ตอนที่ 10
หมอผีชราเห็นลูกศิษย์ถูกอีกฝ่ายจัดการลงไปกองกับพื้น เพียงหมัดเดียวที่สตรีร่างใหญ่ปล่อยออกมา ไหนจะคำท้าทายนั่นอีก ทำให้ยิ่งรู้สึกโมโห และรู้สึกเสียหน้า
จึงได้ย่างสามขุมเข้าหา สตรีร่างใหญ่ มือเหี่ยวย่นกระชับมีดในมือเอาไว้มั่น หลังจากเข้ามาในระยะประชิดแล้ว ชายชราก็เงื้อมือขึ้นสูง ตั้งใจจะแทงมีดลงบนหน้าอกซ้ายของนาง ให้ตายเพียงแผลเดียว
หลางกุ้ยตานยืนรออยู่แล้ว พออีกฝ่ายเงื้อมือจะแทงมีดลงมา นางก็เบี่ยงตัวหลบ จากนั้นมืออวบอูม ก็จับมือเหี่ยวย่นข้างที่ถือมีด จับบิดไปหนึ่งที มีดหมอก็ร่วงลงไปอยู่บนพื้น พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเ็ปของชายชรา
“โอ๊ย”
เท่านั้นไม่พอ หญิงสาวออกแรงกดมือของชายชราให้ชิดกับข้อมือของตนเอง จากนั้นหมุนแขนข้างที่ถูกจับ บิดแขนให้ไปอยู่ด้านหลัง ออกแรงบังคับให้หมอผีนั่งคุกเข่าลงกับพื้น ส่วนมืออีกข้างก็จับกดบริเวณหัวไหล่ของมือหมอผีข้างที่ถูกจับบิดไพล่ไปด้านหลัง
“เ้าจะทำอะไรพ่อหมอนะ ปล่อยพ่อหมอเดี๋ยวนี้นะ” หลู่ซื่อเองก็เป็อีกคน ที่เคารพหมอผีประจำหมู่บ้าน และคิดว่าิญญาร้ายที่กำลังเล่นงานหมอผีอยู่นี้ คงจะมีพลังตบะแก่กล้านัก ถึงได้ไม่กลัวอะไรเลย
“พวกเ้าช่วยข้าด้วย ิญญาร้ายตนนี้มันร้ายกาจนัก ข้าไม่อาจต้านพลังดำมืดในตัวนางได้ พวกเ้าก็เหมือนกัน หากยังยอมให้นางอาศัยอยู่ด้วยต่อไป จะเป็พวกเ้าเองนั่นแหละ ที่จะต้องมีอันเป็ไป” ในเมื่อเล่นงานตรง ๆ ไม่ได้ หมอผีก็ต้องใช้วิธีนี้แหละ คอยดูสิว่าสองผู้เฒ่าหม่า ยังจะให้นางอาศัยอยู่ในบ้านอีกต่อไปหรือไม่
“มีอันเป็ไปงั้นหรือ เ้าต่างหากที่จะมีอันเป็ไปก่อนข้า”
...กรอบ...
เสียงกระดูกที่หลุดออกจากกันดังขึ้น หลางกุ้ยตานจัดการยกเท้าขึ้นมาเหยียบที่หัวไหล่ของชายชรา ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะอายุมากกว่าตนเองหลายเท่า หากคิดเล่นงานนางก่อน นางก็จะเล่นงานกลับเหมือนกัน โดยการลงมือหักแขนข้างหนึ่งของหมอผีเป็การสั่งสอน
“โอ๊ย...แขนข้า แขนของข้า”
หลังจากถูกปล่อยตัวให้เป็อิสระ ชายชราก็ก้มลงมองแขนที่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างลำตัว โดยเฉพาะบริเวณหัวไหล่ที่บวมขึ้นมา จากกระดูกที่หลุดออกจากกัน จนิับริเวณนั้นกลายเป็สีม่วงเข้ม เสียงครวญครางของหมอผีชราดังระงมไปทั่ว แม้แต่บ้านเรือนใกล้เคียงก็ยังได้ยิน
“จำเอาไว้ หมอผีปลอมเช่นเ้า ถ้ายังคิดจะหลอกลวงชาวบ้านอยู่อีก ข้าไม่ปล่อยเอาไว้แน่”
“แก...ฝากไว้ก่อนเถอะ” ชายชรายกมือข้างที่เหลือขึ้นชี้หน้า สตรีร่างใหญ่ กล่าววาจาขู่อาฆาตเอาไว้
“ยังจะคิดหาเื่ข้าอีกหรือ...ได้...หากคราวหน้าเ้ายังไม่เข็ด สิ่งที่จะหักต่อไป คือคอของเ้า”
หลางกุ้ยตานย่างสามขุมเข้าหาหมอผีอย่างไม่เกรงกลัว หากจำเป็ต้องฆ่า นางก็สามารถฆ่าคนได้
หมอผีสบสายตาเย็นเยียบของสตรีตรงหน้า เกิดความรู้สึกหนาวะเืจับขั้วหัวใจ จิตสังหารในจิตใจของสตรีนางนี้ มีมากกว่าตัวเขาเองเสียอีก ขืนยังดื้อดึง อาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งเอาไว้ที่นี่ก็ได้
จังหวะนั้น ชายร่างั์ที่นอนแน่นิ่ง ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพอดี ชายชราจึงออกคำสั่งให้หนีออกไปจากที่นี่ทันที
“พ่อหมอ ท่านจะไปไหน กลับมาปราบผีร้ายก่อน” หลู่ซื่อ พยายามร้องเรียกหมอผีเท่าไร อีกฝ่ายก็ไม่เหลียวหลังกลับมาเลย
หลางกุ้ยตานหันขวับไปจ้องมองคนสกุลหม่า ตาเขียวปัดและดุดัน จนซางซื่อรีบลากตัวสามีและลูกทั้งสอง หนีกลับเรือนไปก่อน
ส่วนเหวยเสวี่ยฮวาตัวต้นเื่ก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ กับสายตาของสตรีร่างอวบอ้วน เลยรีบกระซิบข้างหูแม่สามี แล้วพาทุกคนกลับไปตั้งหลักที่เรือนใหญ่ก่อน
“มากันอีก แม่จะจับหักคอจิ้มน้ำจิ้มเลยนี่”
หลางกุ้ยตานทิ้งไม้กวาด หมดอารมณ์ที่จะทำความสะอาดบ้าน คิดจะกลับไปสงบสติอารมณ์ในห้องนอนของตน
พอเปิดประตูหน้าบ้านเข้าไป ก็เห็นแผ่นหลังของเ้าตัวเล็กทั้งสอง วิ่งหายกลับเข้าไปในห้องนอน
“คงไม่คิดว่าข้าถูกผีเข้าไปอีกหรอกนะ”
แต่คิดไปคิดมา นางก็เป็ิญญาที่หลุดออกมาจากร่างในยุคปัจจุบันจริง ๆ นี้นา ที่พวกเขาเหล่านี้เข้าใจว่าหลางกุ้ยตานถูกผีสิง ก็เป็ความเข้าใจที่ไม่เกินจริงนัก ผิดก็แต่ว่านางไม่ใช่ิญญาร้ายเสียหน่อย
...นี้แหละ ที่มันน่าโมโหนัก...
จากที่คิดจะกลับเข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องนอน หญิงสาวจึงเลือกที่จะออกไปเดินเล่น สำรวจดูหมู่บ้านต้าหนิงหน่อย ว่าเป็เช่นไร และยังเป็การออกกำลังกายไปในตัวด้วย
ระหว่างที่เดินท่องเที่ยวในหมู่บ้านเพื่อสงบสติอารมณ์นั้น หลางกุ้ยตานก็สังเกตเห็นสายตาของชาวบ้านไม่เป็มิตรกับนางนัก ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะการทำตัวเป็แม่เลี้ยงและภรรยาใจร้ายของเ้าของร่างคนเดิม ทำให้ชาวบ้านต่างพากันไม่ชอบขี้หน้า
หญิงสาวไหวไหล่ ไม่ชอบขี้หน้าแล้วอย่างไร นางไม่สน ขอแค่อย่ามายุ่งกับนางก็พอ บางทีหากชาวบ้านพวกนี้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของหลางกุ้ยตานคนใหม่แล้ว ก็คงจะพากันปรับเปลี่ยนทัศนคติไปเอง
คิดได้ดังนั้น นางก็สบายใจขึ้นมามาก อารมณ์ขุ่นมัวจากการปะทะกับหมอผีหายไป หลังจากเดินเล่นมาได้สักระยะ หญิงสาวจึงหมุนกายเดินกลับบ้านสกุลหม่า
ระหว่างที่เดินผ่าน นางสังเกตเห็นประตูและหน้าต่างเรือนใหญ่ปิดสนิท ทั้งที่เวลานี้เป็่กลางวันแท้ ๆ
“นี้พากันกลัวว่าข้าจะเข้าไปฆ่าพวกเขาหรืออย่างไร”
หลางกุ้ยตานส่ายหน้า เดินอ้อมเรือนใหญ่ไปทางด้านหลัง พอมาถึงก็เปิดประตูเดินเข้าไปในตัวบ้าน ทันได้เห็นเด็กชายเด็กหญิง ช่วยกันจัดเก็บข้าวของ ทำราวกับจะย้ายบ้านอย่างไรอย่างนั้น เลยรีบเข้าไปสอบถาม
“เกิดอะไรขึ้น เก็บข้าวของทำไมกัน”
หม่าเหม่ยอิง หวาดกลัวแม่เลี้ยงมากขึ้นกว่าเดิมอีก เพราะคิดว่า มีิญญาร้ายเข้าสิงจริง ๆ พอนางเข้ามาใกล้ เลยรีบวิ่งไปหลบที่ด้านหลังของพี่ชาย
หม่าเหวินฝูเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ร่างเล็กสั่นสะท้านขึ้นมาเองแบบไม่รู้ตัว
หลางกุ้ยตานเห็นดังนั้น ทิ้งกายลงนั่งให้ใบหน้าเสมอกับใบหน้าเล็ก ก่อนจะใช้น้ำเสียงที่นุ่มกว่าทุกครั้ง อธิบายให้เด็กทั้งสองเข้าใจ
“เสี่ยวฝู อิงเอ๋อร์ ฟังนะ ข้าไม่ได้ถูกิญญาร้ายเข้าสิง อย่าที่พวกเขากล่าวหา ข้าก็คือข้า แม่เลี้ยงใจร้าย ที่กลับตัวกลับใจแล้ว หากข้าถูกิญญาร้ายเข้าสิงจริง ไม่ใช่ว่าข้าจะใจร้ายกับพวกเ้ามากขึ้นกว่าเดิมหรอกหรือ ตลอดหลายวันที่เราอยู่ด้วยกันมา เ้าเคยถูกข้าทำร้ายเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่”
หม่าเหวินฝูค่อย ๆ คิดตามคำพูดของสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ก็เห็นเป็จริงอย่างที่นางพูด นอกจากนางจะไม่มีท่าทีทำร้าย คุกคาม พวกเขาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาหารการกิน นางก็ปล่อยให้พวกเขากินอิ่ม นอกจากนี้งานบ้านที่เขาเคยทำ นางก็ลงมือช่วยทำ รวมไปถึงช่วยปรนนิบัติท่านพ่อด้วย
หากนางถูกิญญาร้ายเข้าสิง แล้วนิสัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ก็ย่อมเป็การดีสำหรับพวกเขาไม่ใช่หรือ
“เข้าใจข้าแล้วใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นตอบข้ามาว่าพากันเก็บข้าวของทำไม”
“ท่านปู่สั่งให้เราย้ายออกจากบ้าน โดยมอบที่ดินว่างเปล่าที่ท้ายหมู่บ้านให้ แล้วยังบอกให้ย้ายออกภายในวันนี้ด้วยขอรับ” หม่าเหวินฝูยอมเอ่ยออกมาในที่สุด
ดวงตาหงส์วาวโรจน์ คงเป็เพราะคำพูดทิ้งท้ายของหมอผี ทำให้ผู้เฒ่าสกุลหม่า คิดขับไล่นางออกจากบ้าน แต่หลางกุ้ยตานไม่เข้าใจ ว่าทำไมถึงใจร้ายไล่บุตรชายพิการกับหลานชายหลานสาว สายเืของพวกเขาได้ลงคอ
“ข้าจะไปพูดคุยกับพวกเขาให้รู้เื่”