เย่ชิงเฉินและซูเจินได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงประจำปีที่สถานสงเคราะห์จัดขึ้น ถึงแม้ซูเจินจะส่งเงินมาช่วยสนับสนุนสถานสงเคราะห์แห่งนี้อยู่ตลอด แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้กลับมาเยือนบ้านหลังเก่าที่เธอเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก่อนที่เธอจะได้ย้ายออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง
“เจินเจิน ในที่สุดหนูก็กลับมา” ผู้อำนวยการซ่งเข้ามาทักทายเธออย่างดีใจ
ผู้อำนวยการซ่งเป็นคนรับซูเจินและน้องชายเข้ามาดูแลที่สถานสงเคราะห์แห่งนี้ ซูเจินและน้องชายต่างก็เป็นเด็กดี ทั้งสองช่วยเหลืองานในสถานสงเคราะห์อย่างไม่อยู่นิ่ง ท่านจึงรักและเมตตาต่อสองพี่น้องเป็นอย่างมาก
ตอนที่ซูเจินกับน้องชายประสบอุบัติเหตุ ท่านก็เป็นคนไปดูแลซูเจินที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง จนเมื่อซูเจินออกจากโรงพยาบาลมา ท่านก็ยังคอยดูแลโดยไม่ปล่อยให้ซูเจินได้อยู่ตามลำพัง เพราะท่านกลัวว่าเด็กผู้หญิงที่แสนดีจะรับกับความสูญเสียไม่ไหว แล้วตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องลงไป
ซูเจินก็รักและเคารพผู้อำนวยการซ่งมากเช่นกัน ถึงแม้ซูเจินจะมีความทรงจำที่ดี แต่สถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่สุดท้ายที่เธอกับน้องชายได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เธอจึงไม่พร้อมที่จะกลับมา แต่วันนี้เธอพร้อมแล้ว ความจริงทุกอย่างจะต้องถูกเปิดเผย ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนาน อายุความของคดีก็หมดลงแล้ว แต่ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แม้กฎหมายจะทำอะไรคนพวกนั้นไม่ได้ แต่เธอก็จะให้สังคมเป็นคนช่วยตัดสิน
“คุณแม่ซ่ง เป็นความผิดของหนูเองค่ะที่ไม่ได้กลับมาเยี่ยมคุณแม่เลย ต่อไปหนูจะหาเวลามาเยี่ยมคุณแม่บ่อยๆ ถึงตอนนั้นคุณแม่อยากจะไล่ก็ไล่หนูไปไม่ได้แล้วนะคะ” ซูเจินพูดพร้อมกับกอดผู้อำนวยการซ่งไว้อย่างเอาใจ
“เด็กดี ที่นี่ยังต้อนรับหนูเสมอ แม่ดีใจนะที่เห็นหนูมีชีวิตที่ดี ต่อไปชีวิตหนูจะต้องมีความสุข อะไรที่ปล่อยวางได้หนูก็ต้องยอมบ้างนะ” ผู้อำนวยการซ่งพูดเป็นนัย เพราะท่านรู้ดีว่าในใจของเด็กสาวที่ท่านเคยเลี้ยงดูมานั้นเป็นอย่างไร ซูเจินเป็นเด็กดีว่าง่าย แต่เธอก็มีความเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่ในตัว หลายปีแล้วที่เธอไม่ยอมกลับมาที่นี่ แต่วันนี้เธอยอมที่จะเดินเข้ามายังบ้านเก่าหลังนี้แล้ว ท่านไม่รู้ว่าซูเจินคิดที่จะทำอะไร แต่ท่านก็อยากจะพูดเตือนสติเธอเท่านั้น
