เสียงดนตรีบรรเลงดังไพเราะเสนาะหู นางระบำออกมาโยกย้ายส่ายสะโพกไปมาตามเสียงกลองที่ดังรัวๆ
เหล่าบุรุษสตรีต่างร้องเล่นเต้นกันสนุกสนานเมื่อถึงฤดูกาลเลือกคู่จะมีการเต้นโชว์รอบกองไฟทำให้บรรยากาศช่างครื้นเครงเสียเหลือเกิน
ฤดูกาลเลือกคู่ของชนเผ่าจะจัดขึ้นทุกคืนในปีนั้นๆ จนกว่าบุรุษและสตรีในชนเผ่าที่ถึงวัยมีคู่ครองจะเลือกคู่ได้หมดทุกคน
ชนเผ่ามองโกรเป็ชนเผ่าเก่าแก่และแผ่ขยายอาณาจักรออกไปกว้างใหญ่และทรงอำนาจที่สุดในจีนณ.เวลานั้น ทั้งดินแดนทางใต้ทั้งหมดเป็ของชนเผ่ามองโกรนี้
แม้จะมีชนเผ่าอื่นๆ รายล้อมแต่ก็ถือว่าชนเผ่ามองโกรยังคงเป็ชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดและมีอำนาจที่สุดปกครองหลายชนเผ่ามาช้านาน
ซ่งิเป็บุรุษที่ทรงอำนาจเขาขึ้นรับตำปหน่งสอบทอดมาจากบรรพบุรุษเหล่าผู้นำชนเผ่าน้อยใหญ่แถวนี้ต่างเกรงกลัวในอำนาจ และความดิบเถื่อนที่เลื่องลือ ซ่งิผู้นี้ไม่เคยปรานีเชลยศึกเลยแม้แต่ผู้เดียวเขาไม่ได้เป็ผู้นำเพราะมีบิดาเป็หัวหน้าเผ่า แต่เพราะความสามารถที่เก่งกาจทุกด้านและความเด็ดขาดของเขาเอง
เหล่าชนเผ่ารอบด้านก็พากันส่งบุตรหลานเข้ามาเป็นางสนมกันนับสิบคนแต่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดคือไม่มีสตรีนางใดทนอยู่ได้เกินสามเดือน
สตรีทุกนางไม่หนีหายแล้วถูกจับมาลงทัณฑ์โบยจนตายบ้างก็ถูกตัดหัวบ้าง ส่วนที่เหลือก็สติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกัน แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นเหล่าชนเผ่าอื่นก็ยังส่งเข้ามาไม่ขาด
ร่างสูงใหญ่สมชายชาตรีนั่งเอนตัวพิงพนักเก้าอี้นั่งตัวใหญ่ประจำที่หัวหน้าชนเผ่าทางใต้ผู้ดุดันดิบเถื่อน
ใบหน้าไร้ความรู้สึก ไม่แสดงออกว่าคิดสิ่งใดอยู่และไม่อาจมีผู้ใดล่วงรู้หรือกล้าถามเลยแม้เพียงผู้เดียวนั้นเป็ที่ชินชาของคนรอบข้างที่ใกล้ชิดหากผู้อื่นพบเจอก็คงหวาดกลัวกัน
ภายในกระโจมเต็มไปด้วยหัวของสัตว์ต่างๆ ที่ถูกล่ามา ไม่ว่าจะดุร้ายเพียงใดก็ถูกน้ำมาประดับตรงนี้ทั้งหมดด้วยฝีมีของผู้นำเผ่า
"ท่านคานเชลยศึกนางนั้นเดินทางข้ามพรมแดนเข้ามาแล้วขอรับ"
"จริงรึนางคงมาทันพิธีเลือกคู่ของชนเผ่าเรา ข้าอยากรู้ว่าสตรีนางนี้จะทนท่านคานของเราได้หรือไม่ สตรีในเมืองหลวงเช่นนางจะเข้ากับชนเผ่าดิบเถื่อนของเราได้สักแค่ไหนข้าอยากรู้จริงๆ "
ซิงมู่เอ่ยอย่างตื่นเต้นเขาเป็คนสนิทและยังเป็ญาติของซ่งหมินหรือท่านคานที่เหล่าชนเผ่าน้อยใหญ่แถวนี้เรียกขาน
ไม่มีผู้ใดการเอ่ยนามของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่นั่งใบหน้าทะมึนไร้ความรู้สึกออกมา เพราะล่าสุดชายที่เอ่ยนามนั้นออกมาก็ถูกบั่นคอไปแล้วเรียบร้อย
"ข้าเกรงว่านางคงปลิดชีพตนเองั้แ่เจอท่านเป็แน่ ฮ่าๆ "
เล่าหู่เอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความพึงพอใจ แต่แล้วสายตาก็หันไปสบเข้ากับผู้นำเผ่าที่มองมาที่ตนนิ่งเฉยสายตาเ็านั้นทำเอาขนลุกเกรียวเสียวสันหลังวาบอย่างบอกไม่ถูก
"ขออภัย ข้าขอออกไปดูด้านนอกนะขอรับ"
"ข้าก็ควรออกไปด้วยสินะ"
ชิงมู่มองรอบข้างที่เหลือเพียงคนคนเดียว หากยังอยู่ต่อมีหวังกลายเป็น้ำแข็งเพราะสายตานั้นแน่นอนหรืออาจกลายเป็มื้ออาหารของงานเลี้ยงค่ำคืนนี้
ซ่งิมองตามคนทั้งสองไปด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ในใจคิดถึงเื่ที่เมืองหลวงส่งนางกำนัลมาให้เพื่อเป็การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น
หากแต่นางไม่ใช่สตรีคนแรกที่เมืองหลวงส่งมา สตรีทุกนางล้วนทนอยู่ในที่แห่งนี้ไม่ได้ต่างล้มหายตายจาก
นางเองก็คงเป็เช่นนั้น สตรีเมืองหลวงนั้นอ่อนแอและเ้าสำอางรักความสะดวกสบายจนเป็สันดานและที่สำคัญพวกนางต่างไว้ใจไม่ได้สักคน
"ท่านคานข้าขอเข้าไปนะเ้าคะ"
ยังไม่ทันที่เสียงตอบรับจากด้านในกระโจมใหญ่จะตอบรับสาวชาวเผ่านามว่าอันฉือก็เปิดเข้าไปทันทีด้วยความไม่พอใจ สายตาผิดหวังน้อยใจจ้องมองไปยังชายที่นั่งดื่มสุราอยู่ไม่สนใจนางเลยแม้เพียงนิด
"ท่านแต่งกับนางผู้นั้นหวังจะยกนางเป็เมียเอกข้าไม่ยอม!"
อันฉือจ้องมองชายตรงหน้าด้วยสายตาไม่พอใจ นางรักภักดีต่อเขามาตลอดไยถึงมองไม่เห็นมันเลย
นางร่ำไห้ปาดหัวใจจนแทบสิ้น แต่บุรุษที่นางพึงใจกลับยังคงนั่งนิ่งเฉยไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ มีเพียงสายตาเ็าที่จ้องมองนางทำให้รู้สึกหนาวเหน็บ
"ท่านเคยเรียกข้าปรนนิบัติมากกว่าผู้อื่น สตรีในชนเผ่าต่างรู้ดีว่าข้าจะได้ขึ้นเป็เมียเอก แต่ท่านกลับให้นางที่มาจากเมืองหลวงหยามหน้าข้า ท่านคานตอบข้าได้หรือไม่ใจท่านทำด้วยสิ่งใดเหตุใดถึงทำกับข้าเช่นนี้ ฮือๆ"
นางรู้ดีว่าเขาเป็เช่นนี้ พูดน้อยและไม่สนใจสตรีนางใด สตรีที่อยู่ในชนเผ่าต่างเข้ามาปรนนิบัติท่านคานเองเพื่อหวังเป็เมียเอกเคียงคู่ท่านคานที่เหล่าสตรีทุกนางต่างหมายตาแต่ก็ไม่มีผู้ใดเป็ที่โปรดปรานเรียกหาซ้ำนอกจากนาง ทำให้นางหลงดีใจว่าจะได้ขึ้นเป็เมียเอกเคียงข้างเขา
อันฉือร้องไห้อยู่เช่นนั้นนานเท่าไหร่นางไม่รู้ รู้เพียงว่าตลอดเวลานางได้รับเพียงความเ็าที่ส่งมาหา
"ท่านคานนางเชลยมาถึงแล้วขอรับ"
"ให้เข้ามา! "
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดังขึ้นจากปากหยักได้รูป ใบหน้ายังคงเรียบเฉยต่อเหตุการณ์เบื้องหน้าทำให้อันฉือต้องหลบออกไปแม้จะอยากเห็นหน้านางที่มาใหม่ผู้นี้ก็ตาม
"ไป! เข้าไปอย่าช้า! "
"โอ๊ย! ข้าเจ็บนะ พวกเ้ามันป่าเถื่อนที่สุด"
น้ำเสียงที่ดังขึ้นภายในถุงผ้าที่คลุมหัวนางอยู่ ั้แ่เข้าประตูชนเผ่ามานางก็ถูกผ้าคลุมหัวไม่เห็นว่าภายในเป็เช่นไร
ไป๋เซียนรู้เพียงว่าตลอดเส้นทางก่อนถึงชนเผ่าแห่งนี้นั้น มีโครงกระดูกมากมายเต็มไปหมดจนนางใจคอไม่ดี
แถมพวกที่พามานั้นป่าเถื่อนยิ่งนักจะให้นางแวะพักบ้างก็ไม่ได้ แถมยังให้เพียงน้ำนางกิน ให้กินข้าวมื้อเดียวตลอดเวลาเกือบเดือนที่เดือนทางมาทำให้นางผ่ายผอมลงไปมาก
ไป๋เซียนพยายามดิ้นให้หลุดจากมือแข็งแกร่งที่จับนางอย่างไร้ความปรานี นางทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมรับรู้ว่านางต้องตายแต่ก็ขอให้ได้พยายามสู้ก่อนสักตั้ง
ผลั๊ก!
"โอ๊ย! ข้าบอกให้เบาไงข้าเจ็บไปหมดแล้ว เปิดผ้าคลุมหน้าได้หรือยัง"
น้ำเสียงไม่พอใจของไป๋เซียนดังขึ้นหลังถูกคนของชนเผ่าที่นำตัวนางมาถึงที่นี่ด้วยความทุลักทุเล คนพวกนั้นจงใจให้นางลำบากจนแทบตายกลางพายุหิมะที่หนาวเหน็บ
แต่ตลอดเส้นทางที่มาที่ชนเผ่านับเดือนไม่มีแม้แต่ผู้ใดที่คุยกับนางเลย เหมือนนางตัวคนเดียวที่นี่แม้จะเป็เื่จริงก็ตามแต่ก็หวังให้์เมตตานางบ้าง
พวกนั้นต่างพากันสนทนาภาษาถิ่นกีดกันนางไม่ให้รับรู้ว่าคุยสิ่งใดกัน ไป๋เซียนจึงเรียนรู้จากท่าทางคนพวกนั้นว่าสนทนาสิ่งใดอยู่ในบางคราว
ภายนอกที่หนาวเย็นมากๆ มองไปทิศทางใดก็เจอแต่หิมะสีขาวกระทบแสงอาทิตย์จนแสบตา
แปลกที่ภายในกระโจมใหญ่นี้กลับอบอุ่นจนนางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งร่างงาม
ยิ่งแผ่นหลังนางตอนนี้รับรู้ถึงสายตาคมเข้มที่จ้องมองมาอยู่ทำให้ไป๋เซียนรีบหันไปมองทันทีที่ผ้าคลุมหัวถูกดึงออก
ขวับ!
ภาพที่เห็นคือบุรุษร่างสูงใหญ่ที่นั่งสงบนิ่งราวรูปปั้นมีเพียงสายตาคมของเขาที่ขยับไปมาจ้องมองนางอยู่ไม่ละสายตา
มุมที่เขาอยู่มันมือสลัวจนนางมองใบหน้านั้นไม่ชัด รับรู้เพียงชายร่างสูงใหญ่นั้นน่ากลัวยิ่งนักจนนางขนลุกซู่ไปทั่วร่าง
ทั้งที่ภายนอกหนาวเหน็บแต่ร่างกายนางกลับมีเหงื่อโซมกายเพียงแค่สายตานั้นจ้องมองมานิ่งๆ ก่อนที่ปากหยักจะเอ่ยน้ำเสียงที่ทำให้ไป๋เซียนรู้สึกหวาดกลัว
"ไง...เมียเชลยของข้า"
" !! "