Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 ปฐมบทแห่งยุคมืด

            "จะว่าไป ทัศนียภาพที่นี่งดงามดีนะ"

            เขามองไปยังริมทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกลนักไอปราณที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับแดนเซียนชายหนุ่มร่างกำยำอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาพลางกอดอก

            นี่คือวันที่สามแล้วที่เขามาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้

            จากคำบอกเล่าของเชียนฉินเขาก็รู้แล้วว่าตนถูกปีศาจต้นไม้จับตัวมา

            สายตาพลันเหลือบไปเห็นกิ่งก้านเสียดฟ้าที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในม่านหมอกหนาทึบจนมองไม่เห็นยอดชายหนุ่มร่างกำยำถึงกับขนลุกซู่

            ให้ตายสิ

            สถานที่ที่ห่างจากเขตเมืองไม่ถึงสามร้อยกิโลเมตรกลับมีอสุรกายขนาดมหึมาเช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นมา หากมนุษย์รู้เข้าเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่

            ที่สำคัญกว่านั้นต้นไม้ที่กิ่งก้านเสียดฟ้าต้นนี้กลับมีสติปัญญา!

            "อึก"

            เขาเผลอกลืนน้ำลายลงคอแม้จะรู้เรื่องนี้มาสามวันแล้วแต่หลังของชายหนุ่มร่างกำยำก็ยังคงมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

            นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!

            ชายหนุ่มร่างกำยำไม่สงสัยเลยหากมนุษย์รู้ว่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติได้มีสติปัญญาความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาย่อมไม่พ้นการสังหาร

            ใช่แล้ว การสังหารให้สิ้นซาก

            ไม่ต้องสงสัยเลยในเรื่องนี้

            ความเลวร้ายของสันดานมนุษย์ ไม่สิทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็ต้องเลือกเช่นนี้เมื่อรู้สึกว่าสถานะผู้ปกครองของตนถูกคุกคาม

            ทว่าตอนนี้กลับมีอสุรกายน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ซุ่มซ่อนอยู่ในหุบเขา...

            "เฮ้อ..."

            ชายหนุ่มร่างกำยำถอนหายใจยาวพยายามระงับความตึงเครียดในใจ

            แม้ใจจะตึงเครียด แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับไม่สามารถมีความรู้สึกเป็นศัตรูต่อกิ่งก้านเสียดฟ้าต้นนี้ได้เลย

            มีแต่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจมากกว่า

            เขามองเห็นภาพในอนาคตอันใกล้ราวกับมีกลุ่มควันรูปดอกเห็ดจากอาวุธนิวเคลียร์ผุดขึ้นมาบนผืนฟ้าแห่งนี้อย่างงดงามตระการตา

            นี่คือชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างแน่นอน

            ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มร่างกำยำเท่านั้นที่เชื่อเช่นนี้แม้แต่เหลิ่งเฟิงที่นั่งสงบอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลก็ยังเชื่อมั่นในสิ่งเดียวกัน

            แต่ถึงจะเชื่อมั่นอย่างนั้น

            เพื่อการเอาชีวิตรอดพวกเขายังต้องทำภารกิจประจำวันให้ลุล่วง

            สอนสัตว์ป่ากลายพันธุ์ให้อ่านออกเขียนได้และสอนให้พวกมันรู้จักโลกกว้าง...

            แค่คิดก็ขนหัวลุกแล้วแต่พวกเขาสามคนก็ทำเช่นนี้มาตลอดสามวัน

            เขายกสายตาขึ้นมองเสือขาวตัวมหึมาราวกับเขาขนาดย่อมที่หมอบอยู่ตรงหน้า

            ในสายตาที่ทอดมองลงมามีความกระหายเลือดส่องประกายออกมา

            ชายหนุ่มร่างกำยำก็รู้สึกกดดันอย่างมาก

            เจ้าตัวร้ายนี่เกือบจะตบเขาจนตายด้วยอุ้งเท้าเดียว

            แต่ตอนนี้เขาไม่เพียงต้องสอนมันเขียนหนังสือ ยังต้องหวีขนให้มันอีกด้วยเรียกได้ว่ากลายเป็นพี่เลี้ยงไปโดยสมบูรณ์

            "อึก..."

            เขารู้สึกราวกับจะกระอักเลือดเก่าออกมาชายหนุ่มร่างกำยำฝืนปั้นหน้ายิ้มพลางหยิบกิ่งไม้สำหรับใช้สอนประจำวันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วเขียนตัวอักษร '虎'(หู่) ลงบนพื้นดิน

            "นี่คือ คำว่าเสือ ซึ่งก็คือแกไง"

            เขาพูดพร้อมกับทำท่าทางประกอบจนกระทั่งเสือขาวตัวมหึมาพยักหน้าเล็กน้อย ชายหนุ่มร่างกำยำจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเริ่มสอนคำต่อไป

            แต่ต้องยอมรับว่าไม่รู้ว่ากิ่งไม้ในมือเป็นส่วนที่หลุดร่วงจากปีศาจต้นไม้ที่ซ่อนอยู่ในม่านหมอกหนาทึบหรือไม่เพราะเมื่อสัมผัสแล้ว มันกลับให้ความรู้สึกเย็นสบายอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งพลังวิญญาณก็ยังผันผวนตามไปด้วย

            "ให้ตายสิปีศาจต้นไม้คือขุมสมบัติชัดๆ เลยนี่"

            และเมื่อนึกถึงน้ำบำรุงชีวิตสีเขียวใสที่ปีศาจต้นไม้ใช้เลี้ยงดูสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นชายหนุ่มร่างกำยำก็เลียริมฝีปาก...

            ในตอนนี้เขามีความรู้สึกอยากจะคุกเข่าต่อหน้าปีศาจต้นไม้ต้นนั้น

            ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นการเพิ่มพูนพลังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

            สำหรับชายหนุ่มร่างกำยำนี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ คือวาสนา... หากสามารถคว้าไว้ได้ก็จะเป็นการทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด

            แน่นอนว่าความหวาดกลัวในตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            อย่างไรก็ตามชายหนุ่มร่างกำยำยังคงพยายามปลอบประโลมตัวเองว่า รออีกไม่กี่วันเขาก็จะไปแสดงความในใจต่อหน้าเทพต้นไม้ต้นนี้

            ส่วนเรื่องมนุษย์...

            เหอะ

            เขาไม่ได้เป็นผู้ก่อสงครามเผ่าพันธุ์และถึงแม้เทพต้นไม้ต้นนี้จะน่ากลัวเพียงใดก็ยังห่างไกลจากการเปิดศึกสู้กับมนุษย์ทั้งเผ่าพันธุ์

            ดังนั้นเขาจึงไม่ถือว่านี่เป็นการทรยศต่อเผ่ามนุษย์

            และถึงแม้จะทรยศแล้วอย่างไรไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ยึดมั่นในความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่

            คนไม่ทำเพื่อตัวเอง ฟ้าดินลงโทษ

            ชายหนุ่มร่างกำยำไม่ปรารถนาให้ฟ้าดินลงโทษและไม่ต้องการให้โลกล่มสลายไปพร้อมกับตัวเขาแน่นอนว่าต้องเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิต

            ในจุดนี้ความสำนึกของชายหนุ่มร่างกำยำที่ลิงทองคำทำให้หมดสิ้นความทะนงตัวลงไปแล้วนั้นสูงส่งเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์ส่วนใหญ่ไปมากนัก

            แม้แต่อวี๋จื่ออวี๋เองก็คงต้องตะลึงอ้าปากค้างหากล่วงรู้ความคิดนี้

            .....

            และในเวลานี้ บนลำต้นของกิ่งก้านเสียดฟ้าหญิงสาวชุดแดงเพลิงคนหนึ่งกำลังแกว่งขาขาวผ่องไปมาพลางมองไปยังเหล่ามนุษย์ที่กำลังสอนสัตว์ป่ากลายพันธุ์แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

            "นายท่านคิดอะไรอยู่คะ?"

            "แค่คิดเรื่องใช้ประโยชน์พวกขยะเหล่านั้นเท่านั้น"

            เมื่อได้ยินเสียงของอวี๋จื่ออวี๋ที่ตอบมาอย่างไม่ใส่ใจชิงเอ๋อร์ก็หัวเราะคิกคัก

            "ขยะเหรอคะ ก็ได้ค่ะแต่ความรู้ของมนุษย์นั้นสำคัญต่อบริวารตัวน้อยเหล่านี้จริงๆ ค่ะเพียงพอที่จะสร้างโลกทัศน์ขั้นพื้นฐานให้กับพวกมันได้"

            พูดถึงตรงนี้ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ชิงเอ๋อร์หยุดชะงักทันที ใบหน้าของเธอพลันแสดงความเคร่งขรึมออกมา

            "นายท่านคะช่วงนี้เกิดเรื่องใหญ่กับมนุษย์ อยากฟังไหมคะ?"

            "อะไรหรือ?"

            อวี๋จื่ออวี๋เกิดความสนใจขึ้นมาจึงเอ่ยถามกลับไป

            "เมื่อไม่นานมานี้สหพันธรัฐอิสระที่อยู่อีกฝั่งของมหาสมุทรได้เผชิญหน้ากับคลื่นสัตว์กลายพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ขนาดของมันกว้างขวางเกินกว่าคนทั้งโลกจะจินตนาการ"

            "บางคนถึงกับนิยามด้วยคำว่า 'นี่คือปฐมบทแห่งยุคมืด' เพื่ออธิบายคลื่นสัตว์กลายพันธุ์ในครั้งนี้เลย"

            ....

            อวี๋จื่ออวี๋ฟังอย่างเงียบๆทว่าในใจรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย

            คลื่นสัตว์กลายพันธุ์ครั้งใหญ่... ยุคมืด...

            คำเหล่านี้ไม่ใช่คำที่สามารถพูดออกมาได้อย่างง่ายดายนัก

            และในตอนนี้ชิงเอ๋อร์ที่กำลังลูบกิ่งก้านหนาของอวี๋จื่ออวี๋อย่างแผ่วเบาก็หวนนึกถึงข้อมูลที่ได้มาแล้วกล่าวเสริมอีก

            "ในเช้าตรู่วันที่เจ็ดตุลาคมคลื่นสึนามิสูงกว่าร้อยเมตรได้โถมเข้ากลืนกินเกือบครึ่งเมือง ในขณะเดียวกันอสูรทะเลกลายพันธุ์นับหมื่นตัวก็พุ่งเข้าโจมตีเมืองของมนุษย์ในบรรดาพวกมันเหล่านั้นปรากฏสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวหลายตัวด้วยค่ะ"

            "หนวดของปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่งกวาดตึกสูงหลายสิบแห่งพังทลายฉลามคลั่งยาวกว่ายี่สิบเมตรแหวกว่ายในน้ำทะเล อ้าปากกว้างราวกับเหวนรกกลืนกินถนนครึ่งสายไปพร้อมกับผู้คน"

            "เมื่อเผชิญหน้ากับคลื่นสัตว์อสูรที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็วเช่นนี้สหพันธรัฐอิสระที่ไม่ทันตั้งตัวก็พังทลายลงทันที เมืองหนึ่งเกือบจะถูกยึดครองในที่สุดฝ่ายกุมอำนาจก็ตัดสินใจยิงอาวุธนิวเคลียร์สามลูกใส่พื้นที่นั้น..."

            ความเงียบเข้าปกคลุมไปชั่วครู่จนกระทั่งผ่านไปนาน อวี๋จื่ออวี๋จึงถอนหายใจออกมา

            "มนุษย์ถึงกับต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์จริงๆอย่างนั้นหรือ?"

            "ใช่ค่ะ ใช้ไปแล้วค่ะทันทีที่ควันรูปดอกเห็ดพวยพุ่งขึ้นมา อย่างกับสวรรค์และโลกมืดมิดไปชั่วขณะ"

            พูดถึงตรงนี้สีหน้าของชิงเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมาแล้วกล่าวเสริม

            "อย่างไรก็ตามเมื่อได้อ่านเอกสารของอาจารย์ ก็พบว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ครั้งนั้นดูเหมือนจะยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดแสงสว่างรำไรที่อยู่เบื้องหลังคลื่นสึนามิสูงร้อยเมตรนั้นราวกับมีเสียงคำรามจากยุคบรรพกาล... ไม่เพียงแต่ทำให้ท้องฟ้าสั่นสะเทือนเท่านั้นแต่ยังทำให้วิถีการตกของอาวุธนิวเคลียร์เบี่ยงเบนไปด้วย..."

            "คลื่นสึนามิสูงร้อยเมตร...ส่งผลต่อวิถีการตกของอาวุธนิวเคลียร์ได้งั้นรึ..."

            อวี๋จื่ออวี๋แค่นหัวเราะและเขาก็พอจะเข้าใจได้แล้ว

            หากไม่มีอะไรผิดพลาดย่อมต้องเป็นฝีมือสัตว์ทะเลกลายพันธุ์ระดับภัยพิบัติหรือก็คือระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองลงมือเป็นแน่

            สัตว์อสูรทะเลระดับภัยพิบัติมีสติปัญญาแล้วการที่พวกมันตระหนักรู้ความน่าสะพรึงกลัวของมนุษย์จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

            และในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มเล็กน้อย และรู้สึกอิจฉาการมีมหาสมุทรหนุนหลัง ทำให้อสูรทะเลเหล่านี้ไม่กลัวอาวุธนิวเคลียร์เลยจริงๆ

            แต่เขาก็คงจะใกล้ถึงจุดนั้นแล้วเหมือนกัน

            "ฟู่"

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่พลันกระตุ้นพลังวิญญาณออกมาโดยไม่รู้ตัว

            ไม่นานต่อหน้าสายตาที่ไม่เชื่อของชิงเอ๋อร์ร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ได้จมลงไปเบื้องล่าง

            ใช่แล้ว จมลงไป ราวกับกำลังจมลงสู่ห้วงลึก

            หากสังเกตอย่างละเอียดพื้นดินรอบร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋ได้กลายเป็นหนองน้ำที่ลึกไปเป็นวงกลม...และลำต้นหนาของอวี๋จื่ออวี๋ก็ค่อยๆ จมลงไปในหนองน้ำนั้น

             [ความสามารถ - มุดปฐพี:การใช้ประโยชน์จากพลังธาตุดินอีกรูปแบบหนึ่งโดยการเปลี่ยนพื้นดินให้กลายเป็นหนองน้ำเพื่อให้ร่างหลักสามารถพุ่งดิ่งลงสู่ใต้ดินได้โดยตรง...]

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน