หวังหนิงใช้น้ำเสียงหยอกล้อชัดเจน ไม่ได้ยั่วโมโหหลินอวิ๋น แต่สายตาเขามองไปที่ซูจื่อเหยา
ซูจื่อเหยาเพิ่งประลองกับหุ่นกระบอกเสร็จ เตรียมจะกลับแล้ว เห็นหลินอวิ๋นเดินตรงมาหาตน นัยน์ตาจึงมีความแปลกใจเสี้ยวหนึ่ง
“ศิษย์พี่หญิงซู!”
หลินอวิ๋นรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย เขาไม่เคยมองซูจื่อเหยาจริง ๆ มาก่อน ส่วนใหญ่แค่มองแวบเดียวแล้วผ่านไป
มองระยะใกล้เช่นนี้ ใบหน้างดงามของซูจื่อเหยางามเสียจนใจหายใจคว่ำจริง ๆ ทว่าเอกลักษณ์เย็นชาของนางเสริมเข้ามา ต่อให้ห่างกันใกล้เช่นนี้ก็ยังรู้สึกถึงระยะห่างแสนไกล
“มีอะไร?”
ซูจื่อเหยายังคงหน้านิ่ง มองหลินอวิ๋นพลางถามเสียงเบา
“ข้า…”
คำพูดมาถึงริมฝีปาก แต่หลินอวิ๋นกลับอึกอัก ไม่รู้ควรจะพูดอย่างไร หลังจากรู้ความยึดมั่นของเจ้าของร่างเดิมแล้ว เขาก็เตรียมตัวมาตลอด ทว่าพอเผชิญหน้ากับซูจื่อเหยาจริง ๆ ก็ยังพูดยาก
“ดูเร็ว หลินอวิ๋นจะสารภาพรักกับซูจื่อเหยาแล้ว!”
“จริงรึ?”
“พระเจ้า เขาใจกล้าจริง ๆ…”
สีหน้าแปลก ๆ ของหลินอวิ๋นกลายเป็นโดนคนพวกนี้หยอกล้อเป็นเขาจะสารภาพรักกับซูจื่อเหยา พลันเกิดเสียงดังฮือฮาในโถงค่ายกล
ศิษย์เขตในพากันล้อมเข้ามา ศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ ก็มาตามข่าวเช่นกัน แต่ละคนตื่นเต้นกันใหญ่
“เจ้าทาสกระบี่นี่จะพูดอะไรก็รีบพูด จื่อเหยายุ่งมากนะ”
หวังหนิงหน้าเปลี่ยนสีไป เพลิงโทสะคุกรุ่นอยู่ในใจเขาจึงต่อว่ามาตรง ๆ
หลินอวิ๋นยังไม่สนใจเขา แต่มองซูจื่อเหยาพลางว่า “สองปีมานี้ ขอบคุณมากที่ศิษย์พี่หญิงซูให้การดูแล ทุกครั้งที่ศิษย์พี่หญิงซูให้รางวัล หลินอวิ๋นจดจำเอาไว้ในใจ…”
ซูจื่อเหยามองเขานิ่ง ๆ ไม่ได้ตอบอะไร
ควรพูดอะไรล่ะ?
หลินอวิ๋นเห็นซูจื่อเหยาไม่มีสีหน้าเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย พลันเกิดความขมขื่นในใจ บางทีในสายตาซูจื่อเหยานั่นอาจจะเป็นเรื่องเล็กที่ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเลย
เจ้าของร่างเดิมจำไม่เคยลืม จนตายก็ยังไม่ลืมความยึดมั่น
ซูจื่อเหยากลับไม่ได้ใส่ใจเลยจริง ๆ แม้แต่วันนี้เขายืนอยู่ตรงหน้านางด้วยฐานะศิษย์ฝ่ายในอย่างยิ่งใหญ่ ก็เหมือนจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้
ช่างเถอะ เก็บยาลูกกลอนแก่นสวรรค์แล้วไปดีกว่า
แต่ว่า ความอัดอั้นที่ได้รับจากห้องนักการตลอดหลายปี ความโดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่งที่ถูกไล่ออกไปในคืนฝนตกหนักวันนั้น ความเจ็บปวดและหวาดกลัวที่ถูกประทับตราทาสกระบี่ตรงระหว่างคิ้ว…
ไม่ได้!
หลินอวิ๋นมีสีหน้าแน่วแน่ขึ้นมา แววตาไม่ลังเลอีก ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หลินอวิ๋นจดจำบุญคุณของศิษย์พี่หญิงซูไว้ในใจจริง ๆ ไม่เคยลืม ปีหกศูนย์ เดือนหกวันที่สิบแปด ฟ้าใส ศิษย์พี่หญิงมาให้ข้าบำรุงรักษากระบี่ให้เป็นครั้งแรก วันนั้นศิษย์พี่หญิงสวมชุดกระโปรงสีม่วง ศิษย์พี่มีสีหน้ารีบร้อน ข้าไม่กล้าเฉยเมย หลังใช้ใจบำรุงรักษาแล้วก็มอบกระบี่ให้ศิษย์พี่หญิงด้วยตัวเอง ศิษย์พี่หญิงก็ให้ยาลูกกลอนบำรุงกายมาห้าเม็ด”
ทุกเรื่องเกี่ยวกับซูจื่อเหยา ไม่ต้องตั้งใจหวนนึก แค่คิดเล็กน้อยก็พรั่งพรูออกมาราวกับน้ำหลาก
เจ้าของร่างเดิมที่จากไปเหมือนโผล่มาข้างหลังหลินอวิ๋น พูดรำพันเสียงเบาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ปีหกศูนย์ เดือนแปดวันที่ยี่สิบหก ฟ้าครึ้ม วันนั้นฝนตกไม่หนักไม่เบา ศิษย์พี่หญิงเหมือนจะลืมร่ม ฝนเปียกปอนไปทั้งตัว ข้ารวบรวมความกล้ากลับไปเอาร่มที่บ้านไม้ แต่ตอนที่ออกมา ศิษย์พี่หญิงก็ไปแล้ว”
“ปีหกศูนย์ เดือนสิบวันที่หก วันนั้นหนาวมาก สายลมใบไม้ร่วงพัดจนหนาวสั่นไปทั้งตัว แต่ข้าเห็นศิษย์พี่หญิงมา ฟ้าเหมือนจะใสขึ้นมาเลย สามวันต่อมาตอนที่ศิษย์พี่หญิงมารับกระบี่ ได้ให้ทองข้าร้อยตำลึงทอง ให้ข้าลงเขาไปซื้อเสื้อผ้ามาสักสองสามชุด นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ศิษย์พี่หญิงพูดกับข้าเยอะขนาดนั้น”
“ปีหกศูนย์ เดือนสิบเอ็ดวันที่สิบห้า วันนั้นหิมะตกหนัก บางทีอาจเป็นเพราะหิมะตก ข้าเหมือนเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าศิษย์พี่หญิง แต่ก็เหมือนจำพลาดไป แต่ข้าคิดดูแล้วน่าจะไม่พลาด ศิษย์พี่หญิงยิ้มจริง ๆ นับจากนั้นมาข้าก็หวังจะให้หิมะตกทุกวัน แบบนั้นรอยยิ้มของศิษย์พี่หญิงก็น่าจะมากขึ้นอีกหน่อย แบบนั้นจะดีแค่ไหนกัน”
……
เจ้าของร่างเดิมพูดไม่หยุด เขาเหมือนอยู่ข้างหลังหลินอวิ๋น ยิ้มมีความสุขเป็นพิเศษ ทว่าดวงตาของหลินอวิ๋นกลับชื้นขึ้นมาทีละน้อยตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
คนหนึ่งร้องไห้อีกคนยิ้มแย้ม ทุกเรื่องราวในอดีตออกมาจากปากหลินอวิ๋นทีละเรื่อง
เจ้าของร่างเดิมไม่ใช่แค่จำรางวัลทุกชิ้นของซูจื่อเหยาได้ แม้แต่วันนั้นสภาพอากาศเป็นอย่างไร นางสวมชุดอะไร สีหน้าท่าทางของนางยังจำได้อย่างแม่นยำ
เสียงที่ตอนแรกหัวเราะเยาะหลินอวิ๋นในโถงค่ายกลค่อย ๆ เงียบลง
ทั้งโถงใหญ่เงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงหลินอวิ๋น ฟังเขาเล่าทุกเรื่องของซูจื่อเหยา
“ปีนี้เดือนเจ็ด ศิษย์พี่หญิงมาอีก แต่ต่างไปจากเมื่อก่อน ศิษย์พี่หญิงสีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าข้ารู้ว่าศิษย์พี่หญิงเหมือนจะมีเรื่องดี ข้าอยากจะถามศิษย์พี่หญิงหลายครั้ง…”
“พอแล้ว!”
ตอนนี้เองซูจื่อเหยาที่หน้าไม่เปลี่ยนสีมาตลอดพลันพูดขัดหลินอวิ๋น
ใบหน้าเย็นชาของนางเปลี่ยนไป เหมือนกำลังอึดอัดอะไรบางอย่าง สีหน้านางขาวซีดกว่าเมื่อก่อนขึ้นมาก
ซูจื่อเหยาพูดเสียงต่ำ “เจ้าอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
หลินอวิ๋นที่โดนขัดเหมือนอยู่ในความฝัน ผ่านไปพักหนึ่งถึงได้สติกลับมา มองซูจื่อเหยามีสีหน้าเหมือนโกรธนิด ๆ
หลินอวิ๋นยิ้มแห้ง ๆ “ข้าแค่อยากบอกว่า ข้าจดจำรางวัลทุกอย่างที่ศิษย์พี่หญิงให้ไว้ในใจ ไม่ลืมเลือนตลอดชีวิต วันนี้ข้ามาทดแทนคุณ ยาลูกกลอนแก่นสวรรค์นี่ ข้าจ่ายศิลาวิญญาณระดับล่างไปสี่หมื่นก้อนถึงจะซื้อมาได้ ขอให้ศิษย์พี่หญิงรับไว้ บุญคุณในอดีตจะได้หายกันตรงนี้”
ซ่า!
เพิ่งกล่าวจบ ทั้งโถงค่ายกลพลันอุณหภูมิต่ำลง ความหนาวแผ่กระจายไปโดยรอบ
ความเย็นเยือกบุกจู่โจมส่วนลึกกระดูกของทุกคน หนาวจนตัวสั่น
“หายกันหรือ?”
ก่อนจะเห็นซูจื่อเหยาใบหน้าซีดขาวเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ทว่ารอยยิ้มนี้กลับทำให้หนาวเข้ากระดูกถึงใจ ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่นิด
ใบหน้างดงามเป็นเลิศขาวซีดยิ้มจนคนปวดใจ
ซูจื่อเหยารับขวดหยกมาก่อนหุบรอยยิ้มลง มีเพียงความเย็นเยือกไร้ที่สิ้นสุด หนาวเสียจนคนตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม
เอกลักษณ์หยิ่งยโสสูงส่งและความสามารถที่สุดแห่งยุคโผล่มาบนใบหน้านางอีกครั้ง
อารมณ์ของนางเหมือนจะไม่สงบนิ่งอย่างยิ่ง ใบหน้าขาวจนน่าตกใจ มองหลินอวิ๋นพลางเอ่ยมาทีละคำ “ข้าให้ของใครน้อยมาก แต่ของที่ให้ไปแล้วไม่เคยมีใครกล้ามาคืนข้า ไม่เคยมี! หลินอวิ๋น เจ้าคือคนแรก!”
เพล้ง!
ยาลูกกลอนมูลค่าสี่หมื่นศิลาวิญญาณระดับล่างที่ผู้อาวุโสสำนักมากมายในแคว้นเทียนสุ่ยเฝ้าใฝ่หาถูกซูจื่อเหยาปาแตกเป็นผุยผง
เสียงแสบแก้วหูผนวกกับสีหน้าเย็นชาและอวดดีของนาง ทำให้คนอกสั่นขวัญหาย
“เจ้าทาสกระบี่ เพิ่งเป็นศิษย์ฝ่ายในก็ถีบจมูกขึ้นมาบนหน้าทำให้จื่อเหยาโมโหแล้ว ข้าว่าเจ้าคงอยากตายแล้วกระมัง!”
หวังหนิงข้าง ๆ ไม่พอใจอยู่ก่อนแล้ว เขากลั้นโทสะในใจไว้ พอเห็นซูจื่อเหยาโกรธก็โมโหใหญ่ จะลงมือกับหลินอวิ๋นเดี๋ยวนั้น
ชิ้ง!
ทว่ามือเขาเพิ่งวางบนด้ามกระบี่ก็เห็นประกายเย็นเยียบวูบไหว คอเขาเกิดรอยโลหิตเส้นหนึ่ง รอยโลหิตบางมาก บางจนหวังหนิงไม่รู้สึกเจ็บเลย
จะเห็นได้ว่าคนที่ลงมือจงใจออมมือให้ ถ้าจะให้เขาตายคงแค่ออกแรงเล็กน้อยเท่านั้น การควบคุมแม่นยำเช่นนี้ คนที่ลงมือมีกำลังรบน่าสะพรึงแน่นอน
กึก!
ซูจื่อเหยาเก็บกระบี่เข้าฝัก แผ่จิตสังหารน่าพรั่นพรึงออกมาจากกายก่อนพูดอย่างเย็นชา “ข้าให้เจ้าแตะต้องเขารึ? ขยะ!”
วินาทีนั้นหวังหนิงตกใจจนหน้าไร้เลือดฝาด เขาคิดจริงจังว่าอีกเดี๋ยวซูจื่อเหยาจะออกกระบี่สังหารเขาแน่ ทว่าอารมณ์ของนางเหมือนจะไม่มั่นคงเอามาก
หลังทิ้งท้ายคำพูดนี้ไว้แล้วก็มองหลินอวิ๋นลึก ๆ ทีหนึ่งก่อนหมุนตัวจากไป
หลินอวิ๋นที่สับสนนิด ๆ หมุนตัวตามไปสองก้าว ก่อนจะเห็นซูจื่อเหยาขยับวูบไหวหลายครั้งก็หายไปแล้ว
“ไอ้เดรัจฉาน ข้าทนเจ้ามานานมากแล้ว!”
เมื่อเห็นซูจื่อเหยาไปแล้ว เพลิงโทสะที่หดกลับไปด้วยความตกใจปะทุขึ้นมาเป็นทวีคูณ ก่อนจะออกกระบี่เข้าหาหลินอวิ๋นโดยไม่มีสัญญาณใด ๆ เลย
ภายในใจหลินอวิ๋นกดต่ำลง ใบหน้าเย็นเยือก
ผสานกระบี่เป็นวายุ!
กระบี่บุปผามรณะอยู่กลางมือ ยันพื้นไว้พลางหมุนวนอย่างรวดเร็ว
พลังภายในแน่นหนาในกายหลั่งไหลเข้าตัวกระบี่อย่างบ้าคลั่ง เวลานี้เกิดพายุคลั่งขึ้น
หลินอวิ๋นระเบิดอานุภาพกระบี่น่าสะพรึงออกมาจากตัว วินาทีที่หมุนตัวกลับก็ยกกระบี่แทงออกไป
เคร้ง!
ในชั่วพริบตาเดียวนั้น ฝักกระบี่บุปผามรณะชนเข้ากับหน้าอกหวังหนิงที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วปานสายฟ้า
กึก!
กระดูกซี่โครงตรงหน้าอกเขาแตกเป็นชิ้นดี อวัยวะภายในปริแตก เจ็บจนเครื่องหน้าเหยเกย กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างทั้งร่างถูกชนปลิวไปอย่างแรง อนาถาจนทนดูมิได้
“ศิษย์พี่หวัง!”
ศิษย์ฝ่ายในที่ปกติสนิทสนมกับหวังหนิงและคอยดูทิศทางลมตกใหญ่กันใหญ่
“เจ้าทาสกระบี่ เจ้ามันอวดดีจริง ๆ!”
ศิษย์ฝ่ายในหกคนทั้งตกใจและโมโหพร้อมกับพุ่งทะยานโจมตีใส่หลินอวิ๋นพร้อมกัน
แยกเงาสะท้อนกลับ!
หลินอวิ๋นหน้าเฉยชา ฝักกระบี่ลอยขึ้น เผยกายกระบี่ราวกับสายน้ำใบไม้ร่วงอันเป็นที่รัก
เขาอาศัยจังหวะที่อานุภาพของผสานกระบี่เป็นวายุยังไม่หายไปลอยตัวขึ้น คนร่ายรำตามกระบี่ เพียงลมหายใจเดียวกลายเป็นเศษเงาแปดร่างกลางมวลอากาศ รวดเร็วปานประกายสายฟ้าขยับวูบวาบ
จนเมื่อเขาลงถึงพื้น พลิกมือที่ถือกระบี่ กายกระบี่เข้าไปในฝักกระบี่ที่ยังหยุดอยู่กลางอากาศอย่างพอดิบพอดี
โอย!
ศิษย์หกคนร้องโอดครวญกันไม่หยุด รอยแผลกระบี่ตามพุ่งฉีดราวกับน้ำพุโลหิต เหมือนกับดอกไม้โลหิตหกดอกที่เบ่งบาน
สายตาจ้องไป หวังหนิงที่ลุกไม่ขึ้นอยู่ไกล ๆ ตกใจจนขยับถอยไปไม่หยุด
หลินอวิ๋นแค่นเสียงขึ้นจมูกทีหนึ่ง ขี้เกียจจะสนใจเขาแล้วจึงหมุนตัวกลับออกจากโถงค่ายกลอย่างเร็วรี่ ศิษย์รอบ ๆ พากันหลีกทางให้ ไม่กล้าขวาง
เพิ่งออกจากประตูใหญ่โถงค่ายกลมา หลินอวิ๋นก็เห็นคราบโลหิตกองหนึ่งบนขั้นบันได
นั่งยองลงยื่นมือกดลงไป
คราบโลหิตยังไม่แห้ง ยังมีความเย็นอยู่นิด ๆ
เหมือนว่าเมื่อครู่ไม่นานมานี้มีคนจับประตูไว้พลางกระอักเลือดกองใหญ่
ซูจื่อเหยา!
หลินอวิ๋นใจเต้นตึก ๆ ใบหน้าเขาซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หรือข้าจะลืมอะไรบางอย่างไป?
-โปรดติดตามตอนต่อไป-