เหล่าอนุชนจำศีล แช่แข็งตนเอง พวกเขามองอี้เฉินใหม่ในทันที เมื่อเห็นศักยภาพของเขา มองว่าอี้เฉินอยู่ระดับเดียวกับ เหล่าองค์ชายทั้งสอง ของสองราชวงศ์ใหญ่ ไม่อาจดูถูกดูแคลนอี้เฉินได้อีกต่อไป แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ผู้สูงส่งก็ตาม
"ข้าจะรอเจ้าภายในสงคราม เทพพันปี อี้เฉิน หวังว่าข้าจะได้เห็นความรุ่งโรจน์ของเจ้า ภายในสงครามเทพพันปี ไม่ช้า ข้ามีลางสังหรณ์ ว่าเราทั้งสองจะได้ประมือกัน"
ก่อนหลวงจีนน้อยทงอี้ จะผ่อนลมหายใจ ภายในงานเลี้ยงเทียบเชิญ เกรงว่าศึกสงคราม เทพพันปี ครานี้จะต้องดุเดือดเลือดพล่าน ครั้นเห็นอนุชนรุ่นใหม่ภายในงานเลี้ยง มากไปด้วยพรสวรรค์ ไม่อาจประมาทกลุ่มคนไร้นามภายในสถานที่แห่งนี้ได้ แม้แต่น้อย อาจจะมีใครสักคนภายในสถานที่แห่งนี้ สร้างชื่อ จนสะเทือนก้องฟ้า แม้แต่ดินแดนจักรพรรดิ ยังไม่อาจนิ่งดูดายก็เป็นได้
*******
ทางด้านอี้เฉินที่เดินทางไปพร้อมสตรีนามว่าอี้ฟางหรง ไม่กี่ชั่วอึดใจ ที่พวกเขาเดินทางข้ามผ่านห้วงมิติ มาตลอดทาง ก็มาถึง เขตปราการทมิฬ ซึ่งเป็นเขตชายแดนใต้สุดของดินแดนเทพ ทว่ามันเหลื่อมล้ำไปอยู่ในเขตปลอดคน ที่อันตรายอย่างยิ่งยวด
ครั้นเมื่อเดินข้ามผ่านป่ามืดทึบแห่งนี้ อี้ฟางหรงก็กล่าวเตือนอี้เฉิน ในทันที "เจ้าอย่าออกจากเส้นทางหลักเป็นอันขาด อี้เฉิน แม้ว่าเจ้าจะเห็นอะไรก็ตาม ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยกลวิธีแห่งการเอาตัวรอด ปลาใหญ่กินปลาเล็ก พร้อมกับพิษร้ายของพืชนานาพันธุ์ ที่พร้อมจะปลิดชีพเจ้าลง ได้ทุกเมื่อ เมื่อมันสบโอกาส"
อี้เฉินครั้นได้ยินเขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกในทันที ไม่คิดว่าเขตปลอดคนจะน่ากลัวถึงเพียงนี้ แม้แต่ร่างเงาดำ ของบางสิ่งที่ติดตาม จ้องมองเขา มันก็ขย่มขวัญเขาไม่น้อย จนขนของเขาลุกซู่ ชูชัน
ทว่าเมื่ออี้เฉิน เห็นสตรีบาดเจ็บขอความช่วยเหลือ เขาที่เกือบเผลอ ยื่นฝ่ามือไปแตะตัวนาง ถูกสิ่งนั้นดึงดูดไปอย่างไม่รู้ตัว หากไม่ได้ อี้ฟางหรง กระชากแขนของเขาไว้ เพื่อป้องปราม เกรงว่าเขาได้พลาดท่า ไปแล้วเป็นแน่
"อี้เฉินเจ้าดูให้ดี สิ่งนั้นเป็นเพียงเถาวัลย์ ทว่าพิษของมันทำให้เกิดภาพลวงตา หากเจ้าจับมันเมื่อใด เจ้าได้ไปพบยมบาลเป็นแน่"
อี้เฉิน กลืนน้ำลายลงคอ คำใหญ่ไม่คิดว่าเพียงแค่ พืชภายในเขตปลอดคน จะร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ ไม่แปลกที่เขตปลอดคน หลายๆ ส่วนจะไม่ถูกสำรวจ ครั้นคิดเช่นนั้นได้มันก็ทำให้เขาขมวดคิ้วมุ่น เข้าหากันเป็นปม
อี้ฟางหรงที่เห็นสีหน้าอี้เฉิน มีท่าทีหวาดเกรงเขตปลอดคนไม่น้อย นางกล่าวพูดถึงสถานที่ ที่อี้เฉินเฝ้าปรารถนาอยากไปในทันที "อี้เฉินทะเลมืด ที่เจ้าถวิลหา โหดร้ายกว่านี้อีกหลาย10เท่า สถานที่ปลอดคนนี้ดูเด็กไปเลย เมื่อเทียบกับสถานที่แห่งนั้น"
อี้เฉินทำปากมุ่ย บ่งบอกถึงความไม่พอใจ ราวกับคำพูดที่นางบอกกล่าว ว่าเขาในยามนี้อ่อนแอเกินไป เจ้าต้องรีบแข็งแกร่ง หากอยากจะไปเยือนยังสถานที่แห่งนั้น "ข้ารู้แล้วน่า ท่านอาจารย์ แต่ข้าไม่ชอบสายตาของท่านเลย"
"หากเจ้าไม่อยากให้ข้า มองเจ้าเช่นนั้น เจ้าเด็กน้อย เจ้าก็ควรรีบๆ แข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว ..แล้วเจ้าก็ควรสืบเท้า ติดตามข้ามาให้ทัน อีกไม่ช้าเราก็จะถึงจุดหมาย"
อี้เฉินเบะปาก ในทันที ครั้นที่ได้ยินน้ำเสียง ของผู้เป็นอาจารย์ กล่าวหยอกล้อ "ข้ารู้แล้วท่านอาจารย์" ก่อนอี้เฉินจะจดจ้องไปกับการก้าวเดิน ไม่สนใจสิ่งเร้ารอบตัว ที่พร้อมจะขย่มขวัญเขาอีกต่อไป
เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม อี้ฟางหรง กับ อี้เฉิน ก็มาถึงหน้าทางเข้า ปราการทมิฬ ที่สูงเสียดฟ้า มองเห็นไกลๆ สุดสายปรายตา ส่งกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณแผ่ไพศาล ออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่าเป็นกำแพงขวางกั้นโลกอีกใบไว้
อี้เฉินที่เห็นกำแพงสูงตระหง่านค้ำฟ้า เขาอดที่จะฉุกคิดไม่ได้ว่า มันมีไว้สำหรับป้องกันสิ่งใด จนใบหน้าของเขาเริ่มเกิดเม็ดเหงื่อเย็น ผุดพรายไหลซึมเปรอะเปื้อนใบหน้า
ทว่า หน้าทางเข้าสถานที่แห่งนี้ กลับเงียบสงัดเป็นอย่างมาก ราวกับไม่มีผู้ใดมาเยือนนานนม แม้ว่าเมืองจะใหญ่โตกลับทรุดโทรมไม่น้อย พร้อมกับบรรยากาศที่น่าหม่นหมอง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา แม้แต่กลุ่มคนเฝ้าหน้าประตูเมืองก็ยังไม่มี
ทว่าเมื่อเหยียบเท้าสืบเข้าเมืองไปได้ มันก็ราวกับคนละโลกกับภายนอก แรงกดดัน บีบคั้นที่หนักอึ้งก็พุ่งถาโถมเข้าใส่ร่างอี้เฉิน จนทำให้กายาของเขาสั่นไหวไม่หยุด ประหนึ่งว่าอี้เฉินมายืนอยู่อีกมิติหนึ่ง แต่เมื่ออี้เฉินกวาดสายตาออกไปรอบทิศ เห็นทางเดินเข้าเมืองขนาบสองฝากข้าง มันก็ทำให้อี้เฉินหัวใจสั่นสะท้าน
ครั้นเมื่อเห็น เหล่าบรรพชน ขั้นพลังราชันสวรรค์ แก่ชรา จวนจะหมดอายุขัย นั่งบนแท่นจำศีลอยู่หลาย10ตน ยังสถานที่แห่งนี้ ประหนึ่งว่าพวกเขา เฝ้าทางเข้าเมืองมาเป็นระยะเวลานาน ราวกับเป็นรูปปั้นไปแล้วในยามนี้ แต่เมื่ออี้เฉินเห็นชายแก่ผู้หนึ่ง สวมใส่ชุดเกาะเก่าเปื้อนเลือด เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว ข้างกายมีกระบองทองคำ หลับตาพริ้มจำศีลอยู่เช่นนั้น ไม่ได้เปิดเปลือกตาขึ้นมาแม้แต่น้อย
อี้เฉินรู้สึกตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นคราบเลือดเหล่านั้น แม้ว่ามันจะดูเหมือนแห้งกรังมานาน ทว่ากลับเปล่งแสง ของโลหิตออกมาไม่ขาด ราวกับเลือดเหล่านั้นที่อาบย้อมชุดเกาะ พึ่งต่อสู้มาเมื่อวันวาน มันจึงทำให้อี้เฉินที่เห็นหัวใจสั่นสะท้านไม่น้อย จากแรงกดดันที่เลือดส่งออกมา มันต้องเป็นเลือดของผู้เยี่ยมยุทธ์อย่างไม่ต้องสงสัย
ก่อนอี้ฟางหรงจะบอกกล่าวอี้เฉิน ครั้นเห็นว่าเด็กหนุ่มในยามนี้ ตกตะลึงจนขาแทบจะก้าวเท้าเดินไม่ออก ขาสั่นไหวน้อยๆ ไม่หยุด "เจ้าตามข้ามาด้านในพระราชวังเร็วเข้า ข้าจะพาเจ้าไปดูแท่นจารึกของตระกูลอี้ ซึ่งจะเป็นสิ่งบ่งบอกว่าเจ้า เป็นคนของตระกูลอี้หรือไม่"
อี้เฉินที่ได้ยินน้ำเสียงของสตรี เขาถึงจะได้สติกลับมาอีกครา ก้าวเดินตามอี้ฟางหรงไปด้วยหัวใจที่สั่นสะท้าน ประหนึ่งตัวเขาเล็กจ้อย ภายในสถานที่แห่งนี้
ชายชราที่จำศีล รอคอยเพียงความตาย จากการใกล้หมดอายุขัย หากพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เลื่อนขั้นพลัง จักรพรรดิ ครั้นได้ยินน้ำเสียงของอี้ฟางหรง พวกเขาเปิดเปลือกตาขึ้นมาโดยพลัน อยากจะรู้ใครกันแน่ที่มาเยือนยังสถานที่แห่งนี้
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มชัดๆ เต็มสองตา มันก็พลันให้พวกเขา หรี่ตาลงจนเล็กแคบ แปลกใจในตัวอี้เฉินอยู่ไม่น้อยเมื่อรับรู้ได้ว่า อี้เฉินมีสายเลือดของ พวกเขาเหล่าคนตระกูลอี้ ไหลเวียนอยู่ 'คนตระกูลอี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปภายนอก หรือว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นคนของดินแดนเบื้องล่าง เหล่าบรรพชนอดที่จะคิดเช่นนั้นไม่ได้' ก่อนที่จะปิดเปลือกตากลับไป ไม่สนใจเด็กหนุ่มอีกต่อไป
อี้เฉินที่เดินตามอี้ฟางหรงเข้าไปด้านหน้าพระราชวัง บรรยากาศของสถานที่แห่งนี้ยิ่งพลันหนักอึ้ง ประหนึ่งอี้เฉินอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ แม้ผู้คนจะเดินกัน ไม่หนาตามาก ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันบีบคั้น เหล่าอนุชนเองก็มีอยู่ด้วยกันไม่น้อย ที่เข้ามาทักทายอี้ฟางหรง ทว่าเมื่อสบตาเข้ากับอี้เฉิน พวกเขาพลันดวงตาหดเล็กแคบ ประหลาดใจการมาเยือนของอี้เฉินไม่น้อย
ทว่าเมื่อ กลุ่มคนที่รับรู้ว่า อี้ฟางหรงจะไปเยือนยัง แท่นจารึกของตระกูลอี้ มันก็พาให้ผู้สูงศักดิ์ภายในเมืองหลวง จับจ้องสายตาไปที่สถานที่แห่งนั้น อย่างเลี่ยงไม่ได้อยากจะรู้ องค์หญิงคิดจะทำอะไรกันแน่
อี้เฉินที่เห็นผู้เป็นอาจารย์ของเขา ยืนนิ่งอยู่หน้า แท่นจารึกของตระกูลอี้ อยู่หลายลมหายใจประกายตาพลัน วูบไหวเศร้าสร้อยในกรอบสายตา อย่างที่อี้เฉินไม่เคยเห็นมาก่อน ประหนึ่งนางต้องแบกรับกับความอัปยศอดสู ของตระกูลอี้ไว้
ทว่าเมื่ออี้เฉินเห็นรอยสลักเลือด ตราหน้าประทับว่า ตระกูลผู้โง่เขลา มันก็นำพาให้อี้เฉิน ขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันเป็นปม ครั้นรับรู้ถึงแรงกดดันของบุรุษผู้นั้นที่สลักเลือดไว้ ไม่มีทางที่จะจางหายไป หากบุรุษผู้นั้นไม่ตายตก
ก่อนที่อี้ฟางหรง จะแตะฝ่ามือไปที่ แท่นจารึกของตระกูลอี้ ฉับพลันแสงสีแดงก็สว่างพร่างพราว ทั่วแท่นจารึก ไม่อาจบดบังสายเลือดที่เข้มข้นของคนตระกูลอี้ได้ ก่อนแท่นจารึกจะยิงลำแสงขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับเสาแสงสีแดงค้ำฟ้า บ่งบอกว่านางถือสายเลือดของคนตระกูลอี้ ที่เคยรุ่งโรจน์ในยามอดีต หมู่ชนภายในเมืองหลวงต่างมองเห็นแสงที่พร่างพราว ราวกับแสงแห่งความรุ่งเรือง ในยามอดีตได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเหล่าคนเฒ่าคนชรา จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องในวันวาน