ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 32 — ทรัพยากรขั้นต่ำ

    แผ่นไม้สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวถูกวางลงบนโต๊ะคลังทรัพยากร


    ผู้ดูแลคลังเหลือบมองตัวอักษรบนแผ่นไม้ครั้งหนึ่ง จากนั้นมองหน้าเย่เทียนอีกครั้ง สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความประหลาดใจมากนัก เหมือนตลอดเช้าวันนี้มีคนพูดถึงแผ่นไม้ชิ้นนี้มากพอจนเมื่อมันมาอยู่ตรงหน้า ความแปลกใหม่ก็เหลือเพียงเรื่องที่ต้องลงบันทึกให้ครบช่องเท่านั้น


    “เย่เทียน” ผู้ดูแลคลังอ่านชื่อจากสมุดบัญชี “สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราวหนึ่งรอบ ทรัพยากรขั้นต่ำ ผู้ผ่านเงื่อนไขพิเศษ”


    คำว่า “ขั้นต่ำ” ถูกออกเสียงอย่างเป็นกลาง แต่เมื่อตกลงบนหูเย่เทียน มันกลับมีน้ำหนักเฉพาะของมันเอง ไม่หนักเท่าคำดูถูก ไม่เย็นเท่าคำตัดสินของเรือนกลาง แต่ชัดเจนพอจะบอกว่าเส้นทางตรงหน้าของเขายังแคบมาก


    ผู้ดูแลคลังเปิดลิ้นชัก หยิบถุงผ้าเล็กหนึ่งใบออกมาวางบนโต๊ะ ตามด้วยขวดยาสีขาวขุ่นอีกหนึ่งขวด แล้วเลื่อนสมุดบัญชีมาตรงหน้าเขา


    “หินปราณระดับต่ำสามก้อน ยาฟื้นฟูเส้นลมหนึ่งขวด ใช้ได้ภายนอกและภายในตามคำแนะนำบนฉลาก แต่ห้ามใช้ร่วมกับการกระตุ้นชีพจรด้วยตนเอง หากฝืนแล้วเกิดอาการย้อนกลับ คลังไม่รับผิดชอบ”


    เย่เทียนมองถุงผ้าเล็กนั้นอยู่ครู่หนึ่ง


    สามก้อน


    เมื่อก่อน เขาอาจมองหินปราณสามก้อนราวกับเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่เอื้อมไม่ถึง เพราะแม้แต่การได้รับสักก้อนยังต้องรอชื่อของตนถูกนับอยู่ในระบบตระกูลเสียก่อน แต่หลังจากได้เห็นลานประเมิน เห็นชื่อทำเนียบผู้ฝึกสายหลัก และได้ฟังเย่เฉิงพูดว่าแม้เขาเองยังมองหนึ่งร้อยอันดับแรกเป็นเป้าหมายหนัก หินปราณสามก้อนตรงหน้ากลับดูเหมือนเสบียงเล็กน้อยสำหรับคนที่กำลังจะเดินเข้าภูเขาใหญ่


    มีค่า


    แต่ไม่พอ


    เย่เทียนหยิบพู่กันลงชื่อในสมุดบัญชี เส้นหมึกครั้งนี้มั่นคงกว่าเมื่อวาน มือขวายังเย็นจาง ๆ แต่ไม่ชาเหมือนหลังลงจากลาน เขาไม่ได้รีบใช้แรงกดมากเกินไป เพราะแม้แต่การลงชื่อ เขาก็เริ่มรู้แล้วว่าร่างกายของตนควรประหยัดแรงที่ไม่จำเป็นตรงไหนบ้าง


    ผู้ดูแลคลังมองลายมือเขาแล้วกล่าว “หินปราณต่ำใช้สำหรับผู้เปิดชีพจรเริ่มต้น หากเจ้ายังไม่มีทางเดินปราณมั่นคง อย่าพยายามดูดซับโดยตรง”


    “ถ้าไม่ดูดซับโดยตรง ควรใช้เช่นไรขอรับ”


