“ฉันจะไม่ปล่อยมือเธอไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
‘นี่ไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลยสักนิด’
หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดอย่างกังวลใจขณะที่จ้องมองไปยังร่างสองร่างที่นั่งอยู่ในสวนญี่ปุ่นของบ้านไม้หลังใหญ่ตรงหน้าชายชราที่นั่งอยู่ข้างกันไม่ได้เอ่ยอะไรขณะที่ใช้นัยน์ตาคมกริบจ้องมองร่างบางของเด็กสาวในชุดขาววัยห้าขวบที่กำลังสนใจแปลงดอกไม้สีขาวที่เด็กชายวัยไล่เลี่ยกันกำลังลงมือปลูกให้ เสียงระบายลมหายใจอย่างระอาดังลอดออกมาจากร่างของหญิงชราขณะที่นัยน์ตาฟ้าฟางนั้นเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
‘ทำลายสายสัมพันธ์ระหว่างเมตาเรียกับตัวเองไปโดยที่ไม่รู้ตัวงั้นรึจะเรียกว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นโชคชะตาดีล่ะ’
‘คนที่ทำให้โชคชะตาทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปคือผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ต่างหากล่ะ’ ชายชรากล่าว
‘จะเลวร้ายลงหรือดีขึ้นกันแน่นะ’
‘เรื่องนี้ไม่ว่าใครก็ตอบไม่ได้ทั้งนั้นแม้กระทั่งราชาแห่งเอิร์ธมูนเองก็เถอะ’
‘นั่นสินะ’ หญิงชราพึมพำ ‘ห้าปีแล้วสินะที่ผู้ชายคนนั้นจากไป’
‘ก็คงจะไปทำอะไรอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนั้นน่ะแหละ’ชายชราบอก ‘ยังไงซะพวกเราก็ยังถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับโลกใบนี้ ดวงวิญญาณที่สถิตในร่างของมนุษย์น่ะถ้าไม่ถูกเชื่อมโยงไว้ด้วยพลังของหมอนั่นก็คงไม่สามารถใช้พลังที่พวกเรามีอยู่ได้ถ้าเป็นอย่างนั้นการมาเกิดใหม่ที่บนโลกนี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย’
‘เสียสละงั้นรึ?’
‘แก้ไขข้อผิดพลาดที่ตัวเองทำไว้มากกว่า’ชายชราว่า ‘ด้วยเหตุผลนั้นแหละที่ทำให้หมอนั่นอยู่บนโลกนี้ต่อไปไม่ได้ แอลโด้เลยต้องรับหน้าที่นั้นแทน’
‘เด็กคนนั้นชื่อมาซารุต่างหากล่ะมาอยู่ที่นี่แล้วก็เรียกให้มันถูกหน่อยเถอะ’
‘จะชื่อไหนเด็กนั่นก็ยังคงเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์อยู่ดีล่ะน่า’ชายชราบอกด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
‘สัญญาที่ให้ไว้กับจุนและยาคุมิเหลืออีกกี่ปีกัน?’ หญิงชราถาม
‘จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง’ชายชราตอบ
หญิงชรานิ่งเงียบไปพลางเฝ้ามองเด็กสาวจากชานระเบียงที่ยื่นออกมาร่างเล็กๆในชุดขาวกำลังสารวนกับการขุดแปลงดอกไม้ช่วยเด็กชายรอยยิ้มของเธอดูสดใสและเจิดจ้าต่างจากวันแรกที่ได้พบกันยิ่งนัก
‘ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะมีวันนี้ได้วันที่เราได้ดูแลเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนแบบนี้’
‘มันเป็นความรับผิดชอบของเรา’ชายชราเอ่ย
‘ถ้าไม่คิดเรื่องนั้นล่ะก็...อดสงสัยไม่ได้ว่าดีแค่ไหนแล้วที่ได้พบกับเด็กคนนี้เร็วขนาดนี้ ฉันไม่ลืมหรอกนะนัยน์ตาสีม่วงที่แสนเศร้าตอนที่เราพาเธอออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้านั่นน่ะตลอดเวลาที่ผ่านมาเด็กนั่นต้องจมอยู่กับความทรงจำเลวร้ายอะไรบ้างฉันล่ะนึกภาพไม่ออกเลย’
‘มันผ่านไปแล้วอย่าไปนึกถึงมันอีก’ ชายชราปรามรู้สึกเช่นเดียวกับหญิงชราที่นั่งอยู่เคียงข้างเขายังจำนัยน์ตาสีม่วงใสหม่นแสงคู่นั้นของเด็กสาวตัวน้อยได้อย่างเป็นอย่างดีเด็กน้อยวัยสามขวบเศษในชุดกระโปรงสีหมองที่มีรอยขาดวิ่นยืนถือตุ๊กตาตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนยืนเผชิญหน้ากับเขาสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายอาจทำให้เจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งเอิร์ธมูนดูหมองไปบ้างแต่ความทะนงและถือตัวในสายเลือดที่สร้างความแตกต่างระหว่างเธอกับเด็กกำพร้าคนอื่นๆทำให้พวกเขารู้ได้ทันทีว่านี่คือเด็กสาวที่พวกเขาตามหาทั้งคู่รับเด็กสาวมาเลี้ยงไว้เธอไม่เคยพูดจากับใครอยู่นานจนกระทั่งได้พบกับเด็กชาย
ชายชราไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่มาก่อนแม้เขาจะรู้ว่าเด็กสาวที่พวกเรารับอุปการะจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเคยเป็นใครและเด็กชายในวัยไล่เลี่ยกันจากครอบครัวที่พวกเขาให้การสนับสนุนในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจเป็นใคร แต่ก็ไม่อาจอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนที่ทั้งคู่พบกันครั้งแรกได้มันเต็มไปด้วยความเศร้าและความคะนึงหาที่สัมผัสได้ในเสี้ยววินาทีนั้นเองเด็กสาวโผเข้ากอดเด็กชายและร้องไห้ เด็กชายโอบกอดร่างของเด็กสาวไว้ราวกับกลัวว่าเธอจะหายจากเขาไปอีกครั้งเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่นัยน์ตาฝ้าฟางของชายชราสัมผัสได้ราวกับเขาได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้งเมื่อครั้งที่อยู่บนโลกที่แตกต่างออกไปเขามองเห็นเจ้าหญิงในชุดขาวที่โผเข้ากอดเจ้าชายหนุ่มเห็นรอยยิ้มของคนทั้งคู่ในชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่ภาพทั้งหมดจะเลือนหายไป
มันคงเป็นการพบกันที่สวยงามถ้าเขาไม่ได้รับรู้เรื่องราวในอดีตของเด็กทั้งคู่ในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนั้นมันเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่คาดคิด ทุกอย่างดูบิดเบี้ยวและผิดแผกไปหมดเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนผู้เป็นกุญแจสงครามมีความสัมพันธ์กับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะจบชีวิตลงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่นอกเหนือแผนการที่พวกเขาวางไว้และทำให้เรื่องราวหลังจากนั้นผิดเพี้ยนไป
‘เด็กคนนี้เลือกคนของเอิร์ธฟลาวเวอร์แทนที่จะเป็นคนของเอิร์ธสตาร์ด้วยเรื่องแค่นี้ทำให้โชคชะตาเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวเหรอ?’
‘นั่นน่ะไม่สำคัญเท่ากับการที่เด็กนั่นมีพลังของพวกเราอยู่หรอก’
‘อาโออิน่ะรึ?’
‘พลังที่แม้แต่เฟรย์เองก็ยังไม่มีพลังที่มีอยู่ในตัวของเบลโต้เพียงคนเดียวเท่านั้น และทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนั้นขึ้น’
‘ความสามารถในการอ่านความทรงจำล่ะสินะ’หญิงชราพึมพำ ‘ไม่นึกมาก่อนเลยว่าเด็กคนนั้นจะมีพลังแบบนั้นและใช้มันในการปลุกเมตาเรียพูดก็พูดเถอะ ขนาดเฟรย์เองก็ยังไม่รู้เลย’
‘เฟรย์รู้เรื่องต้นเหตุของสงครามมากกว่าพวกเราหรือใครๆเพราะหมอนั่นมีบันทึกแห่งฟีนาเล่แต่ว่า... เบลน่ะต่างออกไปเด็กคนนั้นรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นราวกับว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยนั่นคงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เบลเลือกที่จะทำอะไรตามลำพัง’
‘เบลคิดอะไรอยู่กันแน่?’
‘เรื่องนั้นไม่มีใครตอบได้หรอก’ ชายชราบอก แล้วก็ต้องเงียบเสียงไปเมื่อเด็กสาววิ่งเข้ามาหา เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดินและเศษหญ้ามีเด็กชายเดินตามหลังเธอมา
‘ท่านปู่ ท่านย่าแปลงดอกไม้เสร็จแล้วค่ะ’
‘ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียมินามิ’ ชายชราบอกเสียงต่ำ ทว่าในความเข้มงวดนั้นยังเจือปนไปด้วยความเอ็นดูเล็กๆที่ยากจะสัมผัสได้
‘เดี๋ยวหนูกลับมารอทานของว่างด้วยกันนะคะ’
ร่างเล็กๆปีนชายเรือนวิ่งเข้าไปหาแม่บ้านที่รอรับอยู่ด้านบนทิ้งเด็กชายไว้กับผู้อาวุโสทั้งสอง
‘ไม่มีอะไรผิดปกติใช่ไหม?’ชายชราถาม
‘ครับ’ เด็กชายตัวน้อยตอบ รอยยิ้มเหือดหายไปจากใบหน้าเหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า
‘จับตาดูเธอต่อไปถ้ามีอะไรเกิดขึ้นให้รีบรายงานฉัน รู้ใช่ไหมว่าเพราะเหตุผลนี้แกถึงยังอยู่ข้างเด็กนั่นได้’
‘ผมทราบแล้วครับท่านมาซามุเนะ’
‘ดี งั้นก็กลับไปซะวันนี้หมดเวลาสำหรับแกแล้ว’
‘นี่ๆ อาโออิ เมื่อไหร่ดอกไม้นี่มันจะโตกันนะ’
‘ถ้าเธอดูแลมันทุกวันเดี๋ยวมันก็จะโตเองล่ะ’
‘นี่ๆ อาโออิพอดอกไม้นี่บานแล้ว มันจะมีสีอะไรกันนะ’
‘สีขาวสิ’ เด็กชายตัวน้อยตอบ ‘เพราะมันเหมาะกับเธอที่สุดนี่นา’
‘นี่ๆ อาโออิ--’
‘อาโออิ!’
เสียงแหบห้าวของเจ้าของบ้านดังขึ้นขัดความสุขอยู่ตรงชานเรือนชายชราในชุดยูคาตะสีน้ำเงินเข้มยืนทำหน้าถมึงทึงส่งสายตาเรียกเด็กชายตัวน้อยที่ผละห่างจากร่างของเด็กสาวเดินตรงไปหาสีหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยความกังวลใจยามจ้องมองใบหน้าโกรธเกรี้ยวของผู้สูงวัยกว่า
‘ท่านปู่ มีอะไรเหรอคะ?’เด็กสาวตะโกนถามมาจากในสวน ‘ท่านปู่จะพาอาโออิไปไหน?’
