เทย์เลอร์เป็นคนเดินไปเปิดประตูเมื่อมีเสียงเคาะดับขึ้นและสายสืบไคลน์ก็เดินเข้ามาในห้องโถงกลาง เมื่อเขามองเลยออกไปที่ถนนก็พบว่ามีรถตำรวจจอดอยู่ ภายในรถมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบนั่งรออยู่ 2คน
“เราไม่ได้พบกันนานพอดูนะคุณโฮลด์แมน”
“ครับ”
“ในเมื่อคุณลากตัวผมออกมาอย่างนี้น่าจะมีกาแฟเลี้ยงผมด้วย” ไคลน์ว่า
“ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเชิญเลยครับ”
เขาเดินนำสายสืบเข้าไปในครัวมาริลีนนั่งอยู่ที่โต๊ะ จับตาอยู่กับโน๊ตที่เธอบันทึกไว้เธอเงยหน้าขึ้นฝืนยิ้มให้ไคลน์
“คุณไคลน์ขอแนะนำให้รู้จักคุณมาริลีน บริกก์”
“เฮลโล...!” ไคลน์ผงกศีรษะทักทาย
“เฮลโล...” มาริลีนสนองตอบ
“ผมขอกาแฟดำนะ” ไคลน์บอกเมื่อทรุดตัวลงนั่ง
เทย์เลอร์รินกาแฟใส่ลงในถ้วยไคลน์ยกขึ้นจิบ พยักหน้าอย่างพอใจ
“ที่เราติดต่อไปหาคุณวันนี้ก็เพราะไม่รู้จะโทรไปหาใครดี”เทย์เลอร์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “ผมคิดแต่เพียงว่าในเมื่อคุณเป็นคนคุมคดีนี้อยู่ เมื่อมีข่าวใหม่ๆ คุณก็น่าจะให้ความสนใจบ้าง”
ไคลน์ยังคงนั่งจิบกาแฟเงียบๆสายตาที่มองเทย์เลอร์ในยามนี้ฉายแววขบขัน
“เห็นคุณบอกว่าได้ข่าวมา” ไคลน์ว่า “ผมพร้อมเสมอที่จะรับฟังเว่าแต่ที่เรากำลังจะคุยกันมันเรื่องอะไรล่ะเรื่องเกี่ยวกับภรรรยากับลูกสาวคุณหรือว่าเรื่องของเอ็มเมอร์สัน?”
“ไม่ใช่ทั้งสองเรื่อง” เทย์เลอร์สูดลมหายใจลึก
“ถ้าอย่างนั้นผมก็มองไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรนี่”
“เราคิดว่ามันจะต้องมีการฆ่าแบบเดียวกันนั่นเกิดขึ้นอีกในคืนนี้”เทย์เลอร์ตอบออกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ไคลน์มองหน้าเขาอยู่แต่สีหน้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
“คุณไปขุดข่าวนี่มาจากไหน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “จากรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หรือยังไง?”
“ก็ไม่เชิงหรอก” เทย์เลอร์ตอบอย่างอึดอัด
“ฉันเป็นนักจิตศาสตร์ค่ะ” มาริลีนโพล่งออกไป
“อย่างนั้นหรือครับ” ไคลน์มองหน้าเธอก่อนจะเลื่อสายตาไปมองเทย์เลอร์
เทย์เลอร์ตกอยู่ในสภาพกระอักกระอ่วนอยากจะพูดแก็พูดไม่ออก ไม่รู้จะแสดงปฏิกิริยาอย่างไร ได้แต่ก้มหน้ามองดูโต๊ะ
“คืนนี้จะต้องมีการฆาตกรรมเกิดขึ้นค่ะ”มาริลีนพูดต่อ “ผู้ที่เคราะห์ร้ายจะเป็นครอบครัวที่อยู่ในอะโนก้า”
ไคลน์จิกาแฟเงียบๆไม่ได้ละสายตาจากใบหน้าเทย์เลอร์เลย...
“ครอบครัวในอะโนก้า...” เขาลดถ้วยที่ถืออยู่ในมือลง “ถามจริงๆ เถอะนี่เป็นความคิดของใครที่ติดต่อไปหาผม”
“ของเราทั้งสองคนครับ” เทย์เลอร์ตอบ
“คุณโฮลด์แมน” ไคลน์สูดลมหายใจลึก “การที่ผมยอมเสียเวลานั่งรถออกมหาคุณถึงที่นี่เพราะผมเข้าใจดีว่าคุณยังมีความกังวลใจเกี่ยวกับความตายของลูกเมียอยู่มากและผมก็รู้ว่า คุณอยากให้เราจับตัวฆาตกรได้เร็วๆ ตอนที่พูดโทรศัพท์กันคุณบอกว่ามีอะไรบางอย่างจะเล่าให้ผมฟัง ซึ่งผมก็บอกคุณแล้วว่าผมพร้อมที่จะรับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจคุณอย่างยิ่ง...” เขาสูดลมหายใจลึกอีกครั้งก่อนพูดต่อ
“ก่อนอื่นผมอยากจะบอกให้คุณรับรู้ไว้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้อย่างดีที่สุดอยู่แล้วเราไม่เคยลืมเรื่องของคุณเลยและเราก็เข้าใจความรู้สึกของคุณอย่างดีด้วย”
“” ผมว่าเรื่องความเห็นใจที่คุณมีต่อผมเอาเก็บไว้ก่อนก็ได้นะครับ ตอนนี้ผมอยากให้คุณรับฟังในสิ่งที่มาริลีนจะพูดเสียก่อนผมบอกตั้งแต่แรกแล้วยังไงว่า คืนนี้มันจะต้องมีการฆ่ากันตายเกิดขึ้นอีก”
“คุณชื่อมาริลีน บริกก์...?”เขาตวัดหางเสียงถามซึ่งเธอก็พยักหน้ารับ
“ทางกรมตำรวจของเราเคยใช้นักจิตศาสตร์เข้ามาช่วยในการตามหัวคนร้ายอยู่บ้างเหมือนกันซึ่งผมก็เห็นจะต้องยอมรับในเรื่องนี้แต่ไม่ใช่คุณนี่ครับ ผมอาจจะไม่รู้จักชื่อเธอคนนั้นก็จริง แต่ไม่ใช่คุณแน่”
“ผมว่าที่คุณพูดมามันไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ”เทย์เลอร์พูดเสียงกร้าว “คุณจะรับฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูดสักหน่อยได้ไหมล่ะ?”
“ผมคิดว่าไม่...ดีกว่าสิ่งหนึ่งที่คุณควรจะต้องรับทราบไว้นะคุณโฮลด์แมน ว่ากำลังตำรวจของเรามีจำกัดเวลานี้งานของเราก็เต็มมืออยู่แล้วจะให้ผมไปวิ่งไล่ตามจับคนร้ายที่ยังไม่ได้ลงมือกระทำการเห็นจะไม่ไหวหรอกนะ”
“ฟังนะคะครอบครัวที่จะถูกฆ่าในคืนนี้ชื่อลาร์สัน พวกเขามีบ้านอยู่ในอะโนก้าทั้งสามีภรรยากับลูกเล็กๆ อีก 2 คนจะถูกฆ่าในคืนนี้ก่อนเที่ยงคืน” น้ำเสียงที่แข็งกร้าวเย็นเยือกของมาริลีนทำให้ทั้งไคลน์และเทย์เลอร์ถึงกับนั่งตัวแข็งไป ในที่สุดสายสืบก็ส่ายหน้าอย่างไม่อาจยอมรับฟังข่าวนี้ได้
“ผมต้องขอโทษอย่างมากเลยนะ” ไคลน์ว่า “ทั้งขอโทษแล้วก็เสียใจด้วย”
“คุณต้องเสียใจแน่” เทย์เลอร์ตอบ “ผมจะบอกให้คุณรับรู้ไว้ว่าผมจะทำอะไรต่อไป...ผมจะโทรศัพท์ไปที่หนังสือพิมพ์ “สตาร์”จะเล่าให้ใครบางคนที่รับฟังผมได้รับรู้เรื่องนี้ไว้รวมทั้งคำพูดของคุณที่พูดกับเราตอนนี้ด้วย ถ้าครอบครัวลาร์สันถูกฆ่าคืนนี้จริงผมรับรองได้เลยว่าข่าวนี้จะเป็นข่าวใหญ่ที่ถูกตีพิมพ์อย่างไม่ต้องสงสัยและมันจะต้องพาดหัวว่า...”เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ใส่ใจกับคำเตือนของนักจิตศาสตร์” ไม่เพียงแค่นั้นนะ เมื่อไรก็ตามที่ข่าวนี้ปรากฏในหนังสือพิมพ์คุณคอยดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าตัวคุณจะเป็นยังไงต่อไป คุณจะต้องถูกด่า ถูกประนามเพราะคุณปล่อยให้คนถึง 4 คนถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาทั้งที่คุณได้รับคำเตือนแล้ว”
“นี่คุณขู่ผมหรือคุณโฮลด์แมน?”
“คุณคิดว่าผมขู่หรือเปล่าล่ะ?”
ไคลน์ถอนหายใจอย่างสิ้นหวังหมดทางต่อสู้
“ไหน...บอกชื่อผมอีกทีสิ?”
“ลาร์สัน” มารลีนตอบ“เหตุจะเกิดขึ้นที่เขตอะโนก้าฉันไม่ทราบบ้านเลขที่ของพวกเขาหรอกรู้แต่เพียงว่าเหตุการณ์มันจะเกิดขึ้นก่อนเที่ยงคืนเท่านั้น”
“ผมขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้ไหม?”
“อยู่ในห้องโถงกลาง เชิญตามสบาย”
ไคลน์ลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนใจเดินไปโทรศัพท์ในห้องโถงกลางเทย์เลอร์กับมาริลีนได้ยินเสียงที่เขากำลังพูดอย่างชัดเจน
“ช่วยเช็คหมายเลขให้ผมหน่อยเอลเลนคงต้องเอาสมุดรายชื่อของอะโนก้ามาเปิดดู ชื่อลาร์สันนะ ผมไม่รู้บ้านเลขที่หรอก”
เขาเดินกลับเข้ามาทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะหลังจากพูดโทรศัพท์อยู่นานพอสมควร
“ในอะโนก้ามีลาร์สันอยู่ตั้ง 3คน คุณไม่รู้เลยหรือว่าควรจะเป็นคนไหน?”
“ไม่ได้ระบุอย่างแน่ชัดเลยค่ะ”มาริลีนตอบด้วยน้ำเสียงที่ดีขึ้น
ไคลน์มองหน้าเธออยู่ก่อนจะหันไปทางเทย์เลอร์
“ฟังให้ดีนะคุณโฮลด์แมนถ้าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นจริงอย่างที่คุณผู้หญิงคนนี้ทำนายไว้คุณเลิกติดต่อไปหาผมได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม”
“รับรองว่ามันจะต้องเกิดแน่...!”
“เอาละสมมุติว่ามันเกิดขึ้นจริงอย่างที่ว่า คุณคิดว่าใครควรจะเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรก?”
เทย์เลอร์เหลือบตามองไปทางมาริลีนก่อนจะตอบออกไปว่า
“ผมรู้ว่าเรากำลังเสี่ยงกับเรื่องนี้อย่างมากแต่เราทั้งสองคนจะอยู่กันที่นี่ตลอดทั้งคืนเลยนะ ใช่ไหมมาริลีน?”
ซึ่งเธอก็พยักหน้ารับรองคำพูดของเขาไคลน์ผลุดลุกขึ้นยืน เลื่อนถ้วยกาแฟออกจากตรงหน้า
“กาแฟคุณขมชะมัดยาด” เขาบอก
เทย์เลอร์เดินตามไปส่งเขาถึงหน้าประตูบ้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คนกำลังมองมาทางตัวบ้านอยู่
“จะยังไงก็ตามผมจะติดต่อมาหาคุณอีกครั้งหนึ่งนะคุณโฮลด์แมน”
เทย์เลอร์มองตามหลังนายตำรวจที่เดินไปขึ้นรถหลังจากที่รถคันนั้นเคลื่อนออกจากที่ไปแล้ว เขาจึงได้เดินกลับมาหามาริลีนในครัวเธอเงยขึ้นมองหน้าเขา...
“นี่เรากำลังพาตัวเองเขาไปพัวพันกับเรื่องอะไรแน่...?”หางเสียงของเขาบอกความกังวลใจอยู่มาก...