ตอนที่ 58
ซุน ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยวไปโดยพลัน ไม่คิดว่า มู่เจี้ยน จะเอ่ยปากออกมาในลักษณะนั้นมันย่อมมิต่างอันใดกันการยั่วยุ องค์รัชทายาท ลำดับที่ 9ส่งผลให้สายตาที่เหลือบมองมายัง ซุน แปรเปลี่ยนไปจากเดิมแทบจะในทันที...
ซุน ถึงกับ หันมองไปยัง มู่เจี้ยน ด้วยความขุ่นเคือง...น่าแปลกก็ตรงที่ มือปราบหนุ่ม นอกจากจะไม่รู้สึกผิดใด ๆ ในวาจาเหล่านั้นแล้วยังหันมาแย้มยิ้มสะท้อนกลับมายัง ซุน อย่างไม่รู้สึกรู้สา ทั้งที่ปกติ มู่เจี้ยนจะเป็นคนที่รอบคอบอย่างยิ่ง ทั้งการกระทำและวาจา...
“น่ากลัวเพียงนั้นเชียวหรือ?! ไม่บ่อยเลยที่จะเห็นศิษย์พี่มู่เอ่ยปากชมผู้ใดเช่นนี้” ไป๋หู่จิวหรง เริ่มเพ่งพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของซุน ก่อนจะค่อย ๆ ลุกยืนขึ้นจากที่นั่ง สืบเท้าตรงเข้ามา...
พอขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นแล้ว ทำให้ ซุน ประหลาดใจขึ้นอีกเป็นเท่าทวีตรงที่รูปร่างของ องค์รัชทายาทที่ดูไม่เหมือนรูปร่างของบุรุษเสียด้วยซ้ำ ความก็สูงแทบไม่หนีไปจากฉีลู่ชิง ใบหน้าก็ออกจะหวานเกินบุรุษ มันทำให้ ซุน อึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็ยังมิกล้าเอ่ยทักตรง ๆ
‘องค์รัชทายาท มิใช่บุรุษ!!แต่พยายามแต่งกาย และทำตัวเฉกเช่นบุรุษเท่านั้น!!’
ราชวงศ์ไป๋หู่ มิได้เคร่งครัดว่าผู้ที่จะขึ้นครองราชย์ต้องเป็นบุรุษเพศเท่านั้นจึงสามารถแต่งตั้งนางให้เป็นองค์รัชทายาทได้ หากมีความสามารถและความเหมาะสมมากเพียงพอ...ในดินแดนแห่งนี้จะเป็นเพศใด ขอเพียงมีความสามารถย่อมเป็นที่ยอมรับได้
ไป่หู่จิวหรง แม้เป็นสตรี แต่ในเมื่อจิตใจนางเอนเอียงไปทางบุรุษ ทั้งยังมีความสามารถจนเป็นที่ยอมรับก็ย่อมไม่มีผู้ใดทัดทานในการตัดสินใจของนาง องค์จักรพรรดิจึงประกาศไปโดยทั่วกันเฉพาะภายในว่าให้มองนางเสมือนบุรุษผู้หนึ่ง แม้ในโลกภายนอกจะไม่ใช่ทุกคนที่รับรู้เรื่องนี้ ทว่าคนในตระกูลฉีต่างก็รับรู้กันดี...
นางเข้ามายืนประจันหน้า ซุน ห่างเพียงเอื้อมมือ ทั้งยังเผยรอยยิ้มมีความสนใจ...หากเป็นคนอื่นเมื่ออยู่ต่อหน้าองค์รัชทายาทเช่นนี้ คงเต็มไปด้วยความประหม่า ไม่อาจนิ่งสงบได้แต่มิใช่กับ ซุน แม้ในใจจะตะลึงงันเรื่องนางเป็นสตรี หากแต่ภาพลักษณ์ด้านนอกของ ซุนยังคงยืนสง่ามั่นคงไม่สั่นไหวแม้แต่ปลายคิ้ว...
“ไม่เลว... มาลองประมือกันสัก 3 กระบวนเป็นอย่างไร?! ข้าอยากรู้เช่นนั้นว่าเจ้าจะมีความสามารถดังที่ ศิษย์พี่มู่ชื่นชมหรือไม่?” นางดูมีแววตาที่ตื่นเต้นชัดเจน ทั้งยังเอ่ยปากท้าทายไม่ต่างที่จากซุน คาดเดา
ซุน ประสานมือสุภาพ...
“การประมือกับองค์รัชทายาทนับเป็นเกียรติยิ่ง... หากแต่ ผู้น้อยยังบาดเจ็บจากการประลองเมื่อวันก่อน เกรงว่าจะไม่อาจตอบสนองพระทัยได้เท่าที่ควร...”
ไป่หู่จิวหรง เบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“นั่นสินะ... เช่นนั้นแปลว่าเจ้าติดค้างการประลองกับข้าครั้งหนึ่งตกลงหรือไม่?!”
ซุน ถึงกับแสดงสีหน้าปั้นยาก ทั้งที่ตนปฏิเสธออกไป แต่ก็ยังกลายเป็นการติดค้างต่อนางเสียอย่างนั้นเห็นได้ชัดว่านางเป็นคนที่มีนิสัยประหลาดอยู่ไม่น้อย ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองใด ๆที่ถูกปฏิเสธด้วยซ้ำ ราวกับว่าทุกสิ่งรอบตัวนาง เป็นเพียงเรื่องสนุกที่ผ่านเลยเข้ามาในรอบวัน...
ยามนี้ ซุน เริ่มเข้าใจแล้วว่า เพราะอะไร มู่เจี้ยน จึงกล่าวเรื่องของซุน ออกมาไปกับนางเช่นนั้น... ทั้งหมดคงเป็นเพราะ มู่เจี้ยน รู้จักนิสัยของศิษย์น้องผู้นี้ดีว่านางจะไม่มีทางเล่นงาน ซุน เพียงเพราะ ซุน มีความสามารถเหนือกว่าแต่จะกลายเป็นหนึ่งในความสนใจของนางตามนิสัย...
“ว่ายังไง?! เจ้าติดค้างข้า ตกลงหรือไม่?!” นางเค้นเสียงถามย้ำขึ้น
ซุน ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะประสานมืออีกครั้ง...
“สุดแล้วแต่พระประสงค์...”
ในตอนนั้นเอง ที่นางสวบกอดอกแสดงสีหน้าครุ่นคิด...
“แต่จะว่าไป ข้าคงไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อรอเจ้าแข็งแรงขึ้นได้ วันพรุ่งก็คงต้องกลับไปที่เมืองหลวงในทันทีโอกาสที่ข้าจะได้ทดสอบฝีมือกับเจ้า ก็คงเลือนหายตามไปด้วย ช่างน่าเสียดายยิ่ง...”
ชายหนุ่ม ได้ยินเช่นนั้นพลันบังเกิดความคิดชั่ววูบหนึ่ง รอยยิ้มเจือจางพลันปรากฏขึ้นยังมุมปาก...
“จะว่าไป... ผู้น้อยก็กำลังจะเดินทางไปที่เมืองหลวงในเร็ววันนี้เช่นกัน คาดว่าคงอีกราว 2 สัปดาห์เห็นจะได้หากองค์รัชทายาทยังมีพระประสงค์ตั้งมั่นในเรื่องนั้น ใยมิทรงอนุญาตให้ผู้น้อยเข้าไปพบในวังหลังจากเข้าเมืองหลวงเล่า?!”
“!!!!!!!!!!” จังหวะนั้นทุกสายตาล้วนตกตะลึงขึ้น... แน่นอนว่าการเข้าวังนับเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้ขุนนางมีตำแหน่งยังไม่อาจเข้าไปในเขตพระราชวังได้ตามใจชอบ หากไม่ถูกเรียกตัวหรือมีเหตุอันสมควรไม่ต้องกล่าวขึ้นชนชั้นสามัญอย่าง ซุน ในเวลา...
“เหยาซุน!! นี่เจ้าไม่รู้หรือว่าเจ้าไม่อาจขอเข้าวังได้ด้วยเหตุผลเช่นนั้น!!” พ่อบ้านใหญ่ฉีจิ้นฝู ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เค้นเสียงตำหนิขึ้นทันที
เด็กหนุ่ม พลันก้มหน้าต่ำลง ท่าทีวิตก... รีบประสานมือขออภัยด้วยความลนลาน...
“ขะ...ขออภัย ผู้น้อย มาจากชนบท ไม่ค่อยเข้าใจขนบธรรมเนียมมากนัก เห็นองค์รัชทายาทมีพระประสงค์จึงกล่าวออกไปโดยไม่ทันได้คิด...”
ไป๋หู่จิวหรง ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ นางมิได้แสดงท่าทีตำหนิ...
“ข้าไม่โทษเจ้า... เข้าใจดีว่าเรื่องระเบียบภายในวัง หากมิใช่ชนชั้นขุนนางก็คงไม่ค่อยทราบกันแต่ที่เจ้าพูดมาก็นับว่ามีเหตุผล หากเจ้าคิดจะเข้าเมืองหลวงอยู่แล้ว เช่นนั้นการพบกันของพวกเราก็อาจมิได้ยากเย็นอย่างที่คิดยังไงดีนะ...ข้าเองพออยากรู้ความสามารถของใครแล้ว ก็จำต้องรู้ให้ได้เสียด้วยสิ
อ่อ...จริงด้วย!!” ไป๋หู่จิวหรงเบิกตากว้างราวกับคิดบางอย่างออกก่อนจะเปิดแหวนมิติของนางหยิบเอาแผ่นป้ายไม้ที่สลักตราราชวงศ์ไป๋หู่ออกมา ยื่นให้กับซุน...
“รับไว้สิ...”
ซุน หรี่ตาแคบลง แต่ก็ยอมรับไว้โดยดี...
แผ่นป้ายไม้นี้ ดูเหมือนป้ายผ่านทางของราชวงศ์...
“สิ่งนี้คือ?!”
นางเผยรอยยิ้มขึ้น...
“ข้าเชื่อถือในสายตาของ ศิษย์พี่มู่... ในเมื่อศิษย์พี่ข้าเอ่ยปากชื่นชมเจ้าถึงเพียงนั้นข้าก็ชักอยากจะเห็นเจ้าในวันที่เติบโตยิ่งไปกว่านี้... อีก 4 เดือนจะมีงานอภิเษกสำคัญของ องค์รัชทายาทลำดับที่ 1 และ องค์หญิงจากราชวงศ์เสวียนอู่เป็นการจับคู่ระหว่างสองราชวงศ์ที่ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก นี่จึงเป็นงานใหญ่ของทวีปพยัคฆ์ขาว
และสิ่งที่ขาดไม่ได้ในงานใหญ่ คือการประลองอันเป็นสีสันให้กับผู้คนที่มาร่วมงาน...เป็นงานประลองในระดับผู้เยาว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปีเลยก็ว่าได้ ดังนั้นจึงมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างเข้มงวดจำนวน 32 คนทั่วทวีปพยัคฆ์ขาว แม้แต่ 7 อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปพยัคฆ์ ก็เข้าร่วมกันอย่างพร้อมหน้า
ข้าบังเอิญได้รับสิทธิ ในการเลือกยอดฝีมือรุ่นเยาว์ เข้าร่วมได้หนึ่งคนจากจำนวน32 คน... แต่จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่พบเจอยอดฝีมือในรุ่นเยาว์คนใดเข้าตาดังนั้นข้าจะใช้โอกาสนี้ ดึงเจ้าให้เข้ามาแสดงความสามารถเสียเลย โดยมีข้อแม้ว่าเจ้าจะต้องผ่านเข้ารอบไปจนกว่าจะได้ประมือกับข้า...แต่หากเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะถือว่านี่เป็นความผิดของ ศิษย์พี่มู่ ที่ชื่นชมเจ้าเกินกว่าความเป็นจริงจำเป็นต้องถูกลงโทษ...”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทัน...
“อะไรกัน?! หากผู้น้อยไม่ผ่านเข้ารอบ กลับไม่ลงโทษผู้น้อยแต่ไปลงโทษ มือปราบมู่?! แบบนี้มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือ”
“ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อวาจา... ในเมื่อศิษย์พี่มู่ บอกกับข้าว่าเจ้ามีความสามารถหากเจ้าไม่มีจริงตามที่กล่าวอ้างก็เท่ากับว่า ศิษย์พี่มู่ ทูลความเท็จต่อเชื้อพระวงศ์จะไม่มีความผิดได้อย่างไร?!” นางกล่าว พลางเหลือบมองไปยัง มู่เจี้ยน...
มือปราบหนุ่ม ประสานมือสุภาพในทันที...
“ผู้น้อยยินดีรับผิดชอบต่อวาจาที่กล่าวออกไป... หาก เหยาซุน ไม่มีความสามารถจริงก็พร้อมจะถูกลงโทษ...”
“สมเป็นศิษย์พี่มู่... เอาล่ะ เหยาซุน ในเมื่อผู้ที่พลักดันเจ้าออกปากเช่นนั้นแล้วเจ้าคงไม่มีปัญหาอันใดแล้วนะ? ป้ายในมือเจ้าที่ข้าให้ไปคือป้ายแสดงสิทธิการเข้าร่วมประลอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกใด ๆ สามารถเข้าไปลงทะเบียนบรรจุใน 32 คนสุดท้ายได้ทันที...”
ซุน อึ้งไปเล็กน้อย ทั้งการกระทำของ ไป๋หู่จิวหรง หรือแม้แต่มู่เจี้ยน ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ต่อถ้อยวาจาตนเอง... ในมือของ ซุน กำป้ายไม้การประลองเอาไว้แนบแน่นต่อให้ไม่เข้าใจนัก ก็ยังรู้ได้ว่านี่คือโอกาสบางอย่าง!!
เด็กหนุ่ม ประสานมือสุภาพ...
“เช่นนั้น ผู้น้อยจะรับมันเอาไว้ จะไม่ทำให้องค์รัชทายาท และมือปราบมู่ ต้องผิดหวัง...”
จบจากส่วนนั้น ซุน ก็หมดหน้าที่ในงานเลี้ยง กลับเรือนพักของตน...ส่วนตระกูลฉี และรัชทายาท ยังคงอยู่ที่โถงรับรอบเพื่อจัดงานเลี้ยงต้อนรับต่อไป... ระหว่างที่เดินกลับมานั้นซุน แสยะยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ ถึงแม้จะไม่ได้คาดหวังกับผลลัพธ์ในระดับนี้ แต่ก็เรียกได้ว่าอยู่ในเป้าหมายของซุน ตั้งแต่ที่เอ่ยปากขอเข้าวังแล้ว...
ไหนเลยที่ ซุน จะไม่ทราบ เรื่องที่การขอเข้าวังเป็นสิ่งต้องห้าม...แต่ก็ยังแสร้งกล่าวโพล่งออกไป โดยอาศัยสถานะของเด็กชนบทที่ไม่รู้ความ พอจะคาดเดาอุปนิสัยขององค์รัชทายาทได้บางส่วนแล้วเชื่อมั่นว่าตนจะไม่ถูกลงโทษอย่างแน่นอน...
การเอ่ยปากขอเข้าวังนั้น มีเหตุผลก็เพื่อเปิดหัวข้อสนทนาโดยแฝงเจตนาแท้จริง...คล้ายบอกกับองค์รัชทายาทเป็นนัยยะ ว่าตนกำลังจะเข้าไปในเมืองหลวง เพื่อให้องค์รัชทายาทล่วงรู้ถึงการเดินทางจะได้หาหนทางพบเจอกับ ซุน อีกครั้งในเมืองหลวง
ซึ่งการทำเช่นนี้ นอกจากจะทำให้ไม่มีใครในเมืองหลวง กล้าแตะต้องซุน ที่รู้จักกับองค์รัชทายาทอย่างโจ่งแจ้งแล้วยังเป็นการประกาศชื่อเสียงของตนให้เลื่องลือออกไปอีกด้วย โดยอาศัยนามของ องค์รัชทายาทลำดับที่ 9 อย่างแนบเนียน...
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่คาดไว้...
เฒ่าชีเปลือย เป็นคนเดียวที่ล่วงรู้เจตนาของ ซุนอดไม่ได้ที่จะชื่นชม
“ไม่เลวเลยนี่... ถือเป็นการปูทางไปสู่เมืองหลวงได้ดีทั้งยังได้รับโอกาสเข้าประลองในอีก 4 เดือนข้างหน้า หากเจ้ามีความสามารถมากพอจะแสดงในการประลอง...ก็คงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ได้ไม่ยาก...”
ซุน ถอนหายใจเล็กน้อย...
“บอกตามตรงว่า เป็นโชคดี ที่อุปนิสัยขององค์รัชทายาทคาดเดาได้ง่าย... นางมาจากชนชั้นฐานะที่สูงส่ง เห็นทุกสิ่งรอบ ๆ เป็นความสนุกตามช่วงวัยจึงง่ายต่อการชี้นำบอกตามตรงว่าเรื่องเข้าร่วมการประลองสำคัญนี้ มันเกินกว่าที่ข้าคาดคิดไปไกลเลยยังไม่แน่ชัดว่าสุดท้ายแล้ว จะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องแย่สำหรับข้าในตอนนี้กันแน่...
ไหนจะทำให้ มือปราบมู่ ที่ต้องมาเดือดร้อนไปพร้อมกันด้วย...ข้าเลยไม่ค่อยจะสบายใจนัก...”
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะขึ้นทันที...
“ก็ช่างหัวมันปะไร!! เจ้ามือปราบมู่มันยื่นคอเข้ามาเอง หากมันไม่กล่าวชื่นชมเจ้าต่อหน้าองค์รัชทายาทผู้นั้นไหนเลยที่เจ้าจะถูกดึงเข้าสู่วังวนความวุ่นวายครั้งใหม่... กลับเป็นเรื่องดีเสียอีกในเมื่อเจ้ามือปราบนั่น มันต้องมีส่วนรับผิดชอบในผลการประลองของเจ้ามันย่อมต้องปกป้องตัวเจ้าไปจนกว่าจะถึงการประลองในอีก 4 เดือน
เท่านี้ก็ได้ เบ๊ เป็นมือปราบชั้นยอด โดยไม่ต้องจ้างวานแล้ว... ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
.................................................