ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 34 เงินตรา..ตราเงิน ตอน สอง

            ที่เรือนบุปผากลิ่นธารา

            ที่นี่สมชื่อ 'อันดับหนึ่งแห่งภาคตะวันออก' จริง ๆ แม้ผมจะไม่เคยเฉียดมาใกล้อะไรแบบนี้เลยก็เถอะ

            แต่แค่ก้าวเท้าเข้ามา ผมก็เหมือนโดนเตะเสยเข้าที่จมูก ด้วยกลิ่นหอมละมุนลอยวนอยู่ในอากาศ มันผสมกันอย่างพอดีระหว่างกลิ่นสายธารที่ไหลผ่านเรือนกับกลิ่นบุปผาชั้นดี

            มันหอมแบบ.. จะว่ายังไง เอาเป็นว่าทำให้รู้สึกสดชื่อ ไม่ได้แรงจนเวียนหัว กลับทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มเสียอย่างนั้น

            เรือนแห่งนี้ไม่ใช่แค่โอ่อ่าหรูหรา แม้แต่ต้นไม้ที่ปลูกก็ยังโค้งเป็นรูปทรงแปลก ๆ ราวกับผ่านมือช่างตัดแต่งผู้ฝึกวิชา

            ของประดับในเรือนก็หรูหราไร้ที่ติ ขนาดลายพื้นกระเบื้องยังดูแพงพอจะจ้างจอมยุทธ์ได้คนหนึ่ง

            และแน่นอน...

            โหวหวังดูมีความสุขสุด ๆ

             

            ที่ห้องพิเศษชั้นสามที่โหวหวังมันโยนถุงเงินใส่แล้วสั่งให้ผู้ดูแลร้านจัดให้เรียกได้ว่าหรูหราและเป็นส่วนตัวสุด ๆ

            เสียงหัวเราะเฮฮาของพวกคนขนของดังลั่นออกมาจากในห้องเคล้าเสียงจอกเหล้ากระทบกัน สลับกับเสียงของผู้หญิงสาวสวยที่คอยหัวเราะเอาใจ

            ผมถึงกับต้องกลั้นหายใจหนึ่งเฮือกก่อนจะก้าวเข้าไป

             

            “เอ้าดื่ม!!”

            โหวหวังนั่งกลางวงอย่างราชา ซ้ายเป็นสาวอวบเอาใจเก่งขวาเป็นสาวหน้าสวยบีบนวดแขนมันไม่หยุด ด้านหลังก็ยังมีหญิงสาวหน้าอกภูเขาไฟนวดไหล่ให้อีก

            เรียกว่ารอบด้านครบทุกองศา

             

            แต่ไม่รู้ว่าสิ่งที่มันมอบให้จะเรียกว่า 'น้ำใจ' หรือ 'กลั่นแกล้ง' กันแน่

            เพราะไอ้หน้าขนเพื่อนผมก็ได้อุตส่าห์..

            เรียกคนงามมาบริการผมด้วย..

            ผมเพิ่งนั่งได้ไม่กี่นาที สาวงามคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเรียบร้อยเหมือนรู้คิว

            เธอแนะนำตัวว่าชื่อ 'ผิงผิง' ชื่อจริง ฮว่า ผิง

            และเธอ…

            เอ่อ..คือ..

            คนที่โหวหวังบอกว่า 'งามที่สุดในเรือนนี้'

            เล่นทำผมตัวเกร็งหลังตรงกันเลยทีเดียว

            ก็คนมันเขิน.. ให้ทำไงได้

             

            “คุณชาย.. ดื่มอีกสิเจ้าคะ... ดื่มเป็นเพื่อนผิงผิงอีกสักจอก…”

            เธอไม่พูดเปล่า แต่ยกจอกเหล้าของเธอขึ้นจิบก่อนแล้วส่งจอกนั้นให้ผม

            ช่าย..ใช่

            เป็นจอกเดียวกันที่เธอเพิ่งดื่ม พร้อมกับของแถมรอยแต้มแดงจากริมฝีปากของเธอประดับอยู่บนนั้น

            ผมเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องแล้วตอนนี้

             

            ยังไม่ทันจะได้ทำใจมือซ้ายของฮว่าผิงก็รวบแขนขวาของผมแน่นเปรี๊ยะ!

