิสระของเรามีไม่มาก”

    เขายิ้มยกมือขึ้นจับมือของนางแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงกระซิบ“เราหึงเจ้าแม้จะเป็นตัวเอง จากนี้เราจะไม่ใช่หน้ากากนี้อีก” แล้วชายหนุ่มก็พานางเดินออกจากตรอกมืดใช้เวลาร่วมกันที่ริมแม่น้ำเคียงข้างกันไป

    ...

    หลายวันผ่านมาใต้ฟ้ากว้างแห่งเมืองหลวงที่ยามนี้ปกคลุมด้วยแสงทองของตะวันยามเช้าใบไม้ของต้นหลิวข้างกำแพงวังไหวเบาๆ ไปตามลมที่พัดเอื่อยภายหลังจากการเดินทางกลับสู่วังหลวงการบวงสรวงต่อฟ้าดินที่ลานพิธีจบลงพร้อมนิมิตฟ้าใสไร้เงาเมฆเส้นแสงทองสาดอาบเสาไม้ต้นสูงที่ห่มด้วยแพรผ้าสีแดงสดปีนี้ซึ่งชิงเฟยเป็นผู้ขึ้นผูกผ้าด้วยมือตนเองร่วมกับฮ่องเต้พิธีกรรมนั้นได้สิ้นสุดลงด้วยภาพของชายหญิงสองคนผู้สง่างามในอาภรณ์สีขาวปักดิ้นทอง

    ในท้องพระโรงบัลลังก์มังกรยกสูงกลางตำหนักใหญ่เสียงของฮ่องเต้ดังกังวานในความเงียบสงบหลังการประชุมทางการจบลง “ก่อนจบการประชุมวันนี้เรามีเรื่องประกาศ หลิวชิงเซียง..ผู้ดำรงตำแหน่งชิงเฟยบัดนี้ไม่เพียงเป็นสตรีที่คู่ควรในวังหลวง หากแต่เป็นสตรีที่คู่ควรในใต้หล้า” น้ำเสียงของเขาแน่วแน่แข็งแกร่งแต่แฝงความอ่อนโยน

    “สตรีที่มิใช่เพียงสตรีในตำหนักหากแต่เป็นสตรีที่นำชัยให้แก่ทัพจินหยาง เผชิญสมรภูมิกลางทะเลทรายอย่างกล้าหาญใช้ปัญญาความสามารถแทนกระบี่ ใช้น้ำใจแทนโลหิตนำพาชัยชนะมาสู่แผ่นดินอย่างห้าวหาญไม่หวาดเกรงภัย นางควรค่าแก่ตำแหน่งมารดาแห่งแผ่นดินรับมงกุฎหงส์เคียงข้างเรา”

    เสียงซุบซิบในหมู่ขุนนางฝ่ายบุ๋นบางคนเริ่มดังขึ้นแต่พลันเสียงกระแอมหนักๆ ดังขึ้นจากแม่ทัพเก่อเหยียนและขุนพลผู้เฒ่าหลายคน

    “กล่าวได้เหมาะสมยิ่ง! สตรีใดจะมีคุณูปการเหนือชิงเฟยอีก!”

    “พวกเราขอสนับสนุนให้แต่งตั้งชิงเฟยขึ้นเป็นฮองเฮาแห่งแคว้น!”

    เสียงเหล่าขุนนางบู๋ที่พร้อมใจกันประสานดังลั่นแม้แต่เฉียนอ๋องก็ร่วมยินดีด้วย เหล่าขุนนางบุ๋นจึงได้แต่นั่งนิ่งกลืนน้ำลายสีหน้าครุ่นคิดแววตาหลบเลี่ยงสายตาแหลมคมขององค์เหนือหัวไร้ผู้ใดกล้ากล่าวสิ่งใดขัดอีก

    ในที่สุดฮ่องเต้ก็กล่าวปิดท้ายเสียงหนักแน่น“เรา..เทียนหลงฮ่องเต้แห่งจินหยางแต่งตั้งหลิวชิงเซียงเป็นฮองเฮาแห่งแผ่นดิน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพิธีจะจัดขึ้นวันที่แปดเดือนเจ็ด”

    พิธีแต่งตั้งจัดขึ้นภายในตำหนักเทียนเต๋อตำหนักพิธีที่ใช้สำหรับงานมงคลสูงสุดของราชวงศ์ ผนังอาคารประดับภาพวาดฝีมือราชสำนักลวดลายมังกรฟ้า หงส์ขาวและดอกพุดปักปูพื้นพรมหนา ทุกฝีก้าวของผู้คนที่เดินเข้าไปล้วนดังกึกก้องในหัวใจดั่งย่างเข้าสู่โลกของเทพเทวา

    หลิวชิงเซียงสวมอาภรณ์แดงสดลายหงส์ขาวแปดปีกทอลายดิ้นทองสอดเส้นหยกที่ชายแพรมงกุฎหงส์ประดับอัญมณีสีแดงสดวางแนบเรือนผมที่ถักขึ้นสูงประณีต ด้านหน้าผากแต่งแต้มลวดลายรูปดอกอวี้หลานที่ระบายด้วยชาดเข้มละเอียดนางเดินช้าๆ ขึ้นแท่นพิธีท่ามกลางเสียงฆ้องและเครื่องสีที่ทำให้บรรยากาศยิ่งเพิ่มความขลังยิ่งขึ้นเสียงผู้อาวุโสประกาศคำขานพิธีแต่ละขั้น

    “ฮองเฮาคำนับฟ้า” นางประสานมือขึ้นเหนือศีรษะโน้มตัวช้าๆ ลงสามครั้งต่อฟ้า

    “คำนับดิน” อีกสามครั้งที่ศีรษะต่ำแทบพื้น

    “คำนับผู้ครองบัลลังก์” เมื่อเสร็จสิ้น เสียงสวดอวยพรดังแผ่วกลีบดอกหวงหลันที่โปรยจากเบื้องบนล่องลอยลงสู่ศีรษะของนางราวเทพเซียนอวยพรสายตาของฮ่องเต้เบื้องบนที่ทอดมองยังนางจากแท่นสูงเป็นสายตาแห่งความปลื้มปีติที่ยากจะบรรยาย

    ครั้นพิธีเสร็จสิ้นหลิวชิงเซียงถูกส่งเข้าสู่ตำหนักเฉียนชิงตำหนักของจักรพรรดิที่มีสตรีเพียงผู้เดียวประทับได้คือฮองเฮาผู้สวมมงกุฎหงส์นางแต่งองค์อย่างเต็มยศ แพรวพราวดั่งสตรีในนิทานตำราโบราณ พัดกลมในมือนางบังครึ่งใบหน้าล่างดวงตาก้มต่ำ รอยยิ้มบางเล็กจดแทบคล้ายไร้อารมณ์ ทว่าใบหูขาวกลับแดงซ่าน

    เสียงฝีเท้าหนักแน่นเดินเข้ามาไม่ช้าไม่เร็วพระสวามีของนางในอาภรณ์แดงลายมังกรเดินเข้ามาช้าๆสีหน้าเขาในยามนี้อ่อนโยนเกินบรรยาย เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เอื้อมมือออกไปจับพัดกลมในมือของนางอย่างเบามือนางมิได้ขัดขืน พัดค่อยๆ ถูกดึงลงจนเผยใบหน้างามเด่นกลางแสงตะเกียงกลางหน้าผากมีดอกอวี้หลานชาดวาดอย่างประณีตแก้มระเรื่อเข้ากับเครื่องประดับบนเรือนผมอย่างลงตัวชายหนุ่มเห็นก็อดใจเต้นระส่ำไม่ได้

    แม่สื่อจึงเดินเข้ามาแล้วนำกรรไกรเงินออกมาตัดปลายผมของทั้งสองใส่ถุงไหมสีแดงก่อนผูกเชือกมงคลคล้องไว้ “ขอให้ทั้งสองดั่งผืนผ้าเดียวมิแยกขาดดั่งเส้นผมเดียวผูกใจนิรันดร์”

    จากนั้นสุรามงคลถูกยกขึ้นมาทั้งสองคล้องแขนดื่มพร้อมกัน จอกสุราสั่นน้อยๆ ในมือหลิวชิงเซียงแต่รอยยิ้มของนางมิได้สั่นไหว เมื่อแม่สื่อออกไป เหลือเพียงเขาและนางในตำหนัก

    โม่เหวินหานยื่นมือแตะปลายคางนางเบาๆเอ่ยยิ้ม “ฮองเฮา..คนงาม” เขาโน้มกายลงแนบริมฝีปากเข้าหานางอย่างอ่อนโยนอย่างถามใจไม่ไหวอีกจุมพิตนั้นยาวนานจนหญิงสาวต้องยกมือทุบอกเขาเบาๆ เพื่อขอพักหายใจ เขาผละออกมาด้วยรอยยิ้มพอใจดวงตาคู่นั้นอ่อนละมุนจดจ้องมา

    แต่นางทนสายตานั้นไม่ไหวต้องหลบตาเล็กน้อยใบหน้าแดงระเรื่อก่อนจะผินหน้ามองออกไปด้านนอกก่อนที่สายตาก็คล้ายเหม่อลอยเพราะคิดถึงเส้นทางที่ผ่านมาของทั้งสอง

    แต่เขาไม่ให้นางได้นิ่งนานนักยกมือแตะแก้มนางลูบไล้เบาๆแต่หญิงสาวยังคงไม่ใส่ใจ สายตาคล้ายมีเรื่องในความคิด เขาจึงเอ่ยถาม “เจ้าเป็นอะไรหรือ?”

    นางค่อยๆหันกลับมามองบุรุษข้างกาย “เราสอง..พบพรากกันนับสิบนับร้อยครั้ง..แต่ในที่สุดก็ได้ร่วมวิวาห์” ดวงตาของนางสั่นระริกทั้งรื้นขึ้นจนคล้ายดวงดาวที่ใสสุกสกาว

    เขานิ่งไปครู่แววตานั้นเป็นประกายเศร้าระคนสุข คำพูดที่เขาเข้าใจ..เรื่องบางเรื่องที่มีเพียงเราสองรู้กัน

    เขายกมือนางขึ้นมาจูบเบาๆบนหลังมือ “ตั้งแต่นี้ไปเราจะจัดพิธีแต่งอีกสักร้อยคราเพื่อชดเชยให้กับอดีตทั้งหมด ดีหรือไม่?” เขาประทับรอยจูบที่หลังมือนางอีกครั้งเป็นการประทับคำสัญญา

    นางยิ้มทั้งน้ำตาที่เปี่ยมสุขพยักหน้าเบาๆ ไม่ต้องกล่าวคำใดอีก

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน