ย้อนกลับไปเมื่อราวสองปีก่อน ณ ค่ายกบดานของแอนนา
ในยามเช้าของวันอันแสนธรรมดาวันหนึ่ง แววตาของโอเกอร์ได้จ้องมองอาทิตย์อัสดงที่กำลังลอยหายไปจากเส้นขอบฟ้าพร้อมมีซิลเวอร์อยู่ข้างกาย
“ขอบใจนายมากซิลเวอร์ หากไม่มีนาย ชั้นคงไม่มีทางปกป้องท่านแอนนาและมีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ได้” โอเกอร์เปล่งเสียงพูดพร้อมรอยยิ้ม
“พูดอะไรของนาย แม้จะไม่มีเื่ภารกิจมาเกี่ยวข้อง ชั้นก็จะช่วยเหลือนายโดยไม่ลังเล เพียงแค่เพื่อนรักอย่างนายพูดมาแค่คำเดียว”
ถ้อยคำของซิลเวอร์เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจไร้ซึ่งสิ่งใดเจือปน ความสัมพันธ์ของทั้งสองแน่นแฟ้นราวกับเป็พี่เป็น้อง
“ขอบคุณมาก”
เหล่าทหารกล้าต่างร่วมมือฝ่าฟันภยันตรายมามากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะซิลเวอร์และโอเกอร์ ทั้งคู่คือคู่หูที่ร่วมทางกันมานานหลายปี
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ย่อมไม่มีสิ่งใดแน่นอน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ซิลเวอร์กลับเลือกที่จะหักหลังทุกคนและหลบหนีหายตัวไปเพียงลำพัง
กลับสู่ปัจจุบัน
ห่างออกมาจากหน้าประตูทางเข้า โอเกอร์เร่งฝีเท้าอย่างเร่งรีบพร้อมมือขวายังคงโอบอุ้มเรือนร่างของแอนนาเอาไว้บนบ่า
แม้ว่าทั้งสองจะออกห่างจากสนามรบมาไกลมากแล้ว กระนั้นเสียงลั่นไกปืนและเสียงกรีดร้องยังคงก้องกังวานราวกับการแว่วเสียงเรไรผ่านมาเป็พักๆ
“ปล่อยชั้นโอเกอร์! ชั้นจะไปฆ่าไอ้คนทรยศนั่น !!”
แอนนายังคงดิ้นรนอย่างสุดชีวิต สีหน้าของเธอเจือแววเจ็บแค้นและเดือดดาลราวกับสัตว์อสูร พร้อมเสียงคำรามของเธอยังก้องกังวานประหนึ่งฟ้าผ่า
โอเกอร์ได้หยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลง เบื้องหน้าของเขาคือที่พักนักเดินทางหลังหนึ่ง
เขาวางแอนนาลงสู่พื้นด้วยความอ่อนโยน ไม่นานเขาจึงย่อตัวลงและมอบสายตาจ้องมองใบหน้าของแอนนาพร้อมเริ่มเอ่ยวาจา
“ข้างใต้ที่นอนของผมจะมีหลุมหลบภัยชั่วคราวซ่อนอยู่ คงจะสามารถพรางตาศัตรูได้สักระยะหนึ่ง ท่านแอนนาได้โปรดเข้าไปหลบซ่อนสักพัก หากได้ยินเสียงเคาะพื้นสามครั้ง นั่นจะหมายความว่าพวกเราสามารถเอาชนะพวกมันได้แล้ว แต่หากท่านไม่ได้ยินเสียงเคาะสามครั้ง จงรอต่อไปอีกราวสามสิบชั่วโมง คิดว่าจนถึงตอนนั้น พวกมันก็อาจจะถอดใจและเลิกค้นหากันไปเอง”
เมื่อถ้อยคำแรกสิ้นสุดลง โอเกอร์จึงเร่งลุกขึ้นยืน มือขวารีบดึงดาบเล่มใหญ่ออกจากฝัก ปากกล่าวว่า “ผมจะกลับไปช่วยพวกของเราต่อสู้ ตราบใดที่เรายังโดนล้อมอยู่แบบนี้ พวกมันคงไม่คิดจะรามือจากพวกเราง่าย ๆ เป็แน่ แต่อย่างน้อยที่สุด หากผมสามารถโค่นเ้าซีซ่าลงได้ ขวัญกำลังใจของพวกมันที่เหลือคงจะลดน้อยลงไปบ้างไม่มากก็น้อย”
แอนนาสามารถตระหนักรู้ได้ในทันที ถึงนัยสำคัญที่แท้จริงที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ทุกถ้อยคำของโอเกอร์
“ไม่ค่ะ พวกเราสัญญากันแล้วไม่ใช่รึไงคะ หากจะต้องตาย พวกเราก็จะตายด้วยกัน ชั้นเองก็จะไม่หนีค่ะ!!”