ผู้อำนวยการซ่งกับซูเจินทักทายกันได้ไม่นาน ท่านก็ต้องออกไปต้อนรับแขกคนสำคัญท่านอื่นต่อ เย่ชิงเฉินกับซูเจินกำลังจะเดินไปหาที่นั่งก็ได้ยินเสียงทักมาจากด้านหลัง
“คุณชายรองเย่ กำลังจะไปหาที่นั่งพักเหรอคะ พอดีเลยค่ะ ฉันกับพี่ชายก็กำลังจะไปหาที่นั่งพักเหมือนกัน พวกเราไปด้วยกันเลยดีไหมคะ ยังไงพวกเราก็เป็นคนรู้จักและคุ้นเคยกันอยู่แล้ว”
เย่ชิงเฉินและซูเจินหันไปมองที่ต้นเสียงก็เห็นเป็นหลินจิงจือและหลินเจิ้งฉีเดินเข้ามา แต่ไหนแต่ไรมาความสัมพันธ์ของซูเจินกับหลินจิงจือก็ไม่ได้ถือว่าสนิทสนมกัน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นศัตรูกันได้เลยด้วยซ้ำ ที่ยังพอพบหน้าและพูดคุยกันได้ก็เพื่อรักษามารยาททางสังคมเท่านั้น แต่ตอนนี้หลินจิงจือกับทำตัวคุ้นเคย ซูเจินไม่ชอบใจเอาเสียเลย แต่ถึงอย่างไร ตอนนี้ก็มีคนมองพวกเธออยู่ไม่น้อย ซูเจินได้แต่เก็บท่าทางไม่พอใจเอาไว้ และยิ้มทักทายตามมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณหนูหลิน คุณชายหลิน” ซูเจินทักทาย
“สวัสดีครับคุณชายรองเย่ คุณซูเจิน” หลินเจิ้งฉีจับสังเกตถึงคำพูดและท่าทางที่ดูเหินห่างชองซูเจินเอาไว้ได้
“เจินเจิน เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ได้กลับมาบ้านหลังเก่าทั้งที เธอคงดีใจไม่น้อยเลยสิ ผู้อำนวยการซ่งก็ดูจะดีใจมากเลยนะที่เธอกลับมาเยี่ยมท่านน่ะ เธอก็นะ ช่างไม่นึกถึงอดีตเอาเสียเลย” หลินจิงจือแสร้งทำท่าทางสนิทสนม แต่ก็ไม่ลืมที่จะเตือนให้ทุกคนที่ยืนอยู่โดยรอบรู้ว่าซูเจินเคยเป็นเด็กในอุปการะของหลินกรุ๊ป และที่สำคัญซูเจินเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
“ใช่แล้วล่ะ คุณแม่ซ่งดีใจมากที่ฉันกลับมา” ซูเจินตอบอย่างไม่ปิดบัง เธอจะไม่รู้เจตนาของอีกฝ่ายได้อย่างไร “ขอบคุณนะคะคุณหนูหลินที่ช่วยเตือนความจำ ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปี ฉันจะลืมบ้านหลังนี้ของฉันไปได้ยังไง เอาไว้ก่อนกลับฉันจะพาคุณไปเดินดูรอบๆ นะคะชิงเฉิน”
“พี่ใหญ่ดูสิคะ ผู้อำนวยการซ่งคงภูมิใจในตัวเจินเจินมากทีเดียว ถึงแม้จะโตมาจากสถานสงเคราะห์ แต่เจินเจินก็ประสบความสำเร็จในชีวิต จนตอนนี้ออกมาสร้างธุรกิจใหญ่โตของตัวเองขึ้นมาได้ ต่อไปคงเป็นธุรกิจเสื้อผ้าของเราที่ต้องเป็นรองบริษัทซูหลิวแล้วล่ะค่ะ” หลินจิงจือยังพูดจาด้วยเจตนาร้ายต่อ
ผู้คนที่ยืนอยู่โดยรอบ ฟังการสนทนาของทั้งคู่อยู่ด้วยความสนใจ พวกเขาพอจะรู้ประวัติของซูเจินมาบ้าง แต่เมื่อได้ฟังหลินจิงจือพูดถึงเรื่องธุรกิจเสื้อผ้าขึ้นมา พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าซูเจินไม่มีความกตัญญูเอาเสียเลย หลินกรุ๊ปให้ทุนเธอเรียนจนจบ แต่เธอไม่คิดที่จะกลับไปทำงานตอบแทน มิหนำซ้ำเธอยังมาเปิดธุรกิจเสื้อผ้าขึ้นเพื่อเป็นคู่แข่งกับหลินกรุ๊ปเสียอีก นี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมจริงๆ
หลินจิงจือมองดูสีหน้าของคนรอบข้างก็รู้สึกพอใจ และยังไม่หยุดพูดถึงอดีตของซูเจินต่อ “ผ่านมาหลายปี ที่นี่ยังเหมือนเดิมเลยนะ ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าเมื่อก่อนตอนที่ฉันกับคุณย่ามาร่วมงานเลี้ยงประจำปี เธอกับเพื่อนๆ เป็นคนที่ต้องคอยมาดูแลแขกที่มาร่วมงาน แต่วันนี้เด็กๆ ที่สถานสงเคราะห์กลับต้องมาเป็นคนดูแลเธอแล้ว ชีวิตของเธอก้าวหน้ามากจริงๆ”
“ใช่แล้วล่ะค่ะคุณหนูหลิน เด็กๆ ที่นี่ดูแลฉันดีมาก มันก็คงไม่ต่างจากที่พวกคุณก็ได้รับการดูแลที่ดีเหมือนกัน” ซูเจินยิ้มตอบอย่างใจเย็น
“ดูคุณจะชอบที่นี่มากเลยนะคะ ก็อย่างว่าคุณอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปี คุณก็ต้องรู้สึกคุ้นเคยกับมันเป็นธรรมดา”
“ใช่ค่ะ ความทรงจำของฉันกับที่นี่มีมากมายจริงๆ มีทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดี ฉันกลับมาครั้งนี้แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังมีบางเรื่องที่ฉันยังไม่ได้สะสางเลย คุณชายหลินไม่มีเรื่องที่อยากจะสะสางบ้างเหรอคะ” ซูเจินหันไปพูดกับหลินเจิ้งฉีด้วยเสียงราบเรียบแต่กดดันแทน
“ผมชอบความคิดนี้เหมือนกันนะครับ หากมีเรื่องค้างคาอยู่ในใจ ยังไงก็ต้องรีบสะสางออกมาให้เร็วจะดีที่สุด” หลินเจิ้งฉีตอบ ถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจความหมายที่ซูเจินต้องการจะสื่อ แต่ในความคิดของเขา หากคนเรามีเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจ ถ้าได้ปลดปล่อยมันออกไปบ้างมันก็คงจะดีกว่า อย่างเรื่องของเขา ทุกครั้งที่เขาได้กลับมาที่สถานสงเคราะห์แห่งนี้ เขาต้องกินยาระงับอาการวิตกกังวลก่อนล่วงหน้าเสมอ
“ฉันดีใจที่คุณก็รู้สึกแบบนั้นนะคะ ฉันกับสามีขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ ฉันอยากพาสามีไปเดินเล่นรอบๆ เพราะถึงยังไงที่นี่ก็เคยเป็นบ้านของฉัน สามีฉันเคยได้ยินแค่ที่ฉันเล่าให้ฟัง วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้มาเดินดูด้วยตัวเอง” ซูเจินไม่ลืมที่จะบอกกับคนอื่นเป็นนัยว่าเธอกับเย่ชิงเฉินไม่มีเรื่องที่ต้องปิดบังกัน เธอเติบโตมาจากที่นี่และสามีก็รับรู้ทุกอย่างอยู่แล้ว
“คุณชายรองเย่คะ ที่บริษัทของฉันกำลังจะวางระบบการรักษาความปลอดภัยที่โรงงานใหม่ ไม่ทราบว่าวันหลังฉันจะขอเข้าไปพบคุณได้ไหมคะ” หลินจิงจือรีบพูดเมื่อเห็นซูเจินและเย่ชิงเฉินกำลังจะเดินจากไป
“หากเป็นเรื่องงานก็ติดต่อผ่านผู้รับผิดชอบที่บริษัทของผมได้เลยครับ” เย่ชิงเฉินไม่ได้ปฏิเสธในทันที เพราะถึงอย่างไรในโลกธุรกิจ เขาก็ยังต้องไว้หน้าอีกฝ่ายให้คนอื่นเห็นอยู่บ้าง แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังคำพูดที่รักษาน้ำใจอีกฝ่ายอยู่นั้น ตระกูลเย่กำลังวางแผนจัดการกับตระกูลหลินเพื่อสะสางเรื่องราวในอดีตอยู่
อีกฟากหนึ่งของเมือง มีการจัดงานแสดงสินค้าและขายสินค้าจากหลากหลายยี่ห้อและแหล่งผลิต มีผู้เข้ามาเที่ยวชมงานมากมาย ดังนั้นคนที่เข้ามาร่วมงานต้องพกเงินสดติดตัวมาไม่น้อยเพื่อใช้สำหรับซื้อหาของที่ตัวเองต้องการ
เมื่อมีคนมีพกเงินสดมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีมิจฉาชีพมาเที่ยวงานด้วย หลายคนถูกล้วงกระเป๋า เจ้าทุกข์บางคนรู้สึกตัวก็ตะโกนขอความช่วยเหลือ ผู้คนก็เข้ามาช่วยกันจับขโมยไว้ได้ แต่บางคนก็เดินเที่ยวงานอย่างสบายใจ เมื่อถูกล้วงกระเป๋าไป ก็ไม่รู้ว่าทรัพย์สินของตัวเองถูกขโมยไปแล้ว
และวันนี้ก็เป็นวันโชคดีของหัวขโมยหนุ่มน้อยคนหนึ่งที่บังเอิญไปกรีดกระเป๋าสะพายของสาวสวยท่าทางร่ำรวยคนหนึ่งได้พอดี เขาได้ทั้งเงินสดและโทรศัพท์รุ่นใหม่มาด้วย แถมโทรศัพท์ยังไม่ใส่รหัสล็อกไว้เสียอีก
หัวขโมยกำลังคิดว่าจะเอาโทรศัพท์ไปขายหรือจะเก็บไว้ใช้เอง เขาเปิดดูรูปภาพในเครื่องไปเรื่อยๆ จากนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น มันเป็นภาพและคลิปลับของไฮโซสาวชื่อดัง เขากดแชร์ภาพและคลิปดังกล่าวออกไปอย่างรวดเร็ว
ขโมยหนุ่มน้อยรู้ว่าผู้หญิงในภาพเป็นใคร แต่เขาจะสนใจไปทำไม ในเมื่อตระกูลหลินเป็นคนทำให้ครอบครัวของเขาต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน ตอนนั้นพวกเขาถูกโกงที่ดินไปอย่างตอบโต้อะไรไม่ได้ คราวนี้ถึงทีของเขาที่จะเอาคืนตระกูลหน้าเลือดนี้เสียที แม้ขโมยหนุ่มน้อยจะเสียดายโทรศัพท์เครื่องนี้ เพราะมันคงขายได้ราคาไม่น้อย แต่เขาก็ยังฉลาดพอที่จะไม่เก็บเผือกร้อนนี้ไว้ โทรศัพท์เครื่องนี้เขาเป็นคนขโมยมา แถมยังเป็นคนแชร์ภาพลับพวกนี้ออกไปอีก เขาตัดสินใจโยนโทรศัพท์ทิ้งลงคลองไปอย่างไม่ลังเล
เรื่องบังเอิญนี้แม้แต่หญิงสาวที่จงใจให้คนร้ายกรีดกระเป๋าไปก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะจบลงด้วยดีแบบนี้