แสงแดดยามสายทอประกายลอดผ่านม่านเมฆเบื้องบน สาดส่องลงมายังผืนป่าสนบรรพกาล (太古松林) ที่เจี้ยนหลิน (剑林) และศิษย์พี่หญิงเยว่ชิงหลิง (月清灵) กำลังย่างก้าวผ่านไปอย่างระมัดระวัง ต้นสนแต่ละต้นสูงตระหง่านเสียดฟ้า ลำต้นใหญ่โตหลายคนโอบบ่งบอกถึงอายุขัยอันยาวนานนับพันปี เปลือกไม้สีน้ำตาลเข้มหนาเทอะทะราวกับเกราะกำบังธรรมชาติ กิ่งก้านสาขาแผ่ไพศาลปกคลุมท้องฟ้าจนแสงแดดส่องลงมาถึงพื้นได้เพียงรำไร บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของยางสนและใบไม้เขียวชอุ่ม ผสมกับไอเย็นจางๆ ที่ลอยมาจากซอกหินและพงหญ้าที่ชุ่มชื้น
เส้นทางที่พวกเขาดำเนินไปนั้นมิได้เป็นทางเดินที่ชัดเจน หากแต่เป็นแนวป่าโปร่งที่ "ขาวน้อย" (小白) เป็นผู้นำทาง เจ้าตัวเล็กสีขาวนวลเกาะอยู่บนไหล่ของเจี้ยนหลินอย่างมั่นคง ดวงตาสีดำกลมโตของมันกวาดมองไปรอบกายอย่างตื่นตัวเป็นระยะ พร้อมทั้งส่งเสียง "คิกๆ" แผ่วเบาเพื่อชี้นำทิศทาง มันดูจะตอบสนองต่อพลังงานอันละเอียดอ่อนบางอย่างที่มนุษย์ธรรมดามิอาจสัมผัสได้ บางครั้งมันก็ชี้ไปยังกลุ่มพืชพรรณแปลกตาที่เจี้ยนหลินไม่เคยพบเห็นมาก่อน หรือบางคราก็หยุดนิ่งเงี่ยหูฟังเสียงที่แว่วมาจากส่วนลึกของป่า
เจี้ยนหลินใช้ "การหยั่งรู้ถึงพฤกษา" (草木之触) ของตนแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบงัน สอดประสานกับการนำทางของขาวน้อย เขารู้สึกได้ถึงพลังชีวิตอันเข้มข้นและหลากหลายที่แฝงเร้นอยู่ในป่าสนบรรพกาลแห่งนี้ พลังงานเหล่านี้บางส่วนก็สงบนิ่งและอ่อนโยนดุจสายน้ำ แต่บางส่วนก็แฝงไว้ด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราดราวกับอสูรร้ายที่หลับใหลอยู่ เขาพยายามซึมซับและทำความเข้าใจลักษณะของพลังงานเหล่านั้นอย่างเงียบงัน การทำความเข้าใจใน "แก่นแท้" (本源) ของพฤกษาแต่ละชนิดนั้นสำคัญยิ่งต่อการฝึกฝน "เคล็ดวิชาพฤกษานิรมิต" (万木归元剑诀) ที่เขาเพิ่งจะเริ่มเรียนรู้
‘พลังในกายข้า แม้จะเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและพลังงานที่ซ่อนเร้นอยู่ในสถานที่เช่นนี้ ช่างดูเล็กน้อยยิ่งนัก’ เจี้ยนหลินครุ่นคิด แม้จะรับรู้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างชัดเจน แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะเปิดเผยพลังทั้งหมดโดยไม่จำเป็น ความรู้สึกถึง "พลังงานลึกลับ" บางอย่างที่สถิตอยู่ภายในกายและคอยตอบสนองในยามคับขันนั้น ยังคงเป็นปริศนาที่เขายังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ มันเป็นดั่งกระแสธารที่มองไม่เห็น คอยชี้นำเขาไปข้างหน้า
เยว่ชิงหลิงเดินตามมาอย่างเงียบๆ นางยังคงโอบอุ้ม "ไข่แห่งวายุบรรพกาล" (太古风暴之卵) ไว้แนบอกด้วยความระมัดระวัง แม้ใบหน้าจะยังคงมีร่องรอยความอ่อนล้า แต่แววตาของนางกลับฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นและสงบนิ่ง นางสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเจี้ยนหลินได้อย่างชัดเจน พลังปราณ (灵气) ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาบัดนี้ดู "สมบูรณ์" (圆满) และ "กลมกลืน" กับสภาพแวดล้อมโดยรอบมากยิ่งขึ้น การเชื่อมโยงของเขากับ "ขาวน้อย" และการหยั่งรู้ถึงพืชพรรณรอบกายนั้นดูจะลึกซึ้งและเป็นธรรมชาติอย่างน่าทึ่ง
"ที่นี่...พลังงานธาตุพฤกษาเข้มข้นยิ่งนัก" เยว่ชิงหลิงกล่าวขึ้นเบาๆ ดวงตาของนางกวาดมองไปยังต้นสนโบราณที่สูงตระหง่านรอบกาย "ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงมีพืชพรรณวิญญาณ (灵植) เติบโตอยู่มากมาย" นางหยุดเล็กน้อย ขมวดคิ้วเล็กน้อย "แต่ข้าก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่...น่าหวาดหวั่นปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน คล้ายกับมีบางสิ่งที่ทรงพลังและไม่เป็นมิตรกำลังจับจ้องพวกเราอยู่จากเงามืดของป่าแห่งนี้"
เจี้ยนหลินพยักหน้ารับ "ขอรับศิษย์พี่หญิง ข้าเองก็รู้สึกได้ถึงพลังชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ที่นี่เช่นกัน แต่ก็มีกระแสพลังที่แฝงความดุร้ายปะปนอยู่จริงอย่างที่ท่านว่า มันเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรของผู้ฝึกตนสายพฤกษา แต่ก็ต้องระมัดระวังอันตรายที่มองไม่เห็นด้วย" เขาไม่ได้เอ่ยถึงความรู้สึกที่ว่าพลังงานบางส่วนในป่าแห่งนี้ดูจะ "ตอบสนอง" ต่อพลังในกายของเขาอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้น! "ขาวน้อย" ที่เกาะอยู่บนไหล่ของเจี้ยนหลินพลันส่งเสียง "คิกๆ!" แหลมเล็กออกมาอย่างตื่นตระหนก ขนอ่อนทั่วร่างของมันลุกชัน ดวงตาสีดำขลับเบิกกว้างจับจ้องไปยังพุ่มไม้หนาทึบทางด้านซ้ายมือของพวกเขา เจี้ยนหลินและเยว่ชิงหลิงหยุดชะงักทันที สองมือกำกระบี่ไม้และกระบี่หยกไว้มั่น
เสียงเสียดสีของใบไม้ดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ร่างของอสูรประหลาดตนหนึ่งจะค่อยๆ เผยตัวออกมาจากเงามืด มันมีลักษณะคล้ายกวางขนาดใหญ่ แต่เขาของมันมิได้เป็นกิ่งก้านธรรมดา หากแต่เป็นผลึกศิลาสีเขียวมรกตที่ส่องประกายเรืองรอง แหลมคมราวกับคมหอก ดวงตาสีแดงก่ำของมันจับจ้องมายังพวกเขาอย่างไม่เป็นมิตร ขนสีน้ำตาลเข้มของมันแซมด้วยใบไม้และเถาวัลย์เล็กๆ ที่ดูราวกับจะงอกออกมาจากผิวหนังโดยตรง มันคือ "กวางศิลาพฤกษา" (木晶妖鹿) อสูรธาตุดินผสมพฤกษาที่หาได้ยากยิ่ง และขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังมหาศาลและความสามารถในการควบคุมพืชพรรณในอาณาเขตของมัน พลังของมันน่าจะอยู่ใน ระดับสร้างรากฐานขั้นต้น!
‘อุปสรรคแรกงั้นรึ...’ เจี้ยนหลินคิดอย่างรวดเร็ว ประเมินสถานการณ์เบื้องหน้า
พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในป่าสนบรรพกาลแห่งนั้นประมาณครึ่งชั่วยาม (一炷香) หลังจากหลบหลีกและขับไล่กวางศิลาพฤกษาตนนั้นไปได้ เจี้ยนหลินอาศัยการควบคุมรากไม้สร้างความสับสน เปิดโอกาสให้เยว่ชิงหลิงใช้กระบี่วายุโจมตีสกัดกั้น จนมันล่าถอยหายไปในป่าลึก ทิวทัศน์โดยรอบเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย พื้นดินเริ่มลาดชันขึ้น และมีโขดหินขนาดใหญ่ที่มีมอสสีเขียวเข้มปกคลุมปรากฏให้เห็นเป็นระยะ "ขาวน้อย" ซึ่งบัดนี้สงบลงแล้ว พลันส่งเสียง "คิกๆ" ถี่ขึ้นอีกครั้ง แล้วกระโดดลงจากไหล่ของเจี้ยนหลิน วิ่งนำไปยังซอกหินขนาดใหญ่สองก้อนที่ตั้งขวางอยู่เบื้องหน้า ราวกับว่ามันเป็นประตูสู่เส้นทางอื่น
เจี้ยนหลินและเยว่ชิงหลิงมองหน้ากันครู่หนึ่ง แม้จะเพิ่งผ่านพ้นการเผชิญหน้ามาหมาดๆ แต่ความเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของขาวน้อยยังคงมีอยู่ ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินตามเจ้าตัวเล็กไปอย่างระมัดระวัง เมื่ออ้อมผ่านซอกหินนั้นไป พวกเขาก็พบกับทางลาดชันที่ทอดตัวลงไปยังหุบเหวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องล่าง หมอกควันจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดินเบื้องล่าง ทำให้มองเห็นทัศนียภาพได้ไม่ชัดเจนนัก แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความลึกลับและพลังงานบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่
"ขาวน้อย" หยุดรออยู่ที่ปากทางลง ส่งเสียงเรียกเจี้ยนหลินเบาๆ แล้วจึงค่อยๆ ไต่ลงไปตามทางลาดนั้นอย่างคล่องแคล่ว
‘ดูเหมือนว่าสหายตัวน้อยของข้าจะค้นพบเส้นทางที่น่าสนใจอีกแล้ว บางทีอาจจะเป็นทางลัดหรือสถานที่พิเศษบางอย่าง’ เจี้ยนหลินคิดในใจ แววตาของเขาฉายประกายแห่งความใคร่รู้ระคนความระแวดระวัง เขาหันไปมองเยว่ชิงหลิง
"พวกเราจะตามมันลงไปหรือไม่ ศิษย์พี่หญิง?"
เยว่ชิงหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางเหลือบมองลงไปยังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยไอหมอก ก่อนจะพยักหน้า "เส้นทางนี้ดูจะปลอดภัยกว่าการเดินทางผ่านป่าทึบโดยไร้ทิศทาง และหลังจากที่เราเพิ่งเผชิญหน้ากับอสูรกวางนั่น การหาเส้นทางที่คาดเดาได้ยากก็น่าจะเป็นการดี ข้าเชื่อในสัญชาตญาณของสหายของเจ้า"
ด้วยการตัดสินใจนั้น ทั้งสองจึงเริ่มเดินทางลงไปยังหุบเหวเร้นลับเบื้องล่างอย่างช้าๆ โดยมี "ขาวน้อย" เป็นผู้นำทาง ก้าวแต่ละก้าวเต็มไปด้วยความรอบคอบและสมาธิที่จดจ่ออยู่กับสภาพแวดล้อมรอบกาย แสงแดดที่สาดส่องลงมาเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ แทนที่ด้วยความเย็นชื้นและกลิ่นอายของดินและพืชพรรณโบราณที่อบอวลอยู่ในอากาศเบื้องล่าง
(จบตอนที่ 178)