บทที่ 24 บรรพบุรุษน้อยจะสั่งสอนพวกเขาให้รู้รสชาติ!
ฉินเจินทำตัวนอบน้อมตลอดทาง ซึ่งหาได้ยากนัก
แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ เสิ่นจืออินกลับสนุกสนานร่าเริงบนรถ
“คุณลุงคะ หนูเห็นเวลาอากาศเริ่มเย็นทีไร ลุงก็ชอบบอกว่ามือเจ็บ เป็อะไรหรือเปล่าคะ?”
สายตรวจที่นั่งข้าง ๆ มองเธอด้วยความประหลาดใจ “หนูรู้ได้ยังไง?”
พูดจบก็มองไปที่ฉินเจิน “นายบอกเธอเหรอ?”
ฉินเจินยักไหล่แบมือ ไม่ใช่เขานะ!
เสิ่นจืออินพูดด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู “หนูดูออกเองค่ะ มือของคุณลุงเคยได้รับาเ็ แต่รักษาไม่หายขาดใช่ไหมคะ?”
ตอนนี้สายตรวจมั่นใจแล้วว่าฉินเจินต้องเป็คนบอกแน่ ๆ ไม่งั้นเด็กอย่างเธอจะไปรู้ได้ยังไง
“แล้วก็คุณลุงคนนั้น หนูว่า่นี้ลุงปวดหัวบ่อย ๆ ใช่ไหมคะ?”
เธอพูดถูก ทำให้สายตรวจมีสีหน้าแปลกใจ เื่นี้เขาไม่ได้บอกใคร เด็กคนนี้รู้ได้ยังไง!
“จริงเหรอ?”
เพื่อนร่วมงานเห็นสีหน้าของเขาก็เริ่มสงสัยและประหลาดใจ
สายตรวจคนนั้นพยักหน้า “่นี้ผมมักจะปวดหัวบ่อย ๆ ไม่รู้เป็อะไร นอนก็ไม่ค่อยหลับ”
“มิน่าล่ะ ่นี้คุณลุงถึงเข้าเวรทั้งที่ใต้ตาคล้ำแบบนี้”
“หนูน้อย เธอรู้ได้ยังไง?”
ทุกคนบนรถต่างมองเธอด้วยความสงสัย
เสิ่นจืออินแกว่งขาเล็ก ๆ ของเธอไปมา เสียงเล็ก ๆ อ่อนหวานน่าฟังเอ่ยขึ้น
“หนูเรียนหมอมาค่ะ”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนบนรถต่างพากันหัวเราะ “เธอเริ่มเรียนหมอตอนกี่ขวบเนี่ย เก่งขนาดนี้เลยเหรอ”
“หนูเรียนหมอั้แ่ยังไม่เกิดค่ะ”
คำพูดของเสิ่นจืออินทำเอาพวกเขาใ แม้ว่าเธอจะเรียนรู้ั้แ่อยู่ในท้องแม่ แต่เธอก็ไม่น่าจะสามารถบอกอาการของบุคคลได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
“งั้นเธอลองดูสิว่าฉันป่วยเป็อะไรหรือเปล่า”
สายตรวจหนุ่มอีกคนที่อยู่บนรถเอ่ยแซวขึ้นพร้อมกับขยับเข้ามาใกล้ ๆ
เสิ่นจืออินทำท่าทางจริงจัง บอกให้เขายื่นมือออกมา
หมอเทวดาตัวน้อยอย่างเสิ่นจืออินกำลังจะเริ่มจับชีพจรแล้ว
เธอวางนิ้วลงบนข้อมือของสายตรวจหนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ ท่าทางของเธอนั้นช่างดูน่าเชื่อถือเสียจริง
ทุกคนมองเธอด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
เสิ่นจืออินส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวว่า “ร่างกายของคุณแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต แค่นอนดึกไปหน่อยนะ”
ซ่งหยางและคนอื่น ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร คิดในใจว่าวัยรุ่นสมัยนี้ใครบ้างไม่นอนดึกกัน?
เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้ ทำให้เสิ่นจืออินสนิทกับเหล่าสายตรวจได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่ฉลาดเฉลียว ไม่งอแงคนนี้
ส่วนฉินเจินได้แต่คิดในใจ ‘หรือว่ามีแต่ฉันที่เ็ปอยู่คนเดียว?’
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงเชิงเขาชิงหยาง หมู่บ้านที่ไป๋เค่อเค่ออาศัยอยู่มีชื่อว่าหมู่บ้านเสี่ยวหยาง ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในูเาชิงหยาง
มีคนกล่าวไว้ว่า ‘ูเาลึกน้ำเชี่ยว ย่อมมีคนเถื่อน’ แม้คำกล่าวนี้จะใช้ไม่ได้กับทุกหมู่บ้านบนูเา แต่สำหรับบางแห่งที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีความคิดล้าหลังและการศึกษาเข้าไม่ถึง ก็ดูเหมือนจะเข้าเค้า
หมู่บ้านเสี่ยวหยางก็เช่นกัน ชาวบ้านสืบทอดความคิดชายเป็ใหญ่มาหลายชั่วอายุคน ประกอบกับที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ไกลจากตัวเมือง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงวัฒนธรรมและการศึกษาสมัยใหม่ได้ พวกเขาจึงไม่รู้กฎหมาย และไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย
ความคิดชายเป็ใหญ่ บวกกับความไม่รู้กฎหมาย และที่ตั้งที่ห่างไกล ล้วนเป็ปัจจัยที่เอื้อต่อการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก
“จะให้เธอไปจริง ๆ เหรอ? มันอันตรายเกินไป”
ฉินเจินทนไม่ไหวแล้ว เขาจึงอุ้มเสิ่นจืออินขึ้นมาทันที “พวกคุณคนไหนเอาชนะเธอได้ ผมถึงจะไม่พาเธอไปด้วย!”
เขาตัดสินใจเปิดประตูปล่อยเสิ่นจืออิน ให้คนพวกนี้รู้ตัวเสียทีว่าคิดผิดขนาดไหน
บ้าไปแล้ว พวกเขานั่นแหละที่กำลังจะโดนสั่งสอน
เพื่อนร่วมทีมของฉินเจินต่างมองเขาด้วยสายตาเหมือนคนโง่
‘นายเอาจริงดิ?’
ฉินเจินพูดว่า “บรรพบุรุษน้อย สั่งสอนให้พวกเขารู้รสชาติหน่อยเป็ไง!”
เสิ่นจืออินแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน ไม่ขยับเขยื้อน เธอยังเด็กอยู่เลยนะ การต่อสู้ฆ่าฟันมันไม่ดีหรอก
ฉินเจินกระซิบ “กลับไปฉันจะซื้อลูกอมน้ำตาลกับชานมไข่มุกให้”
เสิ่นจืออินรีบยืดตัวตรงทันที “ก็ได้! ในเมื่อคุณเรียกฉันว่าบรรพบุรุษน้อย”
เสิ่นจืออินคาบขวดนมไว้ที่ปากเตรียมพร้อม ท่าทางมั่นคงด้วยขาเล็ก ๆ ที่ยืนแบบนักมวยจีน
“มาเลย!”
สายตรวจคนอื่น ๆ “…”
“พี่ฉิน ผมเชื่อใจพี่ งั้นผมลองก่อนละกัน”
ซ่งหยางเป็คนแรกที่ออกมายืน
เขาและฉินเจินค่อนข้างสนิทกัน และฉินเจินก็เป็แบบอย่างในการฝึกฝนของเขามาโดยตลอด
“เหลวไหล!”
เซี่ยจ้งมีสีหน้าบึ้งตึง จะให้มาสู้กับเด็กสามขวบที่ยังคาบขวดนม พวกเขาที่ทำงานในสำนักลาดตระเวนคงเสียหน้าแย่
แต่ความจริงแล้วเื่มันน่าขายหน้ากว่านั้น
เสิ่นจืออินเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน
แม้เธอจะตัวเล็กขาสั้นแต่เธอะโได้สูงมาก
เ้าตัวน้อยะโฮึบเดียว ยกขาสั้น ๆ เตะไปที่ท้องของซ่งหยาง
ซ่งหยางยังคงใที่เธอะโได้สูงขนาดนี้ วินาทีต่อมาท้องก็ถูกเตะจนตัวงอเป็กุ้งลอยออกไป
เสิ่นจืออินลงถึงพื้นพร้อม ๆ กับที่ซ่งหยางลงสู่พื้นห่างออกไปสองเมตร
ทุกคนยกเว้นเฉินเจินต่างร้องออกมาด้วยความใ
ตาฝาดไปรึเปล่า ไม่แน่ใจดูอีกที
โอ้พระเ้า ซ่งหยางลอยไปจริง ๆ โดนเด็กน้อยเตะจนปลิวเลย!