เสียงะโของแอนนาดังก้องกังวานพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้ม
ใบหน้าของเธอเผยความโศกเศร้าที่อัดแน่นอยู่ในทรวงอกออกมา เมื่อเขาได้เห็นมัน โอเกอร์จึงย่อตัวลงอีกครั้ง ดาบในมือขวาถูกวางลงบนพื้นทราย แววตาของทั้งสองจดจ้องมองกันและกันในระยะใกล้ชิด
มือขวาของเขาค่อย ๆ ยื่นไปข้างหน้าเพื่อลูบหัวของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ราวกับการปลอบประโลมอย่างบางเบาของชายผู้เป็พ่อคน
“ในสมัยที่ผมยังเป็เพียงนักบุกเบิกระดับทองแดง ผมมีภรรยาและลูกสาวที่น่ารักที่สุดในโลกคนหนึ่ง แต่ตัวผมกลับบ้าพอที่จะปล่อยให้พวกเธอจากผมไป และในตอนนี้ ท่านแอนนาครับ ท่านเองก็เปรียบเสมือนเป็ลูกสาวของผมคนหนึ่ง ผมเอ็นดูท่านมาตลอด ไม่เพียงแค่ผม พวกเราทั้งหมดล้วนสามารถมอบชีวิตให้แก่คุณได้หากว่ามันไม่มีทางเลือกอื่น เพราะฉะนั้น ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดรับฟังคำขอร้องจากผมเพียงสักครั้งก็ยังดี”
ถ้อยคำของโอเกอร์ได้เข้าปลอบประโลมจิตใจของเธอ สิ่งเดียวที่เขา้าไร้ซึ่งการเจือปนของปัจจัยภายนอก มีเพียงความรักอันซื่อตรงของผู้เป็พ่อที่เห็นชีวิตของลูกสาวมีค่ายิ่งกว่าชีวิตตน
หยาดน้ำตายังคงหลั่งไหลอาบสองแก้มของแอนนา “ทำไมต้องเกิดเื่แบบนี้ขึ้นกับพวกเรา บอกชั้นสิพระเ้า พวกเราไปทำอะไรให้ท่านไม่พอใจกันแน่” เธอเอื้อนเอ่ยคำถามโดยมิได้หวังคำตอบ เพราะทั้งเธอและโอเกอร์ต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ บนโลกใบนี้ไม่มีสถานที่แห่งใดให้พวกเธอสามารถมีชีวิตได้อย่างสงบ
แต่แล้ว..
“ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะ แต่ข้าเองก็คงรอไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้วเช่นกัน”
เสียงของใครสักคนได้ก้องกังวานมาจากด้านหลัง พลันทั้งสองได้เหลียวมองกลับไป ปีศาจร้ายในคราบชุดเกราะสีทมิฬได้ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าพวกเขา รอยยิ้มอันป่าเถื่อนของมัน ราวกับสัตว์ปีศาจแห่งขุมนรกมิใช่รอยยิ้มของมนุษย์
“ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ ?!!”
โอเกอร์ดวงตาเบิกกว้าง เขาเร่งลุกขึ้นยืนพลันยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นป้องเพื่อเตรียมตัวเข้าต่อสู้
ไม่มีตัวเลือกใดอื่น ทางรอดเดียวที่เหลือคือเขาต้องโค่นล้มซีซ่าลงเสียที่นี่!
ความรวดเร็วของซีซ่าช่างน่าหวาดสะพรึง นับั้แ่ที่โอเกอร์ได้หลบหนีมา เวลาก็ล่วงผ่านไปเพียงแค่สามนาที
ปรสิตตะขาบทมิฬไม่เพียงแค่สร้างโล่และเกราะอันแข็งแกร่ง กระนั้นยังมอบพลังกายอันเหนือล้ำยิ่งกว่าคนธรรมดาให้แก่ผู้ใช้งาน
“ไม่มีทางเลือก เราต้องจัดการมันลงซะเดี๋ยวนี้”
ต่างฝ่ายต่างจดจ้องไปยังั์ตาของกันและกัน ไม่มีฝ่ายใดคิดจะเริ่มต้นเคลื่อนไหวเพื่อเปิดฉากจู่โจม
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของแกมานานแล้ว และตัวข้าอยากจะลองสู้ด้วยสักครั้ง”
ริมฝีปากของซีซ่าได้สั่นไหว เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นเพื่อเปิดบทสนทนาเป็ฝ่ายแรก
ได้ยินเช่นนั้น โอเกอร์จึงเผยยิ้มพลันตอบว่า “แต่ดูเหมือนว่าทางนี้จะไม่มีทางปฏิเสธได้เสียด้วยสิ”
ใบหน้าของทั้งสองนิ่งสงบราวกับน้ำนิ่งไหลลึก บรรยากาศรอบกายพลันปกคลุมไปด้วยความอึดอัดในชั่วพริบตา
“ยอมแพ้ซะ”
“ขอปฏิเสธ”
ซีซ่าทอดถอนหายใจด้วยความเสียดาย พร้อมวาจาพลันถูกเปล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววตักเตือนอย่างไม่สู้พอใจนัก
“เช่นนั้นข้าก็จะไม่เสียมารยาทถามไถ่อีกเป็ครั้งที่สอง หากนั่นคือสิ่งที่แกเลือก”
หัวหน้าโจรผู้ชั่วร้ายััได้ถึงจิติญญานักสู้ภายในจิตใจของอีกฝ่าย ต่อให้เขาจะเฆี่ยนตีสักกี่ครา ตัวโอเกอร์ก็ไม่มีวันจะเอื้อนเอ่ยวาจาเพื่อขอยอมแพ้
ทั้งสองเร่งตั้งท่า แววตามองแน่วไปที่อีกฝ่าย ร่างกายตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือในทุกกระบวนท่าของศัตรู
“ซุ่ม !!”