            ทำเอาขนแขนของผมลุกขึ้นพร้อมกันทั้งแขน..

            เพราะ.. เอ่อเพราะ.. เนินอกของเธอกระแทกเข้าเต็มท่อนแขน

            เรื่องสัมผัสนั้น... ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี..

             

            แต่เอ๊ะ!!

            เดี๋ยวก่อน!!

            สิ่งที่ผมจะเล่าต่อ พวกนายแน่ใจจริง ๆ หรอว่าจะเขียนให้เด็กอ่านได้จริง ๆ น่ะ!

            แล้วมันจะทำให้ภาพพจน์พระเอก 'มาดแมนหล่อเท่' ของผมเสียรึเปล่าเนี่ย!!

             

            เห้อ...!

            ช่างเถอะ..

            ยังไงก็ไว้หน้ากันบ้างละกัน..

            ถือว่าขอล่ะ อย่าให้ต้องไหว้เลย..

             

            กลับเข้าเรื่อง

            ผมที่เป็นสุภาพบุรุษ มาดแมน ย่อมไม่ทำเรื่องแบบนั้น

            เห้อ.. ก็ได้..

            ผมมันไอ้ไก่อ่อน

            “อ๊ะ ข้า…ข้า...”

            ผมรีบแกะแขนตัวเองออกอย่างทุลักทุเล มือซ้ายที่ว่างอยู่ก็พุ่งไปดันจอกเหล้ากลับคืนให้นางแทบไม่ทัน

            “แม่นางฮว่า.. ข้าพอแล้ว.. ข้าคออ่อน.. เชิญแม่นางดื่มเถิด..”

            พูดไปก็ตั้งใจให้มันดูสุภาพที่สุดแล้ว แต่เสียงที่ออกมากลับสั่นนิด ๆ แบบไม่ตั้งใจ

             

            ฮว่าผิงยิ้มอีกแล้ว ยิ้มแบบ..

            รอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ได้เลยว่า 'นี่คือเกมแมวไล่จับหนู' แล้วผมก็ดันเป็นหนูที่หลังชนกำแพงเสียด้วย

            ดูท่าเธอจะถูกใจกับท่าทางเขินอายของผมอยู่ไม่น้อย

            ก็แน่ล่ะ..

            คนที่พวกเขาเรียกว่าสตรีงามอันดับหนึ่งของเรือนนี้ ได้ของเล่นใหม่ แถมยังไร้เดียงสาแบบผม

            มันก็คงเหมือนแมวเจอหนูใส่โบว์

            “ผิงผิงบอกคุณชายแล้วอย่างไร ว่าให้เรียกผิงผิงว่า 'ผิงเอ๋อร์' สิเจ้าคะ..”

            พูดเสร็จ มือซ้ายของเธอก็รวบแขนขวาของผมอีกครั้งกลับมาอยู่ท่าเดิม

            ใช่ครับ..

            ท่าที่อกเธอชนท่อนแขนผมแบบเต็ม ๆ

             

            ขนแขนผมลุกตั้งอีกรอบ

            “ขะ...ข้าๆๆๆๆ ข้าปวดท้อง!

            ขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่!!”

            ผมไม่รอคำอนุญาตรีบสะบัดแขนออกจากวงแขนเธอ หรือจะบอกว่า 'เนินอันตราย' ก็คงไม่เกินไปแล้ว

            เผ่นหนีออกมาจากห้องนั้นด้วยความเร็วระดับนักกีฬาวิ่งร้อยเมตร

            วิ่งจนเลยห้องอาหารมาไกลพอสมควร ผมถึงค่อย ๆ หยุดถอนหายใจออกมายาวเฮือก แล้วก็ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อ

            “ให้ตายสิ!! ข้าหนีมาจากท่านย่าตั้งไกล ยังจะต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกเหรอ...”

