สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 47 ลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย

    หนึ่งเดือนต่อมา ณ ลานประลองคัดเลือกเพื่อเฟ้นหายอดฝีมือแปดคนสุดท้าย ที่จะได้เป็นตัวแทนสำนักเข้าร่วม 'งานประลองพันธมิตรเมฆา'


    เวทีประลองแห่งนี้ถูกจัดขึ้นสำหรับศิษย์ระดับลมปราณแรกเริ่มโดยเฉพาะ ส่วนผู้ฝึกตนระดับฐานวิญญาณนั้น ทางสำนักได้คัดเลือกยอดฝีมือไว้ครบทั้งสิบห้าคนเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยไม่ต้องเหนื่อยประลองให้เสียเวลา เนื่องจากทั้งสิบห้าคนนี้ล้วนมีพลังแข็งแกร่งจนเป็นที่ประจักษ์ ไร้ข้อกังขาจากผู้คนในระดับเดียวกัน แต่หากมีผู้ใดไม่ยอมรับและปรารถนาจะแย่งชิงสิทธิ์นั้น ก็เพียงแค่ก้าวขึ้นมาท้าประลองและเอาชนะหนึ่งในสิบห้าคนนั้นให้ได้เท่านั้น ส่วนยอดฝีมือระดับแก่นวิญญาณของสำนักก็มีจำนวนสิบคน เมื่อรวมกับผู้อาวุโสที่ติดภารกิจอีกสองคน จำนวนคนจึงเหลือแปดและครบพอดีสำหรับการแข่งขัน


    ในเวลานี้ การประลองคัดเลือกกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงอาวุธวิญญาณและปราณกระบี่ปะทะกันดังกึกก้องออกมาจากหลายเวทีอย่างไม่ขาดสาย ศิษย์หลายคู่ต่างงัดเอาวิชาทุ่มสู้กันสุดกำลัง เพื่อแย่งชิงที่นั่งอันทรงเกียรติเพียงแปดที่นั่งเท่านั้น


    ทว่าท่ามกลางเสียงเชียร์และจิตสังหารที่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือด กลับมีผู้หนึ่งที่ไม่ได้จดจ่ออยู่กับการต่อสู้เบื้องหน้า


    คนผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น... ทว่าคือ หลิงซี นั่นเอง


    สตรีผู้หลงใหลในวิถีโอสถเช่นนาง ไม่ได้ชื่นชอบการต่อสู้ดุเดือดเหล่านี้นัก นางเพียงแค่มายืนชมบรรยากาศเท่านั้น หญิงสาวชะเง้อคอมองซ้ายขวา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย


    "เหตุใดข้าถึงยังไม่เห็นพี่หลี่ซวนเลยเล่า? นี่ก็ถึงเวลาเริ่มการคัดเลือกแล้วนะเจ้าคะ มิใช่ว่าเขาเคยบอกว่าจะมาร่วมประลองหรอกหรือ?"


    "เจ้าหนูนั่นคงยังคงปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำเช่านั่นแหละกระมัง" เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง... ผู้อาวุโสกู้เจี้ยนหมิงนั่นเอง


    "ท่านอาจารย์ แล้วพี่หลี่ซวนจะมาทันหรือไม่เจ้าคะ?"


    "เฮ้อ... คงไม่มาแล้วล่ะ หากมาป่านนี้ก็คงไม่ทันการณ์แล้ว การประลองดำเนินไปไกลแล้ว คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาของเขาเถอะ" ชายชราลูบเคราตอบพลางทอดถอนใจ


    เมื่อหลิงซีได้ยินดังนั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มก็หม่นหมองและเหงาหงอยลงในทันที


    ไม่ใช่แค่นาง ทว่าศิษย์คนอื่น ๆ ในลานประลองต่างก็ลอบสงสัยเช่นกันว่า เหตุใดหลี่ซวนจึงไม่ปรากฏตัว? เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่าเขาเองก็สนใจงานประลองนี้อยู่ไม่น้อย หากเขามาเข้าร่วม ด้วยฝีมือระดับเขา ย่อมมีโอกาสสูงมากที่จะคว้าหนึ่งในแปดที่นั่งมาครองได้ และอาจสร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักเฟิงหยวนในการประลองใหญ่ปีนี้ได้เลยทีเดียว


    ทว่า... บุคคลที่ผู้คนต่างพากันถามหานั้น บัดนี้กำลังเผชิญหน้าอุปสรรคที่เรียกว่าการทะลวงขั้น


    ภายในถ้ำบำเพ็ญเพียรที่ปิดสนิท หลี่ซวนกำลังพยายามทะลวงคอขวดเพื่อก้าวเข้าสู่ ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย อย่างสุดความสามารถ!


    เขารู้ตัวดีว่าใกล้จะทะลวงระดับสำเร็จแล้ว แต่เวลาผ่านไปรวดเร็วเกินจนไม่อาจไปเข้าร่วมการคัดเลือกได้ทัน เขาจึงยอมสละหินวิญญาณต่อเวลาเช่าถ้ำเพิ่มไปอีกหนึ่งเดือน เพื่อทุ่มเทให้กับการทะลวงขั้นในครั้งนี้ให้จงได้


    ภายในห้วงลมปราณตันเถียนของหลี่ซวน... เขากำลังโคจร 'วิชาผนึกห้วงลมปราณ' เพื่อดึงดูดไอพลังฟ้าดินรอบกายให้ควบแน่นกลายเป็นไอวิญญาณบริสุทธิ์ ส่งเข้าไปขยายห้วงลมปราณเพื่อผลักดันตนเองสู่ขั้นปลาย และในวินาทีนี้... มันได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว!


    ปั้ง! ตึง! ตึง! ตึง!


    เสียงห้วงลมปราณที่เหมือนกำลังจะขยายตัวดังก้องอยู่ภายในร่าง หลี่ซวนรู้สึกปวดร้าวและเกร็งสะท้านไปทั่วจุดตันเถียนประดุจถูกฉีกกระชาก เมื่อเห็นว่ามาถึงจุดวิกฤต เขาไม่รอช้า รีบสะบัดมือหยิบ 'โอสถทลายคอขวด' โยนเข้าปากและกลืนลงคอทันที!


    ทันทีที่โอสถตกถึงท้อง กระแสพลังอันอบอุ่นสายหนึ่งก็ระเบิดออก ซึมซาบไหลเวียนไปทั่วเส้นชีพจร ก่อนจะพุ่งทะยานไปรวมตัวกันที่จุดตันเถียน หลี่ซวนกัดฟันกรอดก่อนจะแผดเสียงคำรามลั่น


    "ทะลวง!!"


    ปึ้ง! พลันเกิดเสียงระเบิดกึกก้องขึ้นภายในร่าง ทว่า... ห้วงลมปราณที่กำลังขยายตัวกลับชะงักและหยุดนิ่งไปเสียอย่างนั้น! หลี่ซวนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก


    ‘ไอวิญญาณไม่พองั้นหรือ? แบบนี้มันจะสูบพลังงานมากเกินไปแล้วนะ!’


    สีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดจริงจัง แววตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว "ในเมื่อเป็นเช่นนี้... ก็ต้องทุ่มสุดตัวไปเลย!"


    เขาตัดสินใจเทหินวิญญาณที่เหลืออยู่ทั้งหมดในกระเป๋าออกมาวางกองไว้รอบกาย จากนั้นก็โคจรลมปราณดูดซับพลังจากพวกมันทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียว!


    ซูมมม!! ไอวิญญาณบริสุทธิ์รอบด้านพลันพุ่งทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่งประดุจเขื่อนแตก! หินวิญญาณที่เคยวาววับเปล่งประกายค่อย ๆ ถูกสูบพลังจนหมองคล้ำและสลายกลายเป็นเถ้าสีเทาไปทีละก้อน ๆ เสียงกระหึ่มของการไหลเวียนไอวิญญาณดังก้องสะท้านอยู่ภายในถ้ำอย่างไม่ขาดสาย


    เวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสิบวัน...


    ในที่สุดหลี่ซวนก็ดูดซับพลังจากหินวิญญาณไปจนเกือบหมดเกลี้ยง เหลืออีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นก็จะบรรลุผล สีหน้าของเขาในยามนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เม็ดเหงื่อไหลออกมาซกท่วมตัวจากการหักโหมทะลวงระดับมาหลายวันติดต่อกัน ผนวกกับความเจ็บปวดแสนสาหัสจากการฝืนขยายห้วงลมปราณซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงกัดฟันอดทน ไม่ปริปากร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ...


    และแล้ว... หลี่ซวนก็เบิกตาโพล่งขึ้น!


    นัยน์ตาสีฟ้าครามที่เคยเปล่งประกาย พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีครามเข้มลึกล้ำอย่างฉับพลัน! เขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดใช้งานเนตรวิเศษนี้ ทว่ามันกลับตอบสนองและทอประกายขึ้นมาด้วยตัวของมันเอง


    เมื่อเห็นสถานการณ์ทุกอย่างลงตัว หลี่ซวนก็จุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ภายในถ้ำที่เคยปั่นป่วนพลันตกอยู่ในความเงียบสงบชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะเอ่ยแผ่วเบา ทว่าหนักแน่น


    "ในที่สุด... ก็สำเร็จ"


    ตูมมม!!


    กระแสพลังฟ้าดินรอบด้านถูกสูบกระชากไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง ห้วงวิญญาณที่ตันเถียนขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว!


    ห้าสิบห้าจั้ง... หกสิบจั้ง...


    ขนาดของห้วงลมปราณดูเหมือนจะมาหยุดชะงักลงที่หกสิบจั้ง ทว่าหลี่ซวนไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้ เขาตวัดมือหยิบ 'โอสถขยายห้วงลมปราณ' ขึ้นมากลืนเข้าปากทันที! เส้นเลือดบนใบหน้าปูดโปน ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำประดุจโลหิต ขณะที่เขาแผดเสียงคำรามออกมาสุดกำลัง


    "ย้ากกก!!"


    ฤทธิ์ยาปะทุขึ้นดุจคลื่นยักษ์! หกสิบห้าจั้ง... หกสิบแปดจั้ง... หกสิบเก้าจั้ง... และ...


    เจ็ดสิบจั้ง!!


    ฟึ่บ! ทันใดนั้น ทุกสรรพสิ่งพลันเงียบสงัดลง บรรยากาศรอบตัวหลี่ซวนคล้ายกับกาลเวลาถูกหยุดหมุนไปชั่วขณะ


    เมื่อเขาหลับตาลงสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลง ก็พบกับความผิดปกติบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องลึกสุดของจุดตันเถียน... เขาสัมผัสได้ถึง 'ไอเย็น' ขุมหนึ่งที่แผ่ซ่านออกมาอย่างแผ่วเบา ซึ่งเขามั่นใจว่ามันคือ 'รากวิญญาณธาตุที่สี่' อันเป็นปริศนาของตน แม้มันจะยังไม่ปรากฏรูปลักษณ์หรือคุณสมบัติออกมาเด่นชัดนัก แต่การมีอยู่ของมันกลับเด่นชัดขึ้นกว่าเดิมมาก


    ‘หากข้าสามารถบรรลุระดับพลังที่สูงขึ้นไปกว่านี้ คงจะได้ล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับรากวิญญาณที่สี่ของข้าบ้างเป็นแน่...’ เขารำพึงในใจ


    และในวินาทีต่อมา...


    ปั้ง!! คลื่นไอวิญญาณมหาศาลระเบิดกระแทกออกจากร่าง กวาดกระจายออกไปทั่วทุกทิศทางจนฝุ่นผงฟุ้งตลบไปทั่วทั้งถ้ำ! ไม่นานนักเมื่อฝุ่นจางลง จึงค่อยปรากฏร่างของชายหนุ่มนั่งตระหง่านอยู่อย่างสง่างาม


    หลี่ซวนในยามนี้ รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้ดูเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยกระแสไอวิญญาณที่หมุนวนและเอ่อล้นทะลักออกมาตลอดเวลา! พลังวิญญาณในร่างเวลานี้ลึกล้ำสุดหยั่ง หากนำไปเทียบกับตัวเขาก่อนที่จะทะลวงขั้น เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่า เพียงไม่กี่ลมหายใจ เขาก็สามารถบดขยี้ตนเองคนเก่าได้อย่างง่ายดาย!


    "นี่มัน... สุดยอดเกินไปแล้ว!" หลี่ซวนกำหมัดแน่น เอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้นสุดขีด "พลังวิญญาณของข้าเพิ่มพูนขึ้นถึงขนาดนี้เชียวหรือ? มันมหาศาลเสียจนข้าไม่สามารถกักเก็บมันไว้ในร่างกายได้มิดชิดเหมือนตอนอยู่ขั้นกลางเลยด้วยซ้ำ!"


    เมื่อลองสำรวจร่างกายตนเองอย่างละเอียด เขาก็พบว่ากายเนื้อแข็งแกร่งและยืดหยุ่นขึ้นกว่าเดิมมาก ซ้ำปริมาณพลังวิญญาณยังมหาศาลและหนาแน่นกว่าเดิมถึงห้าหรือหกเท่าตัว!


    "หึ ๆ... หากเป็นข้าในยามนี้ล่ะก็... ด้วยขนาดห้วงวิญญาณที่กว้างใหญ่ถึงเจ็ดสิบจั้ง แม้ข้าจะเพิ่งก้าวเท้าทะลวงเข้าสู่ขั้นปลาย แต่จะมีผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันสักกี่คนในตอนนี้ที่จะต่อกรกับข้าได้!" เขากล่าวออกมาด้วยความมั่นใจล้นปรี่


    "และหากข้าฝึกฝนไปจนถึงจุดสูงสุดของระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย... ห้วงวิญญาณของข้าจะขยายกว้างใหญ่ไพศาลไปถึงระดับใดกัน?"


    เพียงแค่วาดฝันถึงอนาคต เลือดในกายของเขาก็เดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น ขนาดพึ่งทะลวงขั้นยังกว้างถึงเจ็ดสิบจั้ง หากบำเพ็ญเพียรจนถึงจุดสูงสุด ย่อมต้องขยายใหญ่กว่านี้อีกไม่รู้กี่เท่าตัว!


    เขาเผยรอยยิ้มกว้าง... เป็นรอยยิ้มเบิกบานที่ไม่ได้เผยให้ผู้ใดเห็นมาเนิ่นนาน ถึงอย่างไรนี่ก็คือความใฝ่ฝันสูงสุดของเขา... ความฝันที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นผู้แข็งแกร่ง เมื่อความพยายามสัมฤทธิ์ผล ระดับพลังก้าวหน้าไปอีกขั้น เหตุใดเขาจะไม่ยินดีจนยิ้มออกมาเล่า?


    ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่ซวนก็ค่อย ๆ ระงับความตื่นเต้น หุบยิ้มลง และหันไปมองป้ายหยกควบคุมถ้ำเช่า ตัวเลขบนนั้นบ่งบอกว่าเหลือเวลาเช่าอีกประมาณยี่สิบวัน... เขาทำได้เพียงทอดถอนใจออกมาเบา ๆ


    "เฮ้อ... ข้าคงไปร่วมงานประลองคัดเลือกไม่ทันแล้วจริง ๆ นี่ก็ล่วงเลยมาตั้งสิบวัน ป่านนี้การประลองคงจบสิ้นไปตั้งนานแล้วกระมัง" เขาส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ "เอาเถิด พลาดก็คือพลาด... ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบวัน ข้าควรใช้เวลานี้ทำสมาธิเพื่อให้ระดับพลังขั้นใหม่นี้มั่นคงเสียก่อน จากนั้นค่อยลองไปหาวิธีหรือวิชาที่ใช้สำหรับกักเก็บซ่อนเร้นไอวิญญาณที่ล้นทะลักพวกนี้ ที่หอตำราเสียหน่อยก็แล้วกัน"


    หลังจากวางแผนก้าวต่อไปเสร็จสิ้น หลี่ซวนก็หลับตาลงช้า ๆ เริ่มต้นโคจรพลังเพื่อปรับสมดุลร่างกาย และทำความคุ้นเคยกับพลังอำนาจอันมหาศาลของระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายในทันที


    {หลี่ซวน ระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลาย}

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน