เป็นเวลาสี่วันนับจากการตายของดอน โกเบอร์ ในสี่วันนี้ล้วนแต่มีข่าวที่สะเทือนไปทั่วเมืองไม่ขาดสาย ตั้งแต่ประกาศการตายของดอนทางศาลได้มีการเปิดเผยความผิดของดอน โกเบอร์ ทางพระราชวังได้ประกาศยึดทรัพย์ทั้งหมดของดอนไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์หรือที่ดิน(ที่เหลืออยู่) ผู้พิพากษาสูงสุดเคานต์เรห์นวาร์ดประกาศเยียวยาให้กับสตรีทุกคนที่ได้ตกเป็นเหยื่อของดอน โกเบอร์ และปล่อยพวกเธอกลับบ้าน ถ้าหากพวกเธอเสียชีวิตก็จะส่งเงินเยียวยาไปให้คนที่บ้านแทน เหล่าคนขายโพชั่นในเมืองต่างถูกจับส่วนบทลงโทษยังไม่ได้แจ้ง แล้วยังมีเหล่าเจ้าหน้าที่ศาลที่เคยมีประวัติข่มเหงรังแกประชาชนต่างถูกลงโทษกันถ้วนหน้า
ตัวเจคที่รู้เรื่องนี้ถึงกับนิ่งค้างไปพักหนึ่ง เขาจำได้ดีที่เออร์วินบอกเขาว่า ดอน โกเบอร์ ตายแล้วตอนนั้นเขายังไม่เชื่อสนิทใจได้เห็นประกาศของทางการถึงรู้ว่าสิ่งที่เออร์วินพูดเป็นความจริง เจคถึงกลับร้องซี้ดออกมาเขาเชื่อแล้วว่าเออร์วินพูดจริงทำจริง และนั่นทำให้เขากลุ้มใจเป็นอย่างยิ่งเพราะเขาไม่รู้จุดประสงค์ที่แน่ชัดของเออร์วินว่าต้องการอะไรกันแน่ มันจึงทำให้เขารู้สึกว่ากำลังยืนอยู่บนเปลือกไข่ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ แม้อีกฝ่ายจะบอกว่าต้องการให้เขาไปเป็นทหารของตน แต่เจคไม่เชื่อเด็ดขาดในโลกนี้คนอย่างเขามันก็เป็นได้แค่คนชนชั้นล่างที่ไร้ซึ่งพลัง การที่อีกฝ่ายบอกว่าต้องการให้ตนเป็นทหารให้นั้นเขามองว่าเป็นเรื่องโกหกและอีกฝ่ายต้องมีจุดประสงค์อื่น
ในขณะที่เจคกำลังกลุ้มใจอยู่นั้นเนียกลับดูมีความสุขกับการเรียนหนังสือเป็นอย่างมาก ทุกวันเธอมักจะเขียนคำที่ได้เรียนรู้มาแล้วก็นำมันมาแต่งประโยค ปกติเธอมักจะเรียกเออร์วินว่าไอ้ปีศาจแล้วพยายามถอยห่างจากเขา แต่มีเฉพาะตอนที่เรียนหนังสือเท่านั้นที่เธอจะนั่งหน้าสุดแล้วตั้งใจฟังสิ่งที่เออร์วินพูด และไม่เพียงแค่เนียเท่านั้นยังมีคนในแก๊งของเจคหลายคนที่ดูจะสนใจและสนุกสนานกับการเรียนจนลืมไปว่าคนที่สอนหนังสือให้พวกเขาเป็นคนเดียวกับคนที่อัดพวกเขาซะยับ แล้ววันต่อมายังมาทรมานด้วยการวิ่งแถมออกกำลังกายด้วยท่าต่าง ๆ จนวันต่อมาปวดกล้ามเนื้อกันเป็นแถว
และที่เจคปวดหัวมากที่สุดก็คือยิ่งนับวันจูนกับอันนาก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจูนยิ่งนับวันก็ยิ่งดิ่งลงเหว หลายครั้งที่เขาอยากจะพูดคำว่าขอโทษแต่คำพูดมันก็ติดอยู่ในคอ ทำให้เขาต้องมานั่งกลุ้มใจแบบนี้อยู่เสมอ
กระทั่งเวลาผ่านไปอีกสามวันก็เกิดเรื่องสะเทือนขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการประกาศว่าจะทำการเปิดโรงเรียนให้กับเหล่าผู้คนทุกชนชั้นได้ศึกษาโดยรับรองว่าในปีแรกนี้ทุกคนจะได้เรียนฟรี หากว่าคำประกาศนี้สร้างความฮือฮาไม่พอคำประกาศต่อมาคือการเปิดโรงพยาบาลที่จะคิดค่ารักษาในราคาที่ย่อมเยา คำประกาศนี้เหมือนกับมีฟ้าผ่าลงมากลางวันแสก ๆ ไม่ว่าใครต่างรู้ดีว่าในทวีปอาร์เคนัสทุกสิ่งสามารถฆ่าเราได้ทุกเมื่อ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงการรักษาหากไม่ใช่พวกขุนนางก็เป็นคหบดีมีทรัพย์ ส่วนชนชั้นรากหญ้าก็ได้แต่รักษากันตามมีตามเกิดจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อายุขัยของคนส่วนใหญ่ในโลกนี้มักจะไม่ยืนยาวเท่าไหร่นัก
แต่ทว่าแม้จะมีประกาศออกมากลับมีคนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหลเพราะถึงยังไงเรื่องแบบนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้สองสามวันแรกมีเด็กนักเรียนและคนไปเข้ารับการรักษาไม่เยอะนัก จนเมื่อมีคนลองส่งลูกของตนไปเข้าเรียนดูจะพบว่าเป็นความจริงแล้วจึงนำมาพูดแบบปากต่อปากจนเริ่มมีคนส่งลูกไปเรียนมากขึ้น จนเมื่อหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปทุกคนก็พากันส่งลูกหลานไปเรียน แม้แต่เหล่าเด็กในสลัมก็ยังได้รับการเชิญชวนให้ไปเรียนหนังสือด้วย
ขณะที่ผู้คนภายในเมืองกำลังตื่นเต้นสำหรับโอกาสฟ้าประทานนี้ กลับมีบางที่ภายนอกอาจจะดูยิ้มแย้มแต่ในใจกลับรู้สึกหงุดหงิดที่แผนการไม่เป็นไปตามที่หวัง
หน้าทางเข้าพื้นที่สลัมกิลเบิร์ตขี่ม้าด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย ข้าง ๆ มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ชายคนนี้หวีผมเรียบแต่งตัวด้วยผ้าเนื้อดีเชิดหน้าขึ้นคล้ายไม่เห็นว่ามีผู้ใดอยู่ในสายตา ด้านหลังของทั้งสองคนมีคนในชุดเกราะเดินเท้าตามมาด้วยสิบกว่าคน
“ที่นี่เองเหรอสลัมที่เขาพูดถึงกันได้กลิ่นของพวกขยะโชยออกมาแต่ไกลเลยนะ”
กิลเบิร์ตพูดขึ้นอย่างยิ้มแย้มชายคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า
“ไม่รู้ว่าเจ้าชายนึกสมองเพี้ยนหรือยังไงถึงไปคบกับขยะพวกนั้นเป็นเพื่อน”
กิลเบิร์ตยิ้มแล้วส่ายหน้าเล็กน้อยพูดว่า
“ไม่เอาน่าชาลีฟเจ้าชายก็แค่อยากมีเพื่อนเลยตัดสินใจเลือกคบกับคนที่เหมือนกันก็เท่านั้น ที่พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่เหรอเพื่อแสดงให้เห็นว่าใครกันที่คู่ควรเป็นเพื่อนกับเจ้าชาย”
ตลอดเวลาสองอาทิตย์มานี้กิลเบิร์ตส่งจดหมายเชื้อเชิญเจ้าชายออกไปล่าสัตว์ด้วยกันทั้งหมดสามครั้ง มีอยู่สองครั้งที่อีกฝ่ายส่งจดหมายปฏิเสธกลับมาแต่ครั้งที่สามนั้นกลับเงียบไร้วี่แววคำตอบ ขณะที่เขากำลังสงสัยว่าเจ้าชายมีท่าทียังไงลอร์ดอาร์เทมิสพ่อของเขาก็บอกว่า พักนี้เจ้าชายมักเข้าออกสลัมบ่อยมากคาดว่าน่าจะไปเจอเพื่อนเล่นที่นั่น
กิลเบิร์ตที่ได้ยินเรื่องนั้นกลับคิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะหากตนแสดงให้เห็นว่าสิ่งใดคือขยะสิ่งใดคือเพชรก็ไม่ยากที่จะตีสนิทเจ้าชายแล้วใช้เป็นสะพานทอดไปหาเจ้าหญิง
ภายในบ้านของเจค
ตอนนี้เจคกำลังนั่งบนโต๊ะมองเนียเขียนหนังสืออย่างมีความสุข ส่วนอันนาก็กำลังล้างจานอยู่ เมื่อวานพวกเขาไม่ได้เรียนหนังสือกันแต่กลับต้องออกกำลังกาย เจคพอจับหลักได้ว่าเออร์วินจะสอนหนังสือให้พวกตนสองวันออกกำลังกายหนึ่งวัน เขาไม่รู้ทำไมเออร์วินถึงทำแบบนั้นแต่อย่างน้อยในสองอาทิตย์มานี้พวกตนก็ไม่ได้รู้สึกทรมานเหมือนตอนที่ออกกำลังกายช่วงแรก ๆ
“เนียเขียนอะไรอยู่เหรอ”
เนียตอบโดยที่ไม่เงยหน้าว่า
“พิซซ่าอร่อยดี”
พิซซ่าคืออาหารแปลกที่เออร์วินเคยทำออกมาเลี้ยงทุกคน เป็นเรื่องปกติที่พักนี้เออร์วินมักจะทำอาหารเลี้ยงทุกคนเสมอ และหลายครั้งก็เป็นอาหารที่ไม่มีใครรู้จัก ทำให้เจคเริ่มเชื่อแล้วว่าซอสที่ใช้ราดสเต๊กนั้นเออร์วินเป็นคนทำขึ้นมาเอง เจคมองอมยิ้มสามอันบนโต๊ะที่ยังอยู่ดี นั่นเป็นอมยิ้มที่เออร์วินให้เนียในวันแรกที่เขาโผล่มาแต่เพราะเนียที่ไม่พอใจเออร์วินทำให้ไม่ยอมแตะอมยิ้มนั้นแม้แต่อันเดียว เจคเองก็รู้สึกงงอยู่เหมือนกันไม่ยอมแตะอมยิ้มแต่กินทุกอย่างที่อีกฝ่ายทำ
เจคคาดว่าเดี๋ยวคงใกล้ได้เวลาที่เออร์วินจะมาสอนหนังสือให้พวกตนแล้ว จึงลุกจากเก้าอี้เตรียมจะออกจากบ้านไปตามผู้คนในแก๊งให้มารอเรียนหนังสือ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเดินไปถึงหน้าประตู บานประตูไม้ก็ถูกกระแทกปลิวเข้ามาในบ้าน
เจคที่เห็นดังนั้นจึงชะงักไปในทันทีร้องว่า
“เนียไปหลบหลังบ้าน”
เนียที่เขียนหนังสืออยู่รีบวางมือแล้ววิ่งไปทางประตูหลังแต่ยังไม่ทันที่เธอจะวิ่งไปถึงประตูประตูก็เปิดออกพร้อมกับอันนาที่พุ่งพรวดเข้ามา
“เจค”
เจคหันมาทางอันนาที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับมีชายคนหนึ่งเดินเชิดหน้าเข้ามาทางประตูหลัง ชายคนนี้ขมวดคิ้วนิ่วหน้าบ่นว่า
“เหม็นชะมัดยาด”
ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังมาทางประตูหน้าแล้วพูดว่า
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เอาน่าชาลีฟเป็นขยะก็ต้องเหม็นเป็นธรรมดาสิ”
ก่อนจะมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้านชายคนนี้มีผมสีทองใส่ชุดเกราะอย่างดี พร้อมกับเอาผ้าปิดจมูกไว้ด้านหลังของเขามีคนในชุดเกราะตามเข้ามาด้วยอีกสองคน
เจคกับอันนาหันหลังให้กันเอาตัวบังเนียไว้เจคมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความเคร่งเครียด เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นใครและได้เคยไปตอแยอีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงถามว่า
“คุณเป็นใคร? ต้องการอะไรจากพวกเรา?”
ชายผมทองมองหน้าเจคแล้วตอบทั้งที่ยังเอาผ้าปิดจมูกว่า
“ขยะอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าข้าเป็นใคร รู้แต่เพียงว่าข้าเพียงมาจัดการขยะที่ไม่รู้ต่ำสูงทั้งยังริอาจมาเป็นสหายของเจ้าชายก็เท่านั้น”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เจคหรี่ตา
“เจ้าชาย? หรือว่าจะเป็...”
เจคพูดไม่ทันจบก็มีอะไรบางอย่างกระแทกตัวเขาใส่ผนังอย่างแรงจนผนังแตกกระจายจนเจคทะลุไปที่ลานหน้าบ้าน
“เจค!!!”
“พี่เจค!!!”
อันนากับเนียตะโกนร้องพร้อมกันด้วยความตกใจก่อนจะรีบวิ่งผ่านช่องที่เป็นรูไปดูเจคที่ตอนนี้นอนนิ่งกับพื้น ทั้งคู่เขย่าตัวเขาด้วยความเป็นห่วงแต่เจคกลับจับมือของอันนาไว้ ฝืนเงยหน้าขึ้นบอกว่าไม่เป็นไรก่อนจะยันตัวเองให้คุกเข่าด้วยความยากลำบาก
กิลเบิร์ตหันไปมองสหายที่ตอนนี้ก็มีสภาพเหมือนครึ่งคนครึ่งกอริลลากล่าวตำหนิว่า
“ชาลีฟเจ้าน่ะใจร้อนเกินไปนะน่าจะฟังมันพูดให้จบก่อน”
ครึ่งคนครึ่งกอริลลาพูดว่า
“คำพูดของพวกขยะจะเสียเวลาฟังไปทำไม”
กิลเบิร์ตหันมามองเจคก่อนจะแสดงความเห็น
“ก็จริงของเจ้า”
เจคมองไปทางกิลเบิร์ตกับชาลีฟที่กำลังเดินออกมาจากบ้านเขา แรงกระแทกเมื่อครู่ทำให้เขาเจ็บจนแทบจะกรีดร้องออกมาแต่ต้องฝืนทนเอาไว้ เขาเหลือบมองรอบด้านพบว่ามีคนใส่ชุดเกราะหลายคนถืออาวุธล้อมไว้ไร้ซึ่งทางหนี เมื่อเห็นว่าทางหนีของพวกตนถูกสกัดเจคก็หันไปสนใจสองคนที่เดินออกมาจากบ้านเขา
คนที่กระแทกเขาออกมาเป็นคนที่ใช้เวทย์จำแลงอสูร เวทย์ชนิดนี้คือการเปลี่ยนร่างผู้ที่ร่ายเวทย์ให้เป็นกึ่งสัตว์อสูรชนิดใดชนิดหนึ่งได้ แต่สิ่งที่ชวนปวดศีรษะแก่เขามากที่สุดก็คือคุณสมบัติในการฟื้นตัวจากการบาดเจ็บและก็ยกระดับศักยภาพทุกอย่างทั้งความเร็วแล้วก็พลัง
ปัญหาตอนนี้ก็คือเขาไม่รู้ระดับความสามารถของทั้งสองเลยสักนิด และต่อให้เขารู้ก็ไร้ความหมายเพราะถึงยังไงด้วยศักยภาพของเขาไม่มีทางจะต่อกรคนใดคนหนึ่งในอีกฝ่ายได้อยู่แล้ว ไร้หนทางชนะไร้ซึ่งหนทางหลบหนี
ภาพของคน ๆ หนึ่งผุดขึ้นในหัวของเจค ผมสีแดงท่าทางมั่นใจในตัวเองสูงแม้ว่าจะเกิดมาไร้พลังแต่กลับกล้าท้าชนทุกสิ่งเพียงเพื่อปกป้องพวกพ้องของตนไว้ คนที่เป็นที่พึ่งพิงให้เขาในยามที่ถูกทิ้งไร้ที่ไป คนที่พูดกับเขาว่า ‘มาด้วยกันสิเจ้าหนู’ คนที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะแสดงท่าทีมั่นใจอยู่เสมอ และประโยคสุดท้ายที่เขาได้พูดกับเจค
‘นี่เจคฉันจะไปจากเมืองนี้สักพักแล้วจะกลับมา ระหว่างนั้นก็ฝากนายช่วยดูแลเจ้าพวกนั้นหน่อยนะ’
นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาพูดออกมาก่อนจะจากเมืองนี้ไปแล้วไม่มีข่าวคราวของเขาอีกเลย แต่เจคก็ยังคงเฝ้ารอรอคอยการกลับมาของเขาอยู่เสมอ
“คุณเคียน”
เจคพูดชื่อของชายคนนั้นเบา ๆ ก่อนจะหันไปกระซิบกับอันนาว่า
“อันนาเดี๋ยวฉันจะเข้าไปดึงความสนใจของสองคนนั้น ระหว่างนั้นให้เธอรีบพาเนียหนีไปซะ”
สิ่งที่เจคพูดทำให้อันนาหน้าซีดแต่เธอไม่ใช่เด็กที่เอาแต่ใจไม่รู้ความเธอกระชับเนียไว้กับตัวเธอตั้งใจว่าเมื่อเจคพุ่งเข้าไปดึงความสนใจสองคนนั้น เธอก็จะดึงความสนใจทหารโดยรอบเพื่อเปิดทางให้เนียหนี
เนียที่ไม่รู้เรื่องการตัดสินใจของสองคนก็ได้แต่มองเจคด้วยความเป็นห่วง
“พี่เจค”
เจคลูบศีรษะอันนาอย่างเอ็นดูก่อนจะฝืนความเจ็บปวดลุกขึ้น มือทั้งสองข้างของเขากำหมัดแน่นพร้อมกับเปลวไฟที่ลุกโชนไปทั่วแขนทั้งสองข้าง กิลเบิร์ตมองเจคก่อนจะพูดอย่างดูแคลนว่า
“เวทย์อาภรณ์อัคคี? ทำได้แค่นี้เองเหรอสมกับเป็นขยะเลยนะ ทั้งอ่อนแอและไร้พลัง สรุปก็คือไร้ค่า”
เจคไม่สนคำพูดของอีกฝ่ายเขาร่ายมนต์เสริมความเร็วให้ตัวเองแล้วพุ่งเข้าหากิลเบิร์ต จากการตรึกตรองของเจคคนที่ใช้เวทย์จำแลงอสูรนั้นเป็นอะไรที่ยุ่งยาก ดังนั้นสู้เล่นงานอีกคนนี่จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า ทันทีที่เจคพุ่งออกไปอันนาก็จับแขนเนียแล้วรีบพุ่งไปอีกทางทันที
พร้อมกับที่เจคพุ่งเข้ามาชาลีฟในร่างครึ่งคนครึ่งกอริลลาก็กระโดดเข้าไปขวางหน้ากิลเบิร์ตแล้วพุ่งหมัดออกไปแทบจะในทันที หมัดของเขาวัดเข้าที่อกของเจคอย่างจังจนตัวเขาปลิวกระเด็นออกไป ส่วนอันนาที่พาเนียวิ่งนั้นเมื่อวิ่งไปได้แค่ไม่กี่ก้าวกลับต้องทรุดลงกับพื้นพร้อมกับร้องกรี๊ดออกมา เมื่อเธอก้มมองที่ข้อเท้าทั้งสองข้างพบว่ามันถูกปักด้วยธนูน้ำแข็ง เนียที่เห็นดังนั้นรีบร้องว่า
“พี่อันนา”
อันนารีบจับตัวเนียไว้ร้องว่า
“หนีไป!!!”
เห็นเนียยังคงนิ่งเธอจึงเร่งรัดว่า
“เร็ว!!!”
เนียตัดสินใจวิ่งตามที่อันนาบอกแต่คนในชุดเกราะที่ใกล้ที่สุดกลับชักดาบออกมาพุ่งดาบไปปักที่พื้นตรงหน้าเนียจนเธอตกลงหกล้มลงกับพื้น อันนาหน้าซีดกับภาพที่เห็นหันไปมองกิลเบิร์ตที่ตอนนี้เขาไม่ได้เอาผ้าอุดจมูกอีกต่อไปแล้ว แต่ในมือของเขาถือคันธนูที่สร้างมาจากน้ำแข็งทั้งคัน กิลเบิร์ตขมวดคิ้วจมูกยับย่นคล้ายกับว่าเขาได้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์
เขาเดินไปหาเจคที่ตอนนี้นอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน อันนารีบร่ำร้องว่า
“ได้โปรดเถิดนายท่านอย่าได้ทำร้ายเขา ขอร้องล่ะนายท่าน”
กิลเบิร์ตไม่สนใจเขาเตะเข้าที่ร่างกายของเจคหนึ่งที ก่อนจะเสกลูกศรน้ำแข็งขึ้นมาแล้วปักลงที่ร่างของเจคจนเขาฟื้นคืนสติพร้อมกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“อ๊าก!!!”
ชาลีฟพูดขึ้นว่า
“ประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวของพวกขยะก็คือมันสามารถสร้างเสียงร้องแบบนี้ได้”
กิลเบิร์ตส่ายหน้าให้อีกฝ่ายพร้อมกับเสกศรน้ำแข็งขึ้นมาอีกหนึ่งดอกแต่ก่อนที่เขาจะได้ปักมันลงบนร่างของเจค ชาลีฟก็กระชากร่างของกิลเบิร์ตให้ถอยหลังไปพร้อมกับมีดินยื่นออกมาจากพื้นคล้ายกับต้องการจับตัวเขาไว้
บนอากาศก็มีวงแหวนเวทย์มนต์ปรากฏขึ้นมาก่อนจะมีใบไม้จำนวนมหาศาลออกจากวงแหวนเวทย์ ใบไม้เหล่านั้นรวมเป็นมือขนาดยักษ์อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นมีเหล่าคนในแก๊งของเจคพุ่งมาทางนี้โดยไม่สนเหล่าคนสวมเกราะที่ถืออาวุธยืนล้อมพวกเจคกับอันนาอยู่ สีหน้าทุกคนเห็นได้ชัดถึงความโกรธเกรี้ยว
ชาลีฟมองภาพเหล่านั้นโดยไร้ความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้นเพียงพูดอย่างเรียบเฉยว่า
“มากันเยอะเลย”
กิลเบิร์ตที่ยังคงทำหน้าเหมือนได้กลิ่นไม่พึงประสงค์พูดออกมาทั้งรอยยิ้มว่า
“ก็ดีน่ะสิวันนี้พวกเราจะทำความดีเพื่อเมืองไพร์ล็อกด้วยการกำจัดขยะพวกนี้ให้หมด”
คนสวมชุดเกราะที่ปาดาบไปปักพื้นตรงหน้าเนียทำการยื่นมือออกไปดาบเล่มนั้นก็กลับมาอยู่ในมือเขา จากนั้นเขาก็ตวัดดาบหนึ่งครั้งใส่เหล่าคนที่พุ่งเข้ามาจากระยะไกลกลายเป็นสายลมพุ่งเข้าใส่คนเหล่านั้น พริบตานั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ล้มลงกับพื้นพร้อมกับรอยแผลถูกฟันบนร่าง จากนั้นคนในชุดเกราะคนอื่นก็ทำเช่นเดียวกันกลายเป็นสายลมแล้วสายลมเล่าส่งคนเหล่านั้นให้ลงไปนอนกองกับพื้น
เดนิสที่เห็นดังนั้นรีบใช้เวทย์เกราะศิลาเสกหินขึ้นมาหุ้มแขนทั้งสองข้าง แขนข้างหนึ่งยกกันที่ใบหน้าส่วนอีกข้างกันที่หน้าอก วิ่งฝ่าสายลมเหล่านั้นเข้าไปจนบนตัวเขาเต็มไปด้วยบาดแผลแต่เดนิสไม่สนใจ สายตาของเขาจับจ้องอยู่บนร่างของเจคเพียงเท่านั้น
คนใส่ชุดเกราะที่ขวางหน้าเดนิสเตรียมจะใช้เวทย์ที่รุนแรงกว่า แต่ชาลีฟกลับพูดว่า
“ปล่อยมันเข้ามา”
เขาหันไปมองชาลีฟก่อนจะโค้งศีรษะให้แล้วเบี่ยงตัวออกข้าง เดนิสพุ่งเข้าหาชาลีฟพร้อมกับเงื้อหมัดใส่