    “วางใกล้ตัวตอนฝึกลมหายใจพื้นฐาน ให้ร่างกายคุ้นกับกลิ่นอายปราณก่อน” ผู้ดูแลคลังตอบโดยไม่เงยหน้า “หรือให้ผู้ฝึกสอนช่วยกำกับ แต่ข้าเดาว่าผู้ฝึกสอนเย่คุนคงบอกเจ้าแล้วว่าอย่าทำอะไรโง่ ๆ”


    เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย “ท่านรู้ได้อย่างไร”


    ผู้ดูแลคลังปิดสมุดบัญชี “เมื่อวานเขามาขอให้คลังจดคำเตือนพิเศษไว้ท้ายชื่อเจ้า”


    เขาหมุนสมุดบัญชีให้ดูบรรทัดเล็ก ๆ ใต้ชื่อเย่เทียน ตัวอักษรตรงนั้นไม่สวยนัก แต่คมและหนักมือ


    ห้ามจ่ายหินปราณเพิ่มโดยไม่มีผู้กำกับ ห้ามให้ยากระตุ้นชีพจร ห้ามส่งตำราทะลวงชีพจรขั้นเร่ง


    เย่เทียนอ่านแล้วเงียบไป


    เขาไม่รู้ควรรู้สึกอย่างไรดี ระหว่างถูกจำกัด ถูกป้องกัน หรือถูกมัดมือไว้ก่อนจะทำเรื่องเสียหาย


    บางทีทั้งสามอย่างอาจเป็นเรื่องเดียวกัน


    ผู้ดูแลคลังเลื่อนถุงผ้าและขวดยามาให้ “รับไปได้”


    เย่เทียนคารวะ “ขอบคุณขอรับ”


    “อย่าเพิ่งขอบคุณคลัง” อีกฝ่ายกล่าว “ทรัพยากรขั้นต่ำไม่ใช่สิ่งที่พาใครก้าวไกล มันเพียงทำให้เจ้าพอมีสิทธิ์ไม่ยืนอยู่กับที่ หากอยากไปไกลกว่านั้น ต้องหาเหตุผลให้ตระกูลจ่ายมากกว่านี้ หรือหาเส้นทางอื่นที่ไม่รอให้คลังเปิดลิ้นชัก”


    ประโยคนั้นทำให้เย่เทียนชะงักไปเล็กน้อย


    ผู้ดูแลคลังเหมือนไม่ได้ตั้งใจสอน แต่คนที่นั่งอยู่กับทรัพยากรตระกูลมานาน ย่อมรู้ดีกว่าใครว่า หินปราณไม่เคยไหลไปหาคนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าคุ้มค่า


    เย่เทียนเก็บถุงผ้าไว้ในอกเสื้อ ขวดยาฟื้นฟูไว้ในแขนเสื้อ แล้วเดินออกจากคลังทรัพยากรอย่างเงียบ ๆ


    ด้านนอก แสงแดดยังไม่แรงมาก แต่ลานตระกูลเริ่มกลับเข้าสู่จังหวะปกติหลังการประเมินเมื่อวาน เด็กบางกลุ่มยังพูดถึงผลคะแนน บางคนเริ่มฝึกซ้อมใหม่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางคนหยุดมองเย่เทียนเมื่อเขาเดินผ่าน ก่อนหันกลับไปกระซิบกับคนข้างตัว


    คราวนี้เขาไม่สนใจนัก


    ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก


    แต่เพราะในอกเสื้อมีถุงหินปราณสามก้อนที่เบาเกินไปสำหรับเส้นทางหกเดือนข้างหน้า


    เขาเดินไปยังหอเอกสารชั้นล่างโดยไม่กลับเรือนก่อน


    หอเอกสารของตระกูลเย่ตั้งอยู่หลังเรือนกลางไปทางทิศตะวันออก ตัวอาคารไม่ได้สูงนัก แต่ยาวและเงียบกว่าสถานที่อื่น ผนังไม้เก่ามีรอยขัดถูจากคนเข้าออกหลายปี หน้าประตูมีชายชราผู้ดูแลหอนั่งอยู่หลังโต๊ะเล็ก ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นจนยากจะเดาอายุ ดวงตาหรี่เหมือนหลับ แต่ตอนเย่เทียนก้าวเข้าใกล้ เขากลับพูดขึ้นก่อนโดยไม่เปิดตา


    “แผ่นสิทธิ์”


    เย่เทียนหยิบแผ่นไม้ส่งให้


    ชายชรารับไปคลำรอยสลักด้วยปลายนิ้ว “สิทธิ์ฝึกต่อชั่วคราว เข้าชั้นล่างได้สองชั่วยาม ห้ามหยิบตำราขึ้นชั้นสอง ห้ามคัดลอกตำราวิชายุทธ์ ห้ามเปิดผนึกบันทึกเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต”


    “ข้าต้องการค้นเรื่องชีพจรผิดปกติ ไม่ใช่วิชายุทธ์ขอรับ”


    ชายชราลืมตาขึ้นเล็กน้อย คราวนี้สายตาของเขามองเย่เทียนตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจเพียงครึ่งหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอให้ลุกจากเก้าอี้


    “เด็กที่เพิ่งทำศิลาทดสอบมีรอยร้าว?”


    เย่เทียนคารวะ “ขอรับ”


    “เช่นนั้นเจ้ามาช้าไปหนึ่งวัน”


    เย่เทียนขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไรขอรับ”


    “เมื่อวานหลังเรื่องจบ มีคนมายืมบันทึกเกี่ยวกับศิลา ชีพจร และการตอบสนองผิดปกติไปก่อนแล้ว” ชายชรากล่าว “แต่ตำราทั่วไปยังอยู่ด้านใน แถวที่สาม ชั้นล่างสุด อยากหาอะไรก็หาเอง อย่ารื้อจนข้าต้องลุก”


    เย่เทียนรับแผ่นไม้คืน “ใครยืมไปหรือขอรับ”


    ชายชราหรี่ตาอีกครั้ง “หอเอกสารไม่บอกชื่อผู้ยืม เว้นแต่เจ้ามีตราเรือนกลางสูงกว่าข้า ซึ่งดูแล้วไม่มี”


    คำตอบตัดบทชัดเจน


    เย่เทียนไม่ถามต่อ


    เขาเดินเข้าไปด้านใน กลิ่นกระดาษเก่า ฝุ่นแห้ง และไม้สนอบอวลอยู่ในอากาศ แสงจากหน้าต่างสูงตกลงเป็นเส้นยาวบนพื้น แถวชั้นหนังสือเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบมากกว่าที่เขาคิด แต่ความเป็นระเบียบนั้นไม่ได้ทำให้การค้นหาง่ายขึ้น เพราะชื่อบนสันตำราหลายเล่มเก่าและเลือนจนต้องเอียงคออ่านทีละเล่ม


    เขาเริ่มจากตำราพื้นฐานเกี่ยวกับการเปิดชีพจร


    หลักชีพจรสิบสองทาง

    ข้อควรระวังในการทะลวงขั้นต้น

    การรับรู้ปราณสำหรับผู้เริ่มฝึก

    ตำแหน่งรากชีพจรและลมหายใจพื้นฐาน


    เนื้อหาเกือบทั้งหมดพูดสิ่งเดียวกันในรูปแบบต่างกัน: ผู้ฝึกต้องใช้ลมหายใจนำความรู้สึกเข้าสู่จุดกำเนิดปราณ กระตุ้นชีพจรตามลำดับ เมื่อชีพจรตอบรับจึงเกิดปราณแรกเริ่ม จากนั้นค่อยฝึกให้เสถียร


    เย่เทียนอ่านแล้วขมวดคิ้วมากขึ้นเรื่อย ๆ


    ตำราเหล่านี้ไม่ผิด


    แต่เหมือนตอบคำถามของคนอื่น


    ไม่ใช่คำถามของเขา


    ในตำราบอกว่าหากสัมผัสความอุ่นได้ ให้ค่อย ๆ นำขึ้นตามเส้นชีพจร แต่เมื่อเขาทำเช่นนั้น ความอุ่นสะท้อนกลับจนหน้าอกแน่นและไอเลือดจาง ๆ ตำราบอกว่าศิลาทดสอบจะสว่างเมื่อชีพจรเปิด แต่ศิลาของเขาไม่สว่าง มันสั่นและร้าว ตำราบอกว่าการไร้การตอบสนองหมายถึงเส้นทางยังปิดสนิท แต่ผู้ตรวจเองก็ไม่กล้าบันทึกว่าเขาไร้การตอบสนอง


    เขาปิดตำราเล่มหนึ่งลงเบา ๆ


    ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เขายังไม่ได้คำตอบ


    เพียงได้รู้ชัดขึ้นว่าคำตอบมาตรฐานใช้กับเขาได้ไม่เต็มที่


    เย่เทียนเดินลึกเข้าไปอีกแถวหนึ่งซึ่งมีบันทึกเก่าและเอกสารปลีกย่อยมากกว่าตำราเป็นเล่ม บางม้วนถูกผูกด้วยเชือกเก่า บางเล่มไม่มีชื่อ มีเพียงเลขหมวดกับรอยหมึกซีด เขาไล่นิ้วผ่านสันบันทึกทีละเล่ม จนหยุดที่สมุดบาง ๆ เล่มหนึ่งซึ่งถูกดันเข้าไปลึกกว่าหนังสือรอบข้าง


    บนปกมีอักษรเขียนไว้จาง ๆ


    บันทึกกรณีชีพจรตอบรับไม่ตรงทาง


    หัวใจของเย่เทียนเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ


    เขาหยิบมันออกมาอย่างระวัง ฝุ่นบาง ๆ หลุดลงบนปลายนิ้ว ปกสมุดเก่าจนมุมกระดาษเปื่อย แต่ยังอ่านได้ เขาเปิดหน้าแรก พบว่าลายมือข้างในไม่ใช่ตัวพิมพ์จากตำราทางการ แต่เป็นบันทึกของใครบางคนในอดีต อักษรไม่สวยนัก บางช่วงถูกขีดฆ่า บางช่วงมีคำถามเขียนเพิ่มริมขอบ


    เนื้อหาเริ่มจากการบันทึกผู้ฝึกคนหนึ่งที่ศิลาทดสอบไม่ส่องแสงเต็ม แต่เกิดการสั่นในรอยสลักชั้นล่าง ผู้บันทึกไม่ยืนยันว่าผู้ฝึกคนนั้นเปิดชีพจร แต่ก็ไม่จัดว่าไร้การตอบสนอง


    เย่เทียนอ่านเร็วขึ้น


    บรรทัดต่อมาทำให้เขาหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ


    ผู้มีอาการเช่นนี้บางราย มิใช่ชีพจรปิดสนิท หากเป็นชีพจรที่ไม่ยอมรับการนำทางจากภายนอกโดยตรง ยิ่งบังคับให้เดินตามตำรามาตรฐาน อาจเกิดแรงสะท้อนกลับต่อร่าง


    แรงสะท้อนกลับ


    คำนี้ทำให้ปลายนิ้วของเย่เทียนเย็นลงทันที


    เขาอ่านบรรทัดนั้นซ้ำอีกครั้ง ก่อนก้มลงอ่านต่อ


    วิธีแก้ยังไม่แน่ชัด บางรายใช้เวลานานกว่าผู้ฝึกทั่วไปจึงเปิดชีพจรได้ บางรายเสียหายจากการฝืน บางรายหายไปจากบันทึกก่อนมีผลยืนยัน ข้อสังเกตหนึ่งคือ ผู้มีชีพจรตอบรับไม่ตรงทางมักรับรู้จังหวะร่างกายผิดจากผู้อื่น และมีการตอบสนองต่อแรงกดหรืออันตรายมากกว่าการฝึกสงบนิ่ง


    เย่เทียนวางมืออีกข้างลงบนโต๊ะเพื่อกดไม่ให้สมุดสั่น


    แรงกด


    อันตราย


    จังหวะร่างกาย


    ถุงทราย ไม้พลอง หุ่นไม้ เสาหินปราณ ศิลาทดสอบ


    หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสิบกว่าตอนที่ผ่านมาเหมือนถูกดึงมาวางอยู่บนหน้ากระดาษเล่มนี้พร้อมกัน ถึงบันทึกจะไม่ให้คำตอบทั้งหมด แต่มันเหมือนเสียงเบา ๆ จากคนในอดีตที่เคยเห็นร่องรอยคล้ายกันและกล้าพอจะเขียนว่า “ไม่ใช่เรื่องปกติ แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีทาง”


    เย่เทียนพลิกหน้าถัดไปอย่างระวัง


    แต่หน้าถัดไปถูกฉีกออก


    ไม่ใช่ขาดเพราะเก่า


    ถูกฉีก


    รอยกระดาษด้านในยังเป็นแนวคมและไม่สม่ำเสมอ เหมือนมีคนดึงออกไปทั้งชุดหลายหน้า ทิ้งเพียงเศษมุมเล็ก ๆ ติดอยู่กับสันสมุด


    เย่เทียนนิ่งไป


    เขาพลิกต่อไปอีก หน้าเนื้อหากลับข้ามไปยังบันทึกสรุปท้ายเล่ม ซึ่งเขียนไว้เพียงไม่กี่บรรทัด


    หากพบผู้มีการตอบรับไม่ตรงทาง ห้ามกระตุ้นด้วยหินปราณโดยตรง ห้ามบังคับเดินตามชีพจรหลักทันที ควรสังเกตจังหวะตอบรับของร่างกายก่อนตัดสินแนวฝึก


    บรรทัดสุดท้ายถูกเขียนหนักกว่าบรรทัดอื่น


    บางประตูไม่เปิดจากด้านหน้า


    เย่เทียนมองประโยคนั้นอยู่นาน


    ถ้าเป็นเมื่อหลายวันก่อน เขาอาจไม่เข้าใจเลยว่ามันหมายถึงอะไร แต่หลังจากเลือดจาง ๆ บนหลังมือ หลังแรงสะท้อนกลับในอก และหลังศิลาทดสอบร้าวใต้ฝ่ามือ ประโยคนั้นกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครเคาะผนังในที่มืดจากอีกด้านหนึ่ง


    บางประตูไม่เปิดจากด้านหน้า


    เขาเกือบหยิบพู่กันออกมาคัดลอกทันที แต่เสียงไอเบา ๆ จากปลายแถวทำให้เขาหยุดมือ


    ชายชราผู้ดูแลหอเอกสารยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้


    “บอกแล้วว่าห้ามคัดลอกบันทึกเก่าโดยไม่ได้รับอนุญาต”


    เย่เทียนปิดสมุดลงช้า ๆ “ขออภัยขอรับ”


    ชายชราเดินเข้ามา ใช้นิ้วเคาะปกสมุดเบา ๆ “เจอเล่มนี้จนได้”


    “ท่านรู้ว่ามีอยู่?”


    “ข้าดูแลหอนี้ ไม่ใช่เฝ้าประตูเล่น ๆ” ชายชรากล่าว “แต่อย่าดีใจเกินไป บันทึกนี้ไม่ใช่ตำราฝึก มันเป็นบันทึกกรณีที่ไม่มีข้อสรุป คนที่อ่านแล้วคิดว่าตนพบทาง มักเดินผิดเร็วกว่าเดิม”


    เย่เทียนมองสมุดในมือ “หน้ากลางถูกฉีกออก”


    “นานแล้ว”


    “ใครฉีกหรือขอรับ”


    ชายชรามองเขาด้วยสายตาที่บอกว่าคำถามนี้เกินสิทธิ์ชั้นล่าง “บางเรื่องในหอเอกสาร หากหายไปแล้วยังไม่มีใครซ่อมกลับมา แปลว่าไม่ใช่ของที่เจ้าควรไล่ตามตอนนี้”


