จากนั้นทุกคนก็พากันไปทานอาหารร่วมกันที่โถงใหญ่ของจวนเดิมทีลี่หงไม่ค่อยได้ออกมาทานอาหารร่วมกับทุกคนในครอบครัวบ่อยนัก เพราะร่างกายที่อ่อนแอและอาการป่วยที่ติดตัวมาั้แ่เกิดทำให้เ้าของร่างเดิมไม่อยากออกจากเรือนไปไหน
ในระหว่างทานข้าว ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าลี่หงนั้นดูแข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากทั้งยังไม่มีอาการเหนื่อยหอบให้เห็น เห็นดังนั้นทุกคนต่างก็แย้มยิ้มขึ้นมาด้วยความยินดี
อาหารมื้อนี้จบลงด้วยความสุขของทุกคนในจวนไม่เว้นแม้แต่เหล่าข้ารับใช้ที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มและบรรยากาศที่อบอุ่นแบบนี้ของเ้านายมานานเมื่อทานอาหารเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกลับไปพักผ่อน
หลังจากกลับมาถึงเรือนลี่หงก็พบว่าตนรู้สึกเหนื่อยเป็อย่างมากเมื่อนึกย้อนดูแล้วร่างนี้ก็ป่วยมาั้แ่เกิดทำอะไรก็มักจะเหนื่อยหอบง่าย แถมยังไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธหรือใช้ลมปราณได้ทั้งที่ผู้คนบนโลกใบนี้ล้วนสามารถใช้กันได้แทบทุกคน
“เฮ้อ! แบบนี้คงต้องฟื้นฟูร่างกายก่อนสินะ”พูดจบลี่หงก็นั่งครุ่นคิดและวางแผน เพื่อที่จะฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแกร่งเป็อันดับแรกจากนั้นค่อยหาทางฝึกฝนหมัดมวยต่างๆ ที่ติดตัวมาจากโลกเดิม
ในโลกใบใหม่นี้ ทุกคนเมื่ออายุได้ห้าขวบปีต้องทำการปลุกลมปราณหรือการกระตุ้นลมปราณที่หลับใหลอยู่ในร่างกายให้ตื่นขึ้น
การปลุกลมปราณนั้นมีอยู่สองส่วนด้วยกันส่วนแรกเป็การตรวจสอบคุณสมบัติของร่างกายว่าเหมาะสมต่อการฝึกฝนหรือไม่โดยการหยดเืลงบนผลึกหรือลูกแก้วตรวจสอบ เมื่อลูกแก้วมีการตอบสนองหรือส่องแสงสว่างออกมาก็แสดงว่าร่างกายของคนคนนั้นเหมาะสมต่อการฝึกยุทธ์
ส่วนที่สองเป็การกระตุ้นลมปราณ โดยผู้าุโหรือจอมยุทธ์ที่มีพลังในระดับปราณฟ้าขึ้นไปช่วยกระตุ้นหรือส่งลมปราณของตนไปยังตันเถียนของเด็กแต่ละคนเพื่อเป็การเปิดจุดชีพจรแรกเริ่มและกระตุ้นให้ร่างกายสามารถใช้ลมปราณได้
ตัวลี่หงนั้นแน่นอนว่าไม่ผ่านการทดสอบเนื่องจากร่างกายที่อ่อนแอทำให้ไม่เหมาะสมต่อการฝึกฝนวรยุทธ ทั้งเส้นชีพจรยังเสียหายั้แ่เกิด
ด้วยตนที่เป็ถึงบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ถึงแม้จะมีร่างกายที่อ่อนแอั้แ่เกิด แต่เ้าตัวก็หวังว่าตนจะสามารถใช้ลมปราณได้เพราะเมื่อถึงเวลานั้นร่างกายของตนย่อมต้องแข็งแรงขึ้น
แต่ความหวังของเด็กน้อยลี่หงก็สลายหายไปเมื่อลูกแก้วตรวจสอบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลี่หงเสียใจเป็อย่างมากแม้ทุกคนในจวนไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปหรือตำหนิต่อว่าแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความหวังสุดท้ายของเ้าตัวบรรลุผลนั่นจึงทำให้ลี่หงเสียใจและเก็บตัวไม่ออกจากจวนไปไหนมาไหนหากไม่จำเป็
ส่วนลี่หรงกับลี่หลานแม้จะมีร่างกายที่เหมาะสมกับการฝึกฝนวรยุทธมากแต่ทว่ากลับไม่สามารถกระตุ้นลมปราณได้ ไม่ว่าจะเชิญปรมาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักใหญ่หรือแม่แต่จอมยุทธ์ชื่อดังก็ไม่สามารถทำให้ร่างกายของทั้งสองคนตอบสนองสุดท้ายทุกคนก็สรุปว่าลี่หรงและลี่หลานก็ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ทำให้ตระกูลหลิวหรือตระกูลแม่ทัพใหญ่ในขณะนั้นกลายเป็ตัวตลกของเมืองหลวงัทะยานแห่งนี้ แต่ด้วยอำนาจและบารมีของแม่ทัพใหญ่บวกกับอำนาจตระกูลแพทย์หลวงของมารดาทำให้ต่อหน้าผู้คนก็มักจะทำตัวตามปกติ แต่ลับหลังกลับนินทาว่าร้ายและแสดงสีหน้ารังเกียจสามพี่น้องตระกูลหลิวไม่น้อย
หลังจากที่ทำใจยอมรับได้ ลี่หงก็แอบหนีออกจากจวนไปเที่ยวเล่นกับสาวใช้ส่วนตัวแต่เมื่อเจอกับคำนินทาว่าร้ายทั้งยังแสดงสีหน้ารังเกียจขับไล่ใส่ส่งปาข้าวของใส่ทำให้จิตใจดวงน้อยๆ ของลี่หงถึงกับแตกสลายและไม่กล้าที่จะออกจากจวนไปไหนอีกเลย
หลังจากทราบข่าวแม่ทัพใหญ่หรือหลิวหลี่เฉินก็โมโหเป็อย่างมากเพราะคนพวกนั้นนอกจากจะไม่สำนึกในบุญคุณที่ตนคอยปกป้องดูแลแล้ว ยังกล้าทำร้ายจิตใจบุตรสาวของตนอีกแต่ตนก็ไม่อาจทำอะไรคนเ่าั้ได้มากนัก นอกจากจะต่อว่าและตำหนิเท่านั้น
แต่คนเ่าั้กลับถูกตระกูลฝ่ายมารดาของลี่หงที่เป็ตระกูลแพทย์หลวงที่เปิดสำนักแพทย์เพื่อรักษาประชาชนทั่วไปหมายหัว ห้ามให้พวกนั้นเข้ารักษาตัวอย่างเด็ดขาดหลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะตั้งแง่และว่าร้ายสามพี่น้องตระกูลหลิวต่อหน้าอีกเลย
เมื่อลี่หงทบทวนเื่ราวในอดีตของร่างนี้ก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
“เฮ้อ! อุตส่าห์ได้มาโลกลมปราณทั้งทีแต่ไม่สามารถใช้ลมปราณได้ เอาเถอะ! พรุ่งนี้เป็ต้นไปขอฝึกฝนร่างกาย รื้อฟื้นวิชาที่เคยเรียนมาจากโลกเดิมก่อนก็แล้วกัน”พูดจบลี่หงก็หันมานั่งพับเพียบเพื่อจะสวดมนต์ก่อนนอน
“เอ๊ะ! ฮ่าฮ่า ฮ่า ทำทุกวันจนติดเป็นิสัย มาอยู่ที่นี่แค่นั่งสมาธิก็พอละกัน”พูดเสร็จลี่หงก็เปลี่ยนท่านั่งโดยนั่งขัดสมาธิ วางมือทั้งสองข้างลงบนหน้าตัก มือขวาทับมือซ้ายหัวแม่มือชนกันพร้อมกำหนดลมหายใจให้สงบนิ่ง
เมื่อลมหายใจสงบนิ่งสม่ำเสมอลี่หงก็หลับตาลงจนเวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ในขณะที่ลี่หงกำลังเข้าสู่ห้วงสมาธินั้นเอง จู่ๆ เ้าตัวก็รู้สึกว่าร่างกายของตนเบาหวิวราวกับขนนกที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางสายลม
ในขณะนั้นเอง ลี่หงก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว
“สวัสดียัยหนู ััปราณได้แล้วสินะเร็วดีหนิ” ได้ยินดังนั้น ลี่หงก็จำได้ทันทีว่าเ้าของเสียงเป็ใคร
“สวัสดีเ้าค่ะพี่ชายสุดหล่อ เอ๊ย!! สวัสดีเ้าค่ะท่านมหาเทพว่าแต่ััปราณอะไรกันเ้าคะ ร่างนี้ไม่สามารถใช้ลมปราณได้นะเ้าคะ จะััถึงลมปราณได้ยังไง”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“ตอนนี้เ้าก็แค่ััได้เท่านั้นแต่เ้าดูดซับหรือเอาไปใช้ไม่ได้หรอก” เสียงของมหาเทพดังขึ้นอีกครั้ง
“ท่านอยู่ตรงไหนเ้าคะ”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อไม่เห็นท่านมหาเทพปรากฏตัว
“ข้าไม่สามารถเข้าไปข้องเกี่ยวกับโลกของเ้าได้ที่ข้าสามารถพูดคุยกับเ้าได้ก็เพราะในตัวเ้ามีพลังของข้าอยู่” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่เข้าใจในคำพูดของท่านมหาเทพอยู่ดี
“เอ่อ!พลังของท่าน ท่านหมายความว่ายังไงเ้าคะ” ลี่หงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความมึนงงพลางคิดว่า ‘นี่ท่านมหาเทพให้พรเราด้วยหรอ อ๊ะ! หรือว่าแสงที่ยิ่งออกมาจากนิ้วในตอนนั้น’
“อย่างที่เ้าคิดนั่นแหละถึงแม้ข้าจะให้ความรู้และพลังส่วนหนึ่งของข้าไป แต่ร่างกายของเ้ากลับไม่สามารถใช้ลมปราณได้ทำให้เ้าไม่สามารถใช้พลังของข้าได้ ข้าจึงต้องกลับมาหาเ้านี่ไง”ได้ยินดังนั้นลี่หงก็แย้มยิ้มออกมา
“แบบนั้นข้าก็จะสามารถใช้ลมปราณได้สินะเ้าคะท่านมหาเทพท่านจะช่วยข้าจริงๆ ใช่ไหมเ้าคะ ข้าสัญญาเลยเ้าค่ะว่าจะใช้มันให้ดีที่สุดไม่นำไปใช้เบียดเบียนผู้อื่น” ‘ถ้าผู้อื่นไม่มาเบียดเบียนข้าก่อน’ ประโยคหลังลี่หงได้แต่พูดในใจ หวังว่าท่านมหาเทพจะไม่ได้ยิน
ทว่าท่านมหาเทพกลับได้ยินความคิดของลี่หงอย่างชัดเจน
“เอาเถอะเ้าจะใช้ยังไงมันก็แล้วแต่เ้าแต่เ้าตอนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะเส้นชีพจรเ้ามันถูกทำลายไปแล้ว” ได้ยินดังนั้นราวกับมีูเาหินถล่มทับร่างน้อยๆของลี่หง
“เอ่อ! ถะ ถ้าอย่างนี้ข้าก็ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้นะสิเ้าคะ”ลี่หงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความเสียใจ พลางคิดหาหนทางแก้ไขเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ก็รีบพูดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นพรที่ท่านมหาเทพอุตส่าห์ลงทุนลงแรงมอบให้หงเอ๋อร์ก็คงจะไร้ประโยชน์นะสิเ้าคะ ฮึก ฮึก” ลี่หงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยและผิดหวังที่พรของท่านมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ไร้ประโยชน์สำหรับตน
ทางด้านท่านมหาเทพ เมื่อได้ยินคำพูดและความคิดของลี่หงก็พูดขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว
“ฮึ่ม!! เ้าไม่ต้องมาใช้น้ำเสียงแบบนั้นกับข้า”เมื่อโดนดักทางได้ลี่หงก็ได้แต่แย้มยิ้มออกมา
“เอาล่ะมาเข้าเื่กันดีกว่ายัยหนูที่ข้ามาหาเ้าในครานี้ก็เพื่อจะรักษาเส้นชีพจรให้เ้า เพื่อที่เ้าจะสามารถฝึกฝนวรยุทธได้”ลี่หงได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“หงเอ๋อร์ขอบคุณในความเมตตาที่ท่านมหาเทพมอบให้แต่ท่านมหาเทพคงไม่ได้ให้ฟรีๆ ใช่รึเปล่าเ้าคะ” ลี่หงพูดขึ้นด้วยความแน่วแน่ เพราะตนคิดว่าการที่ท่านมหาเทพช่วยเหลือตนแบบนี้ย่อมต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรสักอย่างแน่นอน
“แสนรู้ดีนะเ้าเนี่ยข้าก็แค่มีเื่ไหว้วานเ้านิดหน่อยแค่นั้นเอง” เมื่อได้ยินคำตอบของมหาเทพ ลี่หงก็ได้แต่คิดในใจ‘ฮึ! ของฟรีไม่มีในโลกอันนี้ก็เข้าใจอยู่นะแต่นี่ขนาดมาต่างโลกก็ยังไม่เว้นหรอเนี่ย แต่ว่าแสนรู้เนี่ยฟังดูแปลกๆ แฮ๊ะ!’ มหาเทพได้ยินความคิดของลี่หงก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความขบขัน
“ว่าแต่เื่ไหว้วานจากท่านมหาเทพหงเอ๋อร์คิดว่ามันคงจะไม่นิดหน่อยหรอกนะเ้าคะ” ลี่หงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเพราะไม่อยากคิดถึงเื่ไหว้วานนิดหน่อยจากตัวตนระดับมหาเทพเลย
“ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรข้าแค่อยากให้เผ่าพันธุ์ของเ้าไม่ถูกลบออกไปจากโลกใบนี้ก็เท่านั้น” ได้ยินดังนั้นลี่หงก็ะโขึ้นมาด้วยความใ
“ห๊ะ!! อะไรนะ! ทะ ท่าน ท่านช่วยพูดอีกครั้งได้ไหมเ้าคะ”ลี่หงพูดขึ้นเพราะตนอาจจะฟังผิดไป
“ฮึ่ม!! ข้าแค่อยากให้พวกเ้าแข็งแกร่งขึ้นก็เท่านั้นอีกไม่นานอาณาเขตที่ปิดกั้นดินแดนลึกลับต่างๆ จะพังทลาย มหาาก็จะบังเกิดเมื่อถึงเวลานั้นข้าแค่หวังว่ามนุษย์อย่างพวกเ้าจะยังคงมีชีวิตรอดอยู่ได้”ลี่หงที่ได้ยินดังนั้นก็ปวดขมับขึ้นมาทันที
ในใจก็ได้แต่คิดว่า ‘มันจะอะไรกันนักหนาเนี่ย นี่ขนาดมีชีวิตใหม่ได้ไม่ถึงวันมีเื่ชวนให้ปวดหัวมาแล้วหรอ แล้วนี่มันเื่เล็กน้อยบ้าบออะไรกัน’ ในระหว่างที่ลี่หงกำลังอยู่ในภวังค์ท่านมหาเทพก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“เ้าก็อย่าพึ่งคิดให้มันมากความเลยยัยหนูมันใช่จะเกิดขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่ อีกตั้งหลายสิบปีกว่ามันจะพังทลาย มาเข้าเื่ของเ้าดีกว่าตอนนี้เ้าจงใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวใหม่ของเ้าให้คุ้มค่าอีกหนึ่งเดือนข้าจะมารับ” หลังจากมหาเทพพูดจบ ลี่หงก็ถามขึ้นด้วยความงุนงง
“ท่านมหาเทพจะพาข้าไปไหนหรอเ้าคะ”
“ข้าจะพาเ้าไปรักษาและฝึกฝน”
“เอ่อ!แล้วจะต้องฝึกฝนนานไหมเ้าคะ” ลี่หงถามด้วยความสงสัยใจหนึ่งก็อยากฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งขึ้นอีกใจหนึ่งก็ไม่อยากจากครอบครัวไปไหนไกลทั้งที่พึ่งได้มาพบเจอกัน
“มันขึ้นอยู่กับตัวของเ้าเอง ว่าเ้ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหนเอาล่ะวันนี้ข้ามาบอกเ้าแค่นี้แหละเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมล่ะ” เมื่อสิ้นเสียงท่านมหาเทพลี่หงก็รู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วทั้งตัว
ก่อนหน้านี้เสี่ยวหงเข้ามาในห้องพร้อมกับอ่างน้ำอุ่นเพื่อที่จะให้คุณหนูของตนใช้ล้างหน้าก่อนนอน แต่เมื่อเข้ามาในห้องก็พบกับคุณหนูของตนกำลังนั่งหลับตาแล้วแย้มยิ้มกับตนเอง
แถมยังขยับปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่มีเสียงเปล่งออกมา จนเสี่ยวหงเป็กังวล ห่วงว่าคุณหนูของตนจะป่วยไข้อีกจึงวิ่งออกไปตามนายท่านและฮูหยินด้วยความรวดเร็ว
เฮ้อ!! เมื่อลี่หงนึกถึงเื่ราวที่ได้พูดคุยกับท่านมหาเทพในห้วงสมาธิก็ต้องถอนหายใจออกมาแต่เมื่อลืมตาขึ้นมาลี่หงก็ต้องใกับภาพตรงหน้า
“หงเอ๋อร์! เป็ยังไงบ้างลูกรู้สึกไม่สบายตรงไหนรึเปล่า” ทันทีที่เห็นบุตรสาวของตนลืมตาขึ้นมาจ้าวลี่ฮวาก็พูดขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“เอ่อ! ลูกไม่เป็อะไรเ้าค่ะท่านแม่ ว่าแต่พวกท่านมีเื่อะไรรึเปล่าเ้าคะ”ลี่หงพูดขึ้นด้วยความแปลกใจ ที่เห็นทุกคนมารวมตัวกันอยู่ในห้องของตน
“ทุกคนเป็ห่วงเ้าน่ะสิ จู่ๆ ก็นั่งหลับตาเดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวก็ทำท่าทางเหมือนจะพูดอะไร เดี๋ยวก็ถอนหายใจออกมาเ้าไม่สบายตรงไหนรึเปล่า ให้พ่อตามหมอมาดูอาการเ้าอีกรอบไหม” หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นด้วยความห่วงใย
ทันทีที่เสี่ยวหงวิ่งไปเรียกตนด้วยสีหน้าตื่นตระหนกตนและคนอื่นๆ ก็รีบมุ่งหน้ามายังเรือนของบุตรสาวทันที ยิ่งเมื่อมาเห็นท่าทางแปลกๆ ของบุตรสาวตนก็อดที่จะเป็ห่วงไม่ได้
“ลูกสบายดีเ้าค่ะท่านพ่อลูกแค่นั่งหลับตาแล้วทบทวนเื่ราวที่ผ่านมาเท่านั้น”ลี่หงพูดขึ้นเพื่อคลายความกังวลของทุกคน
“ไม่เป็อะไรก็ดีแล้วลูกพักผ่อนเถอะ” จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นพร้อมกับเข้ามากอดลี่หงจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเรือนของตน
“เอาวะ! อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแต่ตอนนี้ขอนอนก่อนก็แล้วกัน” เมื่อทุกคนออกจากห้องไปแล้ว ลี่หงก็พูดขึ้นด้วยความหนักแน่นแล้วล้มตัวลงนอน
เช้าวันใหม่มาเยือน เสี่ยวหงจึงรีบตื่นแต่เช้าพลางมุ่งหน้ามายังห้องนอนของคุณหนูด้วยความตื่นเต้นดีใจที่จะได้มาปลุกคุณหนูของตนเหมือนเมื่อก่อน
แต่เมื่อเปิดประตูห้องเข้ามากลับพบแต่ความว่างเปล่าภาพที่ได้พบเห็นมีเพียงหมอนและผ้าห่มที่ถูกพับไว้อย่างเรียบร้อยเท่านั้น ไร้ซึ่งวี่แววคุณหนูของตน
เมื่อได้สติกลับคืนมาสาวใช้ตัวน้อยก็กระวนกระวายใจพร้อมกับวิ่งวุ่นหาคุณหนูของตนทั่วทั้งห้องเมื่อไม่พบตนจึงรีบบึ่งออกไปหานอกห้องพร้อมกับะโเรียกหา
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนูอยู่ไหนเ้าคะคุณหนูเ้าคะ ยะ อย่าเล่นแบบนี้สิเ้าคะ ฮึก ฮึก คุณหนูอยู่ไหนเ้าคะ” เสียงสะอื้นไห้ของเสี่ยวหงดังขึ้นพร้อมกับเ้าตัวที่วิ่งวุ่นไปทั่วทั้งเรือน
ด้วยความเคยชินจากโลกเดิม ทำให้ลี่หงลุกขึ้นมาออกกำลังกายั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างเนื่องจากร่างกายนี้ยังอ่อนแอทำให้เ้าตัวเดินและวิ่งช้าๆ รอบเรือนเท่านั้น
ในระหว่างที่วิ่ง เ้าตัวก็ได้ยินเสียงสาวใช้ตัวน้อยเรียกหาตนด้วยน้ำเสียงกระวนกระวายใจลี่หงจึงวิ่งย้อนกลับมาแล้วะโขึ้น
“เสี่ยวหงเ้าจะเสียงดังทำไมแต่เช้า” ได้ยินดังนั้น สาวใช้ตัวน้อยก็รีบวิ่งเข้าหาคุณหนูของตนทันที
“คุณหนู คุณหนูหายไปไหนมาเ้าคะเสี่ยวหงใมากเลยนะเ้าคะที่ไม่เห็นคุณหนูในห้อง คุณหนูอย่าออกไปไหนแบบนี้อีกนะเ้าคะเสี่ยวหงเป็ห่วงคุณหนูนะเ้าคะ” เมื่อวิ่งมาถึงเสี่ยวหงก็รีบสำรวจร่างกายของคุณหนูของตนทันทีว่ามีส่วนไหนบุบสลายไปบ้าง จนลี่หงต้องส่ายหัวให้กับสาวใช้ตัวน้อยแต่ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
“ข้าแค่ไปเดินออกกำลังเท่านั้นเองเ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าอาบเถอะข้าเหนียวตัวไปหมดแล้ว” เมื่อเห็นว่าสาวใช้ตัวน้อยกำลังจะอ้าปากบ่นอีกครั้งลี่หงจึงรีบพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปในเรือน โดยไม่หันมามองสาวใช้ตัวน้อยที่ยืนทำหน้าหงิกงอเลยแม้แต่น้อย
หลังจากอาบน้ำชำระตัวแล้ว ลี่หงก็ไปทานอาหารเช้าที่โถงใหญ่เมื่อทานอาหารเสร็จลี่หงก็พูดคุยอยู่กับมารดาและน้องสาวทั้งสอง ส่วนบิดานั้นออกไปดูแลร้านโอสถและโรงเตี๊ยมทางด้านหลิวลี่หยางก็ต้องรีบไปค่ายทหารั้แ่เช้าเช่นกัน
เมื่ออยู่กับมารดาและน้องสาวลี่หงก็แย้มยิ้มออกมาด้วยความสุขในชีวิตที่ผ่านมาตนโหยหาบรรยากาศครอบครัวแบบนี้มาโดยตลอด ในชีวิตใหม่นี้เ้าตัวจึง้าซึมซับความสุขแบบนี้ให้มากที่สุดก่อนที่ท่านมหาเทพจะมารับไปฝึกฝน
ในทุกๆ วันนอกจากจะพูดคุยกับมารดาและน้องสาวแล้วลี่หงยังขลุกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสืออ่านตำราให้มากที่สุดเท่าที่จะอ่านได้โดยเฉพาะเื่ราวของโลกใบใหม่นี้