‘เดี๋ยวปู่กลับมา’ชายชราตอบ ก่อนจะพาเด็กชายเดินหายลับไปในตัวบ้าน
ในห้องใต้ดินริมสุดทางเดินที่มืดสลัวมีเด็กชายอีกคนวัยไล่เลี่ยกันนั่งอยู่ใจกลางห้องที่มืดมิดนั่นอาโออิมองไม่เห็นใบหน้าของเขาขณะที่นั่งลงประจันหน้ากันชายชราเจ้าของบ้านที่อยู่ข้างตัวอยู่ในสภาพที่ไม่สบอารมณ์เอาเสียเลยยามมองไปที่เด็กหนุ่มอีกคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
‘พูดมา มาซารุ’ชายชราสั่งเสียงเฉียบ
‘พวกนั้น...เล่นงานเธอแล้วครับ’ เด็กชายตัวน้อยในความมืดมิดตอบด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง‘ผมคลาดสายตาจากเธอไป พวกมันเลยปลดผนึกนัยน์ตาได้แล้วตอนนี้เธอ--’
‘ฉันไม่สนว่ายัยเด็กนั่นจะเป็นยังไง’ชายชราบอก ‘แต่ถ้าแกยังดูแลยัยเด็กนั่นไม่ได้ก็น่าจะรู้เหตุผลที่ฉันเรียกตัวแกมาที่นี่’
ชายชราหันมายังเด็กหนุ่มข้างตัว
‘เล่าไปสิ อาโออิ!เกิดอะไรขึ้นกับมินามิบ้าง’
‘เธอคลุ้มคลั่งครับ’อาโออิบอก เห็นเด็กชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเงยหน้าขึ้นมามองเขานัยน์ตาสีเทาสะท้อนแสงไฟจากทางเดินด้านนอกเปล่งประกายออกมาวูบหนึ่ง ‘เธอดูแปลกไป’
‘ส่วนแกก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้’ชายชราสรุป ‘ปิดผนึกความทรงจำของเจ้าหญิงคนน้องซะมาซารุ ให้หล่อนคิดว่าตัวเองคือเบริลต่อไปถ้าพวกนักรบอเวจีคิดจะเข้าหาเมตาเรียผ่านทางหล่อนพวกนั้นจะได้สาวมาถึงเบริลตัวจริงไม่ได้’
‘แต่ถ้าทำแบบนั้นมินาโยะจะ--’
‘ชีวิตของเด็กคนนั้นกับพวกแกทุกคนอะไรสำคัญกว่ากัน?’ ชายชราหันมาถามเด็กชายในเงามืดนัยน์ตาสีเทาเข้มแข็งกร้าวและดุดัน ‘แกขัดคำสั่งฉันมาครั้งหนึ่งแล้วจำได้ไหม... แล้วเห็นหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าไวโอเลตไม่จัดการเบริลไปซะในวันนั้น พวกแกสองคนไม่มีโลกนี้ให้ได้อยู่หรอก’
เด็กชายทั้งคู่นิ่งเงียบไป
‘หมดเวลาแห่งความสุขของพวกแกสองคนแล้วกลับเข้ามาสู่โลกแห่งความจริงกันเสียทีคิดสิว่าหน้าที่ของพวกแกในฐานะผู้พิทักษ์คืออะไร’ ชายชราว่าใช้นัยน์ตาแข็งกร้าวคู่นั้นเหลียวมองเด็กชายทั้งคู่ซึ่งไม่มีใครเลยที่กล้าสบสายตาเขา
‘อาโออิเอาความทรงจำของเบริลออกมา’ ชายชราหันมาบอกเด็กชายข้างตัวที่ใบหน้าซีดไร้สีเลือดฝาดขึ้นมาในทันทีหลังจากที่ได้ยินคำสั่ง‘ส่งมันให้มาซารุให้มาซารุปิดผนึกความทรงจำของเจ้าหญิงคนน้องแล้วเอาความทรงจำของเบริลใส่ลงไปเราจะสลับตัวเบี่ยงความสนใจของพวกนักรบอเวจี ให้พวกมันคิดว่าเจ้าหญิงคนน้องคือเบริล’
‘ถ้าเป็นอย่างนั้นมินามิจะจำเรื่องที่ตัวเองเป็นเจ้าหญิงไม่ได้’ อาโออิพึมพำ
และจะลืมเขาไปด้วย...
