ผักในสวนถึงกำหนดเก็บเกี่ยวรอบใหม่ แต่ละคนจึงมีงานล้นมือ อีกทั้งต้นกล้าข้าวก็โตได้ที่แล้ว กู้หยูม่านจึงให้คนงานเร่งมือเก็บผักและเตรียมแปลงผักเพื่อปลูกผักรอบใหม่ จากนั้นนางก็จะให้คนงานเริ่มดำนา เพียงแต่แผนนี้นางยังไม่ได้บอกกับคนงาน เพราะต้องรอให้การปลูกผักรอบใหม่เสร็จเสียก่อน
“แม่นางกู้ ชาวบ้านให้ข้ามาถามว่าเจ้ามีวิธีการปลูกผักอย่างไร ทำไมผักของเจ้าถึงเติบโตและให้ผลผลิตมากเพียงนี้” จงเต๋อถามพร้อมกับมองผักสดที่ถูกยกขึ้นเกวียนตะกร้าแล้วตะกร้าเล่า
ตลอดหลายวันที่กู้หยูม่านให้ลูกจ้างขนผักไปส่งให้เถ้าแก่อวิ๋น นางก็เห็นแล้วว่ามีชาวบ้านบางคนเริ่มให้ความสนใจกับผลผลิตในไร่ของนาง นางจึงยิ้มแล้วพูดติดตลก “เหมือนคำโบราณที่กล่าวไว้ว่าคนมือเย็นมักจะปลูกต้นไม้ได้งอกงามและให้ผลผลิตดี ข้าอาจจะเป็นเช่นคำกล่าวนั้นก็ได้เจ้าค่ะ”
“เจ้าอย่าโกหกข้าเลย ข้าเติบโตมากับครอบครัวชาวนา แล้วข้าจะดูไม่ออกได้อย่างไรว่าผักของเจ้าได้รับการดูแลอย่างดี หรือบางทีเจ้าอาจจะมีเคล็ดลับในการเพาะปลูกที่ดีกว่าพวกเราก็ได้” จงเต๋อถอนหายใจ “แต่ก็อย่างว่า หากเป็นเคล็ดลับที่เจ้าได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เรื่องแบบนี้ก็ไม่ควรที่จะบอกให้ผู้อื่นรู้จริงๆ เป็นข้าเองที่ถามในสิ่งที่ไม่ควร”
“ความจริงแล้วข้าก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษหรอกเจ้าค่ะ แต่อาจจะเกี่ยวกับปุ๋ยที่ข้าใช้ก็ได้” กู้หยูม่านตอบ ดีที่นางได้คิดคำตอบไว้แล้ว
“เจ้าหมายถึงมูลสัตว์จากไร่ของเจ้าน่ะหรือ”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านลุงคงคิดว่าการเอามูลสัตว์มาทำปุ๋ยก็แค่การเอามูลสัตว์ใส่เข้าไปในแปลงผักเท่านั้นใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“มันก็เป็นวิธีปกติไม่ใช่หรือ”
“หากข้าจะบอกว่าวิธีการนั้นยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด ท่านลุงจะเชื่อข้าหรือไม่เจ้าคะ”
“ยังไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอย่างนั้นหรือ?” จงเต๋อขมวดคิ้วคิด
“การใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ให้ได้ผลดีคือเราไม่ควรใช้มูลสัตว์ที่ยังใหม่หรือเปียกอยู่ เราควรเอามูลสัตว์ไปตากแดดให้แห้งก่อนแล้วจึงผสมกับแกลบ รำข้าว หรือไม่ก็ใบไม้ จากนั้นก็นำไปหมักกับกากน้ำตาล ทำเช่นนี้เราถึงจะได้ปุ๋ยมูลสัตว์คุณภาพดีไว้ใช้งานเจ้าค่ะ”
“ใบไม้กับแกลบเรายังพอหาได้ แต่รำข้าวกับกากน้ำตาล ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราจะกล้าลงทุนกับของเหล่านี้ได้อย่างไร” จงเต๋อส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
กู้หยูม่านเข้าใจในข้อจำกัดนี้ดี เพราะในหนึ่งปีชาวบ้านจะปลูกข้าวได้แค่หนึ่งครั้ง และในแต่ละครั้งพวกเขาก็จะปลูกข้าวไว้ไม่มาก เพราะข้าวให้ผลผลิตน้อยกว่าการปลูกมันเทศหรือข้าวโพด ดังนั้นเมื่อพวกเขาปลูกข้าวในปริมาณน้อย ข้าวเม็ดสวยพวกเขาก็จะเอาไปขาย ส่วนรำข้าวที่ได้จากการขัดสีพวกเขาจะเอามาต้มเป็นโจ๊ก แล้วใครจะกล้าเอารำข้าวมาหมักปุ๋ยกัน “ท่านลุงเจ้าคะ ข้ามีข้อเสนอ”
“เชิญเจ้าว่ามา”
“ข้าไม่คิดที่จะขยายแปลงผักอีกแล้ว เพราะหลังจากนี้ข้าจะเน้นไปที่การปลูกข้าวและทำสวนผลไม้ ข้าแบ่งปุ๋ยหมักสูตรลับของข้าให้ชาวบ้านใช้เปล่าๆ ได้ แต่ข้ามีเงื่อนไขอยู่สองข้อ ข้อแรกชาวบ้านต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากข้าเท่านั้น เพื่อที่ข้าจะได้ควบคุมผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดได้ เพราะหากปล่อยให้ชาวบ้านปลูกผักตามใจ ถึงตอนนั้นอาจเกิดปัญหาผักล้นตลาด แทนที่จะขายได้ราคาดี เราอาจต้องขายผักในราคาต่ำกว่าทุน เงื่อนไขข้อที่สองคือผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะต้องส่งขายให้เถ้าแก่อวิ๋นเท่านั้น ท่านลุงคิดว่าข้อเสนอของข้าเป็นอย่างไรเจ้าคะ”
จงเต๋อได้ฟังข้อเสนอก็ยิ้มอย่างดีใจ ข้อเสนอนี้มีแต่ชาวบ้านที่ได้ประโยชน์ แล้วเขาจะไม่ยอมรับได้อย่างไร “เงื่อนไขของเจ้ามีเท่านี้จริงหรือ”
“ตอนนี้เงื่อนไขของข้ามีเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ” กู้หยูม่านยิ้มแล้วพูดต่อ “ตอนที่ข้าย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ๆ เพื่อนบ้านทุกคนต่างก็ต้อนรับครอบครัวของข้าเป็นอย่างดี หากข้าสามารถช่วยเหลือเพื่อนบ้านของเราได้ ข้าก็ยินดีช่วยเจ้าค่ะ”
“ตกลง! เย็นนี้ข้าจะเรียกชาวบ้านทุกคนไปรวมตัวที่ลานกลางหมู่บ้านเพื่อแจ้งข่าว อย่างไรต้องรบกวนเจ้าให้ไปร่วมประชุมด้วย เจ้าสะดวกหรือไม่”
“เย็นนี้ข้าจะไปให้ตรงเวลาเจ้าค่ะ” กู้หยูม่านรับปาก
หลังจากที่จงเต๋อขอตัวกลับ เฮ่อหลานจวินก็เดินเข้ามาหาภรรยา “ภรรยาของข้าช่างจิตใจดี แต่เจ้าไม่คิดหรือว่าอาจมีชาวบ้านบางคนไม่พอใจที่เจ้าบังคับให้พวกเขามาซื้อเมล็ดพันธุ์จากเจ้า”
“ความจริงแล้วข้าจะให้พวกเขาไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาปลูกเองก็ได้ แต่ข้ากลัวว่าในอนาคตอาจเกิดภาวะผักล้นตลาด แต่ความจริงข้ายังมีเหตุผลสำคัญที่อยากให้ชาวบ้านตระหนักอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือเมื่อปุ๋ยหมักคุณภาพดีข้าก็ให้เปล่าไปแล้ว แถมยังหาตลาดให้พวกเขาอีก ข้าจึงกลัวว่าพวกเขาจะไม่เห็นคุณค่า ถึงได้ตั้งเงื่อนไขให้พวกเขามาซื้อเมล็ดพันธุ์ผักกับข้าขึ้นมา ทำอย่างนี้พวกเขาจะได้เรียนรู้หลักของการลงทุนอย่างไรเจ้าคะ”
เฮ่อหลานจวินคิดตามก็เห็นว่าจริง “ในโลกที่เจ้าจากมา สตรีต่างก็มีความคิดที่ชาญฉลาดเช่นนี้หรือ”
“ในยุคของข้าไม่มีการจำกัดการศึกษาว่าต้องเป็นชายเท่านั้นที่จะได้เล่าเรียน เมื่อถึงวัยเข้าเรียน ผู้ปกครองสามารถส่งบุตรหลานที่มีอายุระหว่าง 7 – 16 ปีเข้าเรียนในการศึกษาภาคบังคับได้ทั้งหมด ส่วนการศึกษาในระดับที่สูงกว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์และความต้องการของผู้เรียนเองเจ้าค่ะ” กู้หยูม่านอธิบายต่อ “ในยุคของข้าการศึกษาขั้นสูงสุดคือระดับปริญญาเอก รองลงมาคือระดับปริญญาโทและปริญญาตรีตามลำดับ แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเปรียบเทียบระดับการศึกษาของข้ากับการศึกษาในยุคนี้ได้อย่างไรเหมือนกันเจ้าค่ะ”
“แล้วการศึกษาของเจ้าเล่า เจ้าเรียนถึงระดับใด”
“ข้าเรียนจบระดับชั้นปริญญาตรีเจ้าค่ะ การศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกนี้เราจะเรียกว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษา จะเป็นการเรียนที่เน้นไปในสาขาเฉพาะทางตามความถนัดและความต้องการของผู้เรียน อย่างข้าเรียนจบปริญญาตรีทางด้านบัญชีมาเจ้าค่ะ”
เฮ่อหลานจวินเป็นบัณฑิตที่ชื่นชอบในการศึกษาอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังเกี่ยวกับระบบการศึกษาในโลกของภรรยา เขาถึงกับจินตนาการไม่ออกเลยว่าการศึกษาในยุคนั้นจะยอดเยี่ยมเพียงใด ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นชายหรือหญิง ทุกคนมีโอกาสได้เล่าเรียนไปจนถึงอายุสิบหกปี ผิดกับในยุคนี้ที่สตรีชั้นสูงเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนศาสตร์สี่แขนง ส่วนบุรุษก็ต้องไขว่คว้าหาโอกาสที่จะได้เข้าเรียน เพราะไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่สำนักศึกษาที่เปิดสอนยังมีน้อยเกินไปอีกด้วย
“ท่านพี่คิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” กู้หยูม่านถามเมื่อเห็นสามีนิ่งไป
“ข้าอิจฉาที่ในยุคของเจ้านั้นการศึกษาเปิดกว้าง ตำรับตำราคงมีให้อ่านไม่น้อยเลยสินะ” เฮ่อหลานจวินอิจฉาในเรื่องนี้จริงๆ ดูอย่างภรรยาของเขาสิ นางบอกว่านางเรียนจบทางด้านบัญชี แต่งานปลูกพืช ทำสวน ดนตรี หรือแม้แต่ภาษาที่นางเรียกว่าภาษาอังกฤษ นางก็ยังอ่านออกและเขียนได้ หากเปลี่ยนเป็นยุคนี้ ผู้ที่รู้บัญชีก็คงจะชำนาญเรื่องการทำบัญชีอย่างเดียวเท่านั้น
“เอาไว้ให้ท่านกินยาคืนชีพครบห้าเม็ดแล้วร่างกายกลับมาแข็งแรงตามเงื่อนไข ไฉไฉก็คงจะอัปเกรดระบบไปถึงขั้นสูงสุดแล้ว ถึงตอนนั้นเราค่อยถามไฉไฉดีหรือไม่เจ้าคะว่าเราสามารถสร้างห้องสมุดขึ้นมาสักห้องได้หรือเปล่า หากทำได้ ต่อไปท่านก็จะอ่านหนังสือจากทั่วทุกมุมโลกได้แล้วเจ้าค่ะ”
เฮ่อหลานจวินได้ยินก็ยิ้มกว้าง “หากทำได้อย่างนั้นก็คงดี เมื่อข้าอ่านตำรามากๆ ข้าอาจเปิดสำนักศึกษาของตัวเองขึ้นมาก็ได้”
เฮ่อเฟิงอวี่ เฮ่อเฟิงหมิง และเฮ่อเฟิงเฉิงเห็นบิดามารดายืนพูดคุยกันอย่างมีความสุข พวกเขาจึงมาแอบฟังว่าบิดามารดากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ แต่พวกเขากลับมาได้ยินว่าบิดาอยากเปิดสำนักศึกษา ได้ยินอย่างนี้พวกเขาก็อยากวิ่งหนีไปให้ไกลแล้ว ขนาดทุกวันนี้บิดายังไม่เปิดสำนักศึกษาขึ้นมา แต่พวกเขาก็ต้องท่องตำราคัดอักษรวันละหลายชั่วยาม จนแม้แต่เฮ่อเฟิงอวี่ที่ขยันเรียนเป็นที่สุดยังแทบทนไม่ไหว หากบิดาเปิดสำนักศึกษาขึ้นมาจริงๆ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไร
“พี่ชาย พวกท่านมายืนทำลับๆ ล่อๆ อะไรตรงนี้” มู่หรงซิ่วเดินเข้ามาถาม
“อาซิ่ว! อย่าเสียงดังสิ” เฮ่อเฟิงเฉิงปิดปากน้องชาย แต่ก็ไม่ทันแล้ว
“พวกเจ้ามาแอบฟังพ่อกับแม่คุยกันรึ” เฮ่อหลานจวินตีหน้าขรึม “การกระทำเช่นนี้มันถูกต้องหรือไม่”
“ไม่ถูกขอรับ” สามแฝดสอบเสียงเบา
“เช่นนั้นพ่อควรทำโทษพวกเจ้าอย่างไร”
“คัดอักษรคนละสิบแผ่นขอรับ” สามแฝดตอบพร้อมกัน
“หา! ที่แท้พวกท่านก็มาแอบฟังท่านลุงกับท่านป้าคุยธุระกันนี่เอง” มู่หรงซิ่วพูดเสียงดัง “ดีนะที่ข้าเพิ่งเดินมา ไม่เช่นนั้นข้าต้องถูกท่านลุงทำโทษไปพร้อมพวกท่านแน่”
เฮ่อเฟิงเฉิงยิ้มให้น้องชาย “เจ้าอย่าเพิ่งรีบพูดเอาตัวรอดไปหน่อยเลย เป็นเจ้านั่นล่ะที่โกหกแล้วบอกให้พวกเรามาที่นี่”
“ใช่ เจ้าเป็นคนบอกว่าท่านพ่อกับท่านแม่เรียกเรามาที่นี่” เฮ่อเฟิงหมิงรีบพูด “ท่านพ่อ เป็นอาซิ่วที่หลอกให้เรามาที่นี่ขอรับ”
“เช่นนั้นอาซิ่ว เจ้าก็ไปคัดอักษรพร้อมกับพวกพี่ชายด้วยก็แล้วกัน” เฮ่อหลานจวินบอก
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นหน้าหงอยของเหลนตัวน้อยทั้งสี่คนก็หัวเราะออกมาเสียงดัง “ข้าบอกแล้วว่าอย่ามาแต่พวกเจ้าก็ไม่เชื่อ หากเชื่อท่านย่าทวด พวกเจ้าคงไม่ต้องถูกทำโทษเช่นนี้”
“โดยเฉพาะเจ้าเลยอาซิ่ว อยากวิ่งมาซนดีนัก สมน้ำหน้า ได้คัดอักษรจนมือหักแน่” มู่หรงซีซวนหัวเราะลูกชายอย่างพอใจ
สามแฝดมองท่านย่าทวดกับท่านน้าซีซวนตาขวาง แต่มู่หรงซิ่วกลับยิ้มแล้วหันไปพูดกับเฮ่อหลานจวิน “ท่านลุงหลานจวินขอรับ ความจริงแล้วเป็นท่านย่าทวดที่บอกให้เรามาที่นี่ นางบอกว่านางทนเห็นพวกท่านแสดงความรักต่อกันไม่ได้ อาจเป็นเพราะวันก่อนท่านพ่อไปฟ้องท่านย่ากระมัง”
“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ซีซวน...เจ้าไปคัดอักษรกับพวกเด็กๆ ดีหรือไม่” เฮ่อหลานจวินบอกว่าที่น้องเขย
“เฮ้ย! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าเลยนะ” มู่หรงซีซวนรีบบอก
“ท่านพี่ คงไม่เหมาะที่จะให้น้องเขยไปคัดอักษร” กู้หยูม่านพูดกับสามี
“พี่สะใภ้พูดถูก ข้าโตจนมีลูกมาคนหนึ่งแล้ว ท่านยังจะให้ข้าไปคัดอักษรอีก” มู่หรงซีซวนบอก
“คัดอักษรมันไม่เหมาะจริงๆ เพราะข้ามาคิดดูแล้วว่าท่านย่ากับน้องเขยคงว่างมากจึงมีเวลามาสนใจเรื่องของเด็กๆ เช่นนั้นก็ให้ท่านย่ากับน้องเขยไปช่วยเฉินซีกับจื่อเหวินตรวจนับสินค้าที่จะเอาไปส่งเถ้าแก่อวิ๋นเถิดเจ้าค่ะ ทำเสร็จก็จะถึงเวลาอาหารเย็นพอดี แต่หากพวกเขาทำงานไม่เสร็จ อาหารเย็นวันนี้ข้าจะทำแค่ซาลาเปาไส้ผัก” กู้หยูม่านบอก
ฮูหยินผู้เฒ่าดึงหูหลานชาย “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องตามเด็กๆ มา เป็นอย่างไร แทนที่จะได้นั่งกินขนมสบายๆ กลับต้องไปนั่งนับผักกลางแดดโน่นแล้ว”
“โอ๊ย...โอ๊ย...ท่านย่า อย่าดึงหูหลานสิขอรับ หลานเจ็บนะขอรับ” มู่หรงซีซวนรีบเดินตามแรงดึงของท่านย่าไปอย่างเร็ว
ส่วนเด็กชายทั้งสี่คนก็เดินกลับห้องหนังสือเพื่อไปคัดอักษรด้วยท่าทางห่อเหี่ยว
แต่ภาพมีความสุขของครอบครัวกลับถูกใครคนหนึ่งมองด้วยความอิจฉา