สปาต้านั่งกอดร่างหอมกรุ่นไว้แน่นกะจะให้เ้าหล่อนเป็หนึ่งเดียวกับเขา ั์ตาคมวาดมองเค้าโครงเน่งน้อยจากมุมสูง หล่อนคิดถึงเื่หย่ากับเขาได้อย่างไร หล่อนทำเหมือนไม่เคยมีเขาอยู่ในชีวิตเลย... สปาต้าคิดว่าเขาพยายามทำให้หล่อนรักและเชื่อใจเขาอยู่เสมอ ทำไมคำว่าหย่าถึงเป็ทางเลือกระหว่างเขากับหญิงผู้นี้
"โซเฟีย...." เสียงหวานเอ่ยชื่อภรรยาเบาๆ เขาซุกใบหน้าลงในกลุ่มผมงามขำ
"โซเฟีย..."
ผู้ที่ถูกเรี่ยกชื่อถึงกับถอนหายใจยาว นี่เขาเรียกชื่อหล่อนมาตั้งกี่ครั้งแล้ว
"สปาต้า หยุดเรียกชื่อข้าได้แล้ว ท่านทำตัวเป็เด็กไปได้" เสียงใสดุเบาๆ
"สัญญาสิ ว่าจะไม่คิดเื่หย่าอีก น้องไม่รักพี่เลยหรือ ไม่สงสารกันบ้าง..." เขาอ้อน
"ข้าไม่ไว้ใจท่าน" ไหนๆ ก็มาถึงตรงนี้แล้ว จะถอยก็คงไม่ได้
"อย่างไร? พี่ไม่น่าไว้ใจตรงไหน?" เขาตอบ ยอกย้อน
"แนะ! ยังมีหน้ามาพูด! ดูทำเข้า....ใครเห็นเขาคงหลงคิดว่าข้าเป็ตัวร้าย ทำลายใจบุรุษใสซื่อ" หล่อนอยากจะกลอกตากลิ้ง...
"ท่านควรรู้ว่าท่านทำอะไร...." ร่างบางกัดปากแน่น ราวจะเอาเหตุผลมาสู้กับอารมณ์
"หนึ่งละ ท่านไปไหนไม่เคยบอก คิดจะไปก็ไป คิดจะมาก็มา ทำราวกับข้าเป็ภรรยาลับๆ" หล่อนว่า พยายามเก็บความอัดอั้นไว้เต็มที่
"....!!" สปาต้านั่งนิ่งฟังเสียงหวานสั่นเครือดุเขา
"ท่านทำตัวมีพิรุธ...ปกปิด ไหนบอกข้าซิ ว่าท่านไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลาออกของพวกบ่าว และไม่รู้เห็นกับเื่ฆาตกรรมในรัฐ" พูดเสร็จก็หันไปมองร่างสูง เขาทำหน้าตะลึง....ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา
"......ท่านตอบข้าไม่ได้" หล่อนตัดพ้อ
"ฮา...ไม่ใช่ โซเฟีย...น้องไม่จำเป็ต้องใส่ใจกับเื่พวกนี้หรอกนะ" เขาเลี่ยงตอบคำถามหล่อนเช่นเคย แล้วความเชื่อใจมันจะมีได้อย่างไร ถ้าเขายังไม่คิดจะเปิดใจคุยกัน...หล่อนเข้าใจและพร้อมจะรับฟัง...เขาทำเหมือนหล่อนเป็ตุ๊กตาเครื่องแก้วที่ต้องอยู่ในชั้นวางปลอดจากอันตราย มีค่าแค่ให้เขาได้ชื่นชมไม่มีประโยชน์อันใด....
"ข้าไม่ชอบ...นี่ไงเหตุผลที่ข้าไม่ไว้ใจท่าน ทำเหมือนข้าเป็เครื่องประดับ มีค่าก็ตอนราคาสูง พอหมดงามก็ขายทอดตลาด"
"โซเฟีย พี่ไม่เคยคิดอย่างนั้น-"
"การกระทำกับคำพูดของท่านมันสวนทางกันค่ะ"
"พี่แค่อยากให้เ้าปลอดภัย-"
"โดยการปิดบัง หลอกลวง เหมือนข้าไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีความคิด เหมือนข้าพิการ....อย่างนั้นหรือ?!"
สปาต้าแทบไม่อยากเชื่อหู เขาแค่อยากให้หล่อนปลอดภัย อยู่ดูแลเรือนโดยไม่ต้องกังวลอะไร หรือรับรู้เื่แย่ๆ อะไร...เพราะชายหนุ่มเชื่อว่าเพศสตรีนั้นเปราะบางราวกับกลีบดอกไม้ หากปล่อยให้อยู่ท่ามกลางสิ่งเลวร้าย กลีบดอกไม้บอบบางนั่นจะร่วงโรยเหี่ยวแห้งซบเซาและตรอมใจตายในที่สุด เขาจึงทะนุถนอมหล่อนและให้หล่อนอยู่ในเรือนเเก้ว ไม่ว่าแมงเม่าตัวใดก่อนที่จะได้เห็นเส้นผมของหล่อน เขาจะบดขยี้มันให้แหลกลุ่ยคาดิน...
"ข้าไม่ได้เปราะบางขนาดที่ต้องคอยให้ผู้อื่นมาปกป้อง ข้าดูแลตัวเองได้ และถึงแม้ข้าจะหย่ากับท่าน ข้าก็ไม่อดตาย!" หล่อนว่า วาจาโกรธเคือง...
ใบหน้าแกร่งเหมือนโดนไม้หนาตีเข้าที่หน้าเป็ร้อยครั้ง เขาชาไปทั้งตัว ราวกับทุกส่วนถูกเชือดออกจากกัน ....หมายความว่าถึงแม้หล่อนไม่มีเขาในชีวิต หล่อนก็มีความสุขได้งั้นหรือ?
โซเฟียมองใบหน้างดงามที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความสบสนใ หล่อนถอนหายใจให้ผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามีที่รัก เขาทำหน้าเหมือนคนตรัสรู้จากคำไม่กี่คำของหล่อน คงไม่เคยมีใครพูดอะไรตรงๆ ต่อใบหน้างดงามนั่นสินะ
"ที่รักคะ ท่านไม่ยอมและไม่เคยเปิดใจคุยกับข้าเลย นั่นคือปัญหา ตอนนี้เรายังเป็สามีภรรยากัน ข้าก็ไม่อยากทิ้งความคลางแคลงอะไรไว้ ข้าอยากพูดให้เข้าใจกัน ถ้าท่านยังเห็นว่าข้าเป็ภรรยาที่อยู่เรือนร่วมหอเดียวกันอยู่ล่ะก็ ได้โปรด....อย่าปิดบังอะไรข้าเลย"
ดวงตาคู่กลมมองเขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะแย้มยิ้มให้กับใบหน้าซีดเผือด มือบางเคลื่อนขึ้นััใบหน้าคมแ่เบาคล้ายปลอบขวัญ
"ข้าไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ท่านทุกข์ใจ ข้าแค่ไม่อยากให้เราใช้ชีวิตคู่ที่มีแต่ความระแวง ความไม่เข้าใจ ข้าไม่ได้รังเกียจท่าน ไม่ได้ปฏิเสธััของท่าน ไม่เคยคิดปฏิเสธความรักและความหวังดีที่ท่านมีให้ข้า ข้าเพียงแค่ไม่รู้และไม่แน่ใจว่าข้าอนุญาตให้เข้าไปในชีวิตท่านมากน้อยแค่ไหน"
มือบางสองข้างประคองใบหน้าหล่อเหลาพร้อมกับเอ่ยคำหอมหวาน ทั้งดวงตาคู่งามยังมองเขาด้วยสายตาประหนึ่งมองคนรัก...ร่างแกร่งยังคงหลุดหลงในภวังค์ เหมือนเขาเพิ่งพบพานกับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยคาดคิด ราวกับว่าสิ่งที่ตนเข้าใจและประพฤติมาตลอดมันเป็เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของชีวิต...เหมือนสิ่งที่เขาทำมันผิดมาตลอด...