เสิ่นจืออินวิ่งดุ๊กดิ๊กไปหาฉินเจิน เองหัวเล็ก ๆ มองเขาด้วยแววตาอวดเก่ง
เธอพูดเบา ๆ ต่อรองกับฉินเจิน “ฉันจะเลือกเองนะ ฉันเอาชานมสามแก้ว แก้วหนึ่งต้องใหญ่พิเศษด้วย”
ฉินเจินทำท่าโอเคใส่เธอ เื่แค่นี้สบายมาก
หลังจากที่เพื่อนร่วมทีมช่วยกันพยุงซ่งหยางขึ้นมา ฉินเจินก็กอดอกอย่างยโส
“ผมบอกแล้ว พวกคุณไม่เชื่อ เชอะ…”
ท่าทางน่าโดนต่อยสักที
แต่ตอนนี้ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เสิ่นจืออิน
โดยเฉพาะซ่งหยางที่กุมท้องตัวเองไว้ แล้วยิ้มแหย ๆ
“บ้าจริง นี่เธอเตะฉันจริงดิ”
ถ้าไม่ได้โดนกับตัว ใครจะไปเชื่อ
เสิ่นจืออินทำเสียงในลำคอ “หนูแข็งแรงกว่าที่คิดนะ”
ร่างกายของเธอถูกหล่อหลอมด้วยพลังิญญามาั้แ่เด็ก แม้ตอนนี้จะดูบอบบางน่าทะนุถนอม แต่กระดูกของเธอแข็งแรงกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังมีพลังมากพอจะยกของหนักเป็พันชั่งได้อีกด้วย
มือเล็ก ๆ นุ่มนิ่มของเธอตอนนี้สามารถบีบก้อนหินให้แตกละเอียดได้อย่างง่ายดาย
เพราะร่างกายต้องแข็งแกร่งมากพอ ถึงจะรองรับจิติญญาของเธอได้
ตอนนี้ร่างกายของเธอยังแข็งแกร่งไม่พอ แก่นญาณของเธอยังถูกผนึกไว้ส่วนใหญ่
ตอนที่เตะซ่งหยาง เธอใช้พลังไปแค่สามส่วนเท่านั้น
หลังจากเสิ่นจืออินแสดงให้ดูด้วยการยกก้อนหินที่สูงกว่าตัวเธอขึ้น ทุกคนถึงได้เชื่อ
เซี่ยจ้งและคนอื่น ๆ ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหายใ พอหันไปมองก็เห็นว่าฉินเจินใไม่ต่างกัน
“เธอลืมบอกนายเื่พลังของเธอเหรอ?” เซี่ยจ้งถาม
“ผมไม่เคยรู้เื่นี้เลย” ฉินเจินตอบ
เขารู้แค่ว่าเสิ่นจืออินต่อสู้เก่ง แถมยังปราบผีได้ แต่ไม่คิดว่าเธอจะมีพลังมากขนาดนี้
ก้อนหินก้อนนั้น แม้แต่ผู้ใหญ่สองคนก็ยังไม่แน่ว่าจะยกขึ้นได้
เซี่ยจ้งตบไหล่ฉินเจินแล้วพูดว่า “เด็กที่ไหนเนี่ย แค่พลังก็เป็ทหารได้สบายแล้ว!”
สายตรวจทุกคนมองเสิ่นจืออินราวกับเธอเป็อัญมณีล้ำค่า
ด้วยความสามารถขนาดนี้ ถ้าโตขึ้นฝึกฝนดี ๆ เธออาจจะเป็ทหารหญิงที่เก่งกาจได้เลยนะ
“ไปเถอะ แต่อย่าลืมว่า...เธอยังเด็กอยู่ ไม่ว่ายังไงก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเธอเป็อันดับแรก”
ฉินเจินรีบทำความเคารพ “ครับ รับทราบ!”