หลี่ซูเม่ยมาถึงบ้านในช่วงเย็นแล้ว ซึ่งได้เวลาอาหารเย็นพอดี ทุกคนในครอบครัวได้มานั่งรับประทานอาหารด้วยกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มีท่านปู่ของหลี่ซูเม่ย หลี่เลี่ยงรุ่ยอดีตเสนาบดีแห่งแคว้นจูเชวี่ย พรสวรรค์สีดำ
ท่านย่าไป๋หนิงฮวา อดีตองค์หญิงแห่งแคว้นไป๋หู พรสวรรค์สีม่วง
บิดาของนางหลี่หวังเหล่ย เสนาบดีแห่งแคว้นจูเชวี่ย ระดับพรสวรรค์สีดำ
มารดาของนาง จางซูหนี่ว์ เป็นอดีตหญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้นจูเชวี่ย บุตรีของท่านราชครู ระดับพรสวรรค์สีม่วง
น้องชายของนางหลี่หรงฉู่ อายุ 10 ปี ระดับพรสวรรค์สีดำ
น้องสาวของนางหลี่อันฉี อายุ 5 ปี ระดับพรสวรรค์สีน้ำเงิน
และตัวนางเองหลี่ซูเม่ย อายุ 12 ปี ระดับพรสวรรค์สีทอง
ส่วนจางหยวน เหวินฝู มู่ไป๋อันและสือปามาในฐานะองค์รักษ์ จึงไม่ได้อยู่ทานอาหารด้วย
ทุกคนต่างมีความสุขยิ่ง หลี่ซูเม่ยได้พูดคุยกับทุกคนเป็นครั้งแรก นางพบว่าท่านปู่กับท่านพ่อนางมีลักษณะที่แสดงออกคล้ายกันอย่างยิ่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งคู่ถึงได้เป็นเสนาบดีประจำแคว้น
ก่อนหน้านี้สือซานได้เล่าให้นางฟังถึงการโต้วาทีประจำปีของแคว้นจูเชวี่ย งานนี้จัดขึ้นทุกปี ปีละหนึ่งครั้ง โดยจัดขึ้นเพื่อให้ใครก็ได้ท้าเหล่าขุนนางในราชสำนักให้ไปโต้วาทีด้วย ขุนนางที่ถูกท้าถ้าไม่รับคำท้าหรือโต้ได้ไม่ดี ก็จะถูกคนในแคว้นมองว่าไม่เหมาะที่จะเป็นขุนนางต่อ
ท่านปู่และท่านพ่อของนางล้วนเคยถูกท้า ทั้งคู่ทำได้ดียิ่งทั้งการพูดการจาที่แสดงถึงความคิดที่กว้างไกล กลยุทธ์ในการทำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งคู่ยังไม่เคยปฏิเสธคำท้าและไม่เคยแพ้มาก่อน
ส่วนท่านย่าและท่านแม่ของนางต่างก็เป็นหญิงงามมากความสามารถ จากที่นางได้ทำการสืบข้อมูลมาล่วงหน้า กิจการหลายอย่างในเมืองหลวงแคว้นจูเชวี่ยล้วนแต่เป็นของครอบครัวนาง และผู้ที่ก่อตั้งกิจการเหล่านนั้นขึ้นมาก็คือท่านย่าของนาง ต่อมาท่านได้ยกให้ลูกสะใภ้ดูแลต่อ หรือก็คือท่านแม่ของนางนั่นเอง
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าท่านปู่และท่านย่าของนางมีบุตรเพียงแค่คนเดียวก็คือท่านพ่อ และท่านพ่อเองก็ไม่ได้มีความสนใจในกิจการเหล่านี้มากนัก ต่างจากท่านแม่ที่มีความสนใจทางด้านการค้าขาย ท่านย่าเมื่อทราบว่าท่านแม่มีความสนใจ ท่านจึงลองให้ท่านแม่จัดการบริหารกิจการเหล่านั้นดู ซึ่งผลที่ออกมาทำให้ท่านวางใจที่จะยกกิจการเหล่านั้นให้ท่านแม่ดูแลต่อไป
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ หลี่ซูเม่ยจึงกลับห้องไปพร้อมกับน้องๆ ของนาง เด็กทั้งสองเงียบมาก นางคิดว่าทั้งสองน่าจะยังตื่นเต้นและกลัวนางอยู่จึงไม่กล้าพูด และจริงดั่งที่คิดไว้ เมื่อนางและน้องทั้งสองของนางได้พูดคุยและทำความรู้จักกันได้ระยะหนึ่ง ทั้งคู่ต่างพูดไม่หยุด ถามโน้นถามนี่จนนางตอบไม่ทัน โดยเฉพาะน้องสาวอายุ 5 ปีของนาง หลี่อันฉี
นางได้แนะนำน้องๆ ให้รู้จักจางหยวน มู่ไป๋อันและสือปา ทั้งหกคนนั่งคุยกันอย่างมีความสุขแต่คุยกันไปคุยกันมากลายเป็นว่าเหลือนางกับจางหยวนอยู่สองคนซะงั้น มู่ไป๋อันกำลังเล่าเรื่องต่างๆ ให้หลี่อันฉีฟัง หลี่อันฉีเองก็ตั้งใจฟังอย่างยิ่ง ส่วนสือปาก็คุยกับหลี่หรงฉู่ถึงเรื่องการฝึกร่างกายและทักษะการต่อสู้ต่างๆ อย่างสนุกสนาน
จางหยวนเห็นดังนั้นจึงชวนนางคุยเรื่องที่พบเจอระหว่างทาง เขารู้ว่านางคนข้างกายนางไม่ธรรมดา วันนั้นเหมือนนางจะส่งคนไปสืบเช่นกัน และคนของนางก็กลับมาก่อนคนของเขา หลี่ซูเม่ยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และจางหยวนเองก็เป็นคนที่เชื่อถือได้ ดังนั้นนางจึงบอกเรื่องที่สืบมาได้คราวนั้นกับเขา
ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก จางหยวนไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนของนางจะสืบได้เยอะขนาดนี้ ขนาดคนของเขาที่ทำหน้าที่นี้มานานยังสู้ไม่ได้ จางหยวนเริ่มสงสัยในตัวเม่ยซูอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้วางใจนางแต่เพราะเขาสนใจในตัวนาง
นางบางครั้งก็ดูมีความรู้ มีความสามารถ มีคำพูดและการกระทำที่ดูไม่เหมือนเด็กอายุ 12 ปีทั่วไป ตลอดมาเขาไม่เคยส่งคนไปสืบเรื่องของนางมาก่อนเพราะเชื่อมั่นว่าซักวันนางจะบอกกับเขาเอง อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่านางมีฐานะเป็นถึงบุตรีคนโตของท่านเสนาบดีแห่งแคว้นจูเชวี่ยและชื่อจริงๆของนางคือซูเม่ย ไม่ใช่เม่ยซู เขารู้สึกคุ้นๆ แปลกๆ เหมือนจะเคยได้ยินใครพูดถึงบุตรีของท่านเสนาบดีคนนี้มาก่อน แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
หลี่ซูเม่ยไม่รู้ตัวเลยว่าการบอกความเรื่องนี้ให้จางหยวนรู้ จะทำให้เขามีความสนใจในตัวนางมากขึ้นไปอีก และจางหยวนก็ไม่รู้ตัวเช่นกันว่าสีหน้าที่เขาแสดงออกมาตอนนี้มันน่ามองขนาดไหน หลี่ซูเม่ยก็พบว่าจางหยวนในตอนนี้น่ามองมากๆ นางเผลอมองหน้าจางหยวนจนเขารู้สึกตัวและหันมามองนาง นางรีบหลบสายตา หันหน้าไปมองมู่ไป๋อันกับหลี่อันฉีที่อีกมุมของห้องแทน
จางหยวนสังเกตเห็นแก้มที่ขึ้นสีเล็กน้อยของนาง เขาคิดว่าตอนนี้นางดูงดงามยิ่ง และการกระทำเช่นนี้ของนางน่ารักยิ่ง นี่ถือเป็นสัญญาณบอกว่านางได้เปิดใจให้เขาแล้วใช่หรือไม่ ถ้าใช่ถือว่าสองปีที่ผ่านมาไม่เสียเปล่าแล้ว เขาจึงนั่งมองนางอย่างเงียบๆ ต่อไป
สองปีที่ผ่านมาเขาไปหาเม่ยซูที่กระท่อมกลางป่าเกือบทุกวัน จนถูกนางสงสัยว่าเขาไม่ใช่องครักษ์คนสนิทขององค์รัชทายาท เพราะที่นางเคยได้ยินมา องค์รักษ์คนสนิทจะต้องอยู่กับองค์รัชทายาทตลอดเวลา เขาได้บอกนางไปว่าองค์รัชทายาททรงอนุญาตให้เขามาหานางได้วันละหนุ่งชั่วยาม โดยช่วงที่เขาไม่อยู่ก็ยังมีเหวินฝูทำหน้าที่คุ้มกันแทน นางจึงเลิกสงสัยไปเนื่องจากก่อนหน้านี้ตอนที่จางหยวนบาดเจ็บ เหวินฝูก็เคยทำหน้าที่นี้แทนจางหยวนจริงๆ
แน่นอนว่าหลี่ซูเม่ยรู้ดีว่าการอยู่ด้วยกันสองคนหญิงชายไม่ใช่เรื่องที่ดี ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้คิดอะไรมากมาย เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นคนที่ฮองเฮายืนยันฐานะนางจึงไม่ได้ห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ท่านอาจารย์กลับไม่คิดเช่นนั้น ท่านกังวลว่าจะมีคนมาเห็นและเอาไปลือได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดี ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะมีคนเข้าไปยังป่าหลังสำนักจะน้อยมากจนแทบไม่มีเลยก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ท่านจึงสั่งให้หลี่ซูเม่ยหาคนไปอยู่เป็นเพื่อนที่กระท่อมกลางป่า ดังนั้นหลี่ซูเม่ยจึงให้มู่ไป๋อันมาอยู่กับนาง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่จางหยวนมา มู่ไป๋อันก็อยู่ด้วยตลอด
หลี่ซูเม่ยรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังนาง นี่ทำให้นางคิดว่าเมื่อครู่ที่นางเผลอจ้องมองหน้าเขา เขาต้องรู้แน่ๆ และสายตาเช่นนี้ทำให้หน้าของนางรู้สึกเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้ง โชคดีที่มีคนเข้ามาบอกว่าถึงเวลาเข้านอนของน้องๆ ของนางแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป
-----------------------------------------------------
*มาต่อให้แล้วเด้ออ ไรท์สอบเสร็จแล้วเรียบร้อยแล้ว สัปดาห์นี้จะพยายามลงให้วันละตอนนะคะ
** ฝากติดตามตอนต่อไปของไรท์ด้วยน้าาา ขอบคุณค่ะ♥️