57
เปิดใจ
ชิงเอ๋อร์จากมาด้วยความคับแค้น ในชีวิตของนางไม่นึกว่าจะถูกทำให้อับขายหน้าขนาดนี้มาก่อน เวลานี้ใบหน้าของนางยังบวมเป่ง นางต้องใช้ผ้าปิดปากสวมอำพรางใบหน้า สาวใช้คนนั้นมือหนักไม่น้อย ยามนึกถึงสีหน้าและแววตาของจางหลินถง ชิงเอ๋อร์ก็โกรธแค้นและกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงฝ่ามือตนเอง
“คอยดูเถอะ ข้าจะทำให้พวกเจ้าตายอย่างไร้ที่กลบฝัง” กล่าวเบาๆ พลางก้มมองเด็กน้อยที่กำลังหลับอยู่ในอ้อมอก ด้วยสายตาลึกล้ำยากจะคาดเดา
รถม้ายังคงเคลื่อนไปไม่หยุด เจี่ยอินและยู่เฟิงทำหน้าที่ขับรถม้าด้านนอก ข้างในมีนาง เด็ก และสาวใช้หนึ่งคน รวมทั้งหมดห้าชีวิต คนทั้งหมดเพิ่งเดินทางออกนอกเมืองหลวงได้สองชั่วยาม ต้องเดินทางอีกสิบวันกว่าจะถึงโจเจียง ชิงเอ๋อร์เห็นเด็กกำหลับจึงส่งเด็กให้สาวใช้ช่วยอุ้ม ส่วนนางล้วงเอานกกระดาษในอกเสื้ออกมามองอยู่พักหนึ่ง
“นั่นคืออะไรหรือเจ้าคะ?”สาวใช้อดถามไม่ได้
“ของสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตข้า”นางกล่าวพลางยกยิ้มที่มุมปาก แล้วตัดสินใจแกะนกกระดาษออกมา ทว่าต่อมาสีหน้าของชิงเอ๋อร์พลันซีดเผือด เมื่อพบว่าด้านในปรากฏลายมือที่นางคุ้นเคยมากที่สุด
“เขารู้?”
อู๋ฮวนเห็นตอนที่นางหยิบงั้นหรือ? หลังจากนั้นส่งคนเข้ามาเพื่อสับเปลี่ยนอันที่นางหยิบมากลับคืน หมายความว่าอู๋ฮวนสงสัยนางมานานแล้ว เขาดีต่อนางเพื่อให้นางตายใจคลายระวังระวังตัว ที่แท้เขามีแผนจัดการนางอยู่แล้ว มือที่จับกระดาษาสั่นระริก โกรธแค้น และเจ็บใจ นางหลงกลอู๋ฮวนเข้าจนได้ เสียดายก็แต่ยังไม่ทันได้แกะดูว่าเนื้อหาข้างในเขียนอะไรไว้บ้าง
ชิงเอ๋อร์ขยำกระดาษอย่างแรง ในกระดาษแผ่นนี้มีข้อความกล่าวเตือนเพียงสามคำเท่านั้น ‘กลับใจเสีย’ นางจำได้ว่าลายมือนี้เป็นของอู๋ฮวน คนผู้นี้กล่าวเตือนใครนั่นหมายถึงโอกาสสุดท้ายที่เขาจะมอบให้ ชิงเอ๋อร์เสียวหลังวาบ นางยื่นมือไปเปิดผ้าม่านรถม้ามองออกไปข้างนอก
เวลาเดียวกันนั้นเจี่ยอินหันมาพอดี เขายิ้มให้นาง ชิงเอ๋อร์สะดุ้งสุดตัว นางลืมไปได้อย่างไรว่าเจี่ยอินและยู่เฟิงเป็นนักฆ่าฝีมือดีที่สุดในบรรดาผู้ติดตามของอู๋ฮวน ยามพวกเขาลงมีดแต่ละครั้ง มักไม่มีเวลาให้เหยื่อได้ร้องขอชีวิต