….ทว่า
ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด....และหล่อนจะไปจากเขาไม่ได้ หล่อนเป็ภรรยาและเป็ผู้หญิงของเขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีทางที่เขาจะปล่อยให้หล่อนหลุดหนีจากเงื้อมมือไปได้...หากใครคนใดมันกล้ามาให้ความช่วยเหลือแก่หล่อน เขาจะตัดแขนขามันผู้นั้นให้สิ้นไร้ไม้ตอก สปาต้ายกยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง แล้วพูดกับภรรยาสาวอย่างเอาแต่ใจ
"โซเฟีย....พี่ไม่หย่า"
มือแกร่งจับมือบางที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาแล้วมอบจุมพิตหอมหวานบนเนื้อเนียน เขามองร่างบางตาหวานพลางยกยิ้มไร้เดียงสาให้หล่อน....
อ๊ะ..........
หมดกัน..สิ่งที่หล่อนพูดไป คือ มันปลิดปลิวหายเข้าไปในอากาศแล้วหรืออย่างไร....หรือว่าภาษาที่หล่อนใช้มันยากไปสำหรับเขา....
ใบหน้าซังกะตายคล้ายยอมแพ้ หล่อนนั่งนิ่งให้เขากกกอด เหลือเพียงสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีคำใดๆ มาพูดให้เขาเข้าใจได้อีกแล้ว....ที่ตนกล่าวไปทั้งหมดนั้น....คงเปล่าประโยชน์สินะ....
.............................................
"มาดามคะ ทางนี้เ้าค่ะ"
ร่างบอบบางในชุดเดรสเรียบง่ายเดินตามบุคคลที่เรียกตนอย่างสุภาพ หล่อนมองรอบๆ ตู้ใสเรียงรายจัดแต่งอย่างเป็ระเบียบ ภายในประกอบไปด้วยเครื่องเพชรหรูหราราคาแพง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่เครื่องประดับงดงามชิ้นหนึ่ง ทับทิมเม็ดงามน้ำหนึ่งถูกขัดตัดแต่งเป็รูปวงรีใส่กรอบสีทองหรูสมราคา สร้อยงดงามขนาดพอเหมาะ พอใส่ไม่รุงรัง มันทำให้หล่อนนึกถึงใครบางคน ช่างงดงามน่าหลงไหลเหมือนั์ตาสีแดงสดของชายผู้หนึ่ง
"ช่วยห่อให้ข้าด้วยนะ เป็ของขวัญน่ะ" หล่อนบอก แล้วเดินดูรอบๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกของพนักงาน
"เสร็จแล้วค่ะ มาดามจะรับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ?" ร่างสมส่วนในชุดพนักงานถามลูกค้าใจกว้าง เผื่อตนจะได้กำไรเล็กน้อยจากมาดามงดงามผู้นี้ และเหมือนมาดามจะรู้ทันเกมขี้ประติ๋วของนาง จึงบอกให้เก็บเงินเศษที่เหลือไว้....นางยิ้มยลให้กับหลังบางที่ถกฝีเท้าออกจากร้านด้วยท่าทีสง่า
"มาดามของบริน ช่างใจกว้างอย่างที่เขารำลือกันจริงๆ" พนักงานสาวหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพูดเสริมอย่างปลื้มอกปลื้มใจ
"ทำให้ข้านึกถึงมาดามบรินคนก่อนเชียวล่ะ ท่านใจดีและเมตตาต่อชาวบ้านจนๆ อย่างเรา คอยช่วยเหลือเจือจุนยามวิกฤติอยู่ตลอด แต่เสียดายที่จู่ๆ มาดามท่านก็ล้มป่วย" พนักงานอีกคนพูดแทรกขึ้น
"ได้ยินว่าท่านป่วยกระทันหัน บ้างก็ว่าท่านเป็โรคติดต่อ ลอร์ดบรินถึงกับให้มาดามอยู่เรือนแยก แต่...เอ เหมือน่นั้นลอร์ดบรินก็มีนางเล็กนางน้อยอยู่นี่ ถึงกับพามาอยู่เรือนหลักด้วย ข้าล่ะรู้สึกสงสารมาดาม" หลายเสียงคุยกันสนุกปากจนลืมไปว่ามาดามอีกคนยังก้าวไปไม่พ้นชายคาเลย...
