ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 ชุดเกราะที่ไร้จุดอ่อน

            เวินเทายืนปัดฝุ่นที่ตัวออกอยู่กลางสนามประลอง

            ด้านหลังเขามีเสียงพูดคุยของพวกเวินติ่งทียนดังขึ้น “หลินอี้ เจ้าไม่ต้องรีบดื่มชานี่เร็วขนาดนั้นต้องปล่อยให้เย็นลงสักเล็กน้อยถึงจะสามารถดึงรสชาติที่แท้จริงของมันออกมาได้”

            มารดามันเถอะ

            เจ้าคนพวกนี้มันยังดื่มชากันอยู่อีก

            เหล่าทหารองครักษ์ต่างก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนถูกตบเพียะเข้ากลางใบหน้าเต็มๆ

            ชุดเกราะสีดำชุดนั้นจะต้องเป็นสุดยอดสมบัติที่แข็งแกร่งอย่างไร้เหตุผลแน่นอนแต่มันคืออาวุธวิญญาณหรือ? หรือว่าอาวุธวิถีราชัน?

            แต่ว่า แค่ชุดเกราะชุดเดียวน่าจะยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะหยุดสี่หัวหน้าองครักษ์แห่งราชวงศ์ได้

            เหวินไท่เป่ยบุรุษผู้มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนราวขุนเขาได้ก้าวออกมาประจันหน้าแล้ว

            พอยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายผู้นี้เข้าสู่สนามบรรยากาศก็เปลี่ยนไปในทันที ท่าทางสบายๆ ผ่อนคลายของเวินเทาเมื่อครู่นี้มลายหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญกับบรรยากาศอันหนักอึ้งดุจภูผาของเหวินไท่เป่ย ทั้งสองยังมีความต่างชั้นของฝีมือที่ชัดเจนอยู่

            “แค่ชุดเกราะชิ้นเดียวก็ทำให้พวกเจ้าตระกูลเวินโอหังได้ขนาดนี้แล้วหรือ....น่าขัน”

            เหวินไท่เป่ยแต่เดิมก็มีนิสัยเลือดร้อนมุทะลุ ชอบการต่อสู้ การต่อสู้ของเวินเทาเมื่อครู่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตระกูลเวินอยู่ไม่น้อยแต่เขาจะใช้หมัดของเขาปลุกให้พวกตระกูลเวินตื่นจากความฝันเอง

            “ลองรับหมัดนี้ของข้าดู!!!!”

            หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้มาถึงก็ชกใส่เวินเทาไปหนึ่งหมัดทันที

            “ถล่มภูผาทลายแผ่นดิน!!”

            ท่าไม้ตายที่สร้างชื่อให้กับเหวินไท่เป่ยนี้เป็นเพลงหมัดอันน่ากลัวที่อยู่ในระดับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์

            พลังของหมัดนี้ หนักหน่วงรุนแรงอย่างมากทำให้ผู้คนได้เห็นว่าพลังของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายนั้นเป็นอย่างไร

            ลมหมัดอันหนักหน่วงที่ถูกชกออกไปอากาศโดยรอบก็ราวกับจะบิดรูปไปด้วยจากนั้นก็เหมือนกับว่าอากาศที่อยู่รอบตัวในรัศมีหลายเมตรนั้นได้ถูกดูดมารวมกันอยู่ในพลังหมัดที่ชกออกไปด้วย จากนั้นพอมันระเบิดออกก็เหมือนมีภูเขาสูงนับหมื่นฟุตพังถล่มอยู่ตรงหน้าของศัตรู

            ไม่อาจหนี ไม่อาจหลบ

            เวินเทาที่เมื่อครู่แผลงฤทธิ์ออกมาอย่างน่าเกรงขามนั้นพอมาอยู่ต่อหน้าของเหวินไท่เป่ยก็ไม่ต่างอะไรกับทารกแรกเกิด

            พลังหมัดที่ปล่อยออกมานี่ซัดเข้าโล่บนแขนทั้งสองข้างของเวินเทาที่ตอนนี้เขายกขึ้นมาประกบคู่เพื่อรับแรงหมัดของศัตรูแต่หลังจากนั้นแขนทั้งสองข้างก็ถูกดีดออกคลื่นพลังหมัดนั่นพลันพุ่งซัดเข้าใส่บริเวณหน้าอกของเวินเทาทันที

            เวินเทาถูกแรงอัดกระแทกซัดจนถอยครูดไปด้านหลังขาทั้งสองข้างที่พยายามฝืนยันเอาไว้นั้นถูกลากจนเกิดเป็นเส้นบนพื้นยาวนับหลายสิบเมตรจากนั้นจึงค่อยคุกเข่าทรุดลงไปอย่างหมดแรง

            “หัวหน้าเหวินเยี่ยมยุทธ์ยิ่ง!!”

            มีเสียงกล่าวชื่นชมดังก้องกังวานไปทั่วแต่ใบหน้าของเหวินไท่เป่ยไม่มีเค้าของความยินดีเลยแม้แต่น้อย

            สำหรับเขาแล้ว เพลงหมัดที่ใช้สร้างชื่อให้เขานั้นถ้ากับแค่การฆ่าไอ้หนูระดับชุ่ยถี่คนนี้ยังทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นฉายาหมัดเทพไร้พ่ายของเขาก็ไม่สมควรใช้ต่อไปแล้ว

            “คนต่อไป คนไหนคือหลินอี้... หยุดส่งเจ้าเด็กน้อยพวกนี้ออกมาตายแทนได้แล้วเจ้ารีบออกมาซะ...”

            เหวินไท่เป่ยมีจุดประสงค์ที่จะมาหาหลินอี้โดยเฉพาะเขาอยากจะเห็นโฉมหน้าของไอ้หนุ่มอำมหิตที่สามารถโค่นซูหมิงชุนลงได้คนนั้นแต่ในจังหวะที่เขาเพิ่งพูดจบนั่นเองเวินเทาที่อยู่ตรงข้ามเขาก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

            ตาคู่นั้นของเหวินไท่เป่ยถึงกับเบิกกว้างจนแทบถลน

            เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าบริเวณหน้าอกของอีกฝ่ายที่ถูกพลังหมัดของเขาซัดใส่นั้น ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเหลือทิ้งไว้

            นี่มันชุดเกราะบ้าอะไรวะ!!

            นอกจากจะช่วยเสริมพละกำลังและความเร็วอันมหาศาลให้ผู้ใช้แล้วมันยังมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งอย่างไร้เหตุผลอีก!!!!

            ผู้คนเริ่มประเมินค่าของชุดเกราะนี่ใหม่อีกครั้ง

            นอกจากจะทำให้ผู้ใช้มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้วมันยังสามารถป้องกันการโจมตีของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายได้โดยไม่บาดเจ็บ

            ดูเวินเทาตอนนี้สิมันยังสามารถลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้นได้โดยไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆ ให้เห็นเลยดูท่าวิชา ถล่มภูผาทลายแผ่นดินของเหวินไท่เป่ยจะไม่สามารถถล่มภูผาได้แม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

            “โอ้ ตาเฒ่าเวิน ไอ้ชานี่พอลองปล่อยให้เย็นลงหน่อยหนึ่งค่อยดื่มแล้วมันมีรสชาติแฝงเพิ่มอร่อยขึ้นจริงๆ ด้วย มามามา ดื่มอีกสักถ้วย!!”

            ไอ้พวกนั้นก็ยังคงดื่มชากันต่อไป

            เหวินไท่เป่ยตอนนี้หัวร้อนจนแทบจะสุกอยู่แล้ว

            “หนอยแน่ เจ้า!!”

            หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ตะโกนกู่ก้องด้วยความเดือดดาลราวกับเป็นกระทิงคลั่งตัวหนึ่งที่คำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวมันกระทืบเท้าลงพื้นอย่างรุนแรงจนพื้นข้างล่างแตกกระจาย จากนั้นตัวมันก็ดีดพุ่งออกไปหาเวินเทาอีกครั้งทันที

            แต่ในวินาทีนั้นเอง

            ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอันน่าตะลึงขึ้นอีกครั้ง

            เงาร่างสิบเก้าสายที่อยู่ด้านหลังของพวกหลินหยางพลันโดดขึ้นไปบนอากาศอย่างรวดเร็วแต่ละคนล้วนเปล่งประกายแสงสีดำอันศักดิ์สิทธิ์ที่มันได้ฝังลึกลงในความทรงจำของผู้คนแล้ว

            บ้าไปแล้ว!!

            คงไม่ใช่อย่างที่คิดใช่ไหม!!

            พวกของหวังหมิงชงนิ่งอึ้งไปแล้วตอนนี้

            แม้แต่เกี้ยวสีดำที่ดูแข็งแกร่งและลึกลับนั่นยังถึงกับสั่นสะเทือนไปทีหนึ่ง

            ยี่สิบชุด!!

