“ ก็ลองดูซิ จักรวาลนี้ใครมีกำลังเข้มแข็งกว่า ก็ได้เป็นใหญ่ทำอะไรก็ไม่ผิดอยู่แล้วนี่” คราวนี้ฟ้าดินสะเทือนเลือนลั่นไปหมด ในมือของราชินีเฮร่าปรากฏ ลูกหนังสีทองอยู่ในมือ แล้วปล่อยออกมาเข้าใส่เสี่ยวเทียนทันที
ปรากฏว่า ลูกหนังสีทองนั้นกลายเป็นลูกโป่งขนาดใหญ่พุ่งเข้าชนเสี่ยวเทียน ซึ่งพยายาปล่อยพลังเทพปะทะแล้ว แต่มันกลับไม่ถูกทำลาย แต่มันคล้ายเป็นฟองอากาศ ทำให้เสี่ยวเทียนตกอยู่ด้านใน พยายามทำลายออกไปอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะมันสามารถยืดหยุ่นได้ไม่ว่าใช้กระบี่สายฟ้าตัดอย่างไรก็ไม่ขาด แล้วฟองอากาศก็ค่อยๆ หดตัวลงเรื่อยๆ จนเล็กลงหมายจะบีบรัดร่างของเสี่ยวเทียนให้แหลกละเอียด
“ อาจารย์นี่มันคืออะไรเนี่ย?”
อาจารย์ลู่เอินใช้เนตรสวรรค์จ้องมองวัสดุชิ้นนี้ ด้วยความสนใจ
“ มันคงเป็นอาวุธของเทพเฮฟิตัส ทำมาจากถุงน้ำดีของสัตว์ร้ายที่ชื่อว่า บาซิลิสก์
มันเป็นอมตะ ทำลายมันแล้วก็คืนสภาพได้อย่างเร็วที่สุด ใช้น้ำในจอกศักดิ์สิทธิ์ออกมา แล้วร่ายมนตร์ทำลายคำสาป ความเป็นอมตะของมันซะ”
เสี่ยวเทียนปล่อยน้ำในจอกศักดิ์สิทธิ์ออกมา แล้วก็เริ่มร่ายเวทย์ทำลายความเป็นอมตะทันที ซึ่งในขณะนี้ ร่างของเขาถูกรัดตรึงแน่นด้วยถุงน้ำดีของเจ้าบาซิลิสก์
จนไม่สามารถหายใจได้แล้ว แต่เสี่ยวเทียนไม่ต้องหายใจ ก็สามารถอยู่ได้หลายวัน แต่แรงอัดทำให้ร่างของเสียวเทียนเริ่มบิดเบี้ยว ไปแล้ว ตูม !!!
ถุงน้ำดีของบาซิลิสก์ แตกกระจาย กลายเป็นเศษหนังสีทอง ไม่สามารถคืนสภาพได้เช่นเดิมอีก
“ ฮึ่ม เด็กน้อย ฝีมือไม่ธรรมดา แต่ว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่ของวิเศษชิ้นนี้แค่อย่างเดียวนะ” ราชินีเฮร่าหยิบโล่อีจิสของเทพอาธีน่าออกมา แล้วชี้มาที่เสี่ยวเทียน
“ หลับตาซะห้ามมอง” เสียงของอาจารย์ลู่เอินเอ่ยออกมา แต่ไม่ทันแล้ว ร่างของเสี่ยวเทียนค่อยๆ กลายเป็นหินไปในทันที
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า เด็กน้อยช่างโง่งมนัก ไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร สุดท้ายกลายเป็นหิน”
เทพอพอลโลพยายามร้องขอให้ ราชินีเฮร่าปล่อยเสี่ยวเทียนไป เขายอมรับผิดชอบทุกอย่างแล้ว แต่ไม่ทำให้ราชินีเฮร่า สนใจไม่ ขณะที่กำลังจะใช้ไม้คทาฟาดไปที่ร่างของเสี่ยวเทียนเพื่อทำลายทิ้ง ก็ปรากฏชายผู้หนึ่งออกมายืนขวางหน้านางเอาไว้ ทำให้นางเห็นหน้าชายผู้นี้แล้ว ถึงกับเซถอยไปหลายก้าว
เสี่ยวเทียนที่ยังมีสติ ได้แต่กรอกตาไปมา ขณะจะทำลายตัวเอง เพื่อกำเนิดใหม่อีกครั้ง อาจารย์ลู่เอิน ที่ปรากฏร่างออกมา ก็เอามือมาแตะที่ไหล่ ของเสี่ยวเทียน แล้วปล่อยพลังถอนคำสาปออกมา ร่างของเสี่ยวเทียนที่เป็นหินไปแล้วก็ค่อยๆ กลับกลายเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง
“ ขอบคุณท่านอาจารย์”
“ พี่...เขย นี่ท่านจริงๆด้วย” เทพอพอลโลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ออกมาด้วยความดีใจ
“ ท่าน....มาได้ยังไง...นี่?” ราชินีเฮร่าเห็นหน้าอาจารย์ลู่เอินชัดๆ ก็ตกใจแทบสิ้นสติ อาจารย์ลู่เอินยกมือขึ้นแล้วดูดโล่อีจิส ที่อยู่ในมือของราชินีเฮร่า ออกมาไว้ในมือ
“ ของชิ้นนี้มันไม่สมควรที่จะอยู่กับเจ้านะ” อาจารย์ลู่เอินกล่าวเสียงเย็น ทำให้ราชินีเฮร่า ถึงกับขนลุก
“ เรื่องนี้ เป็นเรื่องของ สภาเทพ ไม่เกี่ยวข้องกับท่าน” ราชินีไม่พูดเรื่องโล่อีจิสอีก
แต่เอ่ยเรื่องสภาเทพ ขึ้นมาแทน
“ เฉินเสี่ยวเทียนเป็นศิษย์ของข้า จะไม่ให้ข้าเกี่ยวข้องได้อย่างไร”
“ ได้ ในเมื่อมันเป็นศิษย์ท่าน ข้าไม่ยุ่งเกี่ยวก็ได้ แต่อพอลโลทำผิดต้องถูกลงโทษข้าต้องนำเขาไป” ราชินีเฮร่า ทำเสียงเข้มแข็ง แต่ในใจหวาดหวั่นถึงที่สุด ขุนพลราโอ ไม่รู้จักอาจารย์ลู่เอิน ต่างสงสัยยิ่งว่า คนผู้นี้เป็นใคร ทำไมทำให้ ตัวตนอย่างราชินีสวรรค์ถึงได้หวาดกลัวขนาดนี้
“ ไปบอกสภาเทพ คำตัดสินครั้งแรกถือเป็นที่สุดแล้ว ไม่ควรตัดสินเขาเพิ่มอีกหรือเจ้าว่ายังไง?” อาจารย์ลู่เอินหันไปมองหน้า ราชินีเฮร่า ที่โมโหสุดๆ แต่ไม่กล้าทำอะไร จึงได้แต่เอ่ยออกมาว่า
“ ในเมื่อท่านเอ่ยเช่นนี้ ข้าจะไปทำอะไรได้ ข้าคงต้องไปแจ้งต่อสภาเทพตามนี้ พวกเรากลับ” ราชินีเฮร่า สะบัดผ้าคลุมแล้วกลายเป็นแสงพุ่งสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ขุนพลราโอเห็น เจ้านายไปลักษณะนี้ก็รีบกลับไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เสี่ยวเทียนหันมามองอาจารย์ด้วยควางงุนงง
“ อาจารย์เหตุใด ตัวตนระดับราชินีเฮร่า ถึงได้กลัวเกรงท่านถึงขนาดนี้?”
“ นี่เจ้าไม่รู้หรือ ว่าท่านพี่เขยเคยช่วยชีวิต ราชินีเฮร่า กับ ท่านเทพซุสมาก่อน แถมยังช่วยกำจัด ปฐมเทพโครนัส ถึงสองครั้ง ช่วยให้แดนทวยเทพไม่ต้องล่มสลายไปด้วย” เทพอพอลโลตอบเสี่ยวเทียนแทนอาจารย์ลู่เอิน
“ อาจารย์ความจำเสื่อมอยู่ ลืมเรื่องราวในอดีตหมดแล้ว”
“ จริงหรือ พี่เขย นี่ท่านลืมภรรยาของท่าน เทพีอาธีนา และ เทพไท่ซีบุตรชายของท่านไปหมดเลยหรือนี่?”
“ อีกไม่นาน ความจำข้าก็จะกลับมาเอง พวกเจ้าไม่ต้องห่วงกังวลหรอก” อาจารย์ลู่เอินตัดบท
“ แล้วนี่พวกทหารเทพสวรรค์จะมาหาเรื่องกับ ท่านอีกหรือไม่?” เสี่ยวเทียนเอ่ยถาม เทพอพอลโล
“ ไม่อีกแล้ว บัดนี้ข้าสามารถอยู่ดูแล ลอเร็นได้ตลอดไป พวกสภาเทพ ต่อให้กล้าขนาดไหน ก็ไม่กล้ามีปัญหากับ พี่เขยอยู่แล้ว”
“ อาจารย์ข้านี่เก่งกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ”
เสี่ยวเทียนกระซิบถามอพอลโลเบา ๆ
“ ใช่แล้ว แม้แต่ราชาซุส ยังต้องเรียกพี่เขยว่าพี่ใหญ่แล้ว ขนาดเทพีสวรรค์อาธีนา
ผู้ที่สาบานครองตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังต้องยอมสยบ แล้วให้กำเนิดบุตรด้วยเลย”
“ จริงดิ ! โอ้สุดยอดไปเลยอาจารย์ของเรา” เสี่ยวเทียนรู้สึกดีที่มีอาจารย์เก่งขนาดนี้
“ ได้เวลาเดินทางแล้ว รีบไปกันเถอะ” อาจารย์ลู่เอินเอ่ยกับเสี่ยวเทียน
เสี่ยวเทียนร่ำลาทุกคน แล้วนำกุญแจออกมาเปิดประตูมิติแล้วก็หายไปในทันที
“ ขอบคุณมาก ท่านพี่เขย” เทพอพอลโลกับเจ้าหญิงลอเร็นโค้งคำนับตามไปด้วยเคารพขั้นสูงสุด
ท้องฟ้ายามบ่าย ในมิติที่สามกลับดูมืดมนพิกล บรรยากาศก็เย็นระเยือก เสี่ยวเทียนมองไปรอบๆ ไม่เห็นมีบ้านเรือนเจอแต่สิ่งปรักหักพัง เมืองทั้งเมืองร้างไร้ผู้คน แต่สิ่งที่โดดเด่นอยู่กลางเมืองที่ถูกทำลายนั้นมีวิหารโลหะ ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดูจากอายุที่สร้างแล้วไม่ต่ำกว่าพันปีอย่างแน่นอน
“ อาจารย์มิติแห่งนี้ดูแปลกๆ นะ ท่านเจอหยกมังกรฟ้าชิ้นสุดท้ายหรือไม่?”
“ ไม่มี แต่มีบางอย่างน่าสงสัย ลองเข้าไปดูที่ในวิหารโลหะนั้นดูก่อน”
เสี่ยวเทียนเดินมาหยุดหน้าวิหารโลหะโบราณ ก็พบว่า พื้นที่โดยรอบวางค่ายกลสี่ธาตุเอาไว้ ซึ่งน่าแปลก เป็นค่ายกลที่สามารถตรวจจับ ความคิดของคนคิดร้ายเท่านั้น ค่ายกลถึงจะทำงาน
เสี่ยวเทียนไม่ได้คิดร้าย จึงเดินเข้ามาอย่างสะดวก ประตูทางเข้าบานใหญ่มีอักษรโรมันโบราณเขียนไว้ว่า วิหารแห่งซาตาน เป็นที่สำหรับสาวกซาตาน ห้ามผู้คิดร้าย เข้ามาโดยเด็ดขาด พอเสี่ยวเทียนจะเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า มีชายผู้หนึ่งเปิดประตูออกมา คนผู้นั้นแต่งกายคล้ายกับ นักบวช
“ ท่านมาหาใครรึ?”
เสี่ยวเทียนเห็นชายชราโผล่ออกมาก็ตกใจ พอตั้งหลักได้ก็เลยเอ่ยออกไปว่า
“ พอดีข้าผ่านมาพบ เห็นวิหารโลหะสวยดี และยังมีสภาพที่ดีอยู่ ก็เลยสนใจ อยากมาดูเท่านั้นเอง”
“ ที่มีเป็นที่พักสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พำนักสุดท้าย ของท่าน ซาตาน ข้าเป็นผู้ดูแลที่แห่งนี้ พวกเราถูกพวกสาวกของพระเจ้าทำลายจนหมด เหลือเพียงที่แห่งเดียวเป็นตัวแทนของท่านซาตาน ถ้าหากว่า พ่อหนุ่มไม่รังเกียจพวกเรา ก็เข้ามาดื่นน้ำชากาแฟ ขนมปัง ในวิหารของเราได้”
“ ท่านไม่กลัวว่าข้า เป็นสาวกของพระเจ้ามาทำลายพวกท่านหรอกรึ?”
“ ไม่หรอก ผู้ที่คิดดีเท่านั้นที่เข้ามาถึงประตูนนี้ได้ หากว่าท่านคิดร้ายคงถูกท่านซาตานลงโทษไปแล้ว” ผู้ดูแลแต่งกายคล้ายบาทหลวง ผายมือเชิญ เสี่ยวเทียนก็ไม่เกรงใจเข้าไปในวิหารทันที
พอเข้าไปก็พบว่า มีชาวบ้านนั่งสวดมนตร์ อยู่ในวิหารแห่งนี้ ร้อยกว่าคน ด้านในมีคนแต่งกายคล้ายบาทหลวง คอยสวดภาวนาขอพร ต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขา
เสี่ยวเทียนมองไปบนแท่นบูชา ที่มีรูปปั้นของชายผู้หนึ่งรูปงาม ด้านหลังมีปีกสีขาว
“ นี่หรือซาตาน ทำไมช่างหล่อเหลาปานเทพบุตร ไม่เห็นน่าเกลียดน่ากลัวดังที่เขาร่ำลือกันเลย” เสี่ยวเทียยนเอ่ยออกมาเบาๆ บาทหลวงผู้นั้นรีบเอ่ยต่อบทันทีว่า
“ คำร่ำลือเช่นนั้นมีมานานแล้ว พวกเราเหล่าสาวกของท่านซาตานพยายามแก้ไข แต่ไม่เห็นว่า แก้ไขอะไรได้เลย”
“ ข้ามี นามว่าเฉินเสี่ยวเทียน อยากรู้ว่าพวกท่านเป็นใคร แล้ว ทำไมรอบนอกถึงถูกทำลายไปจนหมด”
“ ข้าคือบาทหลวงฟาวเลอร์ เป็นผู้ดูแลที่นี่ พวกเรานับถือท่านซาตานมาเป็นพันปีแล้ว เมื่อก่อนพวกเราไม่เคยนับถือใคร พอท่านมาหมู่บ้านของเรา ท่านก็สอนให้พวกเรารู้จักใช้ชีวิต รู้จักปลูกต้นข้าว วิธีเลี้ยงสัตว์ วิธีใช้ไฟฟ้า สอนวิวัฒนาการต่างให้กับเรา
แต่พอท่านเสียชีวิตไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเราก็ถูกพวกของพระเจ้ากล่าวหาว่า เป็นพวกนอกรีต นับถือซาตาน ซึ่งพวกเขาบอกว่าเป็นปีศาจ แล้วก็มาจับพวกเรา และทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์
สุดท้ายพวกมันก็ทำลายบ้านช่องของพวกเราจนวอดวายไปหมด พวกเราหนีมาอยู่ในวิหารแห่งนี้ ทำให้พวกมันไม่สามารถเข้ามาได้ ตั้งแต่นั้นมา พวกเราต้องอาศัยแต่ในวิหารแห่งนี้มาตลอดไม่ได้ออกไปไหนเลย ถ้าไม่จำเป็น” เสี่ยวเทียนฟังจบเห็นชาวบ้านเป็นร้อยคน นั่งสวดมนตร์ด้วยความตั้งใจ เกิดคำถามคาใจมากมายในหัว
“ ไม่ออกไปไหน พวกเขาอาศัยในที่วิหารแห่งนี้ได้อย่างไรกัน แล้วจะเอาอาหารที่ไหนกินกัน?”
“ พวกเขา ขุดรูอยู่ชั้นใต้ดิน และ หาอาหารจากใต้ดิน ด้านล่างมีบ่อน้ำมีปลาและสัตว์น้ำมากมายและน้ำบริสุทธิ์ ให้พวกเราได้ดื่มกิน เลยอยู่มาได้หลายร้อยปีแล้ว”
“ แล้วทำไมพวกสาวกพระเจ้านั่น ทำไมไม่บุกเข้ามาในนี้?”
“ ก่อนที่ท่านซาตานจะตาย ท่านได้สร้างค่ายกล เอาไว้ เพื่อป้องกันผู้คิดร้าย ต่อสาวกของท่าน ไม่ให้สามารถเข้ามาในเขตวิหารศักดิ์สิทธิ์นี้ได้
พวกมันเคยบุกเข้ามา แต่ ก็ถูกไฟเผาไหม้ จนตาย บางคนถูกปฐพีสูบลงไป บางคนก็ถูกฟ้าผ่าลงมา พวกสาวกพระเจ้าทั้งหลายจึงไม่มีใครกล้า เข้ามายุ่งกับพวกเราอีกเลย” บาทหลวงเฟาเลอร์เอ่ยออกมา อย่างไม่สบายใจ
เสี่ยวเทียนสัมผัสได้ว่าในรูปปั้นนี้ยังมีจิตเทพเจ้า ของซาตานที่คอยปกป้องสาวกของเขาอยู่ หลังจากที่เสี่ยวเทียนใช้เวลาอยู่ในวิหารซาตาน อยู่สามวัน ก็เข้าใจวิถีชีวิต ของพวกเขา และยังสัมผัสถึงความมีน้ำใจของชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ชั้นใต้ดินของวิหารซาตานแห่งนี้
ในขณะเดียวกันนั้นเสี่ยวเทียนได้พบสัญญาณขอความช่วยเหลือ จากศิษย์สำนักจตุรเทพ ซึ่งอยู่ห่างไปจากที่นี่ไม่ไกล เสี่ยวเทียนเลยรีบออกไปช่วยเหลือทันที
พอไปถึง หุบเขาแห่งหนึ่ง ด้านในมีถ้ำขนาดใหญ่ พบหุ่นมนุษย์เป็นจำนวนมาก
พบเห็นศิษย์ในสำนักจตุรเทพ และสำนักอื่นๆ เกือบ ห้าสิบคน ถูกบังคับให้เข้าไปด้านในถ้ำ โดยพวกของกลุ่มราชวงศ์ลู่ ที่มีอยู่ เป็นร้อยคน และ คนของเทพอสูร อีกร้อยคน เหมือนทั้งสองกลุ่มร่วมมือกัน บีบให้กลุ่มอื่นเข้าไปเจออันตรายด้านในถ้ำก่อน พอเสี่ยวเทียนมาถึง ทุกคนก็หยุดนิ่งทั้งหมด
“ เกิดอะไรขึ้น?”
“ ศิษย์พี่ ในถ้ามีอันตรายมาก พวกมันบังคับส่งพวกเราเข้าไปก่อน” ศิษย์สำนักจตุรเทพรีบวิ่งเข้าอยู่ข้างหลังเฉินเสี่ยวเทียน โดยมีคนของราชวงศ์ น่าจะมียศศักดิ์ไม่เบา ส่วนคนของเทพอสูร เห็นหน้าก็รู้ว่าเป็นพวกของเผ่าพันธุ์ฟีนิกซ์
“ พวกเจ้าจะไสหัวไปเอง หรือ จะให้ข้า ลงมือ?”
เสี่ยวเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทั้งสองกลุ่มมองหน้ากัน เหมือนจะเคยรู้ชื่อเสียงของเสี่ยวเทียน มาก่อน ทั้งสองกลุ่มเลยถอยห่างออกไปไกลลิบ แต่ยังไม่หายไปเสียทีเดียว เสี่ยวเทียนหันไปหาปากถ้ำแล้วมองเข้าไปที่ด้านใน พบร่างเทพเจ้าตนหนึ่งนอนอยู่ แต่หามีศรีษะไม่
อาจารย์ลู่เอินสัมผัสได้ก็ตกใจ ไม่คิดว่านานมาแล้วที่เขาตามหาร่างของนางวันนี้ได้มาเจอเสียที ขณะนั้นเอง ก็มีหญิงสาวสองนาง ลอยตัวมาจากฟากฟ้าทั้งสองปล่อยพลังเทพออกมา เข้าใส่พวกเสี่ยวเทียนทั้งหมด คนอื่นๆต่างคุกเข่าต่อหน้าเทพีทั้งสองนางนี้ ใบหน้าของทั้งสองน่ากลัว มีเส้นผมเป็นงูทั้งสองคน
“ เมดูซ่ารึ?” เสี่ยวเทียนเห็นแล้วก็สงสัย แต่ทำไมเขาถึงไม่กลายเป็นหินอีก
“ เจ้าพวกมนุษย์โง่เง่า น้องสาวของข้าได้ถูกซ่อนร่างไว้อย่างสงบ พวกเจ้ายังตามมารังความนางนี้ สมควรตายให้หมด” นางปล่อยงูพิษออกมานับร้อยนับพันเข้าใส่กลุ่มของเสี่ยวเทียน แต่เสี่ยวเทียนปล่อยพลังเทพเจ้าออกไป งูพิษทั้งหลายต้องกระเด็นออกไปทั้งหมด แล้วชักกระบี่อัสนีออกมา ท้องฟ้าเริ่มมีเสียวร้องดังคลืนๆ สายฟ้าแลบแปร๊บ ๆ มีผ่าลงมาเพื่อขู่ขวัญนางปีศาจกอร์กอนทั้งสองตน
“ หยุดก่อน” อาจารย์ลู่เอินปรากฏกายออกมา ยืนด้านข้างเสี่ยวเทียน
“ พวกเจ้าเป็นใครกัน ทายาทซีอุสรึ?”
“ ไม่ใช่ แต่ข้าเคยสัญญาไว้กับพวกเจ้าพี่น้อง ว่าข้าจะนำศรีษะของ เมดูซ่ามาคืนให้ วันนี้ข้าก็มาทำตามสัญญาแล้ว”
สเธโน่ กับ กับ ยูริกาลี พี่สาวของเมดูซ่า จ้องมองอาจารย์ลู่เอินเหมือนไม่เคยรู้จักมาก่อน อาจารย์ลู่เอินไม่สนใจ หยิบโล่อีจิสออกมาให้ดู ทั้งสองมองเห็นโล่อีจิส ที่ศรีษะของ น้องสาวเมดูซ่าของนาง ก็อดน้ำตาไหลออกมาไม่ได้
“ ข้ารู้พวกเจ้าสามพี่น้อง ทนทุกข์กับคำสาป ของเทพีอาธีน่า มานานแล้ว ข้าจะช่วยถอนคำสาปให้กับพวกเจ้าทั้งสามคนเอง”
อาจารย์ลู่เอินกล่าวเสร็จก็เดินเข้าไปในถ้ำ โดยไม่กลัวเกรงคำสาป เลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้สองพี่น้องจะพยายามห้าม แต่ก็ไม่ทัน เพราะ เวลา อาจารย์ลู่เอินเดินเข้าไปคล้ายกับคำสาป ก็ค่อยๆ สลายหายไปจนหมด เสี่ยวเทียนเดินตามเข้าไปดูด้วยความตื่นเต้น
ด้านในมีโลงหินตั้งอยู่ อาจารย์ลู่เอินใช้ฝ่ามือปัดเบาๆ โลงหินก็ค่อยๆ ละลายกลายเป็นฝุ่นไปจนหมด เหลือแต่ซากศพ ของสตรีผู้หนึ่งนอนหงายอยู่โดยไม่มีศรีษะ อาจารย์ลู่เอิน นำมือไปสัมผัสกับโล่อีจิส แล้วดึงศรีษะออกมาอย่างง่ายดาย
แล้วนำมาต่อเข้ากับร่างที่เป็นซากศพที่เหี่ยวแห้ง อาจารย์ลู่เอิน ใช้ฝ่ามือเทพบริสุทธิ์ ทำให้ลำคอ กับศรีษะต่อกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ จากนั้น ก็ใช้พลังสังสารวัฎชุบชีวิตนางเมดูซ่าขึ้นมาใหม่
ร่างที่เหี่ยวแห้งเหลือแต่กระดูก ก็เริ่มมีเลือดเนื้อ มีเส้นเลือด มีเส้นเอ็น กำเนิดขึ้นใหม่อย่างช้าๆ จนกลายเป็นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ แล้วอาจารย์ลู่เอิน ก็ดึงจิตวิญญาณของเมดูซ่า ที่ลอยล่อง อยู่ในถ้ำ เข้ามาใส่ในร่างของนางทันที
เมดูซ่าลืมตาขึ้น ด้วยความดีใจ ศรีษะที่กลายเป็นงูก็กลับกลายหายไปกลายเป็นเส้นผมดำขลับสลวย ใบหน้ากลับมาสวยงามดั่งเดิม รวมทั้งพี่สาวของนางทั้งสองคนด้วย
เสี่ยวเทียนมองแล้วอ้าปากตาค้าง รำพึงกับตัวเองว่า
“ นี่อาจารย์ชุบชีวิตเมดูซ่าให้กลายเป็นคนได้ด้วยหรือนี่?”....