“แม่นางชิงเอ๋อร์เป็นอะไรไปหรือ?”เจี่ยอินถาม เมื่อเห็นอีกฝ่ายสีหน้าซีดเซียวลงมาก
ชิงเอ๋อร์รีบส่ายหน้ากลบเกลื่อน“ข้าแค่อยากรู้ว่าถึงไหนแล้ว”
“หนทางอีกยาวไกล เชิญแม่นางชิงเอ๋อร์พักผ่อนให้สบายเถิด” เจี่ยอินกล่าวแล้วยิ้มให้อีกครา
“อืม” ชิงเอ๋อร์พยักหน้ารับและรีบปิดผ้าม่านรถม้าลงทันที
เจี่ยอินเห็นอีกฝ่ายปิดผ้าม่านอย่างรวดเร็ว ทั้งใบหน้าซีดเซียวผิดปกติจึงหันไปสบตากับยู่เฟิง ราวกับรู้กันเพียงแค่สองคน สิ่งที่อู๋ฮวนสงสัยเป็นความจริงทั้งหมด เพียงแต่พวกเขาได้รับคำสั่งให้จับตามองเพียงเท่านั้น จึงทำได้แค่นั่งเงียบๆและขับรถม้าต่อไป
ที่หอสราญรมญ์
คนอื่นทยอยเดินออกไป จางหลินถงจึงขยับตัวเตรียมลุกขึ้นบ้าง แต่อู๋ฮวนยื่นมือคว้ามือของนางไว้ พลางกระตุกเบาๆบอกให้นางนั่งลงก่อน
“อาหลิน ข้ามีเรื่องที่ต้องพูดกับเจ้า”น้ำเสียงอู๋ฮวนคราวนี้ไร้ซึ่งความหยิ่งผยอง
จางหลินถงเห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่หลงเหลือมาดจวิ้นอ๋องผู้สูงส่งเช่นแต่ก่อน นางจึงยอมนั่งลงแต่โดยดีแล้วดึงมือออกอย่างนุ่มนวล แม้เรื่องชิงเอ๋อร์คลี่คลาย แต่ความรู้สึกของนางยังไม่เหมือนเดิม นางไม่ถึงกับเกลียดเขา ไม่ได้รู้สึกรังเกียจแล้ว เพียงแต่ไม่สนิทเหมือนเช่นแต่ก่อน
หลังผ่านพ้นความเจ็บปวดในใจ นางรู้สึกว่านางเติบโตขึ้นมาก นางไม่ได้จมปลักกับความรักหนุ่มสาว นางมีเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น การมาเมืองหลวงคราวนี้นางจะไม่ยอมมาโดยเสียเที่ยวเปล่าแน่ อย่างน้อยนางต้องทำให้ศัตรูเก่าหวาดผวาจนอยู่ไม่เป็นสุข
อู๋ฮวนมองมือวางเปล่าอย่างใจหาย เขารู้ว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม เขากลัวว่าจะเสียนางไป แต่ก็ไม่กล้าผลีผลามบังคับใจนางอีกแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจดึงมือกลับไปหยิบกาน้ำชาริน และเลื่อนไปตรงหน้าจางหลินถง
“ข้าได้ไตร่ตรองดูแล้ว แผนของเจ้าเป็นแผนการที่ยอดเยี่ยมมาก”อู๋ฮวนกล่าวชมจากใจจริง จางหลินถงไม่ตอบรับ นางเพียงแค่ยื่นมือขึ้นไปจับถ้วยชาและยกขึ้นจิบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจ ฝ่ายอู๋ฮวนพอเห็นจางหลินถงยอมจิบชาที่เขารินให้ ชายหนุ่มก็เริ่มยิ้มได้บ้าง“อาหลินหากว่าใช้นักแม่นธนูทำแทนไม่ได้หรือ ข้าเป็นห่วงเจ้า กลัวว่า...”
“อันที่จริง ระเบิดควันพิษเป็นของใหม่ที่ข้าเพิ่งคิดได้ ข้าดัดแปลงจากตำราพิชัยสงครามเผ่าหั่วจู หมายความว่าอาจได้ผลหรือไม่ได้ผล สำคัญที่การจุดไฟต้องอาศัยความรวดเร็ว หากใช้ไฟธรรมดาข้าคิดว่าระเบิดอาจจะระเบิดใส่นักแม่นธนูตายไปก่อน”นางกล่าวพลางวางถ้วยชาลง และชี้ไปที่เทียนไขที่วางบนเชิงเทียนข้างหน้าอู๋ฮวน“ท่านดู”
นางแบมือ ชั่วขณะดวงตาของนางกลายเป็นสีโลหิต รอบกายนางมีปราณสีแดงแผ่ซ่าน อู๋ฮวนรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างนาง จากนั้นเทียนไขก็ติดไฟขึ้นมา
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”ชายหนุ่มกระพริบตาอย่างตกตะลึง เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดนางต้องลงมือเอง เป็นเพราะระเบิดควันพิษที่ว่าไม่สามารถจุดไฟได้ทันที
จางหลินถงรีบหลบซ่อนดวงตาสีโลหิต“เพราะเป็นเช่นนี้ข้าถึงต้องทำเอง ท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะระวังตัวให้มาก”
อู๋ฮวนพยักหน้า“หลังจากพาอู๋อ๋องกับอู๋สี่ออกไปได้ ข้าจะรีบไปสมทบกับเจ้าทันที”
“ไม่เป็นไร ข้าบอกแล้วว่าจะระวังตัวให้มาก อีกอย่างมีท่านหมอไปด้วย ข้าไม่เป็นอะไรหรอก”นางบอก ใบหน้าอิ่มเอิบยิ้มบางๆ หากมาเขาต้องถูกฝนธนูจำนวนมากยิงใส่ แผนที่นางทำมาทั้งหมดจะสูญเปล่า
อู๋ฮวนมีสีหน้าผิดหวัง ดวงตาเศร้าหมอง “เจ้ายังโกรธข้าเรื่องชิงเอ๋อร์ หรือว่าเรื่องที่ข้าไม่ยอมฟังเจ้ากันแน่ เหตุใดเจ้าถึงเย็นชากับข้านัก อาหลิน ข้าต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะยกโทษให้ข้า”
จางหลินถงนั่งเงียบ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำบางคำที่ติดค้างในใจนาง“ยังจำที่ข้าถามท่านว่า พวกเราถอยคนละก้าวได้หรือไม่?”
“อืม” อู๋ฮวนพยักหน้า หัวใจกระตุกวูบ
“ท่านรู้เรื่องของข้าทั้งหมด แต่ข้ากลับไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วท่านเป็นใคร หวังสิ่งใดจากข้า คนทั่วไปเริ่มทำความรู้จักกันทีละน้อย แต่ท่านกับข้า...เริ่มมาจากผลประโยชน์ ท่านคิดว่าความสัมพันธ์เช่นนี้ จะทำให้เรามีความสุขได้จริงหรือ”นางย้อนถามสีหน้าจริงจัง
เป็นความจริงที่อู๋ฮวนปฏิเสธไม่ได้ ความสัมพันธ์ของเขาและนางเริ่มต้นมาจากผลประโยชน์จริงๆ แม้ในใจของเขายามนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องผลประโยชน์เหล่านั้นแล้ว แต่ทุกสิ่งที่เขาครอบครองล้วนบ่งชี้ว่าเป็นเช่นนั้น อู๋ฮวนคิดได้ก็หันไปเปิดหีบเล็กๆ ก่อนจะตัดสินใจยกหีบส่งให้หญิงสาว
“ข้ามอบคืนให้เจ้า”
จางหลินถงเหลือบมองพลางยื่นมือไปเปิดดู ดวงตานางเบิกกว้างเงยขึ้นมองสบตาชายหนุ่ม ในหีบคือพระราชโองการสมรสพระราชทานจากอีดตฮ่องเต้ และหนังสือหมั้นที่ผ่านการเห็นชอบจากกัวเหวินเซิน
“นี่...”หัวใจจางหลินถงเต้นรุนแรง รู้สึกใจหาย
“เจ้าพูดถูก ความสัมพันธ์ของข้ากับเจ้าเริ่มต้นมาจากผลประโยชน์ ความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่สามารถทำให้เจ้ามีความสุขได้แน่ ดังนั้นข้าจะเริ่มต้นใหม่ ข้าจะทำให้เจ้าเห็นว่าข้าจริงใจกับเจ้าจริงๆ สิ่งที่อยู่ในหีบนั้นหากเจ้าต้องการทำลาย เจ้าสามารถทำได้ข้าจะไม่ห้ามเจ้า ยังมีอีกสิ่งนี้ข้าขอคืนให้เจ้า”ชายหนุ่มล้วงในอกเสื้อหยิบป้ายคำสั่งออกมาวางตรงหน้าจางหลินถง“นี่เป็นป้ายคำสั่งหน่วยพยัคฆ์ขาวที่แม่ทัพกัวมอบให้ข้ายืมชั่วคราว”
“ท่านกำลังประชดข้าอยู่หรือ?”นางอดถามไม่ได้ ดวงตาเริ่มร้อนผ่าว
“ไม่ใช่อย่างนั้น อาหลินเจ้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าเพียงอยากแสดงความจริงใจต่อเจ้า อยากทำให้เจ้าเห็นว่าข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากเจ้าเลย” อู๋ฮวนรีบอธิบาย “อย่างที่เจ้ารู้ ข้าไม่ใช่บุตรของอู๋อ๋อง ไม่ใช่คนต้าอู๋ แคว้นของข้าล่มสลาย ครอบครัวข้าจึงอพยพมาที่นี่ บิดาข้าแซ่จ้าว นามว่าเจิน เป็นเชื้อพระวงศ์จงโจวคนเดียวที่เหลือรอดมาได้ ส่วนมารดาข้าแซ่เซียว นามว่าเซียวซี่ถาง”
“จ้าวเจิน เขาคือประมุขเผ่าซั่งเหยาใช่หรือไม่?”จางหลินถงย้อนถาม หนนั้นนางเจ็บป่วยเพราะหนอนโลหิตกินคน อู๋ฮวนพานางไปขอความช่วยเหลือจากประมุขเผ่าซั่งเหยา และช่วยขับหนอนออกจากร่างกายจนนางรอดชีวิตมาได้
“ถูกต้องแล้ว เขาคือจ้าวเจิน เป็นบิดาของข้าเอง จ้าวมู่ จ้าวจื้อ จ้าวเยี่ยนหลิง พวกเขาคือพี่ชายและพี่สาวของข้า ส่วนนามของข้าคือจ้าวจิง” ในที่สุดอู๋ฮวนก็ยอมเปิดเผยเรื่องราวของเขากับนางแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านถึงพลัดหลงกับพวกเขาได้”
“ไม่ใช่การพลัดหลง แต่เป็นการหลบหนี”
“หลบหนี!”
“ตอนนั้นแคว้นจงโจวล่มสลาย ผู้คนหนีภัยสงครามอดอยากแร้นแค้น มารดาข้ากำลังตั้งครรภ์ แต่บิดาข้ายังมีภรรยาอีกสองคนทั้งยังมีบุตรอีกสามคนที่ต้องดูแล เสบียงที่มีไม่เพียงพอดูแลทุกคน พวกเขาต้องอดอยากเพื่อนำอาหารมาบำรุงมารดาข้า นานวันเข้าพวกนางไม่พอใจจึงคิดปองร้ายมารดาของข้า เวลานั้นอู๋อ๋องเดินทางมาพบเข้า พวกเขาเดินทางมาด้วยกันระยะหนึ่ง เห็นมารดาถูกรังแกทุบตีลับหลัง ต่อมามารดาทนไม่ไหวหากยังอยู่ต่อไปข้าอาจจะไม่รอด จึงขอร้องให้อู๋อ๋องพานางหลบหนี อู๋อ๋องพานางกลับอู่โจว ต่อมาอู๋อ๋องขอนางแต่งงาน มารดาข้าจึงแต่งงานกับอู๋อ๋องเพื่อปกป้องข้า นับจากนั้นข้าก็กลายเป็นคนแซ่อู๋ หลังจากมารดาให้กำเนิดข้า นางก็จากไปทิ้งข้าไว้กับอู๋อ๋อง ข้าไม่เคยรู้ว่าข้าไม่ใช่บุตรอู๋อ๋องจนกระทั่งข้าอายุแปดขวบ ข้าได้ยินอู๋อ๋องกล่าวต่อป้ายวิญญาณมารดาของข้า ว่านับวันข้ายิ่งมีใบหน้าคล้ายจ้าวเจินมากขึ้นทุกที ตัวเขาไม่รู้ว่าจะมองข้าได้อีกนานแค่ไหน หลังจากได้ยิน ข้าจึงสงสัยว่าตัวข้าอาจไม่ใช่สายเลือดอู๋อ๋อง ข้าหลงคิดว่ามารดาทำเรื่องไม่ดีจนมีข้า ข้าหวาดกลัวว่าจะถูกฆ่าตายในสักวัน ในใจข้ามีแต่ความหวาดระแวง ข้าทำทุกอย่างเพื่อปกปิดไม่ให้ใครรู้ว่าข้าไม่ใช่บุตรของอู๋อ๋อง ข้าทำเหมือนคนสกุลอู๋ที่ใช้ชีวิตบนความเห็นแก่ตัวและผลประโยชน์ จนกระทั่งมาเจอเจ้า ครั้งแรกที่พบเจ้า หลังจากรู้ว่าเจ้าเป็นใครข้ายอมรับว่าช่วยเจ้าเพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ ข้ายอมรับว่าข้าเห็นแก่ตัวมาก แต่ว่าตอนนี้ความรู้สึกของข้าเปลี่ยนไปแล้ว อาหลิน...ทุกอย่างที่ข้าฉกฉวยมาจากเจ้า ข้าคืนให้เจ้าทั้งหมด นับจากนี้ข้าจะเริ่มต้นใหม่ ทำความรู้จักเจ้าอีกครั้ง ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะไม่ปิดกั้นโอกาสข้า”
หลังจากได้เปิดใจบอกทุกเรื่องราวแก่นาง อู๋ฮวนสบายใจขึ้นมาก ในหัวใจของเขาโล่งเบาอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกนี้ช่างยอดเยี่ยม เขารู้สึกว่าตัวเขากลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง ชายหนุ่มมองใบหน้าอิ่มเอิบของจางหลินถงและยิ้มให้นาง รอยยิ้มของเขาสื่อถึงความรักที่ไม่คาดหวังสิ่งใด
จางหลินถงเห็นรอยยิ้มและแววตาของอีกฝ่าย ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าว นางรีบหลบสายตาขณะตัดสินใจเลื่อนแผ่นป้ายคำสั่งไปตรงหน้าชายหนุ่ม “สิ่งนี้ท่านตาให้ท่านยืมชั่วคราว อีกอย่างท่านเป็นผู้รักษาการแม่ทัพหน่วยพยัคฆ์ขาว ท่านก็เก็บไว้ก่อนเถอะ รอเมื่อเมื่อทุกอย่างสำเร็จท่านค่อยนำมาคืนข้า”
ถือว่าเริ่มต้นได้ไม่เลว อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ผลักไสเหมือนคืนก่อน อู๋ฮวนมองแผ่นป้ายคำสั่งแล้วฉีกยิ้มกว้างขึ้นอีก“ได้ แม่ทัพกัวฝากฝังให้ข้าดูแลเจ้า ต่อไปข้าจะค่อยๆสอนเจ้า เจ้าเป็นคนมีความสามารถ ต่อไปเจ้าทำได้ดีอย่างแน่นอน”
“อืม” จางหลินถงพยักหน้า นางเลิกติดใจสงสัยเขาแล้ว “ส่วนของในหีบนี้ข้าจะเก็บมันไว้ก่อน เวลานี้หน่วยพยัคฆ์ขาวกำลังมีปัญหา คนบางกลุ่มพยายามเรียกร้องให้ข้าถอนหมั้นกับท่าน ก็อย่างที่ข้าเคยพูดไว้ ข้าจะไม่แต่งงานกับคนสกุลอู๋”
อู๋ฮวนเข้าใจว่านางกำลังคิดอะไร แม้รู้สึกใจหาย แต่เขาเองก็ไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับสกุลอู๋อีก จึงไม่ต้องการให้นางพัวพันกับสกุลอู๋เช่นกัน“ได้ ข้าเข้าใจ การตายของแม่ทัพกัวมีสาเหตุมาจากความเห็นแก่ตัวของข้า รอให้จัดการเรื่องอู๋อ๋องเสร็จสิ้น ข้าจะไปกลับไปแก้ไขรับผิดชอบในสิ่งที่ข้าทำพร้อมกับเจ้า”
เมื่อกล่าวจบ ทั้งเขาและนางมองสบตากัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกโล่งใจ จางหลินถงยิ้มให้อู๋ฮวนเป็นครั้งแรก หลังจากที่เขายอมเปิดใจ บอกเล่าเรื่องราวของเขาให้นางฟัง อู๋ฮวนเห็นรอยยิ้มนั้นหัวใจพลันกระตุกแรง เขาถูกรอยยิ้มของจางหลินถงล่อลวงจนเหม่อมลอย
“เจ้ายิ้มให้ข้าแล้ว”อู๋ฮวนยิ้มตอบ ดวงตาของเขาก็ยิ้มด้วยเช่นกัน ในหัวใจชายหนุ่มมีความอบอุ่นแผ่ซ่าน“รอยยิ้มของเจ้าสวยงามจริงๆ ต่อไปนอกจากข้า เจ้าห้ามยิ้มให้ใครอีกนะ”
อีกฝ่ายกล่าว จางหลินถงจึงรีบหุบยิ้มทันที จากนั้นคว้าหีบใบเล็กมากอด และลุกจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านางกำลังเขินอาย
ชูหลิงและไห่เถิงนั่งรอจางหลินถงกลับมา นางได้ยินไห่เถิงบอกว่าจางหลินถงอยู่คุยตามลำพังในห้องกับอู๋ฮวน ชูหลิงมีอคติไม่ชอบอู๋ฮวน นางเป็นห่วงจางหลินถงจนทนรอต่อไปไม่ไหว นางลุกจากโต๊ะเตรียมไปตาม แต่ไห่เถิงรีบคว้ามือและดึง ฝ่ายนั้นไม่ทันตั้งหลักจึงเซลงไปนั่งทับบนตักไห่เถิง
“อ้ะ พี่สาว”นางนั่งทับอยู่บนขาของเขา มือทาบอยู่ที่อก นางสัมผัสได้ถึงหัวใจของอีกฝ่ายที่เต้นรัว ใบหน้าชูหลิงอยู่ห่างจากใบหน้าไห่เถิงเพียงเล็กน้อย นางเห็นความงามไร้ที่ติด้วยสองตา แก้มชูหลิงร้อนวาบ หน้าแดงซ่าน แม้รู้แก่ใจไห่เถิงเป็นต้วนซิ่ว ไม่มีความปรารถนาในสตรี แต่นางอดหัวใจเต้นแรงไม่ได้ ชูหลิงกลืนน้ำลายลงคอ ริมฝีปากแดงฉ่ำขยับเบาๆ
ไห่เถิงเห็นสีหน้าอีกฝ่ายแล้วยิ่งตะลึง เขาไม่เคยเห็นชูหลิงในระยะใกล้มากเช่นกัน เห็นนางขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง ไห่เถิงจึงหลุบตามองที่ริมฝีปากของนาง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอ ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดอย่างไม่ทราบสาเหตุ ครั้นอีกฝ่ายตั้งท่าจะลุกขึ้น เขารีบรัดเอวชูหลิงไว้แน่น
การกระทำของไห่เถิงทำให้ชูหลิงตกใจ“พี่สาว พี่สาวเป็นอะไร?”
นั่นสิเขาเป็นอะไร รู้แต่ว่าชอบที่มีชูหลิงนั่งทับอยู่ขา แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องชอบ ไห่เถิงมองริมฝีปากสีสดอย่างเหม่อลอย ขณะนั้นด้านนอกมีเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามา ไห่เถิงได้สติก็รีบดันชูหลิงออก ชูหลิงตกใจไม่ทันระวังล้มแผละก้นกระแทกพื้น
“โอ้ย!”หญิงสาวร้องคราง ในขณะที่ไห่เถิงคลี่พัดโบกกลบเกลื่อนสีหน้า แสร้งทำว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ชูหลิง เจ้าเป็นอะไร?”จางหลินถงเดินเข้ามาเห็นพอดี นางรีบสาวเท้าเดินมาที่โต๊ะ วางหีบลงและหันไปช่วยประคองชูหลิงให้ยืนขึ้น “เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ บ่าวซุ่มซ่ามไปเอง ไม่ระวังก็เลยหกล้มเจ้าค่ะ” กล่าวพร้อมกับหันไปถลึงตาใส่ไห่เถิงหนหนึ่ง คนบ้า นึกจะให้อยู่ก็ให้อยู่ นึกจะผลักก็ผลัก เขาเป็นอะไรของเขา
ไห่เถิงเพิ่งจะปรับสีหน้าและความรู้สึกได้ หันไปเห็นหีบใบเล็กๆจึงถามขึ้นว่า“นั่นคืออะไร?”
จางหลินถงมองหีบแล้วกล่าวเบาๆ“พระราชโองการสมรสพระราชทานของข้ากับจวิ้นอ๋อง”
“เจ้าจะแต่งงานกับเขาหรือ?”ไห่เถิงตกใจจนตาแทบถลน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก
จางหลินถงรีบส่ายหน้า“ข้าไม่ได้คิดจะแต่งกับคนสกุลอู๋”
“เช่นนั้นเจ้ารับของพวกนี้มาทำไม?”ไห่เถิงยังไม่เข้าใจอยู่ดี ในเมื่อจางหลินถงรับพระราชโองการสมรสพระราชทานมา ก็หมายความว่านางตกลงจะแต่งงานกับอีกฝ่าย หากไม่หมายความเช่นนี้จะหมายความว่าอย่างไรได้อีก
จางหลินถงถอนหายใจ ก่อนจะอธิบายว่า“ท่านก็รู้เวลานี้หน่วยพยัคฆ์ขาวมีปัญหา หากข้าไม่ถอนหมั้น คนทั้งหมดจะเดือดร้อน แล้วข้าจะแต่งงานกับเขาได้อย่างไร แบบนั้นไม่ยิ่งทำให้เรื่องไปกันใหญ่หรือ ข้าคิดจะใช้ประโยชน์จากพระราชโองการสมรสพระราชทาน สยบความโกรธแค้นของผู้คนในหน่วยพยัคฆ์ขาวต่างหาก”
“ใช้ประโยชน์งั้นหรือ?”
“อืม ข้าไม่คิดแต่งกับคนสกุลอู๋อยู่แล้ว ถึงอย่างไรพระราชโองการฉบับนี้ก็ต้องถูกทำลายอยู่ดี ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่าจะใช้ประโยชน์จากมันสักหน่อย”
“อ้อ...”หลังจากเข้าใจความคิดของนาง ไห่เถิงเงียบไม่พูดอะไรต่อ ดวงตาของเขาจับนิ่งที่หีบใบนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ชื่นชอบอู๋ฮวน แต่อดรู้สึกเจ็บปวดแทนไม่ได้
ในสายตาของไห่เถิง อู๋ฮวนเย็นชา ไม่สนใจความรู้สึกของผู้ใด ดูเหมือนคนเห็นแก่ตัวก็จริง แต่คนผู้นั้นก็เอาใจใส่ดูแลจางหลินถงอย่างดี หลายครั้งที่อู๋ฮวนยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยจางหลินถง หนนั้นอู๋ฮวนเสียสละดอกบัวหิมะมาทำกระสายยาถอนพิษให้จางหลินถง ทั้งที่ตัวเองก็ต้องใช้ทำยาถอนพิษคะนึงหาเช่นกัน ยังมีตอนที่ใช้พลังภายในถึงเจ็ดส่วนเพื่อขับหนอนโลหิตกินคนออกจากร่างกายจางหลินถง
ในความคิดไห่เถิง คนเราหากหวังแค่ผลประโยชน์ ใยต้องเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงช่วยคน ทั้งที่มองไม่เห็นทางรอดของตนเองด้วยเล่า คนเห็นแก่ตัวจริงๆจะเลือกเดินหนี แทนที่จะเอาตัวเองเข้าไปพัวพันตั้งแต่แรก บางทีอู๋ฮวนอาจมีรักแท้ต่อจางหลินถงจริงๆก็ได้
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ? แล้วเขาพูดอะไรบ้างหรือไม่?”
“เขาไม่ได้พูดอะไร มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะคลายความโกรธแค้นของพวกเขาลงได้ ส่วนวิธีอื่นข้ายังคิดไม่ออก”นางบอกพลางถอนหายใจ“อ้อจริงสิ ท่านหมอ คืนนี้ข้าจะออกไปข้างนอกสักสองชั่วยาม หากมีใครมาหาข้า ท่านหมอช่วยบอกพวกเขาว่าข้าปวดท้อง เข้านอนแต่หัวค่ำนะ”
“เจ้าจะไปข้างนอก จะไปที่ใด”ไห่เถิงถามต่อ หากคิดจะใช้เขาเป็นโล่กำบัง ก็อย่าคิดมีความลับกับเขาเด็ดขาด
“ข้าจะไปเยี่ยมคนสักหน่อย ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ได้ยินว่าป่วยหนักมาก”นางเข้าเมืองหลวงมาแล้ว ก็ไม่อยากให้เสียเที่ยวเปล่า นางคิดว่าหากได้ไปเยี่ยมเยียนสักครั้งก็น่าจะดี อย่างน้อยให้อีกฝ่ายได้เห็นหน้านาง ให้คนคนนั้นได้รู้ว่านอกจากนางยังไม่ตาย แต่ยังกลับมามีสุขภาพดียิ่งกว่าเก่า แค่คิดนางก็ตื่นเต้นจนรอไม่ไหวแล้ว
ไห่เถิงเห็นสีหน้าจางหลินถงแปลกไปจากเดิม ก็ยิ่งสนใจ“ใคร?”
จางหลินถงยกยิ้มที่มุมปากพลางกล่าว “โจวซินหรู”
**************************************************