            ตระกูลเวินมันมีไอ้ชุดบ้าๆ แบบนี้ยี่สิบชุดเลยหรือ!!!!

            พอมีจำนวนมากขนาดนี้ความหมายของมันก็แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแล้ว

            ถ้าหากมีแค่ชุดเดียวก็เท่ากับว่าตระกูลเวินได้ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางเพิ่มมาอีกคนก็เท่านั้น

            แต่ถ้ามันมียี่สิบชุดละก็มันก็ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนยอดฝีมือแล้ว

            แต่มันหมายถึงการที่ตระกูลเวินมีความสามารถในการผลิตชุดเกราะอันน่าสะพรึงกลัวนี้เองได้

            และนั่นก็หมายความว่าตระกูลเวินสามารถสร้างยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางได้ในปริมาณมากโดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจกำแพงระดับเซียนเทียนที่คนทั่วไปไม่อาจจะข้ามผ่านมันไปได้นั่นเลย

            และนี่จะเป็นความก้าวหน้าที่สามารถเปลี่ยนแปลงยุคสมัยได้เลยทีเดียว!!

            มันสามารถทำให้พวกเขามีพลังอำนาจมากพอที่จะสยบทวีปชี่อู่ทั้งทวีปลงได้เลยด้วยซ้ำ

            ฝั่งของทหารองครักษ์นั้น เกือบทั้งหมดต่างก็ต้องมีความรู้สึกอึ้งทึ่งอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

            เหตุการณ์ตรงหน้ามันพิสดารเกินคาดมากเกินไปถึงขั้นเป็นเรื่องอภินิหารเลยด้วยซ้ำ

            เหวินไท่เป่ยที่อยู่ๆ ก็ถูกนักรบในชุดเกราะสีดำกว่ายี่สิบคนเข้ามรุมล้อมนั้นก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว

            ถ้าเปรียบเทียบการต่อสู้เมื่อครู่เหมือนกับพยัคฆ์อันแสนดุร้ายตัวหนึ่งซัดหมาป่าอีกตัวจนกระเด็นออกไปอย่างองอาจแต่ภาพในปัจจุบันนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นหมาป่าสุดอำมหิตกว่ายี่สิบตัวที่กำลังล้อมรอบเสือน้อยตัวหนึ่ง

            ถล่มภูผาทลายแผ่นดิน!!

            เหวินไท่เป่ยใช้ท่าพิฆาตของตัวเองออกมาอีกครั้งแต่กลับถูกเวินเทาและนักรบเกราะดำอีกสี่คนเข้ามาสกัดไว้ได้โดยที่ถูกผลักถอยหลังไปเพียงแค่สามก้าวไม่ขาดไม่เกิน

            อีกด้านหนึ่งก็มีจอมยุทธ์ฝีมือดีของตระกูลเวินอีกห้าคนคำรามก้องปล่อยท่าโจมตีอันทรงพลังของตัวเองออกมา

            “ท่าฟันความไวแสง!!”

            “เมฆาพิโรธสยบมังกร!!”

            “สิบแปดท่าเท้าแหวกขุนเขา!!”

            เหล่ามือดีของตระกูลเวินนั้นแต่เดิมก็มีความสามารถอยู่ในขั้นสูงสุดของระดับชุ่ยถี่อยู่แล้วพอได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬเข้าไปก็สามารถปล่อยพลังโจมตีอันแข็งแกร่งที่แม้แต่เหวินไท่เป่ยยังต้องขมวดคิ้วออกมา

            สนามประลองของตระกูลเวิน พื้นสนามถูกสร้างขึ้นมาอย่างดีนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้วมันยังสามารถดูดซับคลื่นพลังที่เกิดจากการต่อสู้ได้อีกด้วย

            แต่ถึงอย่างนั้น การโจมตีเมื่อสักครู่ก็ยังสามารถทำให้สนามประลองเสียหายจนเละเทะอยู่ดีมีเศษหินกระจายอยู่เต็มไปหมด

            ส่วนหัวหน้าองครักษ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองอวิ๋นเฉิงผู้ที่ได้รับฉายาว่าหมัดเทพไร้พ่ายคนนั้น ตอนนี้กลับมีควันลอยออกมาเต็มตัวทรงผมฟูฟ่องอย่างกลีบดอกไม้เขาถูกซัดจนถอยครูดไปด้านหลังถึงสิบกว่าก้าวถึงจะสามารถหยุดลงได้

            ถ...ถึงกับทำให้หัวหน้าเหวินถอยหลังไปได้

            เหล่าทหารตอนนี้ตกใจจนแทบจะเป็นอัมพาตกันไปหมดแล้ว

            ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายเปรียบเสมือนตัวแทนของพลังรบที่ทรงพลังที่สุดของอาณาจักรหนึ่งแล้วอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้ยังมีอยู่แค่สิบกว่าคนเท่านั้นเอง แต่ละคนก็ล้วนเป็นเทพยุทธ์ผู้พิทักษ์อาณาจักรสุดแข็งแกร่งกันทั้งนั้น

            แต่ตอนนี้เหล่าเด็กน้อยของตระกูลเวินที่แค่สวมชุดเกราะสีดำชุดหนึ่งเข้าไปก็สามารถทำร้ายเทพยุทธ์ที่ว่านั่นจนทรุดลงไปได้แล้ว...

            มีหลายคนที่แอบคิดในใจว่า... ผู้ปกครองอาณาจักรชูอวิ๋นกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว!!

            “หัวหน้าเหวิน พวกข้าจะช่วยท่านเอง!!”

            พอสิ้นเสียงตะโกนนั่นก็มีเงาร่างที่ดูคล้ายกับงูและมังกรกระโดดขึ้นฟ้า

            ทวนเทพดุจมังกรหนึ่งด้ามและดาบยาวสีน้ำเงินหนึ่งเล่มที่มาพร้อมกับแรงกดดันอันแข็งกร้าวบุกทะลวงเข้าไปอยู่กลางวงต่อสู้

            หัวหน้าองครักษ์ระดับเซียนเทียนขั้นท้ายทั้งสามคนจะลงมือพร้อมกันแล้ว

            ถึงจะรู้สึกตกใจ ถึงจะรู้สึกหวั่นไหวแต่จะยอมปล่อยให้ชื่อเสียงขององครักษ์แห่งราชวงศ์นั้นต้องมาด่างพร้อยไม่ได้ถึงแม้ตระกูลเวินจะมีสุดยอดอาวุธที่สามารถพลิกฟ้าเปลี่ยนแผ่นดินแบบนี้อยู่ก็ตามแต่สำหรับเหล่าหัวหน้าทั้งสามแล้ว

            การต่อสู้ครั้งนี้ พวกเขาต้องชนะเท่านั้น!!

            “มังกรทะยานฟ้า!!”

            เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ของซูหมิงชุนถูกใช้ออกไป

            เกล็ดมังกรบนทวนดุจมังกรก็ลุกชูขึ้นสะบัดคมทวนอันแหลมคมจนกระจายไปทั่วท้องฟ้า ทำให้เหล่านักรบเกราะดำสิบกว่าคนต้องกระโดดถอยออกไป

            ส่วนปรมาจารย์ดาบเซี่ยชางไห่นั้น

            ดาบยาวในมือมีนามว่า “หยินหยาง” หยินหยางแทงออก เป็นตายปรากฏ

            หลังจากที่เขาเข้าไปกลางวงล้อมแล้วก็เห็นเพียงประกายดาบสีขาวสีดำถูกฟันออกอย่างต่อเนื่องราวกับสายลมที่พัดผ่าน สายน้ำที่ไหลรินสามารถฟันเข้าใส่ช่องโหว่ที่เป็นจุดอ่อนของชุดเกราะสีดำได้อย่างง่ายดาย

            เพลงดาบ “ภาพวาดหยินหยาง” ชุดนี้เป็นเพลงดาบเฉพาะตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรชูอวิ๋น กระบวนท่ามันดูอ่อนโยนแต่ทุกคนที่โดนกระบวนท่านี้โจมตีใส่นั้นล้วนกระเด็นอย่างรุนแรงไปไกลถึงสิบกว่าเมตรถึงจะสามารถหยุดลงคุกเข่าอยู่กับพื้น

            หัวหน้าองครักษ์แห่งราชวงศ์ทั้งสามท่านนี้ แข็งแกร่งสมคำร่ำลือจริงๆ

            ท่าพิฆาตทั้งสามท่าเมื่อถูกใช้ออกก็สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้ทันทีเหล่านักรบชุดดำทั้งยี่สิบคนถึงกับทรุดลงพื้นแทบจะทันทีเมื่อถูกท่าพิฆาตโจมตีใส่

