การต่อสู้ของกลุ่มคนที่ไม่อาจคิดเงื่อนไขการปรากฏตัวของทางเข้าสุสานยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เช้าจนค่ำ แม้จะมีบางคนที่เริ่มคิดได้ พยายามหนีออกจากวงล้อมการต่อสู้ แต่ก็ยังโดนลูกหลงของการโจมตีผู้อื่นอยู่ดี และก็เหมือนว่ามีคนบางคนพยายามปลุกปั่นให้เกิดการต่อสู้กันเองภายในเขตป่าหมอก คนคนนั้นคือราชันชุดแดง ผู้มีฉายาว่าราชันกระบี่สังหาร หนึ่งในนักฆ่าที่มีชื่อเสียงของทวีปปราณฟ้า แม้จะปลุกปั่นคนอื่นแต่ตนเองกลับไม่ได้ลงมือแม้แต่น้อยราวกับว่าเขาเองก็สามารถคิดเงื่อนไขการปรากฏตัวของสุสานได้ สิ่งที่ทำคือการลดการจำนวนของผู้เข้าไปยังสุสาน
เวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกถึงช่วงเวลากลางคืน แสงของพระจันทร์เต็มดวงได้สาดแสงจันทร์ไปทั่วบริเวณ บนฟ้าเหนือพื้นขึ้นมาประมาณยี่สิบเมตร ได้ปรากฏประตูทางเข้าที่สร้างจากแสงจันทร์ขนาดใหญ่ขึ้นมา ประตูทางเข้าสุสานค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ แต่หากสังเกตดีๆ จะพบว่าที่ทางเข้ามีม่านพลังอยู่อีกชั้นหนึ่ง
“ออกมาแล้ว!! ทางเข้าสุสานที่แท้จริงได้ออกมาแล้ว!” มีนักสู้คนหนึ่งตะโกนออกมา นักสู้และจอมยุทธ์ แม้กระทั่งราชันที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ต่างหยุดมือ และ พยายามแย่งชิงกันเพื่อเข้าไปยังประตู เพื่อเป็นคนแรกที่จะเข้าไป นักสู้ที่อยู่ใกล้ทางเข้ามากที่สุดได้กระโจนไปถึงประตูเป็นคนแรก แต่ว่าร่างของเขากลับถูกม่านพลังของสุสานที่เปิดออก ผลักกระเด็นออกมาไม่อาจเข้าไปได้
“อะไรกัน? เหตุใดข้าถึงไม่สามารถเข้าไปได้??” นักสู้ที่กระเด็นออกมาได้กล่าวออกมาอย่างหัวเสีย จากนั้นก็ลองกระโดดเข้าไปอีกครั้งพบว่าถูกม่านพลังนั้นผลักออกมาอีกรอบ และยังมีนักสู้อีกหลายคนที่ไม่อาจผ่านม่านพลังเข้าไปในสุสานได้ คนทั้งหมดที่ต่อสู้กันตั้งแต่เช้าไม่มีใครได้เข้าไปเลยแม้แต่คนเดียว
“เจ้าพวกโง่ที่ต่อสู้กันเอง เพียงแค่การทดสอบแรกของสุสาน พวกเจ้าก็ไม่อาจผ่านไปแล้ว” จอมยุทธ์หนุ่มชุดฟ้าผู้หนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมศึกตั้งแต่แรก เขาผู้นี้รออยู่ที่รอบนอกของการต่อสู้ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืนที่สุสานปรากฏออกมา เขาได้เดินเข้ามายังเขตป่าหมอกอย่างช้าๆ พุ่งตัวเข้าไปในสุสาน ผ่านม่านพลังที่ป้องกันไว้เข้าไปได้อย่างง่ายดาย เข้าไปเป็นคนแรกโดยที่ไม่ต้องแย่งชิงกับใคร
“อะไรกัน!! เหตุใดเจ้านั้นถึงสามารถเข้าไปได้” เหล่าผู้คนที่ไม่อาจเข้าไปในสุสานได้ต่างตกใจกับการที่มีคนสามารถเข้าไปได้ง่ายๆ พวกเขาล้วนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เจ้าพวกโง่ที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องของเทพกระบี่คงหมิง ย่อมต้องถูกเจตจำนงแห่งสุสานเทพกระบี่ปฏิเสธ” เสียงผู้อาวุโสชุดขาวของพรรคสิบกระบี่ดังขึ้นอย่างดูแคลนคนที่ไม่อาจคิดได้ เขาเป็นผู้นำของคนจากพรรคสิบกระบี่ในครั้งนี้ เขาค่อยๆ เดินเข้ามายังเขตของป่าหมอกพร้อมๆ กับผู้อาวุโสอีกสองคนและลูกศิษย์อีกเกือบสิบคน เขาได้นำคนทั้งหมดกระโดดเข้าไปยังประตูของสุสานผ่านม่านพลังไปอย่างง่ายดาย เหมือนกับจอมยุทธชุดฟ้าคนแรก
..
“เป็นอย่างที่คาดคิดจริงๆ พวกที่ต่อสู้กันเองตั้งแต่เช้านั้น ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้เลยแม้แต่คนเดียว ผู้ที่จะเข้าไปได้จะต้องมีความรู้เรื่องประวัติของเทพกระบี่คงหมิง และต้องสามารถคาดเดาช่วงเวลาที่เกิดได้ นี่คือเงื่อนไขแรกที่จะสามารถเข้าไปภายในสุสานได้” อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่เห็นว่าคนทั้งหมดที่สู้กันมาตั้งแต่เช้าไม่มีใครสามารถผ่านม่านพลังไปได้แม้แต่คนเดียว
“พวกเราเองก็ไปกันเถอะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว โชคดีที่นางไม่ได้ใจร้อนเข้าไปค้นหาทางเข้าสุสานตั้งแต่เช้า เซี่ยชิงเอ๋อร์ไม่ได้ชื่นชอบการรวมกลุ่มกับคนจากพรรคสิบกระบี่ทั้งๆ ที่นางเองก็อยู่ภายในพรรคสิบกระบี่ นางชื่นชอบการเดินทางร่วมกับสหายอย่างไป๋หลันฮวามากกว่า
หลังจากที่เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวจบคนทั้งสามต่างพุ่งตัวไป ที่ประตูสุสานอย่างรวดเร็ว สามารถผ่านม่านพลังชั้นแรกได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ไม่ใช่แค่กลุ่มของพวกเขาสามคนเท่านั้น แม้แต่คนจากสถาบันร้อยศาสตราหรือกลุ่มของพรรคและตระกูลระดับสูงบางแห่ง ที่ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ ตั้งแต่เช้าสามารถเข้าไปได้เกือบทุกคน คนหลายหมื่นที่รวมตัวกันสามารถผ่านไปได้เพียงหลักพันเท่านั้น แต่ก็ยังมีหลายคนไม่ยอมถอดใจเมื่อไม่อาจเข้าไปได้ก็รอเวลาที่คนที่ได้มรดกเทพออกมาแล้วค่อยแย่งชิงทีหลังก็ได้
..
..
สุสานแห่งเทพกระบี่เทพปรากฏออกมาโดยอาศัยแสงจันทร์นั้นราวกับซ่อนอยู่อีกมิติหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทพแท้จริงในชนชั้นเทวะ เพราะเมื่อเข้าสู่ชนชั้นเทวะแล้วจะสามารถสร้างมิติส่วนตัวของตนเองได้ เหล่าเทพหรือมารในชนชั้นเทวะต่างสร้างมิติส่วนตัวเป็นสุสานของตัวเองแล้วซ่อนไว้ยังอีกมิติหนึ่ง การจะเข้าไปในสุสานได้จะต้องทำตามเงื่อนไขของเทพหรือมารองค์นั้นๆ ที่ได้กำหนดไว้ก่อนตาย
ทุกคนที่เข้ามาต่างเข้ามาหยุดอยู่ที่โถงขนาดใหญ่ มีประตูบานใหญ่อีกบานอยู่ข้างหน้า ประตูนั่นเองก็มีม่านพลังปกป้องไว้อยู่เช่นกันแต่ว่าคราวนี้หลายคนยังไม่รู้ว่าม่านพลังนั้นจะสามารถผ่านไปได้ง่ายดายเหมือนรอบแรกหรือไม่ ตอนนี้คนที่สามารถเข้ามาได้ต่างมองหน้ากันแล้วยังไม่มีใครกล้าขยับเข้าไปใกล้ประตูนั้น
“ม่านพลังอีกชั้นงั้นเหรอ” ไป๋หลันฮวากล่าว นางไม่คิดว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะเจอม่านพลังอีกหนึ่งชั้น
“จะลองเข้าไปดูหรือไม่” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถามสมาชิกกลุ่มของตนเอง
“ข้าคิดว่าควรรอดูอีกสักระยะ เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าไปตั้งแต่ตอนนี้ เพราะคนที่สามารถเข้าไปคนแรกไม่ได้หมายความว่าจะได้มรดกของเทพกระบี่ไป” อูหลินเฟิงบอกกับคนทั้งสอง เมื่อได้ยินแบบนั้นทั้งเซี่ยชิงเอ๋อร์และไป๋หลันฮวา ตัดสินใจว่าจะรอตามคำบอกของอูหลินเฟิง
ในตอนนั้นเองได้มีนักสู้ระดับห้าบางคนที่สามารถเข้ามาได้ตัดสินใจเข้าไปใกล้ๆ ม่านพลังที่สอง เมื่อสัมผัสม่านพลังนั้นกลับพบว่ามือของตนไม่อาจผ่านเข้าไปได้ “อะไรกัน!! ข้าไม่อาจผ่านไปได้งั้นหรือ”
จากนั้นก็ได้มีมือกระบี่ระดับห้า ระดับหก รวมถึงจอมยุทธ์หลายคน พยายามเดินผ่านม่านพลังแต่ก็มีหลายคนไม่อาจผ่านไปได้ แต่กลับมีบางคนที่สามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
“ข้าสามารถผ่านไปได้” ผู้ที่ผ่านไปได้ร้องตะโกนออกมาอย่างดีใจ ตัวเขาเองเข้าใกล้มรดกเข้าไปอีกหนึ่งก้าว หลังจากนั้นก็ได้มีหลายคนต่างพยายามจะเดินผ่านม่านพลังมีทั้งคนที่สามารถผ่านได้และไม่ได้
“แบบนี้นี่เอง พวกเราไปกันเถอะม่านพลังนี้พวกเราสามารถผ่านได้” อูหลินเฟิง ที่สังเกตผู้ที่ผ่านไปได้และไม่ได้นั้นสามารถวิเคราะห์ได้แล้วถึงเงื่อนไขของม่านพลังชั้นที่สอง เสียงของโอหลินเฟืองแม้จะพยายามพูดกับกลุ่มของตัวเองแต่ว่าเสียงนั้นก็ดึงดูดความสนใจของคนรอบๆ ที่ได้ยินเช่นกัน
“เงื่อนไขคืออะไรงั้นหรือ” ไป๋หลันฮวาถาม นางเองก็อยากรู้เงื่อนไขของม่านพลังนี้เช่นกัน
“เงื่อนไขง่ายมาก ระดับความเชี่ยวชาญด้านที่ถนัดจะต้องสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป จิตแห่งศาสตราจะบรรลุตอนอยู่ชนชั้นจอมยุทธ์ขั้นกลางหรือสูง ครึ่งก้าวแก่นแท้เมื่ออยู่ชนชั้นราชัน แก่นแท้เมื่ออยู่ในระดับจักรพรรดิ ครึ่งก้าวเจตจำนงเมื่ออยู่ในระดับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ นี่คือมาตรฐานของผู้ฝึกยุทธ์
ผู้ที่เข้าไปได้ทุกคน ต่างมีระดับความเชี่ยวชาญด้านที่ถนัดสูงกว่าคนทั่วไป นักสู้ระดับห้าและหกที่สามารถเข้าไปได้ต่างบรรลุระดับจิตแห่งศาสตรา จอมยุทธ์ที่สามารถเข้าไปได้ต่างบรรลุครึ่งก้าวแห่งแก่นแท้ ส่วนคนที่เข้าไม่ได้นั้นต่างมีระดับความเชี่ยวชาญเทียบเท่ากับมาตรฐานของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป” อูหลินเฟิงได้กล่าวออกมา หลังจากที่พยายามวิเคราะห์คนที่สามารถเข้าไปได้และเข้าไปไม่ได้ การวิเคราะห์ของเขานั้นกระจายไปทั่วบริเวณหลายคนที่ได้ยิน ต่างถอดใจเพราะว่าตนเองเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับมาตรฐานของคนทั่วไป แต่หลายคนก็ดีใจเพราะว่าพวกเขามีระดับความเชี่ยวชาญสูงกว่าคนทั่วไป
อูหลินเฟิงจึงเดินนำกลุ่มของเขา เข้าไปยังม่านพลังพวกเขาทั้งสามสามารถผ่านม่านพลังชั้นที่สองมาอย่างง่าย หลังจากนั้นพวกที่รู้ตัวว่าตนเองสามารถผ่านม่านพลังได้จากคำบอกของอูหลินเฟิง ต่างก็เดินตามเข้าไปติดๆ
..
..
“อูหมินจิง ลี่เจียง ภายในสถาบันร้อยศาสตราพวกเจ้าเป็นเพียงสองคนที่มีระดับความเชี่ยวชาญสูงกว่าคนทั่วไป” อาจารย์ของสถาบันได้กล่าวออกมาหลังจากมองไปยังลูกศิษย์ทั้งสอง ภายในสถาบันของตัวเอง ลี่เจียงเมื่อก่อนก็ยังเป็นเพียงนักสู้ที่อยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่เพียงไม่นานมานี้ระดับความแข็งแกร่งของลี่เจียงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่กลับมาจากงานประลองล่าอสูร ส่วนอูหมินจิงทางสถาบันร้อยศาสตราได้เชิญตัวมาศึกษาก่อนที่อูหมินจิงจะถึงวัยด้วยซ้ำ เป็นการเชิญตัวตัดหน้าสถาบันอื่น เพราะว่าพวกเขารับรู้ถึงความแข็งแกร่งของเด็กน้อยผู้นี้ผ่านการประลองล่าอสูร และ อีกฝ่ายยังเป็นน้องชายของอูหลินเฟิง ศิษย์ของเก้าปราชญ์อีกด้วย
“ไว้ใจพวกข้าสองคนได้เลย อาจารย์คง...ข้าจะต้องค้นหามรดกภายในสุสานแห่งนี้กลับมาให้ได้อย่างแน่นอน” ลี่เจียงกล่าว แม้ว่าที่ผู้ที่ผ่านม่านพลังไปแล้วบางคนจะมีระดับเป็นถึงจอมยุทธ์ แต่ลี่เจียงก็แสดงสีหน้ามั่นใจออกมา
“ดี คอยปกป้องกันและกันให้ดี หากเห็นว่ามีอันตรายถึงชีวิตจงรีบหลบหนีทันที” อาจารย์คงได้กล่าว น่าเสียดายที่สถาบันของเขารุ่นนี้ไม่ได้มีอัจฉริยะมากมายนัก ไม่เหมือนกับพรรคสิบกระบี่ที่นอกจากเซี่ยชิงเอ๋อร์แล้วยังมีลูกศิษย์อีกสามคน สามารถผ่านม่านพลังเข้าไปได้เช่นกัน อูหมินจิงและลี่เจียง ทั้งสองได้เดินผ่านม่านพลังชั้นที่สองไปอย่างง่ายดายเช่นกัน
..
..
“เจี๊ยกกๆ” หลังจากที่เดินผ่านม่านพลังชั้นที่สอง ได้ไม่นาน กังปี้ ที่เกาะอยู่บนไหล่ของอูหลินเฟิงแทบจะตลอดเวลาได้ร้องออกมาแล้วกลายเป็นแสงหายเข้าไปในสร้อยคอของอูหลินเฟิง
“กังปี้!!” อูหลินเฟิง ถึงกับร้องออกมาอย่างตกใจ ตอนนั้นเองที่เขารับรู้ได้ว่าการเชื่อมต่อของเขากับสัตว์อสูรทั้งหมดถูกตัดขาด ราวกับว่ามีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าผนึกและปิดกั้นการเชื่อมต่อของเขากับสัตว์อสูรทั้งหมด
“แย่ล่ะสิ” อูหลินเฟิงกล่าวออกมาพร้อมกับสีหน้าอันตึงเครียด
“มีอะไรงั้นหรือ” ไป๋หลันฮวาถามทันทีที่เห็นการหายไปของวานรแขนยักษ์และสีหน้าตึงเครียดของสหายร่วมกลุ่ม
“เหมือนว่าภายในสุสานแห่งนี้จะจำเป็นต้องใช้พลังของตนเองเท่านั้น พลังที่หยิบยืมจากผู้อื่นหรือพลังจากสัตว์อสูร จะไม่อาจใช้ภายในสุสานแห่งนี้ได้” อูหลินเฟิงกล่าวออกมาอย่างเคร่งเครียด ความแข็งแกร่งมากกว่าสามในสี่ของเขามาจากสัตว์อสูรที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้เขาไม่อาจจะสามารถเรียกสัตว์อสูรออกมาได้เลย ไม่ใช่แค่นั้นเขายังไม่สามารถหยิบยืมลมปราณจากสัตว์อสูร ในการต่อสู้ได้ เท่ากับว่าตอนนี้วิชาที่เขาใช้ได้จะมีเพียงพลังวิญญาณ พลังจิตและลมปราณของตัวเองเท่านั้น อูหลินเฟิงได้ลองสร้างชิกิงามิระดับต่ำขึ้นมา พบว่าเขายังสามารถสร้างขึ้นมาได้ แต่ว่าเขาไม่อาจจะสามารถใช้ยันต์ภูตวิหคขาวที่ได้รับมาจากปราชญ์วิญญาณได้เพราะว่าพลังที่สร้างชิกิงามิตัวนี้ไม่ได้เกิดจากพลังของเขา นับว่าตอนนี้อูหลินเฟิงราวกับกำลังโดนมัดมือมัดเท้า ความแข็งแกร่งโดยรวมหายไปในพริบตา
หากว่าเขาสามารถเรียกสัตว์อสูรออกมาได้ เพียงแค่เสี่ยวหยุนเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวชนชั้นราชันแล้ว หลังจากนี้จะต้องใช้พลังของเขาเองเท่านั้น นับว่าเป็นสถานการณ์ยากลำบากของอูหลินเฟิงโดยแท้
..
..
จบตอน