ตอนนี้ทุกอย่างปั่นป่วนโกลาหลไปหมดแล้ว
หลังจากพยัคฆ์ขาวปีกคู่ลงมือสังหารสัตว์อสูรระดับแม่ทัพอสูรไปติดต่อกันกว่าสิบตัวความปั่นป่วนในฝูงก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
และเมื่อสัตว์อสูรตัวแรกเริ่มขยับเขยื้อนตัวอื่นๆ ก็เริ่มทำตามสัญชาตญาณทันทีผลที่ตามมาคือฝูงอสูรที่เคยรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบ แตกฮือโกลาหลขึ้นมาในพริบตา
ทว่าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ดูจะไม่มีแก่ใจมาสนใจเรื่องพวกนี้แล้วแม่ทัพอสูรกว่าสิบตัวที่ตกถึงท้องช่วยให้มันฟื้นเรี่ยวแรงกลับมาได้ไม่น้อย
มันส่งเสียงคำรามต่ำๆก่อนจะเริ่มกระบวนการเบ่งคลอดอีกครั้ง
คลอดลูกมาสี่ตัวแล้ว...นี่ยังไม่หมดอีกเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงใจหายวาบเขามองซ้ายมองขวาดูฝูงอสูรที่กำลังชุลมุน ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองพยัคฆ์ขาวปีกคู่
แม้จะรู้ดีว่าความคิดนี้มันรนหาที่ตายชัดๆแต่ไป๋ฉางเซิงก็รู้แก่ใจว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปคือช่วงที่พยัคฆ์ขาวปีกคู่อ่อนแอที่สุด
เขาไม่ได้กล้าพอจะไปหาเรื่องพยัคฆ์ขาวปีกคู่หรอก
แต่ไม่รู้ทำไมไป๋ฉางเซิงกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มันราบรื่นเกินไปหน่อย
แต่อย่างไรก็ตามเรื่องระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสอดมือเข้าไปได้ ไป๋ฉางเซิงไม่ลังเลแม้แต่น้อยเร่งฝีเท้าพุ่งทะยานไปตามกระแสฝูงอสูรที่กำลังแตกตื่นเพื่อหนีไปให้ไกล
ชุลมุนขนาดนี้หากไม่หนี จะให้อยู่รอความตายหรือไง?
ทว่าไป๋ฉางเซิงยังหนีไปได้ไม่ไกลนักเสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวปีกคู่ก็ดังไล่หลังมา
เสียงนี้ลากยาวเป็นพิเศษความเจ็บปวดที่สื่อออกมารุนแรงกว่าครั้งไหนๆตามมาด้วยคลื่นพลังเลือดที่พุ่งกระเพื่อมออกไปอีกระลอก
บนตึกสูงที่อยู่ไกลออกไปเจียงจืออวี๋มองดูแรงสั่นสะเทือนของพลังเลือดที่แผ่ออกมาจากร่างพยัคฆ์ขาวปีกคู่ในใจเริ่มเกิดความกระจ่างบางอย่างขึ้นมา
และเมื่อลูกเสือตัวสุดท้ายคลอดออกมาพลังปราณรอบๆ ก็พลันหลั่งไหลเข้ามาประหนึ่งมีแรงดึงดูดมหาศาล
กระทั่งมองเห็นด้วยตาเปล่าว่ามีเส้นสายเจตจำนงทองคมกล้าค่อยๆ พวยพุ่งขึ้นมาจากใต้พสุธา
ความผันผวนของปราณวิญญาณชัดเจนขนาดนี้ต่อให้เจียงจืออวี๋กับหลี่ฉางหมิงจะอยู่ไกล ก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน!
"ความผันผวนของปราณวิญญาณ!"
"ที่แท้ก็เกี่ยวข้องกับพยัคฆ์ขาวปีกคู่จริงๆ ด้วย!"
หลี่ฉางหมิงขมวดคิ้วมุ่นไม่รู้ในใจกำลังขบคิดสิ่งใด
"เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ไม่เกี่ยวเสียทีเดียว"
"คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าใต้ดินเมืองนี้จะมีสายแร่ทองคำเกิงจินที่ยังก่อตัวไม่สมบูรณ์ซ่อนอยู่"
เจียงจืออวี๋เอ่ยขึ้นมองทะลุถึงแก่นแท้ของสถานการณ์ทันที
"สิ่งที่ดึงดูดสายแร่ทองคำเกิงจินไม่ใช่พยัคฆ์ขาวปีกคู่แต่เป็นลูกเสือตัวสุดท้ายที่มันเพิ่งคลอดออกมาต่างหาก!"
สายตาของเธอมองฝ่าระยะไกลไปตกที่ร่างลูกเสือสีทองตัวนั้นข้างกายพยัคฆ์ขาวปีกคู่
ทั้งที่เป็นแม่เดียวกันแท้ๆแต่ลูกเสือตัวนี้กลับแตกต่างจากพี่น้องตัวอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง
มันไม่มีปีกที่หลังแถมขนาดตัวยังใหญ่กว่าลูกเสือตัวอื่นอยู่หนึ่งรอบ และที่สำคัญคือแค่เพิ่งลืมตาดูโลก พลังก็ก้าวเข้าสู่ระดับแม่ทัพอสูรเสียแล้ว
ด้วยลักษณะและความแข็งแกร่งขนาดนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าระดับสายเลือดของเจ้าเสือน้อยตัวนี้จะต้องสูงกว่าตัวอื่นๆอย่างเทียบไม่ติด
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือพวกเจียงจืออวี๋มองเห็นชัดเจนว่า ปราณแร่ทองคำเกิงจินที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินนั้นกำลังไหลบ่าเข้าหาลูกเสือสีทองตัวนั้น
"สามารถชักนำปราณแร่ทองคำเกิงจินได้แต่กำเนิดทั้งยังค้นหาตำแหน่งสายแร่โลหะได้..."
"สายเลือดของเจ้าตัวเล็กนี่ เกรงว่าจะสืบทอดมาจากพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองแถมยังเป็นระดับจักรพรรดิอสูรเสียด้วย!"
เมื่อเอ่ยคำว่าพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองออกมาแววตาของเจียงจืออวี๋ก็สั่นไหวเล็กน้อย
"พยัคฆ์เนตรชาดกลืนทอง นับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดสายเลือดของเผ่าพันธุ์เสือขีดจำกัดของมันสามารถเติบโตไปได้ถึงระดับจักรพรรดิอสูรซึ่งสูงกว่าพยัคฆ์ขาวปีกคู่ไปอีกระดับหนึ่ง"
"มันกินโลหะเป็นอาหารมาตั้งแต่เด็ก ไม่เพียงมีความสามารถในการค้นหาสายแร่แต่พลังโจมตียังถูกเสริมด้วยธาตุทองจนแข็งแกร่งมหาศาลในระดับเดียวกันแทบจะหาคู่ต่อสู้ไม่ได้"
"นึกไม่ถึงเลยว่าเราจะได้เจอตัวอ่อนของพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองที่นี่?"
"ถ้าสามารถพามันกลับไปเลี้ยงดูให้ดีละก็ อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าคงได้เห็นตัวตนระดับราชาอสูรโผล่มาอีกตัวแน่!"
ดวงตาของหลี่ฉางหมิงฉายชัดถึงความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
แม้วิถีควบคุมสัตว์อสูรจะไม่อยู่ในความสนใจของเขามาก่อนแต่นั่นมันคือเมื่อก่อน
พูดได้แบบไม่เกินจริงว่าหากใครทำพันธสัญญาวิญญาณกับลูกพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองตัวนี้ แล้วเลี้ยงดูมันอย่างดีด้วยฝีมือขนาดนี้ อนาคตระดับราชาอสูรก็อยู่แค่เอื้อม!
นั่นมันระดับเดียวกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่เลยนะ
ทว่าเมื่อเจียงจืออวี๋ได้ยินเธอก็อดปรายตามองเขาไม่ได้
และเมื่อหลี่ฉางหมิงสบสายตาเจียงจืออวี๋เขาก็พลันดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
"มูลค่าของเจ้าตัวเล็กนี่สูงมากก็จริงแต่การจะปั้นมันให้ถึงระดับจักรพรรดิอสูรลำพังแค่ทรัพยากรโลหะที่มันต้องกินก็มหาศาลแล้ว"
"ต้องใช้เงินเป็นหมื่นล้านเพื่อเลี้ยงดูมัน รุ่นพี่มีเงินมากขนาดนั้นเหรอ?"
ผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์เน้นพรสวรรค์ส่วนสัตว์อสูรเน้นสายเลือด
แต่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูรต่อให้พรสวรรค์หรือสายเลือดจะสูงส่งแค่ไหนก็ยังต้องการทรัพยากรที่เพียงพอจึงจะเติบโตขึ้นมาได้
ถ้าหลี่ฉางหมิงมีเงินเป็นหมื่นล้านเอามาลงทุนกับตัวเอง ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างจากการเลี้ยงพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองหรอก
"และที่สำคัญที่สุดคือ ใครจะกล้าเข้าไปพาลูกของมันออกมาทั้งที่มีแม่เสือระดับราชาอสูรเฝ้าอยู่แบบนั้น?"
เจียงจืออวี๋ส่ายหน้าเบาๆก่อนจะเอ่ยต่อ "รอเสี่ยวไป๋กลับมาแล้วเราก็ถอยกันเถอะ"
"ต้นสายปลายเหตุเรื่องทั้งหมดกระจ่างแล้วความผันผวนของธาตุก็คือลูกพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองบังเอิญไปชักนำสายแร่ทองคำเกิงจินใต้ดินที่ยังไม่สมบูรณ์ขึ้นมา"
"เดี๋ยวค่อยขอให้จักรพรรดิยุทธ์มาดึงเอาแก่นวิญญาณสายแร่ออกไปก็พอ"
"เมื่อขาดแก่นวิญญาณสายแร่ สายแร่ทองคำเกิงจินนี้ก็จะหายไปเองและไม่มีการก่อตัวของแร่ทองคำเกิงจินเพิ่มขึ้นอีก"
"เรื่องนี้เกินขอบเขตที่เราจะจัดการได้แล้ว"
ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเจียงจืออวี๋มีประสบการณ์รับมือเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี
การเตรียมการนี้ทำเอาหลี่ฉางหมิงถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
ประเด็นคือหลี่ฉางหมิงที่เป็นถึงโหวแห่งยุทธ์เพิ่งจะมีโอกาสสัมผัสเรื่องระดับนี้เป็นครั้งแรกแต่ทำไมเจียงจืออวี๋ถึงดูช่ำชองเหมือนไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอเคยเจอเรื่องแบบนี้กันล่ะ?
ทว่ายังไม่ทันที่หลี่ฉางหมิงจะได้ถามเสียงคำรามกึกก้องก็พลันระเบิดขึ้น
เมื่อมองไปตามเสียงก็เห็นวานรยักษ์สูงกว่าสามสิบเมตรยืนตระหง่านอยู่บนยอดตึกมันทุบอกตัวเองเสียงดังสนั่น
ก่อนจะกระโจนลงมาหาพยัคฆ์ขาวปีกคู่ที่เพิ่งคลอดลูกเสร็จและกำลังอ่อนแอมันประสานมือทั้งสองข้างแล้วทุบลงมาอย่างแรง!
วานรตัวนี้ร่างกายกำยำพลังเลือดมหาศาล พลังแทบจะใกล้เคียงระดับจ้าวอสูรจุดสูงสุดแล้ว
ในยามปกติหากต้องเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ขาวปีกคู่ระดับราชาอสูร มันย่อมไม่กล้าแม้แต่จะคิดลองดี
แต่ในตอนนี้หลังจากการคลอดลูกติดต่อกันถึงห้าตัวโดยเฉพาะลูกตัวสุดท้ายที่เป็นถึงพยัคฆ์เนตรชาดกลืนทองทำให้พลังเลือดของมันเหือดแห้งไปกว่าครึ่งในเวลานี้พยัคฆ์ขาวปีกคู่จะยังหลงเหลือบารมีของราชาอสูรอยู่อีกหรือ?
เดิมทีมันต้องการเรียกพวกจ้าวอสูรและแม่ทัพอสูรมาอยู่รวมกันเพื่อป้องกันภัย
แต่ใครจะคิดว่าความระแวดระวังนั้น กลับกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านเสียเอง
พยัคฆ์ขาวปีกคู่คาดไม่ถึงว่าวานรยักษ์ตัวนี้จะกล้าลงมือกับมันแววตาสาดประกายสังหารวาบมันพยุงร่างลุกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับตบกรงเล็บสวนกลับไปอย่างดุดัน
พริบตานั้นไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนปานแผ่นดินไหวหัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก