รัตติกาลเริ่มแผ่ขยายมากขึ้นทุกขณะ
หลังจากจัดการปัญหาเบื้องต้นของเหล่าอสูรหมอกเรียบร้อยแล้วชิงเอ๋อร์พลันนึกบางอย่างขึ้นได้และรายงานทันทีว่า
“นายท่าน ช่วงสองสามวันนี้มนุษย์ตรวจพบความผิดปกติบางอย่างที่บริเวณขุนเขาแห่งหมอกแล้วค่ะ”
“ความผิดปกติอย่างรึ?”
“ใช่ค่ะ ความผิดปกติ”
ชิงเอ๋อร์พยักหน้าพลางอธิบายเสริมว่า
“ตามข้อมูลที่ได้รับมา ดูเหมือนว่าเมื่อสองวันก่อนพลังวิญญาณในขุนเขาแห่งหมอกจะเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงแม้จะไม่มีทีท่าว่าจะเพิ่มระดับขึ้นแต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้เฝ้าจับตาดูอยู่ค่ะ”
“เป็นอย่างนั้นเองหรือ?”
อวี๋จื่ออวี๋นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุในทันที
น่าจะเป็นผลจากการที่เขาอัปเกรดความสามารถ‘ม่านหมอกหนาทึบ’ จนทำให้เกิดคลื่นพลังรั่วไหลที่มนุษย์สามารถตรวจจับได้
ทว่าก็นับเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ถึงแม้ตัวม่านหมอกจะสามารถยับยั้งความผันผวนของพลังวิญญาณได้ในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถปิดกั้นได้มิดชิดเหมือนหินวิญญาณการรั่วไหลเพียงเล็กน้อยย่อมเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้
อย่างไรก็ตามแม้จะเข้าใจ แต่การเตรียมพร้อมรับมือก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถละเลย
และในคราวนี้...
ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้อวี๋จื่ออวี๋พลันเงยหน้าขึ้น
“โฮก... โฮก... โฮก...”
เสียงคำรามกึกก้องดุจดังมาจากยุคบรรพกาลอสูรหมอกร่างมหึมาหลายตนพลันพุ่งทะยานออกมาจากม่านหมอกหนา
ตนแรกคืออสูรหมอกที่มีต้นแบบมาจากเสือขาว...‘พยัคฆ์เมฆา’ ร่างกายยาวกว่ายี่สิบเมตรปีกหมอกสยายกว้างปกคลุมน่านฟ้า
เพียงแค่จ้องมองปราดเดียวผู้พบเห็นก็รู้สึกราวกับถูกกดดันจนหายใจไม่ออก
ตนที่สองคือโคถึกขนาดยักษ์ที่แบกขุนเขาอันหนักอึ้งไว้บนหลัง
ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบย่ำลงไปมวลหมอกจะม้วนตัวพุ่งขึ้นสูงราวกับว่าผืนปฐพีไม่สามารถทานรับน้ำหนักมหาศาลของมันได้
นี่คืออสูรหมอกที่ทรงอานุภาพที่สุดเท่าที่อวี๋จื่ออวี๋สร้างขึ้นในตอนนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้ความสามารถ ‘มายาจองจำ’ หรือใช้รากไม้เข้าช่วยพวกมันก็ยังสามารถสำแดงพลังรบในระดับสูงได้อย่างแท้จริง
และเพียงแค่มีอสูรหมอกสองตนนี้มันก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างสถานการณ์ครั้งใหญ่
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือแผนลวงโลก... กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อนึกถึงจุดนี้มุมปากของอวี๋จื่ออวี๋ก็หยักลึกเป็นรอยยิ้มอย่างขบขัน
“หากเจ้าพวกที่เฝ้าดูอยู่ไม่ยอมเลิกราง่ายๆเช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกมันเข้ามาเถอะ”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของอวี๋จื่ออวี๋ชิงเอ๋อร์ก็แสดงสีหน้าไม่เข้าใจออกมาเล็กน้อย
“นายท่านหมายความว่าอะไรคะ?”
อวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้ตอบคำถามในทันทีทว่าในชั่วพริบตาก็มีเสียง ‘เฟี้ยว!’ ดังขึ้นกิ่งก้านหนึ่งของอวี๋จื่ออวี๋พุ่งทะยานไปยังหินยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรราวกับศรที่หลุดจากคันธนู
ในขณะที่มันพุ่งไปกิ่งก้านนั้นยืดตัวออกยาวเหยียดด้วยผลจากพรสวรรค์ ‘ฟื้นฟูขั้นสุดยอด’
จนกระทั่งในวินาทีถัดมา
‘เปรี้ยง!’
เสียงปะทะดังสนั่นกึกก้องหินยักษ์ก้อนนั้นถูกกิ่งก้านที่ดูบอบบางทะลวงจนพรุนเป็นรูในพริบตา...
“มนุษย์และอสูร... ย่อมมีเส้นทางที่แตกต่างกัน”
น้ำเสียงเย็นเยียบที่ไร้ซึ่งอุณหภูมิใดๆทำให้บรรยากาศยามราตรีดูเปลี่ยวเหงาและเยือกเย็นลงไปอีกหลายส่วน
“มนุษย์และอสูรต่างมีเส้นทางของตนเองเหรอคะ?”
ชิงเอ๋อร์พึมพำเบาๆพลางใช้นิ้วม้วนปอยผมของตนเองเล่น ก่อนจะส่ายหน้าออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“มนุษย์และวิญญาณ... ต่างมีเส้นทางของตนเองเช่นกัน!”
เมื่อนึกถึงภาพการทดลองอันทารุณที่เธอเคยพบในห้องวิจัยของพวกมนุษย์และนึกถึงอาจารย์ของเธอที่แม้จะมีอุดมการณ์ต่างกันแต่กลับมีความมุ่งมั่นในการกำจัดอสูรกลายพันธุ์เหมือนๆ กันกับทหารในสหพันธรัฐชิงเอ๋อร์จึงตัดสินใจปิดตายมุมเล็กๆ ในใจที่เคยหวั่นไหวให้แก่พวกมนุษย์ลงทันที
ไม่ต้องโทษใครทั้งนั้น
เพียงแค่โกรธขึ้งที่แต่ละฝ่ายต่างก็มีจุดยืนที่แตกต่างกันและยามนี้ต่างก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองเท่านั้น
ในตอนนั้นเองราวกับนึกเรื่องสำคัญออก สายตาของชิงเอ๋อร์ทอดมองไปยังทิศทางของมหาสมุทรพลางเผยรอยยิ้มออกมา
“ตอนนี้สหพันธรัฐคงไม่มีเวลามาแยแสเรื่องบนแผ่นดินใหญ่มากนักหรอก จริงไหมคะ?”
ใช่แล้ว...พวกเขาแทบไม่มีเวลามาสนใจแผ่นดินใหญ่เลยด้วยซ้ำ
เนื่องจากความเข้มข้นของพลังวิญญาณในบริเวณชายฝั่งทะเลเพิ่งจะพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
และจนถึงปัจจุบันระดับความเข้มข้นนั้นยังคงเสถียรอยู่ในระดับที่สูงลิ่วมานานหลายวันแล้ว
ความเข้มข้นของพลังวิญญาณที่มั่นคงและพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เช่นนี้หากไม่เกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้นเลยก็นับว่าผิดปกติเกินไป
เมื่อวานนี้ชิงเอ๋อร์ได้รับรู้จากการสนทนาของอาจารย์ผู้มีแหล่งข่าวกรองชั้นเลิศว่าประเทศซากุระที่ล้อมรอบด้วยท้องทะเลทั้งสี่ทิศได้เริ่มระดมกำลังพลมหาศาลเพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามทั้งประเทศแล้ว
พร้อมกันนั้นยังได้จัดตั้งแนวป้องกันที่เข้มงวดที่สุดในเมืองชายฝั่งหลายแห่ง
แต่ถึงกระนั้นประเทศหมู่เกาะซากุระก็ยังคงตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง
หายนะจากคลื่นยักษ์และแผ่นดินไหวได้สร้างความบอบช้ำให้แก่ประเทศนี้มานานหลายร้อยปีและยามนี้พวกเขากำลังเผชิญกับมหันตภัยที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า...นั่นคือการรุกรานอย่างบ้าคลั่งของเหล่าอสูรทะเล
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝูงอสูรทะเลกลายพันธุ์ที่ถาโถมเข้ามาไม่ขาดสายดั่งเกลียวคลื่นประเทศเช่นนี้จะสามารถต้านทานได้จริงหรือ?
ชิงเอ๋อร์ซึ่งพอจะมีความรู้เกี่ยวกับประเทศนี้อยู่บ้างอดมิได้ที่จะรู้สึกสงสัยในใจ
ต้องเข้าใจก่อนว่าแม้แต่‘สหพันธรัฐอิสระ’ ซึ่งเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ที่อยู่อีกฟากของมหาสมุทรยังเคยได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจากการรุกรานของคลื่นอสูรมาแล้วครั้งหนึ่ง
แล้วยามนี้ประเทศซากุระที่มีกำลังทหารไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของสหพันธรัฐอิสระซ้ำยังถูกขนาบด้วยทะเลรอบด้าน จะเอาปัญญาที่ไหนมาจัดการกับสถานการณ์นี้ได้?
......
ในขณะเดียวกันณ ประเทศซากุระ ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องดอกซากุระบานสะพรั่ง
‘ปัง!’ เสียงทุบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวจนโต๊ะทำงานทั้งตัวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ทุกคนในห้องต่างหันไปมองชายวัยกลางคนที่มีหนวดเขี้ยวประดับใบหน้าซึ่งบัดนี้ลุกขึ้นยืนด้วยความเดือดดาลสุดขีด
“กี่วันแล้ว? ฉันอยากจะถามพวกแกว่าผ่านมาแล้วกี่วัน!”
“ทรัพยากรที่สหพันธรัฐอิสระเคยรับปากว่าจะส่งมาสนับสนุนล่ะอยู่ที่ไหน?แต่ละปีเราบรรณาการให้พวกมันไปเท่าไรมาตอนนี้ประเทศเรากลับต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างนี้...”
เมื่อพูดถึงจุดนี้ชายวัยกลางคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะเย้ยในโชคชะตาของตนเอง“จนถึงตอนนี้ รถถังทั่วทั้งประเทศเรามีเหลือเพียงพันกว่าคันรถหุ้มเกราะมีแค่ 980 คัน เครื่องบินรบทุกประเภทรวมกันได้ 511ลำ ซึ่งนั่นยังไม่ได้หักลำที่พังเสียหายออกไปด้วยซ้ำแล้วปืนใหญ่ทุกชนิดของเรารวมกันมีอยู่เท่าไร?”
“แก! แกนั่นแหละ ลุกขึ้นตอบฉันมาดังๆ!”
ภายใต้เสียงตวาดลั่นของชายวัยกลางคนชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีสีหน้าตื่นตระหนกก็รีบลุกขึ้นยืนตัวสั่นเทาเขากวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นเครือว่า
“ประมาณ 12,000 กระบอกครับท่าน...นี่เป็นผลมาจากการที่เราเร่งเปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากให้เป็นโรงงานผลิตอาวุธในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมาโดยเดินเครื่องผลิตทั้งกลางวันและกลางคืนแล้วครับ”
“ดี ดีจริงๆ”
เมื่อได้ยินตัวเลขที่น่าสังเวชเช่นนั้นสีหน้าของชายวัยกลางคนก็บิดเบี้ยวจนดูน่ากลัวเขากางนิ้วออกมาทีละนิ้วพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันว่า
“ระลอกที่หนึ่ง ระลอกที่สอง ระลอกที่สาม...หากพ้นระลอกที่สามของคลื่นอสูรไปแล้ว ‘พันธมิตรที่ดีที่สุด’ของเรายังไม่ส่งการสนับสนุนมาให้พวกแกคงรู้ใช่ไหมว่าผลจะเป็นอย่างไร?”
“กระสุนหมด คลังเสบียงว่างเปล่า หรือไม่ก็... ประเทศถึงคราวล่มสลาย!”
“ตอบมาสิ... พูดออกมา!”
ทว่าเมื่อเผชิญกับคำถามคาดคั้นของชายวัยกลางคนกลับไม่มีใครกล้าปริปากแม้แต่คนเดียว
นี่คือคำถามที่เหมือนเป็นการประกาศความตายใครเล่าจะหาญกล้าตอบออกมา
ในชั่วขณะนั้นเองเสียงหนึ่งที่สั่นเครือดังขึ้นทำลายความเงียบงันราวกับป่าช้า
“ท่านครับ... สหพันธรัฐอิสระจะสามารถส่งการสนับสนุนมาให้เราได้จริงๆเหรอครับ? ตอนนี้ในทะเลเนืองแน่นไปด้วยอสูรน้ำมหาศาลจนเส้นทางเดินเรือถูกตัดขาดและบนฟากฟ้ายังมีเหล่านกนักล่ากลายพันธุ์ที่ไม่รู้จักชนิดจ้องจะเข้าจู่โจมอยู่ตลอดเวลา...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบทั้งห้องทำงานก็กลับเข้าสู่ความเงียบงันราวกับพื้นที่ไร้สิ่งมีชีวิตอีกครั้ง
ทว่าคราวนี้ทุกคนถึงกับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จะสามารถส่งการสนับสนุนมาได้จริงหรือ?
นั่นไม่ใช่ปัญหาหลักของการสนับสนุนอีกต่อไปแล้ว...
“เฮ้อ...”
ชายวัยกลางคนลอบถอนหายใจยาวพยายามอย่างยิ่งที่จะเลี่ยงไม่ตอบคำถามดังกล่าว
ทว่าในขณะนี้ความเป็นจริงแสนโหดร้ายกลับถูกกระชากขึ้นมาตีแผ่
เอาเถอะ...ความหวังสุดท้ายกำลังจะพังทลายลงแล้ว
มุมปากของชายวัยกลางคนปรากฏรอยยิ้มอันขมขื่นเขากุมศีรษะไว้ด้วยความสิ้นหวัง
ทว่าหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ราวกับตัดสินใจเรื่องบางอย่างได้เด็ดขาดแล้วชายวัยกลางคนก็เงยหน้าขึ้น กวาดสายตามองไปที่ทุกคนในห้องแล้วถอนหายใจทิ้งท้ายด้วยความชอกช้ำว่า
“ยอมก้มหัวเถอะ... ยอมศิโรราบให้กับ ‘ราชสีห์’นั้นเสีย...”
“น้ำไกลย่อมมิอาจดับไฟใกล้แทนที่จะมัวพึ่งพายักษ์ใหญ่ที่คอยแต่จะดูดเลือดเรา มิสู้เรา...”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้น้ำเสียงของชายวัยกลางคนก็ค่อยๆ แผ่วเบาลงจนจางหายไป