สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 127 ห้าฟรีหนึ่ง

            สำหรับเรื่องแคว้นโยวอันเจิงก็พอรู้บ้างเพียงแต่ตอนที่เขาเป็นผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีไม่ได้มาสนใจเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ มีพูดถึงบ้างเวลาพักเท่านั้นฉะนั้นอันเจิงจึงไม่รู้เรื่องของแคว้นโยวลึกซึ้งเท่าจวงเฟยเฟย

     

            จวงเฟยเฟยเห็นสีหน้าอันเจิงไม่สู้ดีนักจึงรู้ว่าเขากำลังนึกถึงเรื่องที่เจ้าสำนักเชียวจ่างเฉินตายที่โลกมายาแน่ ๆ

     

            จวงเฟยเฟยยื่นมือมาจับมืออันเจิง รู้สึกได้ว่ามือเขาเย็นเฉียบ

     

            “ปล่อยวางบ้าง”

     

            อันเจิงหลุดออกจากภวังค์ จากนั้นก็ยิ้มเป็นเชิงขอโทษ

     

            มือของจวงเฟยเฟยนุ่มมากและยังอบอุ่นอีกด้วย

     

            เมื่อเห็นอันเจิงดีขึ้นจวงเฟยเฟยจึงเก็บมือกลับจากนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางยกมือขึ้นสางผมตัวเอง“คนของแคว้นโยวมาเมืองฟางกู้ในครั้งนี้ เห็นบอกว่ามาเพื่อเจรจาหลายปีก่อนองค์ชายแห่งจักรวรรดิต้าซีเสด็จมาแคว้นเยี่ยน บอกว่าจะมาไกล่เกลี่ยและหยุดสงครามแต่อยู่ได้ไม่นานก็ทรงจากไป องค์ชายแห่งจักรวรรดิต้าซีมีตำแหน่งที่สำคัญมากเท่าไหร่?พระองค์ไม่จำเป็นต้องเสด็จไปพบแคว้นต่าง ๆ เองเลยด้วยซ้ำ เพียงแค่ตรัสสั่งออกมาก็เกินพอแล้ว”

     

            “ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาแคว้นโยวก็หาเรื่องแคว้นเยี่ยนน้อยลงบ้าง และเพราะภูมิประเทศของแคว้นโยวไม่ดีนัก พวกเขาจึงจำเป็นต้องขยายอาณาเขตออกมาด้านนอกแคว้นโยวอยู่ติดกับทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันออกของแคว้นเยี่ยน ทหารแคว้นเยี่ยนอาศัยแถบนั้นเป็นเวลานานอีกอย่างแคว้นเยี่ยนยังติดกับเทือกเขาเยี่ยนซานอีกทิศตะวันออกก็ติดกับอวี่หยางจวิน ถัดจากอวี่หยางจวินก็เป็นแคว้นปัวไห่”

     

            “คนในแคว้นปัวไห่ชอบสู้รบอีกทั้งแคว้นปัวไห่อยู่ในที่ที่หนาวเหน็บในหนึ่งปีมีเพียงสี่เดือนเท่านั้นที่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ส่วนใหญ่ก็อาศัยตกปลาล่าสัตว์ประทังชีวิต ลักษณะภูมิประเทศของแคว้นโยว จะมีรูปร่างยาวจากเหนือจรดใต้และแคบในแนวทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกส่วนหนึ่งทางแถบชายแดนตะวันออกติดกับแคว้นปัวไห่ อีกส่วนติดกับทะเลที่นั่นเต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน หลายพื้นที่ยังไม่มีแม้แต่พื้นที่ราบขนาดห้าเมตรเลยด้วยซ้ำหากอยากกินอะไรก็ต้องปลูกตามก้อนหิน เรื่องผลผลิตก็อย่าพูดถึงเลย”

     

            “แคว้นปัวไห่มักจะมารุกรานแคว้นโยวเป็นประจำทุกปีออกปล้นชิงอาหารจากชาวบ้าน ฉะนั้นประชาชนในแคว้นโยวก็ลำบากไม่น้อย”

     

            จวงเฟยเฟยหันมามองอันเจิงเหมือนมีเลศนัย แล้วอธิบายเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียด

     

            “การปกครองของแคว้นโยวก็ไม่ค่อยเหมือนแคว้นเยี่ยนความจริงแล้วอำนาจมากกว่าครึ่งตกอยู่ที่กลุ่มลัทธิเทพ กลุ่มลัทธิเทพจะใส่ชุดสีแดงยาวอำนาจที่พวกเขากุมไว้สำคัญกว่าอำนาจของแม่ทัพเสียอีก ส่วนประมุขลัทธิจะสวมชุดยาวสีดำเขามีอำนาจมากกว่าราชา หลายร้อยปีมานี้ ราชาต้องให้ประมุขของกลุ่มลัทธิเทพยอมรับถึงจะขึ้นครองราชย์ได้หากเขาไม่ยินยอมก็คงต้องเปลี่ยนราชาองค์ใหม่”

     

            อันเจิงพยักหน้า “อย่างนั้นก็หมายความว่าประชาชนเคารพกลุ่มลัทธิเทพมากกว่าราชาอีกสินะ”

     

            จวงเฟยเฟยยิ้ม “นั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้กว่าร้อยปีที่แล้ว ราชาแคว้นโยวทานเจิ้งตงทรงรู้สึกว่าแผ่นดินที่พระองค์ปกครองกำลังจะล่มสลายเพราะภูมิประเทศที่ไม่ดีทำให้ประชาชนต่างกินไม่อิ่มท้อง เมื่อเป็นแบบนั้นประชาชนก็ออกมาโวยวายพื้นที่มากมายมีการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ราชสำนักพยายามควบคุมเรื่องนี้อยู่นานนับปีก็ไม่สำเร็จราชาทานเจิ้งตงทรงเป็นคนฉลาด...ทรงรู้ว่าแผ่นดินวุ่นวายเพราะประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นหากสามารถทำให้ประชาชนกลับมามีความเชื่อมั่นอีกครั้ง แผ่นดินก็จะสงบสุขในที่สุด ฉะนั้นจึงทรงสั่งให้จี้จ่างเวยจัดตั้งกลุ่มลัทธิเทพหลังจากนั้นเป็นต้นมาแคว้นโยวจึงเริ่มเข้มแข็งขึ้น”

     

            “แต่เพียงสามถึงห้าปีเท่านั้น อำนาจของกลุ่มลัทธิเทพก็มากขึ้นจนไม่อาจควบคุมได้หลังจากที่ราชาทานเจิ้งตงสิ้นพระชนม์ ราชาพระองค์ใหม่มีพระชนมายุน้อยส่วนจี้จ่างเวยประมุขของกลุ่มลัทธิเทพมีอำนาจมาก อำนาจทั้งหมดจึงตกไปอยู่ในมือของเขาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา กลุ่มลัทธิเทพก็ค่อย ๆ กลืนกินพระราชอำนาจของราชาจนหมดจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลากว่าร้อยปีแล้ว ต่อให้ราชาแคว้นโยวทรงอยากเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้าก็ยากเหมือนเหาะขึ้นฟ้า”

     

            อันเจิงถาม“อย่างนั้นทำไมครั้งนี้แคว้นโยวถึงส่งคนมา ในเมื่อตอนที่องค์ชายแห่งจักรวรรดิต้าซีมาที่นี่ก็ผ่านมานานกว่าสี่ปีแล้ว”

     

            จวงเฟยเฟยถาม “หือ?เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าสี่ปีกว่าแล้ว”

     

            อันเจิงยิ้มพลางตอบกลับ “ก็แค่เคยได้ยินมาเท่านั้น”

     

            จวงเฟยเฟยไม่ได้ใส่ใจมาก จากนั้นนางก็พูดต่อ“ที่แคว้นโยวส่งคนมาในครั้งนี้ นั่นก็เพราะว่าแม่ทัพอัศวินเพลิงเหล็กฟางจือจี่แห่งแคว้นเยี่ยนสู้รบอย่างบ้าคลั่งเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ มันก็เชื่อมโยงไปถึงเพื่อนเก่าคนนั้น เชียวจ่างเฉินอดีตเจ้าสำนักของหอสมุดมายา”

     

            “เชียวจ่างเฉินเป็นรองแม่ทัพอัศวินเพลิงเหล็กเขากับแม่ทัพฟางจือจี่ได้รับคำสั่งให้ไปเชิญมู่ฉางเยียนกลับมาครองราชย์ ไม่รู้ว่าตอนนั้นมู่ฉางเยียนคิดอะไรถึงได้ยื่นข้อเสนอให้เชียวจ่างเฉินอยู่ดูแลหอสมุดมายาต่อสุดท้ายเชียวจ่างเฉินรับปากจะอยู่ กลุ่มลัทธิเทพของแคว้นโยวล่วงรู้เข้าจึงส่งคนของตัวเองพร้อมยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยไปจัดการเชียวจ่างเฉินที่หอสมุดมายา”

     

            “หลังจากแม่ทัพฟางจือจี่รู้เรื่องนี้ เขาอดกลั้นเก็บความแค้นไว้เป็นเวลาถึงสามปีเพื่อฝึกฝนกองทัพอัศวินเพลิงเหล็กจากนั้นก็นำกองทัพลงทางใต้ รบเพียงสามครั้งฆ่าทหารแคว้นโยวตายไปกว่าสองหมื่นคน ทั้งยังฆ่าคนของกลุ่มลัทธิเทพไปได้อีกสามคนนับตั้งแต่ครั้งนั้น แคว้นโยวก็ไม่กล้าสู้รบอีกเลย เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของแคว้นปัวไห่พวกเขาจึงฉวยโอกาสนำทหารกว่าหกแสนคนมาโจมตี ตอนนี้สถานการณ์ของแคว้นโยวกำลังตกที่นั่งลำบากจึงทำได้เพียงโยกย้ายทหารไปทางตะวันออกเท่านั้น”

     

            อันเจิงกระจ่างทันที “แคว้นโยวไม่อาจรบทั้งสองด้านจึงมาขอเชื่อมความสัมพันธ์กับแคว้นเยี่ยน”

     

            จวงเฟยเฟยพยักหน้า “ก็เพราะแบบนี้...เรื่องของหน่วยทหารจึงถูกระงับไว้ก่อนที่ไทเฮาและราชายังไม่ทรงมีความเคลื่อนไหวใด ๆ ก็เพราะการมาของแคว้นโยวสำหรับแคว้นเยี่ยนชมรมสี่ทิศก็เป็นแค่เรื่องเล็ก การเจรจากับแคว้นโยวต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่”

     

            “ในเมื่อแคว้นโยวมาขอเชื่อมความสัมพันธ์ฉะนั้นแคว้นเยี่ยนจึงต้องหาผลประโยชน์ใส่ตัว” อันเจิงสรุปได้ทันที

     

            จวงเฟยเฟยยิ้มแล้วพูด “คนจนมักจะแสร้งทำตัวมั่นคงนี่เป็นสถานการณ์ของแคว้นโยวในตอนนี้ พวกเขารู้ว่าอย่างไรต้องถูกเอาเปรียบแน่แต่ทว่าก็ไม่อยากถูกเอาเปรียบมากเกินไป ฉะนั้นจึงแสร้งทำเหมือนไม่ใส่ใจครั้งนี้คนของกลุ่มลัทธิเทพนำของวิเศษมาไม่น้อย จุดประสงค์แรกก็เพื่อโอ้อวดทำให้แคว้นเยี่ยนรู้ว่าแคว้นโยวยังมีเบื้องหลังที่ใหญ่โตอยู่ จุดประสงค์ที่สองก็เพื่อให้ไทเฮาและราชาทรงรู้ว่าพวกเขามาด้วยความซื่อสัตย์”

     

            อันเจิงถาม“แล้วเพราะอะไรถึงส่งของพวกนี้มาโรงจวี้ฉ่าง?”

     

            จวงเฟยเฟยยิ้มกว้างขึ้น“แคว้นโยวแสร้งทำเหมือนร่ำรวย ไม่ต่างอะไรกับแคว้นเยี่ยนเรา คราแรกของพวกนี้ถูกส่งไปที่ตำหนักวิหารสวรรค์ราชาโบกพระหัตถ์ไม่ทรงรับสักชิ้นแล้วตรัสสั่งให้ส่งมาโรงจวี้ฉ่างเพื่อให้ประชาชนได้เข้าร่วมประมูลหากใครอยากได้ก็ประมูลไปเพราะคนในแคว้นเราร่ำรวย”

     

            อันเจิงถอนหายใจพลางพูด “เจ็บปวดจริง ๆ”

     

            จวงเฟยเฟยถาม “เพราะอะไรถึงเจ็บปวด?”

     

            อันเจิงตอบกลับ “ทั้งสองฝ่ายถูกตีจนหน้าบวมแต่กลับต้องแสร้งทำว่าไม่เป็นไร แบบนี้จะไม่เจ็บปวดได้หรือ?”

     

            จวงเฟยเฟยกลอกตา “ปากเจ้านี่ร้ายกาจไม่น้อยที่ข้าให้เจ้ามาในครั้งนี้เพราะราชาทรงระบุเรียกตัวเจ้ามาด้วยพระองค์เอง คนของแคว้นเยี่ยนเอาของวิเศษมาแล้วคุยโวเสียมากมายราชาทรงอยากตบหน้าให้พวกนั้นอับอายจึงเรียกเจ้ามาช่วยตรวจสอบ ถือเป็นการให้บทเรียนแก่คนของกลุ่มลัทธิเทพไปในตัว”

     

            อันเจิงถามกลับ “เช่นนั้นข้าจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง?”

     

            “ถึงแม้ไทเฮาจะไม่ทรงยอมให้ราชากุมอำนาจ แต่ทว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวสำหรับคนนอก ไทเฮาไม่เคยทรงอ่อนข้อให้ใครนอกจากแคว้นจ้าวที่เป็นแผ่นดินเกิดของพระนางเองฉะนั้นหากครั้งนี้เจ้าสามารถช่วยแคว้นเราออกหน้า มันก็เป็นเรื่องดีกับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างน้อยในระยะนี้ไทเฮาก็จะไม่มาวุ่นวายกับเจ้า ส่วนเจ้าก็ได้ออกหน้าแทนหน่วยทหารด้วย”

     

            อันเจิงยิ้มกว้าง “ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าตัวเองแม่มสุดยอดไปเลย”

     

            จวงเฟยเฟยอ้ำอึ้ง “เจ้าก็...อืม ๆ ๆ”

     

            อันเจิงหัวเราะเสียงดังในใจคิดว่าผู้หญิงอย่างไรก็ยังอยากรักษาหน้าตาตัวเองต่อหน้าผู้ชายอยู่ดี นางใช้คำว่าอืมๆ ๆ มาแทนคำว่าแม่มสุดยอด หากเปลี่ยนเป็นกู่เชียนเยว่ก็คงไม่ใช่แบบนี้เด็กนั่นร้ายกาจยิ่งกว่าเสือ

     

            อันเจิงเดินไปยืนที่ระเบียงแล้วมองออกไปด้านนอกจึงพบว่าบนโต๊ะที่มีผู้คนมากมายล้อมอยู่เต็มไปด้วยของมีค่า ของมีค่าทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองประเภทประเภทแรกคือของมีราคา อีกประเภทก็คือของมีประโยชน์ ของมีประโยชน์ทั้งหมด แน่นอนว่าต้องเป็นของที่มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกพลังวัตรส่วนของมีราคาก็คือเพชรพลอยที่ราคาแพง แต่กลับไม่มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกพลังวัตรแม้แต่น้อย

     

            อันเจิงมองเพียงแวบเดียวสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยโชคดีที่ด้านหลังเขาคือจวงเฟยเฟย เมื่อจวงเฟยเฟยเห็นสีหน้าอันเจิง นางจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเช่นกัน

     

           นั่นเพราะเขาเห็นของสองสิ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ เป็นของสองสิ่งที่มีค่ามากและเป็นของที่อันเจิงก็มีเช่นกันนั่นก็คือ...เกล็ดมัจฉาของปลาวิเศษ บนโต๊ะด้านล่างมีสองชิ้น

     

            อันเจิงหันกลับไปมองจวงเฟยเฟยแล้วยิ้ม“ข้าจะลงไปต่อราคาดู”

     

            “ไปเถอะ จะให้ดี ต้องทำให้พวกคนของแคว้นโยวกลับไปด้วยศักดิ์ศรีที่เหลือน้อยนิด”

     

            “ต้องไม่ให้เหลือศักดิ์ศรีกลับไปเลยถึงจะถูก”

     

            จวงเฟยเฟยโบกมือ อันเจิงและตู้โซ่วโซ่วจึงเดินลงจากชั้นสองส่วนเสี่ยวชีเต้ายังคงนั่งกินอยู่ที่เดิม

     

            บนแท่นด้านล่างวางโต๊ะหลายสิบตัว โต๊ะแต่ละตัวมีของมีค่าวางอยู่ด้านบนต้องยอมรับว่าการมาครั้งนี้ของแคว้นโยวไม่ธรรมดาจริง ๆ

     

            ข้างโต๊ะทุกตัวมีชายร่างกำยำของแคว้นโยวยืนอยู่สองคนการแต่งตัวของพวกเขาแตกต่างจากคนของแคว้นเยี่ยนอย่างสิ้นเชิง ชาวเยี่ยนชอบสวมชุดคลุมยาวต่างจากชาวโยวที่มักจะสวมเสื้อสั้นแค่เอว ส่วนกางเกงก็เป็นกางเกงตัวใหญ่ ชายกางเกงตรงข้อเท้ามีเชือกมัดเอาไว้ชายร่างกำยำเหล่านั้นสวมชุดดำแต่กลับไม่ได้พกอาวุธติดตัวเลยสักชิ้น เพราะในแคว้นเยี่ยนพวกเขาไม่มีสิทธิ์พกอาวุธ

     

            ด้านในสุดของโต๊ะมีชายสวมชุดแดงนั่งดื่มชาอยู่เขามักจะกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อตรวจสอบผู้คนที่เข้ามา

     

            เขาวางถ้วยชาในมือแล้วสั่งการอะไรบางอย่างจากนั้นคนของกลุ่มลัทธิเทพจึงพูดเสียงดัง “ท่านใต้เท้าบอกว่าหากมีใครรู้จักของเหล่านี้ห้าชิ้น ก็สามารถเอาไปได้เลยหนึ่งชิ้น แน่นอนว่าต้องบรรยายถึงของชิ้นนั้นอย่างละเอียดด้วย”

     

            คนที่นั่งมุงดูส่งเสียงเฮขึ้นมาแต่กลับไม่มีใครก้าวออกมาเลยสักคนของเหล่านี้ล้วนเป็นของที่พบแถบชายทะเล คนในแคว้นเยี่ยนจึงไม่ค่อยมีใครเคยเห็นมาก่อนฉะนั้นหากจะให้พูดถึงสิ่งของเหล่านี้อย่างละเอียดก็ถือว่าไม่ง่ายเหมือนกัน

     

            อันเจิงเดินเข้าไปด้านหน้าจากนั้นก็กวาดสายตามองแบบลวก ๆ ก่อนหยิบดาบจิ่วซิงซางโซ่วยื่นให้ตู้โซ่วโซ่ว“เคยรับปากเจ้าว่าจะหาอาวุธคู่กายให้ ของชิ้นนี้ไม่เลว เจ้าเอาไปใช้ก่อนก็แล้วกัน”

     

            เมื่อพูดจบเขาก็หันหลังกลับ ชายร่างกำยำที่เฝ้าอยู่จึงรีบขวางไว้

     

            ชายสวมชุดสีฟ้าคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“ต่อให้จะอยู่ในแคว้นเยี่ยนของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าก็ไม่ควรมาแย่งของไปแบบนี้?”

     

            “เจ้าพูดเองไม่ใช่รึหากรู้จักของห้าชิ้นก็จะมอบให้หนึ่งชิ้น”

     

            ชายสวมชุดฟ้าพูด “อย่างนั้นเจ้าก็ต้องบอกว่าเป็นของห้าชิ้นไหน”

     

            อันเจิงพูด “วุ่นวายจริง อย่างนั้นเจ้าก็หยิบของมาให้ข้าห้าชิ้นเลยแล้วกัน”

     

            ปัง! ชายสวมชุดดำตบโต๊ะ “หรือเจ้าคิดอยากจะมาก่อกวนเท่านั้น?คาดว่าเจ้าคงไม่ใช่ชาวเยี่ยนที่มาอย่างเป็นมิตรแน่”

     

            อันเจิงหรี่ตามองชายคนนั้น “เจ้าเสียดายไม่อยากให้แล้วงั้นรึ?”

     

            ชายสวมชุดฟ้าพูด “หากเจ้ารู้จักจริง ๆข้าต้องให้อยู่แล้ว แต่เจ้าที่ยังไม่ได้อธิบายอะไรกลับมาหยิบของไปดื้อ ๆต่อให้ที่นี่จะเป็นแคว้นเยี่ยน แต่ข้าก็ไม่ยอมให้คนอื่นมาหยามศักดิ์ศรีของแคว้นโยว”

     

            อันเจิงยกเก้าอี้มานั่ง“หยิบมาได้เลยห้าชิ้น หากข้าอธิบายไม่ได้ ข้าจะจ่ายเงินค่าดาบนี้สองเท่าตัวเลย”

     

            ชายสวมชุดฟ้าขมวดคิ้ว เขาไม่กล้าประเมินอันเจิงต่ำเกินไปแต่อันเจิงอายุยังน้อยมาก เขาไม่เชื่อว่าจะสามารถตอบได้ทั้งหมด ฉะนั้นจึงเลือกของชิ้นหนึ่งที่ขนมาทางเรือ“บอกมา!”

     

            อันเจิงชี้ไปที่ของชิ้นแรก “คนแคว้นโยวใจแคบนักทั้งยังดูถูกชาวเยี่ยนอย่างเราจริง ๆ บนหนังนี้เขียนว่าตงไห่เซินความจริงแล้วก็เป็นเพียงหนังงูของปลอมเท่านั้นแหละ”

     

            เมื่อครู่มีคนหยิบของชิ้นนี้ขึ้นมาดมทันใดนั้นก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที

     

            อันเจิงชี้ไปยังของชิ้นที่สอง“อันนี้พวกเจ้าเรียกมันว่าต้นตงไห่เซิน? ทำไมคนแคว้นโยวมักจะเติมคำว่าเซินนักนะหากไม่เติมคำนี้ก็พูดไม่เป็นแล้วหรือ? นี่ก็เป็นแค่สาหร่ายทะเลแห้งที่เอามาติดซ้อนกันหลายชั้นเท่านั้นทั้งหมดนี้ก็มีราคาแค่ห้าตำลึง ถือเป็นค่าแรงให้คนที่ทำขึ้นมา”

     

            สีหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนไปทันทีราวกับตอนนี้เขาเริ่มทำตัวไม่ถูกแล้ว

     

            อันเจิงชี้ไปยังของชิ้นที่สาม“ของชิ้นนี้สุดยอดมาก...ได้มาจากเยาโซ่วใต้ทะเลตะวันออก นี่ก็คือไข่ของเต่านรกมีค่าประมาณหนึ่งพันตำลึง แต่มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใบใหญ่หากเอามาทอดคงกินได้หลายคน เล่ากันว่าสามารถช่วยด้านวรยุทธ์ได้แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่”

     

            เขามองไปที่ชายผู้นั้น “ข้าพูดถูกหรือไม่?ที่ไข่ของเยาโซ่วถูกขนาดนี้เพราะมันวางไข่ทีละหลายร้อยฟอง แต่เหตุผลที่ไม่เจอบ่อยเพราะเต่านรกมักขึ้นมาวางไข่บนเกาะฟู่หมิงแห่งทะเลตะวันออกซึ่งน้อยครั้งจะมีคนไปถึง”

     

            อันเจิงถามชายคนนั้นกลับ “พวกเจ้าขนของราคาถูกพวกนี้มาขอเชื่อมความสัมพันธ์?เกรงว่าจะทำให้ดูไม่ซื่อสัตย์ได้นะ”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน