ห้าวันต่อมาองค์ฮ่องเต้ ยอมเสด็จไปที่คุกตามที่องค์ชายสามและราชเลขานำฏีกาขององค์ชายรองทูลเกล้าให้พิจารณา ในฎีกายังกราบทูลเรื่องราวของกลุ่มพยัคฆ์ดำที่แอบสั่งสมอำนาจและอิทธิพล รายชื่อที่องค์ชายรองมอบให้ราชเลขาไป เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคน รวมถึงท่านอัครมหาเสนาบดี และผู้ตรวจการยวี่ฉือไถ่อีกด้วย
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ยังทรงเชื่อใจลูกพระเจ้าค่ะ” ไป๋หลงหลานกราบทูล พร้อมคุกเข่าคำนับพร้อมกับจ้าวรั่วซี พร้อมด้วยลู่เจ๋อ และเจียงเว่ย
“แม่นางผู้นี้ ใช่พระสนมที่คนร่ำลือว่าทั้งสวย ทั้งเก่ง เป็นหญิงคนเดียวที่ทำให้พระราชโอรสที่แสนเคร่งขรึมของข้าหวั่นไหวจนได้ ใช่หรือไม่”
“ทูลเสด็จพ่อ นี่คือจ้าวรั่วซี เป็นพระสนม ‘ของหม่อมฉัน’ เองพระเจ้าค่ะ” ด้วยคำว่า ‘ของหม่อมฉัน’ ออกจะสะดุดหูคนเป็นพ่อ เมื่อสบตา ‘ลูกชาย’ ก็ได้คำตอบ ทำให้ฮ่องเต้ทรงยิ้มมุมปาก ซึ่งมีเพียง ‘พ่อลูก’ สองคนเท่านั้นที่เข้าใจกัน
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ”
ไป๋หลงหลาน ลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันไปค่อยๆ พยุงหญิงสาวที่อาการบาดเจ็บยังไม่หาย การลุกนั่งจึงยังคงมีความเจ็บปวดอยู่พอสมควร ใบหน้าที่ยังซีดเซียว จึงมีร่องรอยความเจ็บแสดงออกมา
“เจ้าบาดเจ็บหรือ” ฮ่องเต้ทรงรับสั่งถาม
“หม่อมฉันโดนทหารของเว่ยซิงหยวนลอบสังหาร ซีซี ...เอ่อ...พระสนมจ้าวเข้ามารับดาบแทนหม่อมฉัน นางบาดเจ็บหนักมาก อาการเจ็บเพิ่งเริ่มจะทุเลา แต่ยังไม่หายดีพระเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าพานางมาด้วยทำไม”
“หม่อมฉันสามารถช่วยองค์ชายอธิบายเหตุฆาตกรรมได้ หม่อมฉันมีสมมติฐานอยู่บ้างเพคะ” จ้าวรั่วซีทูลตอบแทนชายหนุ่ม
ด้วยความงดงามและทีท่าฉลาดเฉลียว ปราดเปรียว ทำให้ฮ่องเต้ทรงให้ความสนใจกับหญิงสาวไม่น้อย
“เช่นนั้นรึ ไม่เลว...ไม่เลว... ไหนเจ้าจะอธิบายได้อย่างไร ว่ามาสิ”
จ้าวรั่วซี ขอให้ทหารพาทุกคนไปที่ห้องขังที่เกิดเหตุฆาตกรรมมู่หย่งอี้ ก่อนหน้าไป๋หลงหลานได้เตรียมการขอให้ท่านราชเลขาสั่งให้ทหารเวรคนที่เป็นคนมาพบศพมาเข้าเวรในคืนนี้ด้วย เมื่อเรียกตัวมา หญิงสาวจึงขอให้ทหารยามกราบทูลฮ่องเต้และองค์ชายทั้งสอง ถึงสภาพศพตอนที่เขามาพบ
นายทหารผู้นั้นรายงานว่า เขาพบศพมู่หย่งอี้ในท่านอนคว่ำ บริเวณใกล้ลูกกรงไม้ด้านหน้าของห้องขัง ร่างกายอาบโชคไปด้วยเลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ มือวางอยู่ข้างลำตัวข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งวางอยู่ด้านข้างใบหน้า ที่ฝาผนังด้านในสุดของห้องขัง มีตัวอักษรเขียนด้วยเลือดเอาไว้ 龙兰 “หลงหลาน” ...
“นอกจากบริเวณที่พบศพท่านมู่ตรงนี้ กับตัวอักษรเขียนด้วยเลือดบนฝาผนังด้านโน้น...” จ้าวรั่วซีชี้มือประกอบ “...มีเลือดกระเด็น หรือเปรอะเปื้อนบริเวณใดของห้องขังอีกหรือไม่” หญิงสาวสอบถามนายทหารผู้นั้น
“มีบ้างขอรับ ส่วนใหญ่จะกระเด็นเลอะที่พื้นด้านหน้าห้องขัง และที่ลูกกรงไม้ด้านหน้าก็มีรอยเลือดกระเด็นติดอยู่ หากพระสนมเข้าไปสังเกตใกล้ๆ บางจุดอาจจะยังมีรอยเลือดที่กระเซ็นติดอยู่เลยขอรับ”
จ้าวรั่วซีหันมาทางองค์ชายสาม และฮ่องเต้ ก่อนจะกราบทูลถาม
“หม่อมฉันขอประทานอนุญาตขอความเห็นฝ่าบาทและองค์ชายสามเพคะ”
“ว่ามา”
“หากเป็นองค์ชาย ถูก...เอ่อ...ทำร้ายร่างกายรุนแรงเช่นท่านมู่ ถูกแทงด้วยดาบหลายแผลขนาดนั้นบริเวณตรงนี้...” เธอชี้นิ้วไปบริเวณที่พบศพมู่หย่งอี้ “...ฝ่าบาทจะทรงลากร่างที่บาดเจ็บขนาดนั้นไปถึงที่กำแพง เพื่อเขียนชื่อ ‘หลงหลาน’ ไว้บนกำแพงด้านหลังโน่นเลยหรือเพคะ ระยะทางไม่ไกลก็จริง แต่สำหรับคนใกล้หมดแรงสิ้นลมหายใจ จะทำเช่นนั้นหรือเพคะ...”
“เขาอาจจะแค้นมากก็ได้นะ” เป็นฮ่องเต้ที่ตอบแทน
“ถ้าเช่นนั้น เขียนเสร็จ ใยต้องเดินมานอนตายที่บริเวณหน้าห้องขังด้วยล่ะเพคะ”
“หากเป็นข้า บาดเจ็บจนลุกไม่ไหว ต้องการเขียนข้อความบอกชื่อฆาตกรเพื่อหาความยุติธรรมสุดท้ายให้กับชีวิตตนเอง ข้าก็จะเขียนในบริเวณที่ใกล้ที่ที่ล้มหมดแรงอยู่มากกว่า” ไป๋หลงหลินเอ่ยขึ้น เมื่อคิดภาพตามสิ่งที่หญิงสาวให้ความเห็น
“อีกอย่างนะเพคะ สภาพห้องก็ได้รับการทำความสะอาดไปจนหมดแล้ว ทั้งหน่วยต้าหลี่ซื่อและยวี่ฉือไถ่ก็ได้มาตรวจสอบ และบันทึกสภาพศพ สภาพที่เกิดเหตุเอาไว้เป็นหลักฐานหมดแล้ว รอยเลือดที่พื้นก็ทำความสะอาดหมดแล้ว แต่ทำไมถึงต้องทิ้งรอยเลือดตัวอักษรเอาไว้บนผนังเท่านั้น...เพื่ออะไร”
“เพื่อประจานความผิดของพี่รอง?” องค์ชายสามเป็นผู้เอ่ยกึ่งถามขึ้นมา
“ถูกต้องเพคะ นั่นคือข้อสันนิษฐานของหม่อมฉัน หม่อมฉันยังมีข้อสันนิษฐานอีกข้อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าท่านมู่หย่งอี้จะทำอย่างที่หม่อมฉันคิดว่าท่านน่าจะทำหรือไม่ ท่านอาจจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นลมไปก่อนก็ได้เพคะ”
“เจ้าคิดว่ามู่หย่งอี้จะทำสิ่งใด” ฮ่องเต้ทรงตรัสถาม ทรงถูกพระทัยหญิงสาวผู้นี้มากขึ้น นอกจากฮองเฮาแล้ว พระองค์ก็ไม่เคยเจอหญิงใดที่ดูฉลาด คล่องแคล่ว มีความมั่นใจ แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์เช่นนี้อีกเลย
“ก่อนอื่น ขอประทานอนุญาตให้นายทหารคนนี้ ลองนอนในท่าที่ท่านมู่นอนเสียชีวิต ในบริเวณที่เขาบอกเมื่อสักครู่ได้ไหมเพคะ”
เมื่อฮ่องเต้ทรงอนุญาต นายทหารผู้นั้นจึงล้มตัวนอนคว่ำบริเวณตรงที่เขาพบศพมู่หย่งอี้ หันใบหน้ามาทางด้านขวา วางมือราบไปกับพื้นโดยด้านซ้ายเหยียดยาวอยู่ข้างลำตัว แต่มือขวางอขึ้นอยู่ระดับคอและบ่า
จ้าวรั่วซี คว้าก้อนอิฐเล็กๆ มาวางบริเวณศีรษะ และมือข้างขวาของนายทหารผู้นั้นก่อนจะให้เขาลุกขึ้น
“หม่อมฉันได้ขอให้ท่านราชเลขาช่วยจัดเตรียม ‘น้ำโสมแดง’ กับพู่กันที่ยังไม่ได้ใช้งานมาให้ ท่านราชเลขาได้เตรียมมาให้หม่อมฉันไหมเพคะ”...เธอหันไปถามท่านราชเลขา ก่อนจะหันมากราบทูลฮ่องเต้ “ที่ต้องรบกวนให้ท่านราชเลขาเป็นผู้จัดเตรียม เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใสที่สุดเพคะ”
เมื่อฮ่องเต้ พยักหน้ารับทราบ ท่านราชเลขาจึงส่งไหที่ดูผิวเผินเหมือนไหเหล้า ให้กับหญิงสาว
“นี่ขอรับพระสนม” หากไป๋หลงหลานรับมาถือเอาไว้ให้เอง
จากนั้นเธอขอให้นายทหารคนนั้นนำ ‘น้ำโสมแดง’ ค่อยๆ ทาที่พื้นหินให้ทั่วด้วยพู่กัน โดยเริ่มที่บริเวณที่เธอวางก้อนอิฐเอาไว้ และขยายให้กว้างขึ้นในบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดที่ศพนอนสิ้นลมอยู่ และก็เป็นดั่งคาด เมื่อทหารทาน้ำโสมแดงไปทั่วบริเวณแล้ว เพียงครู่เดียวบนพื้นที่ในส่วนคาดว่าเป็นบริเวณที่เป็นศีรษะ และมือที่วางข้างๆ ก็ปรากฏตัวอักษร ‘龙岳’ หลงเยว่...
ถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ทรงเชื่อสนิทแล้วว่าองค์ชายรองถูกใส่ร้าย โดยมีทั้งท่านราชเลขา องค์ชายสาม และนายทหารเวรยามคนนั้นเป็นพยาน และส่วนเรื่องกบฏพระองค์ไม่เชื่ออยู่แล้ว ไป๋หลงหลานอธิบายถึงการปลอมแปลงจดหมายสั่งการ และเขาสามารถพิสูจน์ได้ หากนำจดหมายที่ใช้เป็นหลักฐานมาตรวจสอบก็จะเห็นความต่าง
ไป๋หลงหลานยังรายงานฮ่องเต้ถึงกลุ่มพยัคฆ์ดำ รวมถึงชายสี่นิ้วที่เจ้าหน้าที่พยายามสืบมาตลอด แต่ก็หาตัวไม่ได้ จริงๆ แล้วคือคนใกล้ตัวองค์ชายใหญ่นั่นเอง และให้จ้าวรั่วซีเล่าถึงสิ่งที่พบเห็นในจวนอัครมหาเสนบดี เพียงแต่ยังไม่ได้พาดพิงถึงองค์ชายสี่ เพราะตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้ตรานั้นมาอยู่ในมือ จึงไม่มีหลักฐานมายืนยัน
-----------------------------------
แหมๆๆๆ ...พระสนม "ของหม่อมฉัน" ... เหมาเองเสร็จสรรพนะฝ่าบาท! 555 เขียนเอง ขำเองจ้า อย่าเพิ่งหาว่าไรท์บ้านะคร้า...แค่อินไปด้วยเท่านั้นค่า