    เย่เทียนไม่ได้โต้แย้ง


    แต่เขาจำช่องว่างนั้นไว้แล้ว


    ชายชรายื่นมือ “หมดเวลาของเจ้าแล้ว เอาเล่มนี้คืนมา”


    เย่เทียนส่งสมุดคืนอย่างไม่เต็มใจนัก “ข้าขออ่านอีกครั้งในวันหลังได้หรือไม่”


    “ถ้าแผ่นสิทธิ์เจ้ายังไม่ถูกยึด และถ้าเจ้ามีชีวิตพอกลับมาอ่าน” ชายชราตอบแห้ง ๆ “หอเอกสารไม่ได้หนีไปไหน ส่วนคนหนุ่มมักเป็นฝ่ายหายไปก่อน”


    คำพูดนั้นฟังเหมือนคำประชด แต่เย่เทียนกลับรู้สึกถึงคำเตือนแฝงอยู่


    เขาคารวะแล้วเดินออกจากหอเอกสาร เมื่อแสงด้านนอกแตะใบหน้า เขาถึงรู้ว่าตนอยู่ข้างในนานกว่าที่คิดมาก ลมบ่ายพัดผ่านชายแขนเสื้อ ทำให้ถุงหินปราณในอกเสื้อกระทบเบา ๆ กับแผ่นไม้สิทธิ์ชั่วคราว


    หินปราณสามก้อน


    บันทึกที่ตอบไม่ครบ


    หน้ากลางที่ถูกฉีก


    ประโยคที่ว่า บางประตูไม่เปิดจากด้านหน้า


    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่คำตอบ


    แต่เป็นหลักฐานว่าคำถามของเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในโลกนี้


    เย่เทียนเดินกลับเรือนช้า ๆ ตามคำสั่งของเย่คุนว่าจะไม่ฝึก ไม่ทดลอง และไม่แตะหินปราณโดยลำพัง เขาทำตามทุกข้ออย่างเคร่งครัดอย่างน่าประหลาด แม้ในใจจะมีประโยคจากบันทึกเก่าหมุนวนไม่หยุด


    เมื่อถึงเรือน เขาวางถุงหินปราณ ขวดยาฟื้นฟู และแผ่นไม้สิทธิ์ชั่วคราวลงบนโต๊ะ แต่ไม่ได้แตะบันทึกลมหายใจพื้นฐานทันที เขาเพียงหยิบกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่นออกมา เขียนหัวข้อไว้ด้านบนอย่างเรียบง่าย


    คำถามที่ยังไม่ควรทดลอง


    ใต้หัวข้อนั้น เขาเขียนเพียงสามบรรทัด


    หนึ่ง — เหตุใดความอุ่นตอบรับต่อแรงกดมากกว่าความสงบ

    สอง — หน้าที่ถูกฉีกออกพูดถึงอะไร

    สาม — ถ้าประตูไม่เปิดจากด้านหน้า ด้านอื่นอยู่ที่ใด


    เขาวางพู่กันลงก่อนจะเขียนมากกว่านั้น


    นี่ไม่ใช่การฝึก


    ไม่ใช่การทดลอง


    เป็นเพียงการเก็บคำถามไว้ไม่ให้มันผลักเขาไปทำเรื่องโง่ก่อนเวลา


    ตะวันด้านนอกเริ่มคล้อยลง เงาหน้าต่างทอดยาวมาถึงขอบโต๊ะ เย่เทียนมองถุงหินปราณสามก้อนที่ยังไม่ได้เปิด แล้วเลื่อนมันให้ห่างจากมือเล็กน้อย


    วันนี้เขาได้รับทรัพยากร


    ได้รับคำเตือน


    ได้รับคำถามใหม่


    แต่ยังไม่ได้รับทาง


    และบางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เขายิ่งแน่ใจว่า ทางที่ควรเดินนั้นคงไม่ได้อยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยกระดาษเพียงอย่างเดียว