ขณะที่บุษยาในร่างของเด็กน้อยซิ่วอิง กำลังยืนหน้าซีดปากสั่นรอรับความตายอยู่นั้น เสือขาวร่างใหญ่ค่อยๆเดินเข้ามาหาเธอช้าๆ บุษยายืนขาแข็งหลับตานิ่งอย่างยอมรับชะตากรรม
แต่เมื่อเวลาผ่านไปพอสมควร บุษยารู้สึกว่าตนเองยังมีลมหายใจ ไม่มีความรู้สึกถึงความเ็ปแม้แต่น้อย จึงคิดว่าทำไมเ้าเสือขาวมันไม่กินเธอเสียที บุษยาค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ แล้วก็ต้องใอีกครั้งนึง เมื่อเห็นเ้าเสือขาวพาร่างอันใหญ่โตเข้ามาจนชิด ก่อนจะเดินผ่านไปโดยไม่แตะต้องร่างกายของเธอเสียอย่างนั้น
คราวนี้บุษยามีสติมากขึ้น จึงรีบถอยหลังหนีออกไปอย่างเร็ว แล้วก่อนที่เธอจะหัวใจวายตายไปอีกครั้ง จู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงพูดขึ้น
" เด็กน้อยเ้าไม่ต้องกลัว พยัคฆ์เมฆาตัวนี้เป็สหายของข้าเอง มันไม่ทำอันตรายเ้าหรอก.. "
น้ำเสียงของผู้หญิงที่เอ่ยออกมานั้น ช่างนุ่มนวลแต่ก็ชวนวังเวงยิ่งนัก ทำให้บุษยาขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว
" คะ คุณเป็ใคร แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง.. คุณอยู่ที่ไหน ทำไมฉันมองไม่เห็น ได้ยินแต่เสียง.. หรือว่า.. จะเป็ผี.. "
บุษยาในร่างของเด็กน้อยซิ่วอิง พูดตะกุกตะกักด้วยความกลัว ถึงจะกลายเป็ิญญามาเกิดใหม่ แต่ความกลัวผีของเธอนั้นก็ยังมีอยู่ เธอกวาดตามองซ้ายขวาเพื่อหาที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เห็นใคร มีแต่พยัคฆ์เมฆาสีขาวร่างใหญ่ที่ยืนมองเธออยู่นิ่งๆ
“ เสือขาวเ้าพูดกับฉันเหรอ..”
บุษยาเมื่อไร้หนทางหาที่มาของเสียง จึงคิดว่าเสือขาวตัวนี้กำลังพูดกับเธอ พยัคฆ์เมฆาร่างใหญ่ยืนมองนิ่งๆ เหมือนไม่พอใจเท่าใดนักที่เด็กน้อยตรงหน้าเรียกมันว่าเสือขาว แล้วก่อนที่บุษยาจะเอ่ยอันใดต่อ เสียงหญิงลึกลับก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ หึๆ เด็กน้อยข้าอยู่นี่ ”
สิ้นเสียงอันเย็นะเื พลันปรากฏร่างที่เลือนรางแทบโปร่งแสงของหญิงสาววัยประมาณ 30 ปีคนนึง ถึงแม้นจะดูคล้ายมนุษย์ แต่ภาพเลือนรางที่เห็นเหมือนเป็ิญญาชวนขนลุกเสียมากกว่า
“ คะ คุณ.. คุณเป็ใคร ทำไมฉันมองเห็นไม่ชัด ”
บุษยาเอ่ยถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ
" เด็กน้อยเ้าไม่ต้องกลัวหรอก.. ข้าเป็เพียงเสี้ยวจิตวิญญานเท่านั้น และมันก็ใกล้ถึงเวลาดับสูญเต็มทีแล้ว "
หญิงสาวลึกลับเอ่ยขึ้น
“ คุณเป็คนช่วยฉันเหรอ..”
“ ถูกแล้ว.. แต่จริงๆแล้วคนที่ช่วยเ้าคือพยัคฆ์เมฆาตัวนี้ต่างหาก ที่พาร่างของเ้าขึ้นมาบนูเาแห่งนี้”
" ขอบคุณช่วยที่ช่วยฉัน.. ขอบใจเ้ามากนะเ้าเสือขาว "
บุษยาเอ่ยขอบคุณผู้หญิงคนนั้น ก่อนจะหันไปทางเสือขาวร่างใหญ่ แล้วเอ่ยขอบคุณมัน
ถึงแม้ตอนแรกเธอจะกลัวพวกเขามากก็ตาม แต่เธอก็มีสติพอจะรู้ว่าที่เธอมาอยู่ที่นี่และหายจากอาการาเ็ คงเป็เพราะหญิงสาวลึกลับช่วยเอาไว้อย่างแน่นอน ถึงตอนนี้เธอจึงไม่มีท่าทีหวาดกลัวเหมือนตอนแรกๆ
ร่างเกือบโปร่งแสงของหญิงสาวคนนั้นเงียบไปชั่วครู่ สายตาคู่นั้นมองมายังบุษยาในร่างของเด็กน้อยซิ่วอิงอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งว่า
“ เอาละ.. ข้ามีเวลาไม่มากนัก ในเมื่อตอนนี้ร่างกายของเ้าแข็งแรงดีแล้ว ถึงเวลาที่จะทดสอบโชคชะตาของเ้าแล้ว.. เด็กน้อย ”
“ เอ่อ.. ทดสอบอะไรหรือคะ ”
บุษยาถามด้วยความงุนงง
“ อีกเดี๋ยวเ้าจะรู้เอง.. ข้าจะมอบทักษะบางอย่างให้เ้า หากเ้ามีวาสนาและความอดทนเพียงพอ เราคงได้พบเจอกันอีกครั้ง ”
กล่าวจบหญิงสาวลึกลับคนนั้น ไม่รอให้บุษยาเอ่ยถามอันใดอีก ชี้นิ้วเข้าตรงกึ่งกลางหน้าผากของบุษยา แล้วในทันใดนั้นเอง พลันปรากฏลำแสงสีขาวจากปลายนิ้วหญิงลึกลับ พุ่งเข้าไปในหัวของบุษยาอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันที่บุษยาจะหายมึนงง หญิงสาวคนนั้นเอ่ยขึ้นอีกว่า
“ รับโอสถนี่แล้วกินเข้าไปทันที อีกสองวันข้าจะกลับมาดูว่าเ้าจะอยู่หรือตาย.. จำเอาไว้เด็กน้อย โชคชะตาของเ้า เ้าต้องเป็ผู้กำหนดด้วยตนเอง "
กล่าวจบหญิงสาวลึกลับคนนั้นก็สะบัดมือเบาๆ
‘พรึ๊บ’
สิ้นเสียงอันแ่เบา เม็ดกลมๆสีขาวนวลเหมือนไข่มุกขนาดกลางเม็ดหนึ่ง ลอยตรงเข้ามาหาบุษยาทันที จากนั้นร่างโปร่งแสงของหญิงสาวลึกลับก็เลือนหายไป ส่วนเ้าเสือขาวก็ออกไปจากถ้ำอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“ เอ่อ.. อะไรกันเนี่ย ”
บุษยายื่นมือไปหยิบเม็ดกลมๆขาวๆไว้ในมือ ก่อนจะมองดูอย่างสงสัยใคร่รู้ ถึงเธอจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่กลิ่นหอมที่เย้ายวนของมัน ทำให้เธอถึงกับกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อกเบาๆ
บุษยายืนจ้องมองเม็ดกลมขาวๆที่อยู่ในมือเนิ่นนาน เธอรู้สึกลังเลใจเล็กน้อยว่าจะกินหรือไม่กินดี (เพราะในโลกเก่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอนั้น เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน ไม่มีเวลาที่จะดูหนังดูละคร หรืออ่านหนังสือนิยายต่างๆ จึงไม่รู้ว่าที่เธอถืออยู่ในมือนั้น โลกนี้เขาเรียกว่า'โอสถ')
ในที่สุดบุษยาก็ตัดสินใจเด็ดเดี๋ยว เมื่อนึกถึงคำพูดก่อนจากไปของหญิงสาวคนนั้น ที่บอกว่าจะอยู่หรือตายให้เธอเป็คนกำหนดเอง
‘เอาวะ.. ไหนๆก็ไหนๆแล้ว จะตายอีกครั้งคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง’
คิดได้เช่นนั้น บุษยาก็ตัดสินใจกินเม็ดกลมสีขาวนั้นทันที หลังจากที่เม็ดมุกสีขาวไหลลงไปตามลำคอ ความร้อนในเม็ดยาแผ่ซ่านออกมาอย่างมากมาย แล้วไหลเวียนไปทั่วร่างของเธออย่างรวดเร็ว
ในทันใดนั้น ใบหน้าของเธอพลันบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป
‘อ๊ากก’
บุษยายกสองมือกุมหน้าอกตนเอง ร่างเล็กนอนดิ้นไปมากับพื้นถ้ำร้องครวญครางอย่างเ็ป เพราะประสิทธิภาพของเม็ดยาเม็ดนี้มันช่างรุนเเรงยิ่งนัก ร่างเล็กกัดฟันแน่นพยายามอดทนต่อความเ็ป ที่ถาโถมเข้ามาภายในร่างกายอย่างหนักหน่วง
บุษยาในร่างของซิ่วอิงนอนดิ้นไปมากับพื้น จนในที่สุดร่างกายอันบอบบางของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ นอนแน่นิ่งสิ้นสติเพราะทนรับความเ็ปไม่ไหวอีกต่อไป
‘ผ่านไปหลายชั่วยาม’
ในที่สุดความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากเม็ดยาเริ่มจางลง เมื่อความเ็ปแสนสาหัสเลือนหายไป บุษยาในร่างของซิ่วอิงจึงฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากฟื้นขึ้นมาทักษะที่หญิงสาวลึกลับคนนั้นมอบให้ พลันผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ อีกทั้งเื่ราวต่างๆเกี่ยวการฝึกตนในโลกนี้ พรั่งพรูเข้ามาในสมองอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเฉียวฉลาดของบุษยา ที่เป็ถึงนักธุรกิจหญิงระดับประเทศในโลกก่อน ทำให้ใช้เธอเวลาทำความเข้าใจไม่นานนัก จึงสามารถรับรู้ถึงขั้นตอนและวิธีการต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
‘นี่คือวิธีโคจรลมปราณเพื่อฝึกยุทธของโลกนี้สินะ’
เมื่อรับรู้ได้เช่นนั้น บุษยาในร่างเด็กน้อยซิ่วอิงรีบนั่งขัดสมาธิ จากนั้นทดลองทำตามทักษะที่หญิงสาวคนนั้นมอบให้ แล้วโคจรพลังไปตามเส้นลมปราณและเส้นชีพจรภายในร่างกาย ตามวิธีการที่เธอรับรู้มาอย่างช้าๆ
‘เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม’
‘ปังงง’
เสียงคล้ายะเิดังขึ้นเบาๆในความรู้สึก บุษยารับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เธอสามารถเปิดเส้นลมปราณได้แล้ว เมื่อเห็นผลสำเร็จจากความพยายาม บุษยาในร่างของเด็กน้อยจ้าวซิ่วอิง ถึงเผยรอยยิ้มออกมาเหมือนได้ของเล่นใหม่
เธอโคจรลมปราณด้วยความเข้าใจที่มากขึ้นไปกว่าเดิม จนในที่สุดเธอสามารถเปิดเส้นชีพจรในร่างกายได้ทั้งหมด จากนั้นเธอก็ทะลวงเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธ์ของโลกนี้ทันที
‘ปังงง’
เมื่อได้ยินเสียงะเิในหัวตนเองอีกครั้ง บุษยาก็รู้ว่าเธออยู่ในระดับผู้ฝึกตนแรกเริ่มขั้นต้นแล้ว แต่ด้วยความที่กำลังเห่อของใหม่ อีกทั้งเธอรู้ว่าฤทธิ์ของโอสถยังคงอยู่ในร่างกายอีกมาก เธอจึงนั่งสมาธิต่อไปเพื่อปรับเเต่งพลังลมปราณให้มีความสมดุล และเพิ่มระดับการบ่มเพาะให้มากขึ้นไปอีก
แล้วผ่านไปไม่นานเธอก็ทะลวงระดับอีกขั้นนึงทันที
‘ปังงง’
‘เวลาผ่านไป 2 วัน’
บุษยาตอนนี้รู้สึกยินดีกับโลกใหม่ใบนี้ยิ่งนัก ใครจะคิดว่าอยู่ๆจะได้ฝึกกำลังภายในเหมือนหนังจีนที่เคยดูตอนเด็ก หากยังฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเธอคงเหาะได้เหมือนเซียวเล่งนึ้งในเื่ัหยกอย่างแน่นอน
‘ปังงง’
‘ปังงง’
บุษยายังคงนั่งสมาธิเพื่อบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เธออยู่ในระดับผู้ฝึกตนแรกเริ่มขั้นสูงแล้ว ความก้าวหน้าอันรวดเร็วในการบ่มเพาะเช่นนี้ เรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเลยก็ว่าได้ แต่จริงๆแล้วเป็เพราะฤทธิ์ของโอสถเม็ดนั้น ทำให้บุษยาสามารถทะลวงเส้นลมปราณและจุดชีพจรได้ทั้งหมด เธอจึงสามารถบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็ว
ในที่สุดตอนสายของวันนั้น บุษยาก็สามารถเพิ่มระดับปราณไปถึงจิติญญาขั้นต้น ซึ่งจากความรู้ที่หญิงสาวคนนั้นมอบให้ ในโลกลมปราณแห่งนี้ มีระดับผู้ฝึกตนระดับพลังปราณทั้งหมด 9 ระดับ แต่ละระดับมี 3 ขั้นย่อยคือ ต้น กลาง สูง
1. ระดับแรกเริ่ม
2. ระดับจิติญญา
3. ระดับปรมาจารย์
4. ระดับยอดยุทธ
5. ระดับปฐี
6. ระดับนภา
7. ระดับ์
8. ระดับเซียน
9. ระดับเซียน์
" ฟู่ๆๆ.. ตอนนี้เราอยู่ที่ระดับจิติญญาขั้นต้นสินะ อิอิ.. สองวันเราทะลวงมาสองระดับ สุดยอดอัจฉริยะจริงๆ.. แต่ว่าร่างกายก็ขับของเสียออกมามากเชียว เหม็นไปทั้งตัวเลยไปหาที่อาบน้ำก่อนดีกว่า.."
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินไปหาเเหล่งน้ำภายในถ้ำทันที ผ่านไปไม่นานเธอก็หาแอ่งน้ำภายในถ้ำจนพบ แล้วอาบน้ำชำระร่างกายจนเสร็จเรียบ บุษยากลั้นใจสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆขาดๆตัวเดิมของซิ่วอิง เพราะไม่รู้จะหาที่ไหนมาเปลี่ยน
ในตอนนี้ ร่างกายของบุษยาไม่ใช่เด็กหญิงบ้านป่าผอมแห้ง เหมือนดังที่ผ่านมาหลายวันก่อนอีกแล้ว เพราะร่างกายของเธอสูงขึ้นอีกนิดหน่อย รู้สึกได้เลยว่าเเข็งเเรงกว่าแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะผิวพรรณที่ขาวใส หน้าตาที่ดูสวยงามเหมือนกับคุณหนูเลยทีเดียว
……………………