รจนาเป็นอีกคนที่ถูกเรียกตาม เพื่อยืนยันในตำราที่ยืมจากธรรมสถาน
ส่วนตัวชอบศึกษา อ่านผ่านตามาหลายเล่ม เลยพอช่วยได้
แรกถูกสอนโดยบิดาท้าวเทศ ให้สนใจอักขระ สามารถ อ่าน เขียน
ขั้นแตกฉานด้วยระยะเวลาสะสมมวลความรู้อย่างต่อเนื่อง
พักหลังมานี้รจนานาง มักถูกเรียกให้ไปปรนนิบัติองค์หญิงขันทองเสด็จย่า
ซึ่งเป็นการดัดนิสัย แต่ละวันชอบอิสระเตร็ดเตร่
ประกอบกับด้วยวัย ต้องมีการฝึกหัดด้านทักษะกุลสตรีตามวิถีชาววัง
เพื่อหลีกเลี่ยงเข้าใกล้องค์ราชาเลอสรวง ท้าวเทศอ้างติดงานตามหัวเมืองต่าง ๆ
ระยะสบช่องหนทางเริ่มต้น สรรหาตำรามาปราบอสูรมาร
ซึ่งกรณีที่ถูกมองผ่าน เพราะมังคลาพราหมณ์เอง
ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บก่อประเด็น ย่อมไม่เป็นผลดีนัก
หากทำเป็นเรื่องราวใหญ่โต อาจมีการสืบหารายละเอียดบานปลาย
รู้อยู่เต็มอกไม่ใช่เรื่องโกหก ที่ทายาทองค์ราชามาโผล่ตรงหน้า
มังคลาทำทีออกตัว พูดเชิงเพิ่งฟื้นตื่นจากอาการหลับไหลของพ่อหลวง
ด้วยยังไม่พร้อมเท่าไร กับการออกว่าราชการต่อปวงคณะเสนา ขุนนางทั้งหลาย
ก้ำกึ่งสติสัมปชัญญะไม่เต็มที่ ต้องมีตนคอยประคับประคอง
อีกอย่างบักลายสือได้ตายแล้ว จึงปล่อยให้เรื่องเงียบไปเองดีกว่า
อันเหตุการณ์ในท้องพระโรง จึงห้ามใครผู้ใดพูดถึง
แต่นั่นก็ยังมีบ้าง หมู่บริพารแอบนำมาซุบซิบนินทาข้างนอกเขต
ถึงความอาเพศในพฤติกรรม อันพยายามซ่อนเร้น
เช่น จำนวนศพที่หามออกมาจากห้องบรรทมส่วนพระองค์
หรือกระทั่งวาจาสถุน ถ้อยประโยคเวลาตรัสที่ไม่สมกับฐานะชาติตระกูล
หลายเดือนผ่าน ยิ่งก่อสงสัยในกษัตริย์ผู้นำบ้านเมือง
แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เนื่องทางท้าวรณชัยยังคงพ่ายแพ้สังขาร
สาเหตุถูกอสูรอชาตะ สูบเอาเลือดจากกาย พลอยทำให้อ่อนแอ
จำต้องพักรักษาตัวไปอีกนาน บทบาทที่เคยมีจึงถดถอย
...อย่างน้อยมีกลุ่มท้าวเทศ รอบทำกันลับ ๆ ในการหาทางขับอสูรออกจากร่างราชา
มาวันนี้ได้ตำราจากหอไตรกลางน้ำ *วิหารเทพวิทยาคมแถวด่านขุนทด
ติดตรงอักขระทั้งหมดเป็นกุศโลบายปริศนาแฝงธรรมะ
สำหรับผู้มีปัญญาเท่านั้น จึงจะถอดรหัสได้
ชาวบ้านแถบนั้นเล่าลือถึงนักบวชเถรวาทผู้หนึ่ง ซึ่งบารมีญาณวิเศษ
ท่านจรดขึ้นมาเพื่อเป็นอานิสงส์ ต่อเมื่อยามมนุษย์พบสิ่งอาเพศ
มวลรวมสัณฐานอสูรและภูตผี บรรดามาจากภพในมิติตามกรรมต่างวาระ
จุดประสงค์เพื่อรู้แหล่งที่มา และหาวิธีอนุโมทนา
สามารถส่งถึงมวลตกต่ำชั้นนรก เพื่อจะได้ไปผุดไปเกิดในภายภาคหน้าสร้างกุศล
ด้วยบุญหนุนนำความดีที่เคยทำ ท้าวเทศได้ตำราจากเณรน้อย
ผู้คอยรับใช้พระอุปชาเจ้าอาวาสแก่พรรษา พอถึงคราวมรณภาพ
สมบัติชิ้นสุดท้ายคือ เน้นกำชับหนักหนากับศิษย์ก้นกุฏิที่ยังเด็กอยู่
ให้เก็บรักษาตำรานี้ไว้ เผื่อว่าจะมีคนนำไปใช้ประโยชน์
ดั่งคำทำนายเป็นจริง ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหนเณรน้อยดีใจ
เมื่อบุคคลอุปถัมภ์วิหารธรรม พอมาถึงท้าวเทศเอ่ยประสงค์ถามเกี่ยวกับตำรา
ต่อพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ขณะสนทนาช่วงนั่งอยู่บริเวณแถวนั้น
จังหวะพอได้ยินเข้า เณรน้อยรีบวิ่งกลับกุฏิ ค้นจนเจอเอามามอบให้
อย่างอัศจรรย์ใจ ตามคำหลวงตาพูดไว้ไม่มีผิด ก่อศรัทธาในวาจาศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
ครั้งนึกถึงตรงนี้ ท้าวเทศรู้สึกปิติกับความพยายามตน
...“ท่านพ่อ เฮ็ดหยังเจ้าคะ”
เห็นว่ากำลังยิ้มอยู่คนเดียว รจนาทักกับท่าทางของบิดานาง
รอจนบุตรสาวมาถึง ท้าวเทศคิดเพลินลำพัง
“บ่มีหยังดอก ลูกพ่อ”
วางตำราที่นำมาปัดฝุ่น กางออกชี้ให้ดูทั้งชวนคุย
“รจนาเคยพ้อบ่ อักษรจังซี่”
หมอบนั่งก้มกราบก่อน จากนั้นขยับ
“สักการะท่านพ่อ ไสนางเบิ่งใกล้ ๆ ดู๊”
พิจารณาสักครู่ รจนาส่ายหน้า“ตามธรรมดา บ่เคยเห็นแนวนี่จักเทือ”
ขนาดตนท้าวเทศพอตัวในการเล่าเรียน ยังสับสนกับสัญลักษณ์ที่ขีดเขียน
“แต่สีคุ้น ๆ อยู่ม่องได๋หนิหละ”
ความเฉียบแหลม ด้านจดจำรจนาไม่เป็นรองใคร
เป็นสัญญาณพอให้ได้มีหวัง ท้าวเทศค่อย ๆ นึกทีละขั้นตอน
“รึว่า สิไปหาอาจารย์คงฝั่งโขงพุ่น”
พระเกจิที่ให้ความเคารพ เก่งทางอักขระแต่ต้องข้ามแม่น้ำโขงไป
“เอาไว้ก่อนสา นางขอท่านพ่อ”
อยากทดสอบปัญญา รจนาเลยอาสาลองดู
“ทางพ่อ ฟ้าวเด้หละ”
ที่พูดเพราะกังวลต่อองค์เลอสรวง อาจถึงอันตรายได้ ถ้าปล่อยไว้นาน
“เบิ่งแน่ หลวงตาคงสิอยู่จำวัดให้พ้อบ่”
ด้านรจนารู้จักอาจารย์ท่าน เพราะเป็นผู้ที่บิดานับถือ
ทุกครั้งที่มีบุตรเกิดใหม่ในเรือน ท้าวเทศจะต้องดั้นด้นไปขอให้ตั้งชื่อแก่ลูกหลานเพื่อสิริมงคล
อันรายนามรจนา ก็มาจากการที่ท่านเมตตามอบให้สำหรับลูกสาวคนแรกของวงศ์ตระกูล
“เออ พ่อกะคึจังซั่น”
เพราะตามปกติท้ายฤดูฝนน้ำหลาก ท่านมักออกเดินธุดงค์ปลีกวิเวก
ตะวันจวนเพล มาลาจัดสำรับออกมาเตรียมมื้อเที่ยง
จึงเข้ามาสมทบ เอ่ยพูดถามไถ่ลูกสาว
“เป็นจังได๋น้อ เสด็จย่าท่านซำบายดีบ่”
หายจากเรือนสักพัก เนื่องต้องเข้าธรรมเนียมปรับตัว
ได้องค์หญิงขันทอง นำหลานไปขัดเกลาเพื่อวันข้างหน้า
“ท่านแข็งแฮงดี เจ้าค่ะ”
พนมกราบก่อนบอกต่อมารดา กิริยางามสมกับหน้าตา
มาลาเธอสังเกตลูกสาว ส่อเค้าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
“ซั่นหน่ะ กินข้าวนำกันเนาะ รจนา”
ชวนนั่งร่วมสำรับ อันข่าวว่าจะมาเรือนเกี่ยวกับธุระผู้บิดาอยากให้ช่วย
หากแต่ขาดลูกชายคนเล็ก ที่เล่นซนตามประสากับบ่าวไพร่จนลืมเวลา
“แล้ว สาโรจน์ไปไสหล่ะ? แม่”
ชะเง้อมองหารจนาถามถึงน้องชาย
ไม่ทันมารดาได้ตอบ หัวบันไดก็ปรากฏเด็กชายหูกางร่างสมบูรณ์
กำลังรบเร้าเซ้าซี้ จูงบักลายสือขึ้นมาด้วยกัน
“อย่าขืนหลายอ้าย เฮือนข่อยแนวกินบ่อึดบ่อยากดอก”
ที่แท้ตั้งแต่ลายสือกับพวกพ้องเข้ามาพึ่งชายคา เจ้าเด็กสาโรจน์ทำตัวสนิทติดกันตลอด
มันยังขอเป็นน้องชายบักลายสืออีกคน ทั้งเที่ยวคุ้นเคยไปทั่ว
ผองบรรดาเพื่อนใหม่ มีอะไรให้ทำเรื่องสนุกตั้งมากมาย
“เอาหละ ฮอดแล้วกะซัมนี่เนาะ”
ลงไปมั่วสุมเข้ากลุ่มคณะ จนลืมเวลาข้าวปลาอาหาร ขนาดต้องมาส่ง
ลายสือจะหันหลังกลับลงบันได ยังถูกสาโรจน์รั้งไว้ให้กินข้าวด้วยกันซะเลย
“ฮิมาถะแมะ หลานลายสือ”
โดนท้าวเทศเจ้าบ้านกวักมือเรียกไว้ จึงปฏิเสธไม่ได้
ตลอดกินข้าว ลายสือนั่งเกร็งก้มหน้าก้มตากับชามแกงบวบใส่ปลา
นางมาลาเห็นนึกเอ็นดู สั่งบ่าวในครัวตักมาเติมเพิ่มอีก
ทั้งบอกให้ใส่ปิ่นโต ถือกลับมาฝากองค์หญิงคาระปงผู้เป็นแม่ด้วย
เอ่ยขอบพระคุณสำหรับมื้ออาหาร ลายสือเดินหิ้วถึงชานเรือนพัก
ด้วยจิตเหม่อลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทั้งรู้ว่าเป็นญาติกัน
มันบังคับไม่ให้คิดฝันหมายปอง เส้นบาง ๆ ที่กั้นย้ำสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง
ย่างสู่วัยซึ่งควรทำอะไรต้องระวัง บักลายสือหักห้ามใจ
...เคยโชติช่วงมาก่อน ยศฐาบรรดาศักดิ์ผู้คนล้อมหน้าล้อมหลัง
บัดนี้มองไปรอบ ๆ ท้าวรณชัยตกผลึก ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ ตรงข้ามกันดีเสียอีกจะได้รู้ธาตุแท้ของแต่ละคน
เวรกรรมทำต่อท้าวเทศ ใส่ร้ายโยนความผิดเรื่องวางยาลอบปลงพระชนม์องค์ราชา
ส่งผลให้ไร้สมาคมใดคบหา เพื่อนฝูงหนีหายขาดพันธมิตร
หวั่นเกรงพัวพันทางอาญา เลยเลิกราไปมาหาสู่ชนิดตัวคนเดียว
กว่าจะผ่านมาได้ท้าวเทศ พยายามขนาดไหน
ท้าวรณชัยนั่งคิดสิ่งอันตนก่อไว้ สำหรับทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
และสิ่งนั้นย้อนแก่ตนซึ่งกำลังเผชิญอยู่ แม้แต่ชู้รักนางในดวงใจยังหลบหน้า
“บักสาก กูขอมึงถ่อน”
ถึงใครจะว่ามันทาสสองหัว ทำตัวเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสี
อยู่ใกล้มังคลาก็อีกอย่าง หากสำหรับพระยารณชัยมีเบี้ยให้มันใช้สอยไม่ลำบาก
แลกกับงานเสี่ยง ๆ แล้ว บักสากเองยังนึกสงสารในสภาพตกอับ
มันถูกขอร้องให้ไปส่งสารรับกับมือ ถึงพระนางจามรเทวี
“ข้าน้อยฮับประกัน นายท่าน”
กล่าวสัญญาไว้ เพื่อความสบายใจไม่ต้องกังวล
ก่อนที่มันจะปลอมตัว เป็นทหารกองอารักขาหน้าพระตำหนัก
...ถายในห้องหับปราสาท ไม่ขัดสนสักอย่างล้วนอาหารบริบูรณ์
เครื่องประดับอาภรณ์ จำนวนเพชรนิลจินดา
ข้ารับใช้คอยอำนวยสะดวก ต่างกับจามรเทวีที่นั่งอมทุกข์
มีอีปุนอยู่ข้าง ๆ คอยฟังเรื่องอุบาทว์โดยระบายสู่มันอีกทอด
ตรงความร้ายกาจซึ่งพบเจอกับตัวเอง ทั้งเหตุผลไม่อยากมีชีวิตของพระนาง
ไม่มีแม่คนไหน อยากจะฆ่าลูกที่อยู่ในท้องถ้าไม่ใช่ตรงระแวงไปต่าง ๆ นานา
ความคิดอกุศลอันเกิดขึ้นกับจามรในตอนนี้ ช่างบาปหนา
ใช้เวลาที่ปุโรหิตมังคลา เข้าหาองค์เลอสรวงช่วงพูดคุยกัน
แยกมาสารภาพบอกข่าวร้ายแก่นางปุนมัน แจ้งเรื่องตั้งครรภ์และอีกถามความคิดเห็น
“ถ่าเบิ่งสาก่อน เพคะ”
คำจากปากบ่าวปลอบให้เย็นลง เนื่องคงยังไม่เชื่อสนิทใจนัก
ไฉนกายกษัตริย์มีอสูรสิงร่าง ซึ่งมันแค่ฟังที่เล่าก็เท่านั้น
หรือจะเป็นเรื่องปั้นแต่งขึ้นมา ประการรู้เห็นโดยตลอดตั้งแต่ต้น
ระหว่างจามรเทวีกับท้าวรณชัย ในสายตามัน คือการผิดต่อพ่อหลวง
อุตส่าห์ภักดีติดสอยห้อยตามกันมาจากแคว้นแดนเก่า
สำนึกอีปุนไม่กล้าทรยศเอาไปฟ้องใคร วางเฉยด้วยเข้าใจความรักที่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ
คล้ายตกบันไดพลอยโจน โดยอะลุ่มอล่วยในพฤติกรรมของนายมัน
จริง ๆ แล้วท้าวรณชัยมาก่อน ใยกลายเป็นชู้ไปได้
หากไม่ใช่เพราะท้าวแสนขรผู้บิดา ตัวการคิดฮุบเอารัฐแห่งนี้
ทั้งที่มีเมืองเพชบุระสังกัดอาณาจักรศรีเทพ ให้บริหารดูแลอยู่แล้ว
ยังคอยจ้องจะครองทางลัด โดยส่งธิดามาบุกเบิก
ผลทั้งหมดตกมาอยู่ที่จามรเทวี รองรับความประสงค์ผู้เป็นพ่อ
บ่าวอย่างอีปุนยังรู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร มันจึงได้แต่ปลง
ในเรื่องราวกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เก็บไว้กับตัวเองผู้เดียว.
*วิหารเทพวิทยาคม หรือ วิหารปริสุทธปัญญา
ก่อสร้างขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นมหาวิหารแห่งพระไตรปิฎก
หรือเป็นดินแดนที่เก็บรวบรวมพุทธประวัติ พระวินัย และพระธรรมคำสอนต่าง ๆ
หอไตรเทพวิทยาคมเป็นวิหารและอุทยานธรรมกลางบึงน้ำ
ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดโคราช
ด้วยความโด่งดังและมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมากมาย
ทำให้กลายเป็นจุดแลนด์มาร์คยอดฮิต ที่นักท่องเที่ยว
ต่างมาเยี่ยมเยียนและชมความสวยงามของสถานแห่งนี้
ถือเป็นวิหารเซรามิกโมเสกกลางน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตั้งอยู่ที่วัดบ้านไร่
จุดเด่นสำคัญของวิหารเทพวิทยาคม คือลักษณะเป็นอาคารประติมากรรมช้าง
ตั้งอยู่บนกลางบึงน้ำขนาดกว่า 30 ไร่ เป็นอาคารสูง 4 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน (ชั้นบาดาล) 1 ชั้น
ตัวอาคารตั้งอยู่บนลานทรงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 65 เมตร
ทำให้หอเทพวิทยาคม กลายเป็นพุทธสถานในนิกายเถรวาท
ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยโดยผ่านการสำรวจมาแล้ว
ไฮไลท์สะดุดตาอีกอย่างหนึ่งก็คือ รูปปั้นพญานาค 19 เศียร
ตรงบริเวณประตูท้าวจตุโลกบาลทางด้านหน้าทางเข้าวัด
อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ และสวยงามในเวลาเดียวกัน
พิกัด ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
วิหารเทพวิทยาคม หรือ วิหารปริสุทธปัญญา ที่วัดบ้านไร่
สร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หรือรู้จักกันในนาม หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ
อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ท่านตั้งใจให้วิหารแห่งนี้
เป็นที่เรียนรู้พระพุทธศาสนาและเป็นอุทยานธรรม
วิหารเทพวิทยาคมสร้างขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานและสืบสานปณิธานของหลวงพ่อคูณ
ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกเป็นแหล่งรวบรวมพระไตรปิฎก
วิหารนี้ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม อันสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา
การก่อสร้างวิหาร ได้รับการสนับสนุนจากศิษยานุศิษย์
รวมทั้งบรรดาผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ที่ตั้งมั่น
โดยโครงการนี้เริ่มต้นขึ้น เมื่อหลวงพ่อคูณมีอายุครบ 90 ปี
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)