            ผมบ่นกับตัวเองพลางมองเพดาน

             

            ตอนนี้ในหัวมันยุ่งเหยิงไม่รู้จะรู้สึกอับอาย หรือเสียศักดิ์ศรีดี

            ทำเอาผมรู้สึกว่าผมน่าจะไม่ใช่ไอ้คนที่หนึ่งในคำทำนายเรื่องสตรีอีกแล้ว

            แต่ดันเป็นไอ้คนที่สาม..

            ที่ในกลอนบอกว่ามากมายในนงคราญ

            ผมหัวเราะขื่น ๆ คนเดียวสุดท้ายเลยไม่ไปไหนไกลนัก แค่เดินมาหยุดอยู่ที่ระเบียงทางเดินซึ่งมองเห็นเวทีการแสดงงิ้วที่อยู่ชั้นล่าง

            วันนี้โชว์งิ้วเรื่องหนึ่ง นักแสดงทั้งหมดเป็นผู้หญิง เสียงร้องของพวกนางช่างไพเราะเหลือเกิน

            เสียงพิณที่บรรเลงประกอบฉากก็ไหลลื่นเหมือนสายธาร

            ที่แปลกคือตอนนี้ผมรู้สึกสงบขึ้นมาก อาจเพราะตรงนี้ไกลพอจากกลิ่นน้ำหอมและกลิ่นอันตราย

            แม้ว่าผมจะไม่เคยใช้บริการเรือนบุปผาสักครั้งเลยในชีวิต

            แต่แค่เดินเข้ามา...

            ผมก็เข้าใจทันทีว่าทำไมโหวหวังถึงมุ่งมั่นจะมาที่นี่นัก..

            ทุกอย่างดูดีแบบแพง.. ผู้หญิงแต่ละคนงามจนเหมือนถูกวาด แถมคนที่มาใช้บริการก็ดูมีหน้ามีตาไม่น้อย

            มันทำให้ผมคิดว่า

            เรือนนี้ไม่ใช่แค่เรือนบุปผา

            แต่มันคือสนามประลองชั้นสูงของการเย้ายวนใจ

            หลังดูงิ้วไปได้สักพักผมก็คิดว่าควรกลับไปลากโหวหวังออกมาได้แล้ว มันน่าจะเมาได้ที่แล้วล่ะ

            ไม่อย่างนั้น.. อีกหน่อยผมอาจจะต้องรับมือกับผิงผิงรอบสองก่อนที่มันจะลุกไหวเสียด้วยซ้ำ

             

            แล้วพอเดินกลับมาถึงห้องรับรอง

            ภายในห้องนั้นกลับ..

            “อ๊ะ... คุณชายกลับมาแล้ว”

            เสียงที่ผมไม่อยากได้ยินที่สุดในค่ำคืนนี้ และไม่อยากเจอที่สุดในเรือนบุปผาแห่งนี้ ก็ดังขึ้นมาจากหน้าห้องเสียอย่างนั้น

            ฮว่าผิงยืนพิงประตูอยู่พร้อมรอยยิ้มระคน

            สายตากระวนกระวายของเธอ..

            ไม่รู้สิ.. ผมไม่ได้เก่งเรื่องอ่านใจผู้หญิงแต่พอเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ได้ทันที ว่าคืนนี้ไม่น่าจบแบบกินข้าวแล้วกลับโรงเตี๊ยมแน่ ๆ

             

            “แม่นาง.. เอ่อ... ผิงเอ๋อร์.. มิทราบว่าเจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือ?”

            ผมเผลอจะเรียกเธอว่า 'แม่นางฮว่า' ไปแล้วด้วยซ้ำ

            แต่พอเห็นแววตาของเธอ ผมก็รีบกลืนคำกลับไป แล้วเรียกใหม่ให้ถูกต้องตามที่เธอเคยขอไว้

             

            “คุณชายซุนดื่มจนเมาแล้วเจ้าค่ะ

            เขาจึงเปิดห้องนอนข้างบนไว้..

            พี่ ๆ คนอื่นก็แยกย้ายกลับกันหมดแล้ว

            ผิงผิงเลยมายืนรอคุณชายตรงนี้ กลัวคุณชายหาผิงผิงไม่เจอ...”

            คำว่า 'หาผิงผิงไม่เจอ' มันฟังดู..

            อืม..

            ดูเหมือนผมคือคนที่อยากหานางนักหนา

             

            “เมาแล้ว? เช่นนั้นได้โปรดแม่นาง..

            เอ่อ! ผิงเอ๋อร์...

            พาข้าไปหามันที ข้าจะพามันกลับโรงเตี๊ยม”

             

            ยังไม่ทันพูดจบฮว่าผิงก็เข้ามาประชิดรวบแขนขวาผมแนบอกอย่างรวดเร็วเหมือนมีสคริปต์รอไว้แล้ว

            ไม่สิ...

            รวบแขนผมแต่สิ่งที่แนบมันคือ...

            !!!

            ขนแขนผมลุกตั้งเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

            ความรู้สึกที่ว่ากำลังโดนหลอกให้เดินเข้าไปในค่ายกลลับของจอมยุทธ์หญิงผู้เชี่ยวชาญการล่าลูกเสือ มันเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ

             

            “คุณชาย ตามผิงผิงมาค่ะ...”

            ยังไม่ทันให้ผมขยับปฏิเสธ เธอก็ออกเดินพร้อมเกี่ยวแขนผมไปทั้งตัวและซบหัวลงมาบนไหล่ผมแบบไร้ช่องให้ปฏิเสธหรือหนี

             

            ตอนนี้ท่าเดินของผม เรียกได้ว่าเหมือนหุ่นไขลานแบบที่ไขแรงเกินไปจนขาแข็ง หลังเกร็ง มือไม้ไม่รู้จะไว้ตรงไหน

            ขนาดหายใจยังหายใจไม่สุดปอด

            และตอนนั้นเอง...

            ผมก็รู้สึกขึ้นมาจากใจจริงว่า..

            เรือนบุปผาแห่งนี้...

            น่ากลัวกว่าบ้านตระกูลหลิวสิบเท่า!!

             

            ฮว่าผิงพาผมเดินมาถึงห้องห้องหนึ่งตรงสุดทางเดินชั้นสาม

            ไฟที่หน้าห้องมืดสนิทไม่มีแม้แต่เสียงขับกล่อมใดนอกจากเสียงงิ้วลอยเบา ๆ มาจากโถงด้านล่าง

            ผมยืนจ้องประตูห้องตรงหน้าขณะที่ฮว่าผิงยังคงแนบแขนผมอยู่เหมือนเดิม

            เธอแค่ยกหัวที่เคยซบไหล่ผมขึ้น แต่แขนยังล็อกไว้แน่นจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นแพ็กเกจส่งตรงถึงห้องเสียอย่างนั้น

            “ห้องนี้แหละเจ้าค่ะ.. คุณชาย..”

            เธอพูดเสียงนุ่ม

             

            ผมไม่ได้ก้าวไปในทันที ไม่ใช่เพราะติดวงแขนขอเธอหรอกนะ

            แต่เพราะห้องนี้มันเงียบเกินไป...

            เงียบจนผิดปกติ ถ้าซุนโหวหวังเมาจริง มันต้องมีเสียงหัวเราะเสียงขลุกขลักหรืออย่างน้อยก็เสียงกรงบ้าง

            แต่ไม่มีอะไรเลย...

            เงียบเหมือนสุสาน

             

            “ใช่ห้องนี้จริง ๆ หรือ..

            ผิงเอ๋อร์?”

            ผมถามอย่างระแวง

            “ทำไมมันถึงได้เงียบนัก?”

             

            ใช่สิ.. ถ้าผมไม่รู้จักโหวหวังดีพอ ผมคงผลักประตูเข้าไปโดยไม่คิดอะไร

            แต่นี่คือหมอนั่นที่พูดมาทั้งทริปว่าจะไม่ยอมพลาดสักหยดแถมอุตส่าห์เรียกนางฟ้ามาอยู่รอบตัวถึงสามคนแล้วอยู่ดี ๆ มันจะเมาหลับไปแบบไร้เสียงอย่างนั้นเหรอ?

            ไม่ใช่แน่

            กลิ่นมันแปลก แถมแปลกเอามาก ๆ

             

            “ห้องนี้แน่นอนเจ้าค่ะ ผิงผิงแน่ใจ...”

            เธอยืนกรานเสียงหนักแน่น แต่แฝงลูกเล่นบางอย่างไว้ในน้ำเสียงคล้ายจะขี้เล่น คล้ายจะล้อ

            แต่ก็คล้ายจะซ่อนอะไรอยู่

            เธอคลายแขนออกยกมือสองข้างขึ้นมาปิดตาตัวเองทำท่าเหมือนกำลังเล่นบทเขิน ทั้งที่เมื่อครู่ยังเอาอกมาแนบแขนผมหน้าตาเฉย

            “แต่เปิดไป...

            อาจเห็นสิ่งที่พวกเราไม่ควรเห็นก็ได้นะเจ้าคะ..

            คุณชาย~

            จะเปิดจริง ๆ หรือ~~”

            เธอพูดพลางบิดตัวไปมาเล่นใหญ่เหมือนนักแสดงบนเวทีงิ้ว

             

            ผมเลิกคิ้วมอง พิรุธชัดขนาดนี้.. ใครจะไม่เอะใจก็แปลกแล้ว

            แต่ก็เถอะ... ผมก็ควรเปิดประตูอยู่ดี

            เพราะอะไรน่ะเหรอ?

            เพราะฮว่าผิงไม่มีวรยุทธ์

            ผมรู้สึกได้จากสัมผัสหลายรอบที่ผ่านมา ไม่ได้มีการไหลเวียนพลังปราณ ไม่มีจุดรวมปราณ

            หรืออย่างน้อย...

            ถ้ามีนางก็คงปิดบังได้เนียนระดับเทพเลยล่ะ

             

            แต่ในช่วงจังหวะที่ผมผลักประตูให้เปิด..

            ตัวของผมก็พุ่งเข้าไปในประตูแทบจะในทันที

            แรงจากด้านหลังพุ่งเข้าใส่จนทำให้เป็นเช่นนั้น ฮว่าผิงผลักผมเต็มแรงจนร่างผมเซเข้าไปในห้อง หัวเกือบกระแทกโต๊ะตัวเตี้ยที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่นแล้ว โชคดีที่ฝึกวิชามาไม่น้อย สติผมยังอยู่ครบพอจะตั้งหลักได้

             

            ผมตะโกนออกไปเต็มเสียง

            “นี่เจ้าจะทำอะไร แม่นางฮว่า!!”

             

            สิ่งที่ได้รับกลับมา..

            ไม่ใช่คำขอโทษ..

            ไม่ใช่คำอธิบาย..

            แต่เป็นรอยยิ้ม..

            รอยยิ้มแบบที่ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่า..

            ผมโดนหลอกอีกแล้วสินะ!

             

            แผ่นหลังของเธอพิงประตูแน่น ไม่มีท่าทีจะเปิดทางให้ผมหนีเลยสักนิด ในขณะที่ดวงตาคู่นั้นกลับจับจ้องผมเหมือนเสือจ้องมองเหยื่อ

            “เผอิญผิงผิงได้รับคำสั่งมาจากคุณชายซุน...

            เขาให้ผิงผิงดูแลปรนนิบัติ...

            คุณชายหลิว... ใ.น...คื.น...นี้...ทั้.ง...คื.น...”

            คำว่า 'ทั้งคืน' มันไม่ได้แทงเข้าหูผม แต่มันกระแทกเข้าไปที่กระดูกสันหลังจนเย็นวาบไปถึงก้น

             

            และเธอไม่ได้พูดเปล่า..

            มือของเธอเริ่มปลดสายรัดเสื้อคลุมตัวหนาที่เธอสวมอยู่ เหลือแต่เสื้อคลุมตัวบาง..

            ที่บางจนทำให้ผมเห็นเสื้อชิ้นน้อยที่ผมไม่สมควรจะเห็น

            อีกการเคลื่อนไหวทุกจังหวะของเธอ..

            เต็มไปด้วยจังหวะยั่วยวนที่ร้ายกาจยิ่งกว่าปราณพิษ หรืออสูรลมปราณ

            ผมยกมือขวาขึ้นปิดตา ยกมือซ้ายยันออกไปข้างหน้า

             

            “หยะ..หยะ..หยะ..

            หยุดอยู่ตรงนั้นเลยแม่นางฮว่า!!

            หะ..หะ..หะ..

            หากเจ้าเข้ามาอีกก้าวละก็!!

            ข้าจะ...ข้าจะ...ข้าจะ!!”

            ผมจะทำอะไร?

            ผมเองก็ไม่รู้!

            ผมก็แค่พูดไปงั้น!

            เพราะตอนนี้ในหัวผมมันขาวโพลนไปหมดแล้ว!!

             

            “ท่านจะทำอะไรผิงผิงหรือเจ้าคะ..?”

            มือของนางคว้าหมับเข้าที่มือซ้ายของผมมือที่ผมใช้ยื่นกันภัยนั่นแหละ!

            เธอไม่ได้ต้องออกแรงมากเลยเพราะมือผมมันอ่อนปวกเปียกยิ่งกว่าถุงใส่เกี๊ยวน้ำ

            และตอนนั้น.. มันก็กำลังถูกจูงเข้าไปใกล้จุดอันตรายโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว

            “หรือต่อให้คุณชายทำ...

            ผิงผิงก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง...”

             

            แล้วเหมือนเธอจะไม่ปล่อยให้ผมตั้งหลักเรียกสติ

            สองมือของฮว่าผิงก็จับมือซ้ายของผมแน่น แล้วค่อย ๆ กดมันลงไป..

            สัมผัสแรกที่มือผมรู้สึกไม่ใช่ความอบอุ่น..

            แต่เป็นความนุ่มนิ่มที่ชวนตายทั้งยืน

            ผมแทบกลั้นใจตายตรงนั้น

             

            “แล้วผิงผิงก็บอกคุณชายแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ..

            ให้เรียกผิงผิงว่า..

            ผิง~

            เอ๋อร์~”

            เสียงของฮว่าตอนนี้แหบพร่าซ่าน เหมือนมีเสียงลมร้อนพัดผ่านหลังคอ

            ผมรู้สึกราวกับมีอสรพิษสีแดงพันตัวผมอยู่ในห้องนี้ทั้งตัว

             

            ทันทีที่สัมผัสความนุ่มนวลมหาประลัยนั่น!

            มือผมก็สะบัดออกแทบจะเร็วเท่าการปล่อยพลังปราณ ก่อนที่ตัวของผมจะถอยกรูดไปแอบหลังโต๊ะกลมอย่างกับเด็กหนีหมอฉีดยา

            ผมขอยอมรับตรงนี้!!

            สิ่งที่อันตรายที่สุดในโลกคือพวกผู้หญิง!!

            โดยเฉพาะพวกผู้หญิงในหอบุปผารวมถึงท่านย่าของผม!!

