ชวีหนานอีลูบคลำไปที่ช่องแขนเสื้อ ค้นไม่พบเงินแม้แต่ตำลึงเดียว ดังนั้นยกเลิกความคิดที่จะหาสถานที่ดื่มเครื่องดื่มเบา ๆ สักแก้ว จึงเลียนแบบท่าทางของหญิงสาว ก้นนั่งลงบนบันไดที่ประตูหน้าโรงเตี๊ยม มองไปยังที่ว่าการเขตเหมือนกับหญิงสาว ดูผู้คนที่ยุ่งวุ่นวายเข้า ๆ ออก ๆ ช่วยกันดับเพลิง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ชวีหนานอีจู่ ๆ หันหน้าไปหาหญิงสาวและเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้าไม่ไปช่วยดับเพลิง?” ผู้คนบนถนนนี้ส่วนมากล้วนวิ่งออกไปช่วยดับเพลิง ที่ว่าการเขตเพลิงไหม้ ใครจะยังสามารถมีหน้ามานั่งมองดูความโกลาหล ทำแบบนี้มิใช่เป็นการรอให้ใต้เท้าชวีมากลั่นแกล้งหรอกหรือ?
หญิงสาวหันมายิ้มสดใสให้ชวีหนานอี “เก่าไม่ไป ใหม่ไม่มา น่าปลื้มใจยินดีกับท่านใต้เท้าที่ได้ที่พำนักใหม่”
เสียงใสงดงามของหญิงสาวไม่เหมือนกับสตรีทั่วไปที่ฉอเลาะนุ่มนวล แต่เหมือนน้ำแร่ใสหวานอร่อยไม่มีผิด ทำให้คนสบายดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่าน ลักษณะของนางกลับมิใช่ประเภทที่ทำให้ผู้คนรู้สึกทึ่ง แต่เป็นยิ่งดูยิ่งน่ามอง เรียกได้ว่าโบราณเรียบง่ายงดงามหยาดเยิ้ม นางมิได้ใช้แป้ง ผิวขาวผุดผ่องจนใกล้เคียงกับโปร่งใส ริมฝีปากเป็นสีชมพูอ่อนราวกลีบดอกไม้ที่เกสรตรงกลางซึ่งนุ่มที่สุดเพิ่งแย้มบานเป็นคราแรก เป็นความรู้สึกชั่ววูบที่ทำให้คนประสงค์อย่างยิ่งจะยื่นมือเข้าไปถูไถ และปรารถนาจะนำมาถือครองไว้ในมือ บังลมบังฝนปกป้องคุ้มครองอย่างระมัดระวัง
สีคิ้วที่บางอ่อนของนาง ทำให้คนเกิดภาพลวงแห่งความอ่อนโยน ดวงตาสองข้างเปรียบเหมือนทะเลสาบสองสาย สะท้อนกับแสง มักจะปล่อยความสงบเงียบให้คนมีความสุข ทว่าแท้จริงแล้วกลับพรั่งพรูระลอกคลื่นกลืนกินชีวิตผู้คน
นางยิ้มหวานทอดมองไปยังชวีหนานอี ท่าทางนั่นมิใช่ประจบประแจง และมิใช่การฝืนยิ้ม ไม่คิดเลยว่าจะมีจอมยุทธ์แห่งยุทธภพที่เที่ยงตรงท่าทางยิ่งใหญ่ ผสมกับความงดงามและสง่าผ่าเผยแห่งเมฆหมอกสายฝนปรอยที่เจียงหนาน เชื่อมโยงเกี่ยวกันเป็นภาพวาดที่ยากจะพรรณนา พิเศษจนผู้คนต่างชื่นชม
เจอครั้งแรกไม่รู้สึกอันใด บัดนี้มองรายละเอียดชัด ๆ ชวีหนานอีแอบกัดลิ้นเงียบๆ ในเขตลิ้วเหอเล็ก ๆ ของเขามีคนที่โดดเด่นงดงามน่าดึงดูดเช่นนี้ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด? ที่น่าประหลาดใจที่สุดคือคนผู้นี้เป็นสตรี ทว่ามีจิตใจไม่แพ้บุรุษ
สามารถมองออกได้ว่าหญิงสาวมีภูมิหลังที่ยอดเยี่ยม ความสง่างามนั้นมิใช่สิ่งที่ครอบครัวธรรมดาจะสามารถอบรมเลี้ยงดูได้ นิ้วของหญิงสาวขาวและเรียวยาว ไร้ซึ่งริ้วรอย ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนทำงานตรากตรำ ทว่าเหตุใดจึงใส่เสื้อผ้าซอมซ่อเช่นนี้? กล่าวได้ว่าอเนจอนาถจนทนดูไม่ได้จริง ๆ
ชวีหนานอีค่อย ๆ ตั้งเครื่องหมายคำถามในใจ เริ่มสงสัยสถานะของหญิงสาวตรงหน้า
ซานเซียวปลอม?
นักพรตหญิง?
ใจกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าชวีหนานอีอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ เห็นชวีหนานอีเป็นไอ้งั่งจริง ๆ ไม่กล้าจับกุมนางหรือ? หรือนางคิดว่า “เงามืดในแสงไฟ” สามารถใช้ได้ในที่นี้จริง ๆ?
นางมั่นใจในตนเองมากเกินไป หรือคิดว่าการตั้งใจปรากฏตัวในสภาพย่ำแย่ให้ชวีหนานอีเห็นเช่นนี้ เขาจะไม่สงสัยในตัวนาง? การนำใบไม้บังตา มิใช่วิธีการเล่นเช่นนี้
เช่นนั้น ในใจชวีหนานอียังมีข้อสงสัย
ปีศาจสาวนั่นแค่มองก็รู้ว่าเป็นผู้ที่ชอบเสพสุขเห็นแก่ได้ จะยอมปลอมกายลดตัวลงมาให้ทรมานตนเองเช่นนี้ได้เยี่ยงไร? มองสตรีตรงหน้าที่สวมชุดรบสั้นทั้งตัวนี้ ช่างหยาบกร้านเหลือทน กลัวว่าจะเป็นการถูไถให้ผิวนุ่มนวลถลอกกระมัง? ชวีหนานอีไม่เชื่อว่าปีศาจสาวจะปฏิบัติต่อตนเองอย่างรุนแรงเช่นนี้ นอกเสียจากว่านางยังมีแผนชั่วที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ไม่สามารถไม่ปฏิบัติเช่นนี้ได้
ไตร่ตรองจนถึงตอนนี้ ชวีหนานอีพยักหน้าด้วยรอยยิ้มและเอ่ยชม “คำกล่าวเช่นนี้สมเหตุสมผล”
หญิงสาวถุยต้นหญ้าที่อยู่ในปากทิ้ง ลุกขึ้นยืน ตบก้น ลากรองเท้าเดินจากไป
ชวีหนานอีงุนงงเล็กน้อย ยังไขข้อข้องใจไม่สำเร็จ หากสตรีนางนี้คือปีศาจสาว การปรากฏตัวที่นี่ มิใช่เพราะต้องการเข้าใกล้เขาหรอกหรือ?
และท่าทางตบก้นก่อนจากไปของนางเพื่ออะไร?
ชวีหนานอีไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป เปิดปากร้องเรียก “แม่นาง เจ้าคือ...?”
หญิงสาวหยุดเดิน ก้มลงมองชวีหนานอี กล่าวตามสบายว่า “หิวแล้ว ไปหาที่กินข้าว”
ชวีหนานอีลุกขึ้นยืน กล่าวด้วยท่วงท่าสง่างาม “เช่นนั้นไปด้วยกัน?”
หญิงสาวยิ้มมองชวีหนานอี กล่าว “ได้ยินข่าวลือว่าใต้เท้าชวีเป็นบัวลอยต้มในกาน้ำชา——มีแต่เข้าไม่มีออก” สองมือกวาดไปบนตัวของนาง “ใต้เท้าดูสิ ข้าน้อยจะหาเงินจากที่ใดมาเลี้ยงข้าวท่านมื้อนี้กัน?”
ชวีหนานอีไม่ใส่ใจว่าคนอื่นจะมองเขาเช่นนี้จริง ๆ แต่ถูกศัตรูตัวฉกาจที่เขาสงสัยกล่าวเช่นนี้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่มีความสุขแล้ว ชวีหนานอีจึงยิ้มแห้งและเอ่ย “อย่าไปฟังผู้อื่นกล่าวไร้สาระ”
หญิงสาวเลิกคิ้ว “อ้อ?”
ชวีหนานอีกล่าวต่ออย่างจริงจัง “ที่ว่าข้าขี้งก เทียบกับที่ผ่านมาแล้วเกินไปกว่านั้นเยอะ” กล่าวจบตนเองก็หัวเราะออกมาก่อนแล้ว
ชวีหนานอีคิดว่าการที่เขาหยอกล้อหญิงสาวต้องเข้าใจแน่ แต่เห็นชัดเจนว่านางไม่เข้าใจ ใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึกของหญิงสาวที่มองชวีหนานอีหัวเราะออกมา แม้ว่านางจะมิได้กล่าว แต่แววตานั้นชัดเจนว่ากำลังมองเจ้าโง่คนหนึ่ง ชวีหนานอีไม่สามารถหัวเราะต่อไปได้ รอยยิ้มแข็งค้างอยู่บนใบหน้า แสดงให้เห็นว่าอึดอัดวางตัวไม่ถูก
เวลานี้หญิงสาวกลับยิ้มแล้ว นางยิ้มอย่างมีความสุขมาก กล่าวอย่างเบิกบาน “ใต้เท้าชวีช่างมีอารมณ์ขันยิ่งนัก”
ชวีหนานอีมองหญิงสาว รู้สึกเหมือนตนเองถูกแกล้ง เรื่องจริงคือลางสังหรณ์ของชวีหนานอีแม่นยำที่สุด หูเหยียนจงใจเช่นนี้จริง ๆ ความรู้สึกนี้ก็เหมือนใครบางคนที่มองเห็นสุนัขตัวใหญ่ รู้ทั้งรู้ว่าดูซื่อสัตย์นิสัยดี ทว่าไม่ลังเลที่จะกัดคน ก็ยังอดไม่ได้ยื่นมือเข้าไปหยอกล้อ ในใจที่ยั่วเย้าปลุกปั่นนี้ช่างเป็นความสนุกสนานอย่างหนึ่ง
ชวีหนานอีใคร่รู้ความนึกคิดในใจของหญิงสาว แน่นอนว่าไม่สามารถมามัวกังวลเรื่องความแตกต่างระหว่างเพศชายหญิง กระโจนเข้าใส่พร้อมกัด!
หญิงสาวเห็นแววตาชวีหนานอีค่อย ๆ หนักแน่นขึ้นก็ไม่มีความหวาดกลัวแต่อย่างใด กลับยิ้มอย่างสนุกสนาน แสงสว่างในแววตาระยิบระยับเป็นประกายดั่งดวงดาวมากมายบนท้องฟ้าที่ทำให้คนเมามายลุ่มหลง นางลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามตัว โบกไม้โบกมือให้ แล้วลากรองเท้าที่ขนาดใหญ่เกินไปออกเดินแบบสบาย ๆ
ชวีหนานอีใจจริงไม่อยากไล่ตาม แต่ก็ไม่สามารถไม่ไล่ตาม ถึงอย่างไรข้อข้องใจของชวีหนานอียังไม่ได้รับหลักฐานยืนยัน จะปล่อยให้นางจากไปได้อย่างไร? ใต้เท้าชวีของพวกเราจึงทำหน้าหนา ไม่กี่ก้าวก็ไล่ตามหญิงสาวทัน ตามนางไปข้าง ๆ ดูคล้ายศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งยุทธภพ
ขณะนี้เปลวเพลิงดับสนิทแล้ว ผู้คนค่อย ๆ ทยอยกลับบ้านหรือร้านค้าของตนเอง เห็นใต้เท้าชวีหนานอีตามหลังหญิงสาวอย่างสุภาพด้วยความสนอกสนใจก็ค่อย ๆ หันข้างมองตาม
ชวีหนานอีชะโงกศีรษะซักถามว่า “แม่หญิงมิใช่คนในเขตลิ้วเหอกระมัง? ถามได้หรือไม่ว่ามาจากที่ใด ต้องการไปยังที่ใด? ตอนนี้พักอยู่ที่ใด?”
หญิงสาวยืนนิ่ง มองชวีหนานอี กล่าวอย่างเฉยชา “ใต้เท้าชวีมีคู่ครองแล้วหรือยัง?”
ชวีหนานอีตกใจงุนงงเล็กน้อย ไม่ตอบแต่ย้อนถาม “เหตุใดกล่าวเช่นนี้?”
หญิงสาวขมวดคิ้ว กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าน้อยแม้ครอบครัวจะตกอับ แต่ไม่มีทางแต่งเป็นรองแน่!” กล่าวจบจ้องชวีหนานอีคราหนึ่งแล้วหันกลับเดินต่อ
ชวีหนานอีพบว่าคำกล่าวของตนไร้ความสามารถไปเลย ทว่าเวลานี้มิใช่ว่าไร้ความสามารถก็ดี ชวีหนานอีภายใต้การสังเกตการณ์ของผู้คนยังหน้าหนาหน้าทน กล่าวเสียงสูงว่า “มิทราบว่าให้ข้าเรียกแม่หญิงว่ากระไร? รอข้าลงหลักปักฐานค่อยเข้าไปคำนับ” ใช่ ไม่สามารถปล่อยให้นางจากไปเด็ดขาด หากนางเป็นปีศาจสาว คงไม่ปรากฏตัว ณ ที่นี้โดยไม่ตั้งใจ ต้องมีแผนร้ายแน่นอน หากนางมิใช่ปีศาจสาว การรู้จักหญิงสาวเช่นนี้ก็เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
คำกล่าวของชวีหนานอีเป็นการให้เกียรติหญิงสาวอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ชื่อเสียงเรียงนามของนางไม่สามารถกล่าวออกมาท่ามกลางฝูงชน
ชวีหนานอีคิดจะก้าวไปข้างหน้าอีกไม่กี่ก้าว ขวางหญิงสาวไว้ก่อนค่อยว่ากัน คิดไม่ถึง หญิงสาวหันกลับมาส่งยิ้มงดงามดั่งดอกไม้ ใช้รูปปากเอ่ยออกมาสองคำ——หูเหยียน