ร่างบางยืนนิ่งงัน นี่เป็ครั้งแรกที่หล่อนได้ยินเื่ลือเหล่านี้ เพราะคนในเรือนหรือแม้กระทั่งคนสนิทของตนยังไม่บอกกล่าวอะไรเลย หรือว่าจะเป็เื่ต้องห้าม พอมาคิดดูแล้วสิ่งที่หล่อนรู้คือพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุตอนชายหนุ่มอายุสิบขวบและจากนั้นข่าวในรัฐบรินก็ถูกปิดเงียบไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น....
มาดามบรินป่วยหรือ? โซเฟียครุ่นคิด...หล่อนอยากให้เขาเปิดใจกับหล่อนมากกว่านี้ เพราะตนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ถ้าจะพูดกับเขาอีก...ปัญหามันอยู่ที่ว่าเขาจะยอมฟังสิ่งที่หล่อนพูดหรือไม่ การกระทำของเขามันกำกวม เหมือนจะอยากเข้าใกล้แต่พอเข้ามาแล้วก็ทำทีถอยออกห่าง....พอหล่อนถอยหนี เขากลับตะล่อมหล่อนเข้าในกรง เขาเหมือนภาพจิ๊กซอว์ที่เรียงกันผิดตำแหน่งผิดรูปแต่ก็ยังเป็ภาพให้ยกยอใส่กรอบตั้งโชว์...ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนชื่นชมในความเละเทะที่งดงามของเขาซึ่งนั่นก็รวมหล่อนอยู่ด้วย...
คิดแล้วก็ปวดหัว....ร่างสาวเดินลิ่วออกจากที่ซ่อน จับจ้องภาพครื้นเครงของผู้คน ถึงจะมีข่าวน่ากลัวออกมาให้ได้ยินบ่อยๆ แต่มนุษย์ก็ถือว่าเป็สัตว์สังคมที่ขึ้นชื่อเื่การปรับตัว ่กลางวันจะโชกโชนไปด้วยผู้คนมากมายวุ่นวายทำมาหากิน แต่พอตกเย็นมาร้านค้าบ้านเรือนจึงเงียบสงัดเหลือไว้เพียงแสงไฟของตะเกียงรายล้อมถนนทางเดิน หล่อนกะว่าจะใช้เวลาใน่บ่ายตรวจตราความเป็อยู่ของชาวบ้านและคอยไถ่ถามเื่จิปะถะ ก่อนจะลากลับเรือน อย่างน้อยๆ มันอาจจะทำให้ชาวบรินรู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้างเมื่อมีเ้าของรัฐลงเดินสำรวจพื้นทีด้วยตนเอง ส่วนทหารยามก็เหมือนจะมีเพิ่มขึ้น หล่อนสังเกตเห็นว่าพวกทหารยามผลัดเวรกันและเดินตระเวรถี่กว่าเดิม
หลังจากพบปะกับชาวบ้านจนตะวันร่วงลับขอบฟ้า จวนจะค่ำแล้วโซเฟียจึงกล่าวลาแก่คู่สนทนา และหันไปหาทหารองครัษ์พร้อมกับสาวใช้อีกสองคนให้เตรียมตัวกลับ ดวงหน้าหวานอมยิ้มสุขใจเมื่อเห็นของฝากจากชาวบ้านเต็มคันเกวียน ทั้งของกินเล่นและผักผลไม้ โซเฟียหันไปสบกับทหารยามพอดีหล่อนจึงอยากแบ่งข้าวปลาอาหารให้ พอดีกับอยากไปเยี่ยมค่ายทหารยามจึงเอ่ยกับองครักษ์ที่สามียืนกรานให้พาไปด้วย เเวนและรอน ทหารคู่กายของสปาต้าพยักหน้ารับคำ ไม่นานรถม้าเรียบง่ายไม่ตกแต่งเว้อวังก็จอดอยู่แคมป์ใหญ่ เหมือนพวกทหารยามจะอยู่ค่ายแทนที่จะอยู่ในตึกหลัก หล่อนรับรู้ได้ถึงความรับผิดชอบและเอาใจใส่ของพวกเขา แวนและรอนเหมือนจะรู้จักหัวหน้าทหารยามดี
หล่อนจึงปล่อยให้พวกเขาคุยกันสักพักแล้วหันมาจับจ่ายอาหารการกิน ชายหญิงทหารในค่ายต่างให้การต้อนรับหล่อนเป็อย่างดี ตัวหญิงสาวเองก็ไม่ถือตัววางศักดิ์ เป็กันเองเสียด้วยซ้ำ หล่อนไม่ชอบพิธีรีตองอะไรมากจึงเข้ากับคนชั้นสามัญได้ง่าย เหมือนกับชาวบรินที่ปฏิบัติต่อหล่อนราวลูกหลาน มันทำให้หล่อนนึกถึงบ้านเมืองตน รัฐรอนด้าจะเรียกว่าเป็หมู่บ้านใหญ่ที่มีพ่อของตนเป็ที่ตั้งก็ได้ เพราะแต่ก่อน พ่อท่านเป็คนใจดีเป็ทหารเก่า ผ่านศึกมาเยอะพอไถ่ถอนจากตำแหน่งก็หันมาดูแลครอบครัวและเห็นว่าเพื่อนบ้านตนเดือดร้อนจากาจึงออกช่วยเหลือ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความรักใคร่กลมเกลียวจนสร้างบ้านเมืองหมู่เป็ปึกเดียว ต่อมาจึงได้รับยกย่องและเทิดทูดจากผู้คน ท่านจึงได้ตำแหน่งบารอนเมื่อข่าวถึงหูเ้าแผ่นดินมาจนถึงบัดนี้ บอรอนรอนด้าจึงเป็ที่เคารพรักต่อชาวเมืองและเป็ที่ยอมรับต่อชนชั้นสูง หล่อนจึงตามรอยพ่อผู้เที่ยงธรรมและใจบุญใจทาน การที่ได้เติมเต็มรอยยิ้มสุขสมและปากท้องของผู้อื่นก็เหมือนได้เติมเต็มแรงกำลังให้ตนเอง หญิงสาวเชื่อว่าสิ่งที่ทำมันเป็กะลาคุ้มหัวให้ตัวเอง....
พอทักทายถามไถ่ความเป็อยู่ของพวกเขาเสร็จจึงเข้าใจรู้เห็นมากกว่าที่เขียนไว้ในหนังสือ ถึงแม้จะมีข่าวผวาแต่พวกทหารยามกลับบอกว่าเหตุการณ์ตอนนี้เหมือนจะซาลงบ้าง อาจเพราะด้วยกำลังทหารเพิ่ม ความปลอดภัยก็เพิ่ม อุบัติเหตุก็น้อย
ครั้นตกเย็นก็เริ่มหนาว จึงรู้ได้ว่าล่วงเลยเวลากลับเรือนมาแล้ว....ร่างบางโบกมือร่ำลาก่อนจะก้าวขาขึ้นรถม้า ระยะทางกลับก็ไม่ไกลมากนัก ประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึง เพราะเป็ทางเรียบผ่านเนินหญ้าโล่งก็จะเห็นคฤหาสน์ตั้งสูงโด่ พอมองจากด้านล่างคฤหาสน์หลังนั้นช่างดูเดียวดายแปลกๆ เพราะมันตั้งอยู่เดี่ยวๆ แหละนะ! เหมือนใครบางคน...มือบางประคองกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บนตัก ริมฝีปากบางเผลอยิ้มจางๆ พลางคิดไปว่าเขาจะชอบของขวัญหรือไม่ ฟังดูบ้าบอ...หล่อนแอบค้านในใจ พอรู้ตัวอีกทีก็มาถึงหน้ารั้วสูงใหญ่แล้ว หล่อนใจเต้นตึกตัก เช้านี้เขาว่าต้องเข้าวังด่วนแต่ชายหนุ่มสัญญาว่าจะกลับมาทานมื้อค่ำด้วย...