‘มันจะดีซะกว่าถ้าเด็กคนนั้นไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร’ชายชราบอก ‘แกคงไม่ได้เสียดายความทรงจำที่มีร่วมกันหรอกใช่ไหม...อาโออิ เอาเถอะ ถึงเด็กคนนั้นจะจำแกไม่ได้ แต่แค่แกจำหล่อนได้ก็พอแล้วนี่’
อาโออิกำหมัดแน่นโต้เถียงอะไรออกไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ขณะที่มาซารุเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน
‘ถ้าเข้าใจแล้วก็รีบลงมือซะพวกแกมีอย่างอื่นที่ต้องทำอีกเยอะหลังจากที่เราถ่วงเวลาเรื่องเบริลไปได้สักสองสามปี’ชายชรากล่าว ‘มาซารุพอแกลบความทรงจำของเด็กนั่นไปแล้ว วางผู้พิทักษ์ไว้ข้างตัวเด็กคนนั้นสักสองสามคนเราไม่รู้ว่าพวกนักรบอเวจีจะย้อนกลับมาอีกเมื่อไหร่อย่างน้อยก็ป้องกันไว้ไม่ให้ตายก่อนที่พวกนั้นจะพร้อม เสร็จแล้วแกก็กลับมาอยู่ที่นี่เรื่องนี้ฉันคุยกับพ่อแม่แกไว้แล้วว่าแกเป็นคนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดเบริลได้’
‘ส่วนแก อาโออิ’ชายชราหันมาพูดกับเด็กหนุ่มข้างตัวอีกครั้ง ‘ไปคอยดูแลยัยเจ้าหญิงคนน้องนั่นแทนมาซารุ แล้วก็ตามหาผู้พิทักษ์อีกสักคนสองคนไว้ช่วยดูแลยัยเด็กนั่นด้วยระหว่างที่แกต้องไปตามหาความทรงจำของผู้พิทักษ์คนอื่นๆเพื่อปลดผนึก’
นิ่งเงียบไปพักใหญ่ไม่มีการตอบรับใดๆจากเด็กชายทั้งคู่ที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ในห้องที่มีเพียงแสงสลัวๆส่องลอดผ่านเข้ามาราวกับเป็นช่วงเวลาที่แสนยาวนานที่ทั้งคู่ตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง แล้วในที่สุดเจ้าของบ้านในชุดยูกาตะสีเข้มก็ลุกขึ้นยืน มองดูเด็กชายทั้งคู่ด้วยแววตาที่ไร้ความปราณี
‘ฉันว่าฉันออกคำสั่งพวกแกครบแล้วนะ’
แล้วชายชราก็เดินออกไปจากห้องทิ้งเด็กชายทั้งสองไว้ให้นั่งเผชิญหน้ากันตามลำพัง
‘นายเป็นใคร?เข้ามาวุ่นวายอะไรกับแปลงดอกไม้ของฉันน่ะ!’
เด็กสาวตัวน้อยร้องตะโกนถามอย่างเอาเรื่อง
‘เธอปลูกอะไรไว้ในแปลงดอกไม้นี่กันล่ะ’เด็กชายถามกลับ
‘ก็ดอกไม้น่ะสิ!นี่! ออกไปห่างๆจากแปลงดอกไม้ของฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!’
เด็กสาวตะโกนเสียงกร้าวพอดีกับที่นัยน์ตาสีม่วงคู่สวยเหลียวมองไปเห็นเด็กหนุ่มอีกคนกำลังถือหนังสือเล่มหนาเดินอาดๆผ่านระเบียงทางเชื่อมตัวบ้านไปเด็กสาววิ่งเข้าไปหาเขาเกี่ยวแขนของเด็กชายไว้พลางชี้มายังเด็กชายอีกคนที่เข้ามาวุ่นวายแปลงดอกไม้ของเธอ
‘มาซารุหมอนั่นเข้ามาวุ่นวายกับแปลงดอกไม้ของฉันทำไมท่านปู่ถึงปล่อยให้คนนอกเข้ามาในบ้านได้ล่ะ?’
มาซารุสะดุ้งไปกับคำพูดของเด็กสาวเด็กชายเงยหน้าสบตามองคนที่ถูกกล่าวหา เห็นนัยน์ตาสีชาคู่นั้นหม่นแสงลงมือข้างที่กำส้อมพรวนอยู่สั่นระริก
‘ไปเถอะ’
เด็กชายตัดบทด้วยการไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น
เด็กสาวหันมาแลบลิ้นใส่เด็กชายที่ยืนอยู่หน้าแปลงดอกไม้ก่อนจะวิ่งตามหลังเด็กชายอีกคนไป เสียงใสช่างพูดของเธอลอยแว่วมาไม่ขาด
‘นายไปเพิ่มภาระให้ตัวเองทำไมกัน?’อาโออิถามพลางจ้องมองรอยสักสีน้ำเงินเข้มบนท่อนแขนของเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งพิงขอบหน้าต่างในห้องชั้นในสุดระเบียงทางเดินที่มืดสนิทสีหน้าเจ้าของรอยสักดูอาการไม่ดีเลยสักนิดเด็กหนุ่มหายใจหอบและดูท่าจะเจ็บปวดอยู่เอาเรื่อง
‘ช่างฉันเถอะ’ เด็กหนุ่มบอก
‘มินามิไม่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบรับกับอาการของเมตาเรียแล้วนายไม่จำเป็นต้องผนึกพลังของเอิร์ธมูนไว้ในตัวเพื่อคอยหยุดอาการคลุ้มคลั่งของยัยนั่นก็ได้ทำแบบนั้นไปมีแต่จะทรมานซะเปล่าๆ’
อาโออิพูดด้วยน้ำเสียงสมเพช
‘มินามิจะฟื้นความทรงจำขึ้นมาได้อีกครั้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ยังไงก็ต้องเผื่อไว้ก่อน’ มาซารุบอก ‘อีกอย่างถ้านายต้องการความทรงจำจากเอิร์ธมูนมีบางส่วนในตัวปราสาทที่ต้องใช้พลังของสายเลือดแห่งเอิร์ธมูนเท่านั้นถึงจะผ่านเข้าไปได้ด้วยเผื่อว่าฉันอาจจะช่วยนายได้’
‘นั่นไม่จำเป็นเลยสักนิด’อาโออิบอก ‘ฉันรู้ข้อมูลอะไรฉันก็ป้อนให้นายตลอดส่วนข้อมูลไหนที่ฉันไม่รู้แต่นายรู้เกี่ยวกับเอิร์ธมูนล่ะก็นายก็ไปปะติดปะต่อเอาเองก็ได้’
เด็กหนุ่มว่า ‘ฉันไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับที่นั่นมากนักหรอก’
‘อาโออิ... ฉันขอโทษ’มาซารุกระซิบเสียงแหบพร่า
อาโออิเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ ‘เรื่องอะไร?’
‘มินามิ’
เด็กหนุ่มหัวเราะขำพรวดทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ
‘ตลกล่ะนั่นเป็นความผิดของนายเหรอไง ยัยนั่นน่ะโง่เองต่างหากที่จำฉันไม่ได้’ อาโออิว่า ‘แบบนี้ยังจะดีซะกว่า ยัยนั่นจะได้ไม่ต้องมาทรมานเพราะความทรงจำแย่ๆด้วย’
มาซารุยิ้มให้อย่างอ่อนแรง
‘อ้อ... ลืมบอกไปที่ฉันมาหานายวันนี้เพราะจะบอกว่าฉันปลดผนึกผู้พิทักษ์ได้อีกสองคนแล้วนะอีกไม่นานจะส่งสองคนนั้นไปเมืองฮิคาริน่าจะช่วยน้องชายนายกับผู้พิทักษ์ของเอิร์ธวอเทอร์ได้’
‘ใคร?’
‘วินดี้กับธันเดอร์’อาโออิบอก ‘มีภาชนะบรรจุความทรงจำเป็นของตัวเองอยู่แล้วทั้งคู่ฉันคงไม่ต้องตามหาอะไรให้มากตอนนี้เลยกำลังมุ่งไปที่ที่อยู่ของเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างอย่างเดียว’
‘เหนื่อยนายหน่อยนะอาโออิ’
‘ดูแลตัวเองก่อนเถอะฉันน่ะสบายดีมากๆเชียวล่ะ’ อาโออิว่า ‘เอาล่ะหมดธุระแล้ว รถไฟก็หมดแล้วด้วย เพราะงั้นใช้พลังของนายส่งฉันกลับบ้านด้วย’
‘ตลกตายเลย’ มาซารุหัวเราะขณะที่อีกฝ่ายส่งยิ้มกว้างให้อย่างชอบใจก่อนจะหายตัวไปจากบ้านไม้หลังใหญ่ทันทีที่วงแหวนเวทที่เพิ่งปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าปิดตัวลง