“หมายความว่าในวันที่ศัตรูเดินทางรอนแรมใกล้เข้ามาทุกที ลุงก็จำใจต้องก่อกบฏชิงบัลลังก์ ได้เพื่อขัดขวางแม่ของหลาน ไม่ให้ขายแผ่นดินให้ผู้อื่นเพราะความรักอันแสนเขลา แต่ลุงไม่สามารถยับยั้งนางไม่ให้คร่าชีวิตสามีของตัวเอง เมื่อลุงไปถึงห้องบรรทมของฮ่องเต้ พระองค์ก็หมดลมหายใจไปแล้ว”
“ท่านแม่น่ะรึจะทำเช่นนั้นได้ หากท่านเป็นลุงของข้าจริง ท่านน่าจะรู้ว่าแม่ของข้าเป็นคนเช่นไร”
“โธ่เอ๋ย แม้ฝู่ซินจะอ่อนหวานเพียงใด แต่เมื่อคนเราตกอยู่ในภวังค์รักย่อมทำได้ทุกอย่าง แม่ของหลานพยายามหลบหนีออกนอกวัง และจะว่านางโชคดีก็ได้ ฮ่องเต้แคว้นเฉียนมารับนางได้ทัน แล้วพานางกลับไปอยู่ด้วย ลบตัวตนของนาง จนกระทั่งนางคลอดเจ้าและโกหกเจ้ามาทั้งชีวิต” ฝู่หลานทำเสียงเยาะหยัน “ก็แล้วนางจะกล้าบอกเจ้าได้อย่างไรว่าคนที่เจ้าเทิดทูนหนักหนา คือคนที่อยากปล้นบัลลังก์พ่อที่แท้จริงของเจ้าน่ะ”
หากนึกถึงบุรุษผู้นั้นที่อุ้มชูเซียวซีมาตั้งแต่เกิด ทั้งยังแสดงออกว่าโปรดปรานมากกว่าโอรสทั้งหมด เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าครั้งหนึ่ง ชายผู้เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีและเกียรติยศเคยฉกชิงสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง แล้วยังเหยียบยืนอยู่บนคำลวงของตนโดยไม่สะทกสะท้าน
“หลานลองเอาไปคิดดูเถอะว่าสิ่งที่ตาแก่คนนี้พูด มีเค้าลางของความจริงมากน้อยเพียงใด แต่ลุงเชื่อว่าหลานมีวิธีพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าแม่ของหลานเคยเป็นถึงฮองเฮา” พูดจบฝู่หลานก็อ้าแขนออก ทำทีอยากจะสวมกอด แต่เมื่อเซียวซีไม่ขยับเข้าหา เขาก็เพียงระบายรอยยิ้มแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง “เราคงต้องลากันสักที แต่ลุงเชื่อว่านี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้พบกัน”
ขบวนเล็ก ๆ ของศัตรูเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและหายไปพร้อมกับพระจันทร์ที่หลุบเข้าไปในม่านเมฆ เซียวซียังคงตะลึงงันและยืนอยู่เช่นนั้น หากไม่เพราะเฉิงอี้เดินมาตาม
“เจ้ามาทำอะไรตรงนี้ เกิดพวกมันโผล่ออกมาจากแนวป่า เจ้าจะโดนทำร้ายเอานะ”
เซียวซีไม่ตอบสิ่งใด ได้แต่เดินตามเฉิงอี้ไปเงียบ ๆ และเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความเงียบงันและความสับสนในดวงตาคู่นี้ ชายหนุ่มถึงได้หยุดยืนแล้วจับไหล่เซียวซีให้หันไปหา
“เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ”
“ไม่มีหรอก” เขาเผยอยิ้ม “ข้าแค่เหนื่อยนิดหน่อย”
“เช่นนั้นก็ไปพักเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะประชุมตั้งแต่ย่ำรุ่ง แล้วออกเดินทัพทันที เราจะไปถึงที่นั่นช่วงค่ำ”
“แล้วจะทำอะไรต่อไป ตั้งค่ายหรือ” แม้จะมีเรื่องส่วนตัวให้ต้องกังวล แต่เขาไม่อาจละทิ้งหน้าที่ตรงหน้าได้
“ข้าจะบุกตีพื้นที่รอบนอกในยามราตรี ต้อนพวกมันเข้าไปในวังหลวง หลังจากนั้น ข้าก็จะคิดหาวิธีกำราบพวกมันจนไม่กล้ากำแหงกับเราอีกเลย”
***
ความประหวั่นพรั่นพรึงจากแผนการกำราบศัตรูของท่านแม่ทัพใหญ่ เล่นเอาผู้คนทั้งองค์ประชุมตัวสั่นในความโหดร้ายทารุณที่เขาคิดขึ้น แต่ก็ครั่นคร้ามในความเก่งกาจของเขาไปในคราวเดียวกัน
กองทัพเคลื่อนพลอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เร่งไปให้ถึงจุดหมายตามคำบัญชา เซียวซีขี่ม้าขนาบข้างเฉิงอี้ ลี่หยางอยู่เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย เขาพยายามเหลือเกินที่จะไม่นึกถึงเรื่องเล่าเหลวไหลของชายผู้นั้น อย่างที่เสด็จพ่อก็ได้เตือนเอาไว้แล้วว่าอย่าหลงเชื่อข่าวลือใด ๆ จากแคว้นหยวนเด็ดขาด แต่มันก็ทำได้ยากยิ่ง ถึงขนาดที่เขาไม่ได้ตอบคำถามของเฉิงอี้ไปสองสามหน
เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เฉิงอี้เอะใจ ครั้นจะให้ซักถามตอนนี้ก็ดูจะไม่เหมาะ การต่อสู้อันดุเดือดกำลังจะเริ่มต้น ความสนใจของคนเป็นแม่ทัพต้องจดจ่อกับเรื่องเพียงเรื่องเดียว คือทำอย่างไรให้ฝ่ายของตนชนะโดยสูญเสียน้อยที่สุด
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้ามีความเคลื่อนไหวจากศัตรูมารายงาน”
“พวกมันทำอย่างที่ข้าคาดการณ์เอาไว้หรือเปล่า”
ลี่หยางพยักหน้า อดแย้มรอยยิ้มไม่ได้
“ฮ่องเต้ขี้ขลาด มันสั่งเกณฑ์ไพร่พลเกือบทั้งหมดไปปกป้องวังหลวง ทิ้งให้ชาวบ้านเผชิญชะตากรรมกับทหารเพียงไม่กี่หยิบมือ การบุกตะลุยของเราเห็นจะไม่อยากเย็นนัก”
“ดี แต่ก็ต้องระวังเอาไว้ด้วยว่าพวกมันอาจตลบหลัง หรือสร้างกับดักล่อพวกเราเอาไว้ทุกที่”
“ข้าจะส่งสายเข้าไปสืบอีกที”
ไม่กี่ชั่วยามถัดมา เมื่อทหารไหลทะลักราวกับอุทกภัยถาโถมเข้าใส่เมือง คบเพลิงโชติช่วงแหวกผ่านความดำมืด ธนูไฟพุ่งออกไปราวกับเม็ดฝนสีส้มแดงสาดใส่อาคารบ้านเรือน ผู้คนกรีดร้องวิ่งหนีให้พล่าน เฉิงอี้พยายามแล้วที่จะป้องกันความสูญเสียต่อพลเรือน แต่ดูเหมือนผู้ครองแคว้นไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่าประชาชนจะบาดเจ็บล้มตายเพียงใด ตราบที่ตัวเองยังมีลมหายใจอยู่บนบัลลังก์
ทหารจำนวนหยิบมือที่เฉิงอี้คาดการณ์เอาไว้ถูกฝึกฝนมาให้สู้ ดีกว่าถอยแล้วรอดชีวิตกลับไปยังวังหลวงแล้วโดนประหารในโทษฐานหนีทัพ ความบ้าดีเดือดของฝ่ายตรงข้ามทำให้ทัพของเฉิงอี้ต้องออกแรงมากกว่าที่คาด แม้ผู้บัญชาการระดับเขากับเซียวซี หรือแม้แต่ลี่หยางไม่จำเป็นต้องออกรบในสนามนี้เอง แต่เขาก็ไม่ต้องการใช้อภิสิทธิ์ แล้วทิ้งให้เหล่าพี่น้องเผชิญความตายเร็วกว่า