            สถานการณ์สงบลงมาแล้ว

            แต่เดิมที่ตอนนี้ควรจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องโห่ร้องฉลองให้กับชัยชนะนั้นกลับไม่มีใครส่งเสียงออกมาเลยสักคน

            โดยเฉพาะบนใบหน้าของหัวหน้าทั้งสามนั้นไม่มีวี่แววของความยินดีเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

            นั่นก็เพราะว่า

            พอผ่านไปไม่ถึงสิบวิ ก็มีเงาร่างสีดำลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

            พอผ่านไปครบหนึ่งนาที นักรบเกราะดำทั้งยี่สิบคนก็กลับขึ้นมายืนหลังตรงอยู่บนสนามประลองได้อีกครั้งราวกับปราการเหล็กยี่สิบป้อมที่ต่อให้โดนลมโดนฝนหนักหนาเพียงใดก็มิอารจสร้างบาดแผลให้มันได้

            เฮ้อ...

            บนสนามมีแต่เสียงถอนหายใจอันเย็นชาดังขึ้น

            เหล่าทหารตอนนี้กลั้นน้ำตาจนตาแดงไปหมดแล้ว

            แค่ใส่ไอ้ชุดเกราะนั่นไว้ก็สามารถรับท่าพิฆาตของหัวหน้าองครักษ์ทั้งสามท่านได้พร้อมกัน

            ถึงพวกนั้นจะไม่สามารถชนะได้ แต่ก็ไม่มีทางแพ้แน่นอน

            พลังรบแบบนี้มันมากเกินพอแล้วที่จะใช้สั่นสะเทือนไปทั้งอาณาจักรชูอวิ๋น!!!!

            “มารดามันเถอะ นี่มันบ้าอะไรกันแน่!!”

            เหวินไท่เป่ย ตอนนี้โมโหจนควันออกหูแล้ว เขาทั้งรำคาญ ทั้งโมโหเจ้าพวกแมลงสาบฆ่าไม่ตายพวกนี้จนแทบทนไม่ไหว

            สีหน้าของทั้งเซี่ยชางไห่และซูหมิงชุนเองก็บูดบึ้งจนน่าเกลียดอัปลักษณ์ไปแล้ว

            เจ้ายี่สิบคนนี้มันเป็นแค่เด็กน้อยระดับชุ่ยถี่ของตระกูลเวินเองนะแต่มันกลับสามารถรับมือกับเทพสงครามแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้!!

            มูลค่าของชุดเกราะสีดำนี่... มันสูงส่งเกินกว่าที่จะสามารถอธิบายได้ด้วยปากเปล่าแล้ว

            แต่ถึงอย่างนั้น เซี่ยชางไห่ก็ยังจับดาบหยินหยางไว้แน่นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

            “ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ไม่อาจยอมให้ชื่อเสียงของราชวงศ์ต้องด่างพร้อยลงได้”

            ความสามารถของเขาสูงกว่าเหวินและซูอยู่เล็กน้อยความคิดเขาเองก็ละเอียดรอบคอบยิ่งกว่าทั้งสองด้วยเช่นกันและจากการปะทะเมื่อครู่นี้ เขาก็พบว่าเวินเทาที่เป็นคนเปิดฉากการต่อสู้คนแรกนั้นพละกำลังที่ระเบิดออกมาดูจะอ่อนแรงกว่าตอนแรกอยู่ไม่น้อยทำให้เขาค้นพบแล้วว่าจุดอ่อนของชุดเกราะชุดนี้คืออะไร

            “ช่วงเวลาในการใช้ชุดเกราะนี่น่าจะมีจำกัดหรือไม่ก็พลังที่ใช้ได้จำกัด ขอแค่ยื้อมันเอาไว้ได้ ก็จะสามารถปราบพวกมันลงได้!!”

            ได้!!

            คำพูดประโยคนี้เพิ่มความมั่นใจให้อีกสองคนเป็นอย่างมากแต่ก็ทำให้พวกคนที่กำลังดื่มชาอยู่เช่นหลินหยางคิ้วขมวด

            มองออกได้เร็วขนาดนี้เลยรึ?

            หึหึ องครักษ์พวกนี้ไม่ใช่เล่นๆ จริงๆ ด้วยสินะ

            แต่ว่า...

            ถึงจะมองออกแล้วจะทำอะไรได้เล่า พวกมันยังไม่รู้หรอกว่า ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนี้ถ้าผู้ใช้อยู่ในระดับเซียนเทียนละก็...

            มันไม่มีจุดอ่อนหรอกนะ!!