ซีซ่าเริ่มต้นเปิดฉากโจมตี เรือนร่างของเขาเลือนหายไปในชั่วพริบตา สิ่งเดียวที่เหลืออยู่มีเพียงภาพติดตาที่มีระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวินาที
แม้ศัตรูกำลังพุ่งทะยานเข้ามาจู่โจม ทว่าโอเกอร์กลับยังคงหยุดยั้งย่างก้าวของตนให้อยู่ ณ ที่เดิม สายตาของเขาช่างนิ่งสงบ ไม่แยแสต่อสิ่งเร้ารอบกายราวกับน้ำนิ่งไหลลึก
.
< เกิดอะไรขึ้น ทำไมมันถึงไม่ขยับ มันกำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่ ? >
.
ซีซ่าเร่งครุ่นคิด สองเท้าของเขายังคงเร่งทะยานมุ่งไปข้างหน้า กรงเล็บข้างขวากางออกพร้อมกำลังจะเข้าจู่โจมในอีกไม่นาน
เรือนร่างของอสูรปรากฏกายขึ้นมาอยู่ตรงหน้าของโอเกอร์ในฉับพลัน การโหมกระหน่ำพายุกรงเล็บได้เริ่มต้นขึ้น เพียงแต่ว่า ก่อนที่การโจมตีของมันจะเข้ากระทบกายของโอเกอร์ ดาบเล่มใหญ่ได้ถูกยกขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่า พร้อมมีเสียงว่ากล่าวที่ถูกเปล่งออกมาดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ
“เคลือบวารี !!”
เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง ออร่าสีครามพลันหมุนวนอยู่รอบดาบและแปรเปลี่ยนเป็สายวารี
โอเกอร์ฟาดฟันคมดาบเข้าใส่ศัตรูด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ เส้นเืผุดขึ้นมาอยู่ทั่วแขนและมือ พละกำลังเพิ่มพูนทวีในชั่วพริบตาเพื่อสังหารศัตรู
“แย่ละ !!”
ในเศษเสี้ยววินาทีเล็กน้อยยิ่งกว่าการกะพริบตา กรงเล็บทั้งสองพลันแปรเปลี่ยนทิศทางโดยมีเป้าหมายก็เพื่อปัดป้องการโจมตี
การโจมตีของทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างรุนแรง ก่อกำเนิดเป็คลื่นเสียงกัมปนาทดังก้องกังวานไปทั่วค่าย
ทว่ากลับเป็ซีซ่าที่พ่ายแพ้ในการต้านพลัง ร่างกายของเขาปลิวออกไปอย่างรุนแรงเกินต้านทาน
การตวัดดาบของโอเกอร์ช่างทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ถึงกระนั้น แม้กระทั่งดาบเล่มั์ก็มิอาจสร้างรอยขีดข่วนให้แก่เกราะตะขาบทมิฬของซีซ่า
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างสู้สี ซีซ่าว่องไวประหนึ่งลิงวอก ทว่าโอเกอร์ก็ไม่น้อยหน้า พลันตัวเขาััได้ถึงการโจมตีของศัตรู เมื่อนั้นดาบเล่มใหญ่ในมือจึงถูกกวัดแกว่งเพื่อจู่โจมได้อย่างทันท่วงที
ท่ามกลางพื้นทะเลทรายอันโล่งเปล่า มีเพียงแอนนาผู้เดียวที่เป็สักขีพยานในศึกประลองตัดสินในครั้งนี้
“อั่ก”
ในเสี้ยววินาทีที่โอเกอร์ได้พลั่งเผลอ ซีซ่าพลันเคลื่อนตัวไปทางขวาพลางตวัดเท้าเตะเข้าชายโครงของศัตรู
เรือนร่างของโอเกอร์ปลิวออกไป ทว่าเมื่อร่างกายใกล้ร่วงหล่นลงมา ดาบในมือขวาพลันถูกกวัดแกว่งพร้อมปักลงสู่พื้นทราย
ร่างกายเขาหยุดชะงักลงในทันที
หยาดเหงื่อหลั่งไหลอาบทั่วกายของโอเกอร์ นับั้แ่ที่ทั้งสองเริ่มต้นการต่อสู้ ่เวลากลับล่วงผ่านไปแค่เพียงสิบวินาทีเท่านั้น
“สมแล้วที่ทุกคนต่างเรียกแกว่าั์ร้ายสีครามแห่งวารีคลั่ง พลังทำลายเหลือล้นสมชื่อจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามีปรสิตตะขาบทมิฬ ป่านนี้ร่างกายของข้าคงถูกสะบั้นขาดเป็สองส่วนไปตั้งนานแล้ว”
ใบหน้าของซีซ่าปรากฏขึ้นเป็รอยยิ้มอันปลื้มปีติ ริมฝีปากสั่นไหวพลางเอื้อนเอ่ยออกมาเป็คำพูด
โอเกอร์เงียบไปครู่หนึ่ง แต่แล้วมุมปากเขากลับแขวนยิ้มเอาไว้อย่างไม่กลัวตายและจึงพูด “ทางนี้เองก็ขอชมเลย ไม่นึกว่าแกเองก็มีอาวุธปรสิตเช่นเดียวกัน การจะควบคุมร่างตะขาบทมิฬที่มีน้ำหนักมากย่อมไม่ใช่เื่ง่าย แต่แกกลับเคลื่อนไหวไปมารวดเร็วราวกับยืนตัวเปล่า ต้องขอยอมรับในพลังกายของแกว่ามีมากมายเหลือล้นจริงๆ”
ต่างฝ่ายต่างเอ่ยชมให้แก่กันและกัน ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่นานนัก ซีซ่าพลันฉุกคิดได้ถึงใจความสำคัญจากสิ่งที่โอเกอร์ได้เอื้อนเอ่ยออกมาเมื่อครู่นี้
.
“เมื่อกี้มันพูดว่า..”
.
“แกเองก็มีงั้นรึ ?!!”
.
สิ้นเสียงของซีซ่า รอบกายของโอเกอร์เริ่มต้นสั่นไหวอย่างช้าๆ หยาดเหงื่อทั้งหมดที่หลั่งไหลออกมาเริ่มต้นล่องลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศ
พวกมันแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ คล้ายกับเข็มเล็กแหลมคม จำนวนของมันอยู่ที่ราว ๆ หนึ่งพันเล่ม
“ปรสิตเหงื่อเข็ม”
โอเกอร์พูดเสียงเย็น ดูทรงอำนาจ อย่างมิอาจต้านทาน
เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง เหงื่อเข็มทั้งหมดพลันพุ่งทะยานเข้าหาซีซ่าอย่างพร้อมเพรียงด้วยพลังอำนาจและความเร็วเหนือเสียง
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
ด้วยความเร็วยากเกินจะหลบ ผนวกเข้ากับจำนวนที่มีอยู่มากมาย ซีซ่ามิอาจเลี่ยงหลีก ร่างกายถูกเข็มนับพันเข้าทิ่มแทงอย่างต่อเนื่อง
ความร้อนเสียดสีนับพันครั้งก่อกำเนิดไอน้ำปะทุขึ้นมาบดบังทัศนียภาพ
ใน่หลายปีก่อน ผู้คนต่างเปรียบเปรยโอเกอร์ว่าเป็ยอดขุนพลผู้ไม่เคยพ่ายในการต่อสู้ประเภทเดี่ยว หากเป็การประลองตัวต่อตัว มีเพียงน้อยคนในหมู่นักบุกเบิกระดับทองที่สามารถโค่นเขาในการต่อสู้
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะทุกคนที่เคยประมือกับเขา กลับไม่เคยมีแม้แต่คนเดียว ที่จะรอดพ้นและมีชีวิตรอดไปจากการโหมกระหน่ำโจมตีของปรสิตเหงื่อเข็ม
ไอน้ำและหมอกควันเริ่มจางหายไป ปรากฏร่างของซีซ่าขึ้นมาแทนที่
พลันได้เห็นรูปลักษณ์ของมันในวินาทีแรก สีหน้าของโอเกอร์กลับแปรเปลี่ยนไปเป็ความตกตะลึงในทันทีทันใด
“ทำไมแกถึงไม่เป็อะไร ?!!”
ั์ตาของเขาเบิกกว้างราวกับว่าตนไม่อยากจะเชื่อ เกราะทมิฬของซีซ่ามีเพียงรอยขีดข่วน ตัวมันมิได้รับความเสียหายเท่าที่ควรจะเป็
ริมฝีปากของซีซ่ามีหยดเืไหลริน กระนั้นสภาพการณ์ยังมิได้อยู่ในขั้นร้ายแรง
“สงสัยล่ะสิ ว่าตัวข้ารอดมาจากการโจมตีสุดแรงของแกได้ยังไง”
แสงสว่างสีทองพลันเปล่งประกายออกมาจากฝ่ามือข้างขวาของซีซ่าที่กำแน่น
มันโยนสิ่งของในมือลงสู่พื้นทราย สิ่งนั้นคล้ายกับม้วนคัมภีร์แผ่นหนึ่งที่ถูกเปิดอ่าน
“นี่มัน !!”
จิตใจที่สงบนิ่งหนักแน่นมาแต่ไหนแต่ไรบังเกิดความตกตะลึงขึ้นมารอบหนึ่งโดยไร้สาเหตุ เพราะหากเขาคาดเดาไม่ผิด ม้วนคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้าก็คือ!
“ถูกต้อง มันคือยันต์แลกเปลี่ยนเื”
ซีซ่าเริ่มต้นพูดขึ้น รอยยิ้มนั้นทำให้คนไม่หนาวแต่กลับสั่นสะท้าน
บนโลกใบนี้ วัตถุโบราณแต่ละระดับจะมีมูลค่าที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย คุณค่าและประโยชน์ในการใช้งาน ความสวยงาม กระแสนิยม ทุกปัจจัยล้วนมีผลต่อความ้าของลูกค้าที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง ย่อมส่งผลทำให้ราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นแปรเปลี่ยนไป
เพียงแต่ว่า ยังมีอีกปัจจัยที่มีผลมากถึงมากที่สุด..
‘นั่นคือระดับของวัตถุโบราณ’
ยันต์แลกเปลี่ยนเืถือเป็วัตถุโบราณระดับสี่ โดยทั่วไปแล้ว ราคาของวัตถุโบราณในระดับนี้จะอยู่ที่ราวห้าแสนจนถึงหนึ่งล้านเซน ทว่ายันต์แลกเปลี่ยนเืถือเป็ที่สุดในหมู่วัตถุโบราณระดับสี่ ราคาของมันจึงเพิ่มทวียิ่งขึ้นเทียบเคียงได้กับวัตถุโบราณระดับห้าบางชิ้น
ความสามารถของยันต์แลกเปลี่ยนเืนั้นเรียบง่ายหากแต่ว่าทรงประสิทธิภาพ เมื่อเริ่มต้นใช้งาน ความเสียหายที่ตัวผู้ใช้ได้รับจะลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว
กระนั้นมันก็ใช่จะมีเพียงข้อดี เมื่อสิ้นสุดการใช้งาน ตัวม้วนคัมภีร์จะสลายหายไปมิอาจใช้ได้อีกเป็ครั้งที่สอง
มันคือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
“ไม่นึกเลยว่าแกจะมีอาวุธปรสิตระดับสี่อย่างปรสิตเหงื่อเข็ม ข้าช่างสะเพร่ายิ่งนักที่ไม่ได้ตรวจสอบมาให้ดีเสียก่อน เพียงแต่ แม้ว่ามันจะทรงอานุภาพและเปี่ยมล้นไปด้วยพลังทำลายล้าง ทว่าแกเองก็สามารถใช้มันได้เพียงครั้งเดียว ก็หมายความว่าแกหมดไม้ตายก้นหีบไปเป็ที่เรียบร้อย แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ตัวข้าก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน”
ซีซ่ามองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ฝ่ายโอเกอร์ไม่เหลือแผนสำรองใดๆ ปรสิตเหงื่อเข็มสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวดั่งที่มันบอก ถึงกระนั้น ซีซ่าเองก็สิ้นท่าเช่นเดียวกัน ในเมื่อมันใช้งานสมบัติที่อาจมีมูลค่าถึงหนึ่งล้านเซน ตัวมันเองก็ไม่มีแผนสำรองเหลือแล้วเช่นเดียวกัน
แต่แล้ว โอเกอร์กลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
“จะว่าไป.. ทำไมแกถึงมาคนเดียวกันล่ะ ?”
เขากล่าวออกไปพร้อมมีความสงสัยอยู่เต็มหัว การกระทำของซีซ่าช่างแปลกประหลาด แม้ว่ามันจะสะเพร่าเื่การเก็บข้อมูลไปบ้าง ทว่าซีซ่ามิใช่คนโง่ มันย่อมรู้ดีว่าโอเกอร์คือยอดนักรบในเื่การประลองประเภทเดี่ยว ความคิดที่จะปะทะกันหนึ่งต่อหนึ่งจึงเป็การตัดสินใจที่โง่เขลายิ่งนัก
“ก็อย่างที่ข้าบอกไปั้แ่ต้น ข้า้าขอท้าประลองในฐานะนักสู้ เื่มันก็แค่นั้น”
เพียงไม่กี่ถ้อยคำแต่กลับตอบปัญหาในหัวของโอเกอร์ได้ทั้งหมด เจตจำนงของซีซ่าช่างแรงกล้า แม้แต่จิตใจของผู้ที่ถูกขนานนามว่ายักษาเยี่ยงโอเกอร์ยังเริ่มรู้สึกสั่นคลอน
ใบหน้าที่แฝงยิ้มของซีซ่าได้หุบลง แปรเปลี่ยนเป็ความจริงจังเคร่งขรึมและจึงพูด
“ข้าล่ะเบื่อจริง ๆ กับการถูกเปรียบเทียบ”
มันเริ่มพูดอีกครั้ง ในขณะที่โอเกอร์ยังนิ่งเงียบเฝ้ารับฟังโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำพูดใดๆ
“แกเองก็ไม่คิดว่ามันแปลกรึไง คนทั่วไปมักเอาแต่ยกเื่ระดับมาพูด เงินต้องชนะทองแดง ทองต้องแพ้ทองคำทมิฬ ผู้ที่มีระดับเหนือกว่าย่อมเป็ฝ่ายชนะเสมอ ทั้ง ๆ ที่ในความเป็จริง มันยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถตัดสินการต่อสู้ ความเร็ว สภาพแวดล้อมรอบกาย ไหวพริบและปณิธาน การล่อหลอกหรือการชี้นำศัตรูให้เสียสติ รวมไปถึงโชค มันมีอีกตั้งหลายสิ่งแท้ๆ แต่พวกมันกลับเอาแต่คิดเพียงแง่มุมเดียว”
ราวกับอัดอั้นมานานแสนนาน ในฐานะนักสู้ที่พยายามไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุด มันจึงมิอาจเลี่ยงหลีกการถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น
ได้เห็นแววตาของซีซ่า โอเกอร์พลันเร่งยกดาบขึ้นและจึงพูดต่อจากมัน
“ก็จริงของแก แต่ชั้นเองก็มีเหตุผลที่จะแพ้ไม่ได้เหมือนกัน”
ทั้งสองต่างจดจ้องมองหน้ากัน แววตาเฉียบคมดั่งเหยี่ยวมองไปที่ศัตรู
“ก็ดี มาวัดให้มันรู้กันไปเลย ว่าอดีตระดับเงินเช่นข้า จะเอาชนะแกผู้เคยมีระดับทองได้หรือไม่ !!”
เสียงของซีซ่าแผ่ขยายความน่าเกรงขามกลายเป็ระลอกคลื่น พุ่งทะลวงทะลุห้วงอากาศให้ถูกครอบงำไปด้วยความตึงเครียดในชั่วพริบตา
เพียงแต่ว่า ใน่เวลาไม่กี่วินาทีต่อมา มุมปากของโอเกอร์กลับยกขึ้นเป็ริ้วอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม เมื่อได้เห็นรอยยิ้มอันน่าพิศวงนั้น ซีซ่าจึงเร่งก้มมองดูเท้าของตนเป็อันดับแรก
สายน้ำหลั่งไหลขึ้นมาจากใต้เท้าของซีซ่า ก่อกำเนิดเป็วังวนหมุนวนรอบกายราวกับพายุวารีคลั่ง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?!!”
แววตาของซีซ่าเจือแววสองสิ่ง หนึ่งคือความลนลาน และสองคือความตกตะลึง
เสาวารีคลั่งได้กักขังตัวมันเอาไว้ภายในราวกับเรือนจำ
ซีซ่าโหมกระหน่ำสองหมัดเข้าใส่ ทว่ากลับไม่ปรากฏผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ วารีคลั่งหมุนวนรวดเร็วหากแต่ไร้ซึ่งรูปลักษณ์ที่แน่นอน เมื่อถูกทำลายลง วารีจะฟื้นคืนกลับมาเป็ดังเดิมได้ในชั่วพริบตา
“ต้องขอโทษจริงๆ แต่ในระหว่างที่แกเอาแต่พล่ามเมื่อครู่ ทักษะของชั้นก็ถูกร่ายจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
โอเกอร์แอบเล่นตุกติก ใช่ว่าตัวเขาจะชื่นชอบวิธีการเช่นนี้เท่าใดนัก แต่สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เขามิอาจเลือกวิธี ในเมื่อความอยู่รอดของแอนนาคือสิ่งที่ต้องนำมาเดิมพัน ไม่ว่ามันจะสกปรกสักเพียงใดโอเกอร์ก็ไม่ลังเล
“เ้านั่น เล่นไม้นี้นี่เอง !!”
อีกฟากหนึ่งของเสาวารี ซีซ่านั้นมิอาจได้ยินถ้อยคำของโอเกอร์เลยแม้แต่น้อย
มันยังคงกระเสือกกระสน สองหมัดกระหน่ำระรัวเข้าจู่โจมวังวนแห่งวารี
ทันในนั้น เหนือศีรษะขึ้นไปได้มีบางสิ่งฟาดผ่านลงมา มันคือดาบเล่มั์ของโอเกอร์ เขาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ กวัดแกว่งดาบฟาดผ่านเสาวารีด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
“ฉึบ !!”
คมดาบเคลือบมานาสีครามเชือดเฉือนเกราะทมิฬได้สำเร็จ เสียงกรีดร้องของซีซ่าดังก้องกังวานพร้อมกับเสาวารีที่สูญสลายหายไป
เข่าของซีซ่าทรุดลงสู่พื้นทราย พร้อมกับเกราะตะขาบทมิฬที่ค่อย ๆ หลุดลอกออกจากกายเขา
เสียงเท้าของใครบางคนกำลังเคลือบคลานเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า สีหน้าของซีซ่าในยามนี้ราวกับคนตายทั้งเป็ กลางอกของมันปรากฏแผลใหญ่ สายนทีโลหิตพลันหลั่งรินไหลออกมาราวกับแม่น้ำ
โอเกอร์ยื่นดาบเข้าไปใกล้คอของศัตรูที่ยามนี้ได้ยอมจำนน ริมฝีปากพลันเริ่มต้นสั่นไหวและพูดขึ้นด้วยแววตาอันเรียบเฉย
“มีอะไรจะสั่งเสียรึเปล่า ?”
ด้วยจิติญญาอันกล้าแกร่งของยอดนักสู้ รวมไปถึงเจตจำนงที่แน่วแน่ไร้ซึ่งสิ่งใดจะสามารถเข้าบ่อนทำลาย หากละทิ้งปัจจัยภายนอกทั้งหมด ซีซ่าก็เปรียบได้ดังยอดนักรบในสายตาของโอเกอร์
เพื่อการนั้น นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เขาจะสามารถมอบให้แก่ยอดขุนพลผู้นี้
ภัยร้ายกำลังจะเกิดขึ้น
เมื่อใดที่ความระมัดระวังย่อหย่อน เมื่อนั้นภัยที่มิอาจคาดเดาจะมาเยือนใน่เวลาที่ไม่คาดฝัน
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้น ณ มุมปากของซีซ่า เืที่ไหลรินจากทั่วกายได้ล่องลอยขึ้นสู่ห้วงอากาศ พวกมันหลอมรวมกันกลายเป็ลูกแก้วเล็กขนาดจิ๋ว เปล่งประกายแสงสว่างสีแดงฉานออกไปทั่วทุกสารทิศอย่างเจิดจรัส
“เสาัวารี !!”
ท่ามกลางท้องนภาอันว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้ใดอยู่รอบๆ แอนนาและดวงจันทราเต็มดวงได้เป็สักขีพยาน โอเกอร์เร่งใช้งานทักษะของเขา เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง เสาวารีคลั่งพลันผุดขึ้นจากผืนทราย ปกคลุมรอบกายของทั้งเขาและฝ่ายศัตรู แล้วเพียงไม่นาน เสียงกระซิบพึมพำของซีซ่าพลันถูกเปล่งออกมา ในขณะที่เสียงหัวเราะแ่เบาค่อย ๆ สั่นะเืแผงอกของมัน
.
“ะเิโลหิต..”
.
“ควบแน่น”
.
จากทัศนียภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของแอนนา วังวนวารีกำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่งและพองขึ้นอย่างฉับพลัน
“ตู้มม !!”
เสียงะเิดังก้องกังวานไปทั่วทั้งปฐี
“เกิดอะไรขึ้น..”
แอนนาในฐานะผู้ชมที่ดี ดวงตาของเธอเบิกกว้าง มิอาจคาดเดาได้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น
เสาัวารีพลันสูญสลายและหายไป ไอน้ำแพร่กระจายขยายเป็วงกว้างเพราะความร้อนเข้าปกคลุมอยู่ทั่วทุกบริเวณ
พลันกลุ่มหมอกควันเริ่มเลือนหาย ปรากฏร่างของชายสองคน คนแรกนั่งคุกเข่าราวกับผู้แพ้ ส่วนอีกคนถือดาบเล่มใหญ่ในมือขวาจ่อไปที่ศัตรูพร้อมท่ายืนทรงสง่าอย่างมีราศี
“โอเกอร์ !!”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งออกมาด้วยความโล่งอก มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ดาบเล่มใหญ่ในการต่อสู้นี้
เพียงแต่ว่า ตัวเธอกลับคิดผิดไปอย่างมหันต์
เมื่อหมอกควันจางหายไปทั้งหมด ภาพที่ปรากฏกลับเป็ฝ่ายซีซ่าที่กำลังยืนอยู่เยี่ยงผู้ชนะ
เข่าของโอเกอร์ทรุดลงอยู่บนพื้นทราย ร่างกายแลดูไร้เรี่ยวแรงพร้อมมีาแทั่วทั้งกาย
ทักษะะเิโลหิตควบแน่นมีแสนยานุภาพในการสร้างความเสียหายเป็วงกว้าง หาก ณ ที่แห่งนี้มีเพียงโอเกอร์ การจะหลบหลีกก็มิใช่เื่ยาก
ทว่ามันกลับใช้ไม่ได้กับครั้งนี้ รอบตัวเขายังมีอีกคนหนึ่ง เพื่อปกป้องนายหญิงให้รอดพ้นจากภยันตราย การจำกัดความเสียหายเอาไว้ที่ตนผู้เดียวคือตัวเลือกที่ดีที่สุด
“ทำไม.. แกถึง.. ยังไม่ตาย ?”
เสียงของถูกเปล่งขึ้นด้วยความอันตะกุกตะกัก แม้ว่าซีซ่าจะมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ทว่าไม่มีทางที่มันจะรอดพ้นจากแรงะเิในระยะประชิด
ในมือซ้ายของซีซ่าเปล่งประกายแสงสว่างสีทอง มันทิ้งม้วนคัมภีร์ที่กำอยู่ลงสู่พื้นทรายตรงหน้าของโอเกอร์ มุมปากขยับยกขึ้นสูง กลายเป็รอยยิ้มแฝงเล่ห์เหลี่ยมและเริ่มพูดขึ้น
“ข้าไม่เคยพูดเสียหน่อย ว่าตัวข้ามียันต์อยู่เพียงแค่ชิ้นเดียวน่ะ”
ดวงตาของโอเกอร์เบิกกว้าง มันจบลงแล้ว
ทุกสิ่งล้วนผิดพลาด เขาประมาท ไม่ได้คาดการณ์ถึงความเป็ไปได้ในหลายแง่มุม
ปลายแหลมคมของดาบจ่ออยู่ ณ คอหอยของโอเกอร์ เขาไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่อีกแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือการยอมจำนน
“มีอะไรจะสั่งเสียรึเปล่า ?”
ด้วยเจตจำนงของนักสู้ แม้ว่าเขาจะเล่นตุกติกไปบ้าง แต่เพื่อมอบเกียรติแก่ยอดนักดาบเยี่ยงโอเกอร์ ซีซ่าจึง้ามอบความตายที่เหมาะสมที่สุดให้แก่วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้
สถานการณ์พลิกผันในชั่วพริบตา
ดวงหน้าของโอเกอร์หันมองและจดจ้องไปที่แอนนา แววตาของทั้งสองจดจ้องไปที่กันและกัน
“ผมขอโทษ.. ที่ไม่สามารถอยู่ปกป้องท่านได้จนถึงที่สุด.. แต่ท่านไม่จำเป็ต้องเป็ห่วง.. แม้ว่าท่านอาจต้องกลับไปที่นั่น.. แต่ว่าพี่ชายของท่าน.. ท่านเอมิล.. จะอยู่เคียงข้างท่าน.. อย่างแน่นอนครับ..”
โอเกอร์เค้นเรี่ยวแรงที่หลงเหลืออยู่เพียงเพื่อเอื้อนเอ่ยความในใจ หยาดน้ำตาเริ่มต้นไหลรินอาบสองแก้มของแอนนา อีกเพียงไม่นานต่อจากนี้ คนที่เธอรักประหนึ่งบิดากำลังจะสูญสิ้นชีวิตไปอีกหนึ่งคน ในใจของเธอปวดร้าว ตัวเธอยามนี้มิอาจเก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้ได้อีกต่อไป
“แกนี่มันช่างแสนดีจริงๆ ซื่อสัตย์ต่อเ้านายจนตัวตาย ไม่เหมือนกับเ้าหนูนั่น และเ้าซิลเวอร์”
พลันสิ้นเสียงของมัน พลันทำให้โอเกอร์และแอนนาต่างรู้สึกตื่นใ
“แกหมายความว่าไง แกไปรู้จักซิลเวอร์ได้ยังไง ?!!” เธอ้าใคร่รู้เป็ที่สุด
ไร้ซึ่งถ้อยคำโต้ตอบ ความตายที่มิอาจเลี่ยงหลีกกำลังเข้ามาเยือน
ดาบเล่มใหญ่ถูกยกขึ้นอยู่เหนือศีรษะ โอเกอร์กำลังจะถูกปะา ดวงตาของเขาค่อย ๆ ปิดลงไปอย่างเชื่องช้า
ใน่เวลาสุดท้ายของชีวิต ภาพที่เขาเห็นกลับเป็แผ่นหลังของกวีที่ทับซ้อนกันกับแผ่นหลังของซิลเวอร์ ชายผู้ได้ชื่อว่าสลายร่วมรบที่ครั้งหนึ่งเคยหักหลังพวกเขาไป
.
< ท่านกวี ผมไม่คิดจะโทษท่านที่เลือกหันหลังให้แก่พวกเรา บนโลกใบนี้ คงมีแค่คนบ้าและคนโง่ที่คิดอยากตายเพราะทิฐิของตน นายเองก็คงคิดแบบนั้นใช่ไหม ซิลเวอร์ >
.
ในหัวของโอเกอร์เริ่มก่อเกิดเป็ความคิดสุดท้าย
การปะาได้เริ่มต้นขึ้น แต่แล้วกลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโอเกอร์ ในใจของเขาพลั้งเผลอครุ่นคิดไปเอง ว่าหากได้สิ้นชีวีด้วยคมดาบของซีซ่า จุดจบเช่นนี้ในฐานะนักสู้คนหนึ่งก็มิได้เลวร้ายเท่าใดนัก
“ฉึบ !!”
ภายในความมืดมิดอันเป็อนันต์ เสียงของคมดาบที่เข้าเชือดเฉือนเนื้อหนังพลันดังก้องกังวาน
เพียงแต่ว่า...
“ทำไม.. เราถึงยังไม่ตาย ?”
เสียงของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมาเป็ถ้อยคำว่ากล่าว เขาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ภาพเบื้องหน้าช่างน่าตกตะลึง เขามิได้ถูกปลิดชีพ กลับกลายเป็ซีซ่าที่ถูกสะบั้นคอจนขาดสะบั้น
โอเกอร์เร่งเหลียวมองไปยังแอนนาและพูดขึ้น “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ ?”
เช่นเดียวกับเขา แอนนานั้นส่ายหัว
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ก่อนที่คุณจะถูกมันฆ่า ตอนนั้นเอง คอของมันก็ขาดสะบั้นลงพร้อมกับเสียงสายลมพัดผ่าน” แอนนากล่าวอธิบาย
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงแค่ไม่กี่วินาที คำถามคือ ผู้ใดที่ยื่นมาเข้ามาช่วยและสังหารซีซ่ากันล่ะ?
บางสิ่งได้ปรากฏกายขึ้นมาจากด้านหลังของโอเกอร์ แววตาของแอนนาได้จดจ้องมองไปข้างหน้า ั์ตาของเธอพลันเบิกกว้างราวกับมันใกล้จะทะลักออกมาจากเบ้า
พลันโอเกอร์เหลียวมองไปยังทิศทางดังกล่าว สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือปีศาจร้ายตัวหนึ่ง ทั่วกายลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีทมิฬ เรือนร่างไร้ซึ่งเนื้อหนังมีเพียงโครงกระดูก ดวงตากลวงโบ๋เปล่งประกายแสงสีแดงฉานแลดูน่าหวาดสะพรึง
“คุณเป็ใคร ?” โอเกอร์เริ่มต้นเอื้อนเอ่ยถามออกไป
สิ้นเสียงของเขา กระดูกฟันกรามของเ้าโครงกระดูกจึงเริ่มต้นขยับ
“ผมกวีเองครับ”
ปล. หลังจากนี้ในตอนที่ตัวละครกำลังคิดในใจ ผมจะใช้เครื่องหมาย <> แทน ‘’ นะครับ จะได้แยกกับช่องคำพูดได้
ปล2. ตอนต่อไปอาจใช้เวลาอ่านซ้ำนานหน่อยนะครับ อาจไม่ได้ลงในวันพรุ่งนี้ เพราะว่าความยาวของมันเทียบได้กับ1.5xของตอนนี้