            นี่ขนาดฮว่าผิงไม่ได้มีวรยุทธ์นะ

            แต่สิ่งที่เธอมีกลับร้ายยิ่งกว่าดาบสังหารหรือพิษเขี้ยวอสรพิษใด ๆ

             

            “มะ..มะ..มะ..มันให้เจ้ามาเท่าไหร่!!”

            ผมตะโกนเสียงหลง

            “ข้าจะให้สองเท่าเลย!

            สามเท่าก็ได้เอ้า!!

            ขอเถอะ..!

            เห็นใจข้าที...

            ปล่อยข้าไปสักครั้งเถิด!!

            Please”

             

            เสียงผมน่ะเหรอ?

            สั่นจนเหมือนคนติดไข้ แถมเสียงยังหวีดลั่นกว่าตอนถูกท่านหญิงตงชเวกดหน้าใส่พื้นเสียอีก

            ใช่แล้ว!

            ตอนอยู่ในเมืองหลวงเจอนางมารดุอย่างตงชเวผมยังไม่เคยร้องขอชีวิต

            แต่กับผู้หญิงตรงหน้านี้.!!

            ผมกลับตะโกนขอความเมตตาเหมือนลูกแมวโดนน้ำร้อนลวก

             

            จะฮว่าผิงหรือผิงเอ๋อร์ก็เถอะ!

            อะไรก็ตาม.. แต่เธอแค่หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดว่า

            “นี่คุณชาย..

            จริงอยู่ที่ผิงผิงทำงานเป็นหญิงบริการที่เรือนบุปผาแห่งนี้

            แต่สำหรับผิงผิงแล้ว..

            ผิงผิงจะบริการเฉพาะคนที่ผิงผิงถูกใจเท่านั้น...”

            เธอกล่าวด้วยสายตาวาบหวามแบบที่ถ้าเอาไปฉายบนจอภาพพลังจิต

            คนดูทั้งโรงคงเลือดกำเดาทะลักตายกันเป็นแถว

            “เรื่องเงินน่ะ..

            ไม่ใช่ปัญหาของผิงผิงเลยแม้แต่น้อย...”

            ผมกลืนน้ำลายดังอึกและทันทีที่เธอพูดประโยคสุดท้าย

            “ซึ่งคุณชายหลิวนั้น..

            คือคนที่ผิงผิงถูกใจ...”

             

            โอ้..แม่..เจ้า..

            นี่มันคำสาปประโยคเดียวจบของยุทธภพชัด ๆ

            ผมนั่งนิ่ง..

            มองเธอเดินเข้ามาช้า ๆ ราวกับนางงิ้วบนเวที

            แววตาผมคงเบลอไปหมดแล้วเพราะภาพตรงหน้า มันดูจะยิ่งกว่าละเมอฝันกลางวัน

            เพราะเมื่อรวมน้ำเสียง ท่าทาง สายตาเข้ากับการแต่งตัวน้อยชิ้นของเธอ

            นี่มั่นชวนให้สมองหยุดทำงาน กลายเป็นก้อนเนื้อไร้ค่าในหัวของผม

             

            ฮว่าผิงยิ้ม... ยิ้มแบบรู้ว่าตอนนี้ผมแพ้

            แล้วรอยยิ้มที่เหมือนจะพูดว่า 'เจ้าหนู เจ้าเสร็จฉันแล้วล่ะ'

            แล้วมือของเธอก็ทาบลงบนแผ่นอกของผมอย่างแผ่วเบา..

            สัมผัสของเธอเย็นแต่ละมุนมันชวนให้ผมหายใจติดขัด..

            มากกว่าตอนถูกตงชเวใช้ปราณกดจมหน้าเสียอีก

            “คุณชายหลิว..

            ผิงผิงรู้สึกหนาวเสียเหลือเกิน..

            ขอเป็นคุณชายที่ช่วยกอดให้ความอบอุ่นผิงผิงในคืนนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ...”

            แค่เธอออกแรงผลักลงบนอกผมเบา ๆ ตัวของผมที่ควรแข็งแกร่งจากการฝึกยุทธ์กลับทรุดลงนั่งลงบนขอบเตียงอย่างง่ายดาย

            ราวกับว่ากระดูกผมหายไปทั้งร่าง

            “ได้ยินจากคุณชายซุน...

            ว่าคุณชายยังเป็นหนุ่ม..

            ที่ไม่ประสา..”

            เสียงของฮว่าผิงหวานจนคล้ายรินน้ำผึ้งใส่หูผม

            แต่สิ่งที่เธอพูด..

            กลับเหมือนกำลังเขย่าจิตใต้สำนึกของผมให้พลิกกลับด้าน

            “หากคุณชายไม่เชื่อ...

            ก็ลองแตะสัมผัสดูสิเจ้าคะ..

            ว่าสิ่งที่ผิงผิงบอกต่อคุณชาย..

            นั้นจริง..

            หรือเท็จ..

            ดูสิเจ้าคะ..”

            เธอไขว้หลัง.. เตรียมแก้เงื่อนชุดคลุมตัวบางของเธอออก

             

            ผมรู้ตัวเลยว่า..

            หัวใจผมกำลังเต้นอยู่ในคอหอยไม่ใช่ในอกอีกต่อไปแล้ว!

            เสียงตึกตักดังในหูผมชัดยิ่งกว่าตอนสู้กับตงป๋ายซานเสียอีก

            สติ? ลืมไปได้เลย..

            มันละลายหายไปพร้อมความลุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ตรงหน้าแล้ว

             

            ใบหน้าของฮว่าผิดอยู่ห่างกับหน้าของผมไม่ถึงคืบ

            ใกล้ชนิดที่ว่าผมสามารถสัมผัสลมหายใจเข้าออกของเธอได้อย่างชัดเจน

            ปรอยผมของเธอประลงบนแผ่นอกของผม

            สัมปชัญญะของผมแทบเลอะเลือน

            ความยับยั้งชั่งใจของผมกำลังจะละลายหายไป

            ผมจะ...ผมกำลังจะ..

             

            ปัง!!!

            ประตูห้องเปิดกระแทกเสียงดังสนั่น แรงลมที่ปะทะเข้ามาทำเอาสติผมตีกลับมาที่กะโหลก

            ก่อนที่ผมจะทันเข้าใจอะไร..

            ดาบก็จ่อคอผมเสียแล้ว

            เป็นดาบจริง ๆ ที่คมและแข็ง

            และไม่ใช่แค่ดาบเท่านั้นที่แข็ง

            เสียงที่พูดออกมา..

            เป็นเสียงที่ทั้งแข็งกระด้างและกำลังโกรธ

            โกรธมาก ๆ ด้วย

             

            “หากไม่อยากโดนแบบแม่นี่ก็จงเงียบปากเอาไว้”

            เป็นเสียงของผู้หญิงชัด ๆ

            แต่เป็นเสียงของผู้หญิงที่พร้อมฆ่าผมให้ตายด้วยดาบ..

            ไม่ใช่แบบเดียวกับฮว่าผิงที่จะฆ่าผมตายด้วยความเย้ายวน

             

            ยังไม่ทันที่ผมจะตอบอะไรออกไป ฮว่าผิงก็ล้มฟุบลงมาทับตัวผม

            ใช่! ทับจริง ๆ แบบทิ้งน้ำหนักเต็มตัวลงมาที่ผมในท่าแบบนั้น

            และใช่..

            ภาพมันดู ไม่เหมาะสมอย่างแรง สำหรับคนที่ไม่รู้เรื่อง

             

            “แล้วเจ้าห้ามคิดทำอะไรนางในตอนที่นางหมดสติอยู่!!

            เจ้าปีศาจหื่นกาม!!”

            ผมพยายามอ้าปากจะอธิบาย

            แต่นึกออกได้แค่ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย!

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน