ตอนที่ 83 ผู้นำชุมชนผู้โอ้อวด
หากสมาชิกในชุมชนรู้สึกว่าการมีงานทำนั้นถือเป็นเรื่องมีเกียรติ เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจแก่บรรพบุรุษในตระกูล เช่นนั้นแล้วสำหรับเหล่ายุวชนที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในเมือง การมีงานทำนั้นเปรียบเสมือนความฝันอันสูงสุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉู่เจี้ยนกั๋ว ยุวชนที่แม้จะใช้ชีวิตในชนบทมาเจ็ดปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตแบบชนบทได้ หากเหล่ายุวชนเหล่านี้บอกว่าไม่อิจฉา เช่นนั้นก็คงเป็นเรื่องโกหกแล้ว พวกเขาฝันอยากจะกลับเข้าเมือง กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่โอกาสเช่นนั้นมีน้อยนิดเสียเหลือเกิน
เหตุใดหานซานหยางจึงได้รับสิทธิ์เข้าทำงานมาโดยไม่ทันมีใครรู้ตัว? ผู้นำชุมชนไม่ได้หันศีรษะกลับไปมอง มุมปากของเขายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม คนตระกูลหานนั้นรอบคอบยิ่งนัก นอกจากตัวเขาแล้ว พวกเขาก็เก็บเรื่องนี้เป็นความลับกับทุกคนในชุมชน
วันนี้หลังจากที่ข่าวนี้แพร่ออกไป เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่าจะก่อให้เกิดคลื่นลมครั้งใหญ่ในชุมชนเป็นแน่ เหล่ายุวชนในตอนนี้ เกรงว่าในใจคงจะเกิดคลื่นลมปั่นป่วนแทบคลั่งไปแล้วกระมัง? เขาคิดในใจว่า รอให้ข่าวที่หานชีเยวี่ยได้งานทำแพร่ออกไปก่อน ยุวชนเหล่านี้คงจะต้องอิจฉาจนตาร้อนผ่าวเป็นแน่ แต่อืม ไม่ใช่แค่เหล่ายุวชนหรอก แม้แต่คนอื่นๆ ในชุมชนก็ย่อมต้องอิจฉาจนทนแทบไม่ไหวแน่นอน
การได้งานมาทำสักหนึ่งงานก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว นับประสาอะไรกับการที่มีสมาชิกในครอบครัวสองคนได้เป็นข้าราชการในเวลาเดียวกัน นี่นับเป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูลอย่างแท้จริงเชียว
พูดตามตรง เขาเองก็อิจฉาอยู่เหมือนกัน คนเราเกิดมาครั้งหนึ่ง ก็เพื่อลูกเพื่อหลานมิใช่หรือ? มองจากตอนนี้ หลายครอบครัวในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าตระกูลหาน แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็ถือว่าไม่แน่นอนแล้ว
ตระกูลหานมีคนได้งานทำรวดเดียวถึงสองคน ในอนาคต อาจจะประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรืองก็เป็นได้กู้อวิ๋นฉีตัดสินใจเงียบๆ ว่า ต่อไปจะต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลหานให้จงได้ เหล่ายุวชนบนเกวียนไม่ได้พูดอะไรออกมา ทว่าในใจกลับคิดวนไปเวียนมากว่าร้อยพันตลบ
“ผู้นำชุมชน พี่สามของฉันอยู่ข้างหน้านู่นค่ะ” หานชีเยวี่ยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
ผู้นำชุมชนมองไปข้างหน้า บริเวณด้านหน้าไม่ไกลนัก เขาเห็นชายในชุดสีเขียวทหารสะพายถุงเดินทาง ก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงอยู่ นั่นมิใช่หานซานหยางหรือ?
เพียงแต่ หานซานหยางในวันนี้ดูไม่เหมือนกับทุกวัน ดูท่าทางการก้าวเดินนั่นสิ ช่างองอาจจริงๆ ก็แหงล่ะ มนุษย์เราเมื่อมีเรื่องน่ายินดีก็ย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน เด็กหนุ่มคนนี้ ได้ก้าวผ่านประตูมังกรไปแล้ว จะไม่ให้อกผายไหล่ผึ่งได้อย่างไร?
ตอนที่หานชีเยวี่ยกำลังจะเรียกหานซานหยางให้มาขึ้นเกวียน เธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ หู เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นยุวชนคนหนึ่งในชุมชนที่ชื่อห่าวหลิงอวิ๋น
ห่าวหลิงอวิ๋นคนนี้มาอยู่ที่ชุมชนได้ไม่นานนัก เพียงสามปีกว่าๆ เท่านั้น ปีนี้เธอเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดปี หน้าตาสะสวยสะอาดสะอ้าน ในเวลาปกติจะดูแลผู้อื่นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
การที่จู่ๆ เธอก็เอ่ยเรียกพี่ชายของตนอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้หานชีเยวี่ยอดขมวดคิ้วและอดหันไปมองไม่ได้ สิ่งที่ปรากฏในสายตาคือใบหน้าเล็กๆ ของห่าวหลิงอวิ๋นที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม หานซานหยางได้ยินเสียงแปลกหูเรียกชื่อตัวเองก็สะดุ้งตกใจเล็กน้อย เขาหันกลับไปมองถึงค่อยเห็นเกวียน เมื่อเห็นว่าเป็นผู้นำชุมชนกำลังขับเกวียนมา เขาก็หยุดยืนยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาด
หานชีเยวี่ยเหลือบมองยุวชนห่าวที่ใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอยิ้มขำพร้อมกับกระโดดลงจากเกวียน “พี่สาม ผู้นำชุมชนตั้งใจขับเกวียนมาส่งพี่ไปทำงานโดยเฉพาะเลยนะ พอถึงบ้านแล้วรู้ว่าพี่ออกไปแล้วก็รีบชับตามมาเลยค่ะ”
หานซานหยางไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่น้องสาวพูดเท่าไหร่นัก เหตุใดจึงไม่เชื่อน่ะหรือ? หากตั้งใจจะมาส่งเขาจริง ทำไมบนเกวียนถึงมีคนมากมายขนาดนี้เล่า? แต่หานซานหยางไม่ใช่คนไร้สมอง เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดกับผู้นำชุมชนว่า “ขอบคุณผู้นำชุมชนมากครับ ผมเดินไปเองก็ได้!”
ผู้นำชุมชนถลึงตา ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าเด็กนี่ ทางไกลขนาดนี้ แถมยังแบกของหนักมากมายอีก จะเดินไปได้อย่างไร?”
ตอนที่หานชีเยวี่ยกำลังจะช่วยหานซานหยางยกสัมภาระขึ้นเกวียน หานซานหยางก็รีบชิงลงมือเอง ไม่ยอมให้น้องสาวช่วยเด็ดขาด
ห่าวหลิงอวิ๋นไม่รู้คิดอะไรอยู่ ถึงได้ลงจากเกวียนมาจะช่วยหานซานหยางด้วย
หานซานหยางตกใจ รีบปฏิเสธ “ไม่ต้องๆ สหายห่าว ผมทำเองได้!”
หานซานหยางมองยุวชนหญิงที่ดูบอบบางอ่อนแอ แล้วคิดในใจว่า ทำไมหรือ เขาดูไม่เป็นบุรุษอกสามศอกขนาดนั้นเลยหรือ?
น้องสาวจะช่วยก็นับว่าช่างมันเถอะ แต่ทำไมแม้แต่ยุวชนหญิงที่ไม่สนิทกันก็ยังจะมาช่วยเขาอีก?
ห่าวหลิงอวิ๋นที่ถูกปฏิเสธได้แต่หดมือกลับไปอย่างไม่เต็มใจ
กานเสี่ยวฟางยุวชนหญิงอีกคนบนเกวียนมองห่าวหลิงอวิ๋นแล้วหัวเราะ สีหน้าของเธอนั้น แฝงไปด้วยความหมายล้ำลึก ห่าวหลิงอวิ๋นเห็นรอยยิ้มนั้นก็หน้าแดงก่ำ เหมือนถูกคนจับได้ว่าคิดอะไรอยู่ ทว่าหลังจากนั้น เธอก็จ้องกานเสี่ยวฟางอย่างเอาเรื่อง กานเสี่ยวฟางเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา เธอไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร เพียงหันกลับไปมองวิวทิวทัศน์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนยุวชนชายอีกสองคน ก็ก้มหน้าก้มตาทำราวกับไม่เห็นอะไรเลย
ซึ่งหานซานหยางไม่ได้สนใจการฟาดฟันทางสายตาของพวกเขาเลย คนอย่างหานซานหยางนั้นเป็นคนที่มีสมาธิสูง เมื่อไหร่ที่เขาตั้งใจทำอะไรแล้ว ก็จะไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่นิด
หานชีเยวี่ยเห็นทุกอย่าง และเข้าใจทุกอย่างเช่นกัน ห่าวหลิงอวิ๋นกำลังหมายตาพี่สามของเธอ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ไม่ดี พี่สามของเธอก็อายุขนาดนี้แล้ว จะแต่งงานมีภรรยาก็ถือเป็นเรื่องที่สมควร
เพียงแต่ว่า ห่าวหลิงอวิ๋นคนนี้เหมาะสมหรือไม่?
เมื่อชาติที่แล้ว หานชีเยวี่ยเป็นวิญญาณล่องลอยอยู่บนโลกมนุษย์มานานหลายสิบปี ย่อมไม่ใช่คนที่ไม่เคยเห็นโลก คนอย่างห่าวหลิงอวิ๋นนั้น เธอเคยเจอมานักต่อนักแล้ว
เมื่อครู่ พอได้ยินว่าพี่สามของเธอได้งานทำ สีหน้าท่าทางก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที คนแบบนี้ ภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไร ทว่าเนื้อในกลับเป็นพวกเห็นแก่ผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก หานชีเยวี่ยรู้สึกว่า ห่าวหลิงอวิ๋นหมายตาที่งานของพี่สาม ไม่ใช่ตัวพี่สามเอง หากวันนี้พี่สามไม่ได้งาน ห่าวหลิงอวิ๋นคงไม่แม้แต่จะชายตามองพี่สามของเธอแม้แต่หางตา ในใจของหานชีเยวี่ยกำลังคิดอะไรอยู่ ตอนนั้นหานซานหยางก็โยนถุงเดินทางที่สะพายอยู่ขึ้นไปบนเกวียน
หลังจากที่วางของเสร็จเรียบร้อย เขาก็ยื่นมือไปพยุงน้องสาวขึ้นเกวียน หานชีเยวี่ยย่อมสามารถขึ้นเกวียนเองก็ได้ แต่การที่พี่ชายเต็มใจช่วยเช่นนี้ เธอเองก็รู้สึกดีใจเช่นกัน หญิงสาวจึงจับมือหานซานหยางพยุงตัวเองขึ้นเกวียน
“ชีเยวี่ย มานั่งตรงนี้ พี่จะนั่งฝั่งตรงข้ามเอง” ต้องบอกก่อนว่า หานซานหยางเป็นคนไร้เดียงสาในเรื่องความรักจริงๆ
เขารู้จักพยุงน้องสาวตัวเองขึ้นเกวียน แต่กลับไม่รู้จักดูแลผู้หญิงคนอื่นๆ เลย เขาเอาตัวเองขึ้นเกวียนได้ก็ไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับหานชีเยวี่ยทันที
ครานี้ ห่าวหลิงอวิ๋นถึงกับกระอักกระอ่วนแล้ว ตอนที่เธอเห็นหานซานหยางยื่นมือไปพยุงหานชีเยวี่ยขึ้นเกวียน หัวใจเธอเต้นแรง เธอคิดว่าหานซานหยางเป็นคนมีมารยาท คงจะยื่นมือมาพยุงเธอขึ้นเกวียนเช่นกัน ทว่าผู้ใดจะรู้ หานซานหยางกลับขึ้นเกวียนไปเองแล้วปล่อยให้เธอยืนอยู่ข้างล่างคนเดียว
คราวนี้กานเสี่ยวฟางหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดเกรงใจอีกต่อไป พอเธอหัวเราะ ห่าวหลิงอวิ๋นก็ยิ่งรู้สึกขายหน้า เธอกำมือแน่น มองหานซานหยางด้วยแววตาแห่งความหวัง แต่น่าเสียดายที่แม้แววตาของเธอเปล่งประกายเท่าไหร่ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาใดตอบกลับเลย
“ขึ้นเกวียนเร็วเข้า ห่าวหลิงอวิ๋นช้าเหลือเกิน เธอกระโดดลงไปทำอะไรนั่น?” เดิมทีผู้นำชุมชนจะขับเกวียนออกไปแล้ว แต่ก็เห็นห่าวหลิงอวิ๋นยังคงยืนบื้ออยู่ข้างล่างอยู่ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา