อู่ อวี้ ขี่นกกระเรียน์ มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาิเทียน
เขาไม่อาจลืมคำปลอบโยน
เขาไม่อาจลืม สิ่งที่ชายชรานั้นเคยพร่ำสอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาไม่อาจลืมสำรับอาหารเย็นในแต่ละวัน ที่ชายชราจัดเตรียมไว้รอคอยเขากลับมาจากการฝึกตลอด 1 เดือน
มันเป็ความรู้สึกของคำว่าครอบครัว มันคือความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้ง
ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของชายชรา อาจจะทำให้ท่านนั้นดูเป็คนเข้มงวดไปบ้าง แต่แท้จริงแล้วภายในแววตาของชายชรานั้นกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความรัก และ ความห่วงใย ซึ่งท่วมท้นอยู่ภายในหัวใจของท่าน
ภาพความทรงจำ หลังจากตัวเขาผ่านการสอบคัดเลือก เขาได้เห็นรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ และ เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของชายชรา ภาพเหล่านี้มันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเ็ปราวกับหัวใจของเขานั้นถูกกรีดแทงด้วยคมมีดนับหมื่นเล่ม
“ซือตู๋ จิน!”
ซือตู๋ จิน มักมีท่าทางหยิ่งยโส สายตาของมันดูแคลนผู้คนที่ต่ำต้อยกว่า ราวกับว่าพวกเขาเป็เพียงหนอนแมลง มันมีจิตใจอันโฉดชั่ว และ แสนต่ำช้า ภาพเ่าั้ยังคงแจ่มชัดอยู่ในภาพความทรงจำของ อู่ อวี้ จากพฤติกรรมอันต่ำตมดั้งเดิมของมันทำให้เขาสามารถจินตนาการ ถึงภาพเหตุการณ์ของโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นได้ทั้งหมด รวมทั้งภาพการตายของท่านลุงเสิ่น มันยิ่งทำให้ความเกลียดชัง และ เพลิงแค้น ทวีลุกโชนมากยิ่งขึ้น
หนึ่งในกฎข้อห้ามของนิกาย คือศิษย์ในนิกายห้ามฆ่าฟันกันเอง หากมันผู้ใดมีความเกลียดชังเกิดขึ้น จะต้องรายงานให้นิกายล่วงรู้
“เทือกเขาิเทียน!”
ในที่สุดเขาก็เดินทางมาถึง
เืภายในกายที่เดือดพล่าน มันกำลังสูบฉีดไปทั่วทั้งร่างกายของเขาด้วยโทสะอันคุกรุ่น และ ความเคียดแค้นอย่างฝังรากลึกไปจนถึง เื เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น อวัยวะภายใน หรือแม้กระทั่งเส้นชีพจร ณ เวลานี้เพลิงสีทองกำลังเผาไหม้พวกมันทั้งหมดอยู่ภายในร่างกายของเขา ด้วยความเดือดดาลของโทสะอันอัดอั้น ส่งผลให้ดวงตาของเขาเป็สีแดงก่ำราวถูกย้อมด้วยสีเื บรรยากาศรอบด้านแผ่รังสีแห่งความกดดันออกมาอย่างรุนแรง ผสมกับความกระหายเือย่างไม่น่าเชื่อ กลิ่นอายของจิตสังหารจากความเคียดแค้น แผ่ขยายออกจากร่างของ อู่ อวี้ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน!
“ซือตู๋ จินนนนนน!”
เสียงแผดคำรามด้วยความเดือดดาล ดังกึกก้องไปทั่วทั้งยอดเขาิเทียน
ทันใดนั้นเองบนยอดิเทียน ก็เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะเวลานี้มีชายผู้หนึ่ง หาญกล้าขึ้นมาท้าทายพวกเขา!
“ซือตู๋ จิน ข้าอยู่นี่แล้วไง”
เสียงแหบพร่าอันเย็นะเื บ่งบอกถึงอารมณ์ในเวลานี้เขาไม่แยแสต่อสิ่งใด เป็เสียงที่เย็นเฉียบราวกับเพชฌฆาต มันกำลังดังกึกก้องไปทั้งยอดเขา
สถานที่แห่งนี้คือ “ยอดเขาิเทียน” ซึ่งถือว่าเป็ยอดเขากว้างใหญ่ที่สุด แม้ในวันนี้เป็เพียงวันธรรมดา แต่ก็ยังมีเหล่าศิษย์จำนวนมากขึ้นมาฝึกปรือวิชา
อู่ อวี้ ขี่นกกระเรียน์มาถึงยอดเขาในยามเที่ยง ซึ่งเขาใช้เวลาในการเดินทางเพียงแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น (1 ชั่วโมง) แสงแดดเจิดจ้าจากดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน ได้สาดแสงเจิดจ้าอันร้อนระอุออกมาอาบไล้ผิวกายของ อู่ อวี้ ไอแดดแทรกซึมเข้าผ่านิั ไปสู่เืเนื้อที่อยู่ภายในร่างกาย ก่อเกิดแสงสีทองราวเส้นไหมไหลโคจรไปทั่วร่างกายของเขา ฉับพลันกระดูกของเขาก็ท่วมรุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีทอง
ในเวลานี้บน “ยอดเขาิเทียน” มีเหล่าศิษย์หนุ่มสาวอยู่กันเป็จำนวนมาก พวกเขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง พวยพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ร่างของชายผู้นี้ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีทอง และ เมื่อถึงยอดเขาิเทียน เขาก็ะโลงมาจากหลังของนกกระเรียน์ทันที ลงสู่พื้นดินด้วยเสียงกระแทกอันหนักหน่วง
* ตู้มมม!!!! *
ส่งผลให้บนยอดเขาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยศิลาขนาดใหญ่ เกิดรอยแตกร้าวจำนวนมาก ขึ้นบนศิลาก้อนั์ทันที!
“ผู้ใดกัน!?”
อู่ อวี้ ถูกห้อมล้อมด้วยสาวกเซียนจำนวนมาก พวกเขาเหล่านี้มิได้อ่อนแอเลย เพียงแต่พวกเขาไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน เข้าไปแส่หาเื่ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของตนเอง
เป็เวลาเดียวกันกับ ซือตู๋ จิน ,หวัง ยี่หยาง, ฮั้วเฉียน และ เหลี่ยวมู่เซ่ กำลังเดินออกมาจากห้องพักของตนเองพอดี พวกมันกำลังมุ่งหน้ามายัง “ยอดเขาิเทียน” แม้ตำแหน่งพวกมันอยู่นั้นห่างไกลจาก อู่ อวี้ พอสมควร แต่พวกมันก็สามารถััได้ถึงเจตนาฆ่าอย่างรุนแรงที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา บวกกับสายตาอันแดงก่ำราวกระหายเืของ อู่ อวี้ ทำให้พวกมันทั้งหมดต่างใกับภาพที่เห็น
“เรามีกันอยู่ตั้ง 4 คน จะเกรงกลัวมันไปไย! อีกทั้งกฎของนิกายกระบี่์ นั้นห้ามมิให้ศิษย์ในนิกายฆ่าฟันกันเอง มิฉะนั้นมันผู้นั้นจะต้องโดนขับไล่ออกจากนิกาย หรือไม่แล้วก็ถูกฆ่าทิ้งเสีย แล้วไอ้ทาสชั้นต่ำอย่างมันจะทำอะไรพวกเราได้?” ซือตู๋ จิน ยิ้ม ออกมาอย่างชั่วร้าย จากนั้นมันก็เดินตรงเข้าไปหา อู่ อวี้ ด้วยท่าทางหยิ่งผยอง ไร้ซึ่งความแยแสทันที
“ได้ข่าวว่าคนผู้นี้คือ อู่ อวี้ ที่พึ่งผ่านการทดสอบมาหมาดๆ เ้าดูกระบี่ปราบมารที่เขาถือมานั่นสิ ไม่รู้ว่าเขากับพวกซือตู๋ จินนั้นมีเื่ขัดแย้งอะไรกันนะ? "
“เอาจริงๆ น้องชายของซือตู๋ จินมีพร์อันโดดเด่นอย่างมาก จึงส่งผลให้สถานะของมันสูงขึ้นตามไปด้วย มันจึงยิ่งย่ามใจ และ ข่มเหงรังแกศิษย์ภายในนิกายไปทั่ว เมื่อไม่นานมานี้หลายคนก็ถูกมันข่มเหงรังแกเช่นเดียวกัน”
ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้มีเพียงไม่กี่คน ที่จะเต็มใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซือตู๋ จิน และ เหล่าสหาย
อู่ อวี้ ไม่ได้ฟังเสียงซุบซิบ ของฝูงชนที่อยู่รอบตัว เพราะเขากำลังมุ่งความสนใจทั้งหมดไปยัง ซือตู๋ จิน และ สหายทั้ง 3 คนของมัน มีเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ภายในใจของเขาเวลานี้ นั่นก็คือการฆ่าไอ้คนใจโฉดชั่วตรงหน้า หากเขาไม่ได้ฆ่าพวกมันทิ้งเสียในวันนี้ เขาจะไม่ขอเกิดมาเป็คนอีก!
ซือตู๋ จิน คือตัวการหลัก ส่วนเหล่าสหายทั้ง 3 ของมันคือผู้สมรู้ร่วมคิด
“สวบ ~ สวบ!”
ก่อนหน้านี้กระบี่ในมือ อู่ อวี้ เป็เพียงแค่กระบี่โลหะ แต่บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยกระบี่ปราบมาร ยามเมื่อแสงแดดจากดวงอาทิตย์กระทบลงบนใบกระบี่ ก็เกิดแสงประกายสะท้อนสีเืชวนให้หนาวเย็น ราวกับว่าเหล่าปีศาจที่ถูกคมกระบี่ปราบมารเล่มนี้สังหาร กำลังร้องโหยหวนออกมาจากกระบี่ ยามใดก็ตามที่กระบี่เปล่งเสียงร้องคำรามออกมา นั่นคือสัญญาณเตือนว่าจะต้องเกิดการนองเื
อู่ อวี้ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาทำเพียงแค่ก้าวเท้าอย่างมั่นคงไปข้างหน้าพร้อมกับกระบี่ปราบมารอย่างช้าๆ แต่ดวงตาทั้งสองข้างของเขายังคงจับจ้องไปทาง ซือตู๋ จิน และ เมื่อสายตาของ ซือตู๋ จิน ปะทะเข้ากับ อู่ อวี้ ดวงตาของ อู่ อวี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็ประกายสีทองอย่างฉับพลัน
“อะแฮ่ม ๆ หากข้าเอ่ยชื่อใครขึ้นมา มันผู้นั้นจะได้รับบริการพิเศษจากผู้รับใช้แห่งเทือกเขาหยานหลี่ ข้าได้ข่าวว่าเ้าพึ่งเข้าเป็ศิษย์ของนิกายในวันนี้ เหตุใดเ้าถึงไม่กลับมาไปยังเทือกเขาหยานหลี่ เพื่ออวดความสำเร็จของเ้า? เ้าจะมาหา ซือตู๋ จิน ไปทำไมกัน?”
หวัง ยี่หยาง หัวเราะขึ้นมาอย่างขบขันแล้วกล่าวขึ้นว่า “ฮ่า ๆ ๆ ๆ เป็ไปได้ว่ามันคงติดใจบริการพิเศษของ ซือตู๋ จิน ส่วนเหตุผลที่มันรีบตาลีตาเหลือกมาที่นี่ คงเป็เพราะไอ้แก่หน้าโง่ที่มันนับถือนั้น แปดส่วนคงจะมีอะไรสักอย่างที่เหมือนพ่อของมันกระมัง แน่นอนว่าการที่จัดการไอแก่ไร้ค่าคนหนึ่งไปนั้นมันก็ถือว่าเป็เื่ธรรมดามากๆ เื่หนึ่ง แต่ยังโชคยังดีนะ...ที่เ้ายังไม่แก่ชรา ไม่เช่นนั้นเ้าคงได้ตายตามไอ้แก่นั่นไปแล้ว เฮ้อ ... กะอีแค่ขยะเก่า ๆ ชิ้นหนึ่ง ตายไปเสียได้ก็ดี อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุกของนิกายกระบี่์เปล่า ๆ”
หลังจากพวกมันทั้งสอง กำลังหัวเราะกันอย่างสนุกสนานสตรีทั้งสองก็ไม่อาจอดกลั้นความขบขันได้อีกต่อไป นางทั้งสองจึงร่วมวงหัวเราะด้วยอีกคน เสียงหัวเราะบวกกับคำถากถางอันต่ำช้าของพวกมัน ได้ดึงดูดความสนใจ และ สายตาของฝูงชนจำนวนมาก
ซือตู๋ จิน หันหน้ากลับมามอง อู่ อวี้ ด้วยสีหน้าอันชั่วร้าย จากนั้นมันก็กล่าวขึ้นว่า “อู่ อวี้ ข้าจะบอกความจริงกับเ้าให้ได้รู้ ข้าผู้นี้เป็คนฆ่าไอ้แก่นั่นเอง ก็เพราะข้าไม่ค่อยชอบขี้หน้ามันเท่าไหร่นัก เห็นทีไรเป็รกหูรกตาข้าทุกทีสิน่า ว่าแต่...ในเมื่อเ้ารู้แล้ว แล้วเ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ? เ้ากล้าสู้กับข้า? รึเ้ามีปัญญาเพียงแค่นี้? ไอ้ลูกสุนัข เ้ากล้าหรือไม่?”
มันไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย!
นั่นเป็เพราะว่ามันมีสหายอยู่อีก 3 คน อีกทั้งยังมีกฎข้อห้ามของนิกายกระบี่์ค้ำคออยู่ สิ่งสำคัญเวลานี้เป็ยามเที่ยงของยอดเขาิเทียน ซึ่งมีเหล่าศิษย์กว่า 20 คน กำลังจับจ้องมาทางพวกมัน และ ดูเหมือนจำนวนของฝูงชนจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ!
เหตุผลที่ ซือตู๋ จิน นั้นกล้าหยิ่งผยองเช่นนี้ ก็เป็เพราะ น้องชายคนเล็กของมัน ผู้มีนามว่า ซือตู๋ ิหลาง เด็กอัจฉริยะคนนี้สามารถบรรลุวิชาการต่อสู้ ด้วยวัยเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น เพราะเหตุนี้ศิษย์บนยอดเขาิเทียน จึงไม่มีผู้ใดกล้าขัดแย้งกับมัน!
มิฉะนั้นไยคนทั้งสาม โดยเฉพาะ หวัง ยี่หยาง และ สาวงามทั้งสองถึงกล้าหยิ่งยโสโอหังได้ถึงเพียงนี้ ไยพวกมันทั้งสามถึงยอมซูฮก? ยอมเดินตามหลัง ซือตู๋ จิน และ ให้มันเป็ผู้นำของกลุ่ม?
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ...”
พวกมันทุกคนต่างะเิเสียงหัวเราะออกมา ราวก็ว่าเหตุการณ์เช่นนี้เป็เพียงเื่ปกติ บ่อยครั้งที่พวกมันกระทำเื่เลวร้าย แต่ก็ไม่กลายเป็เื่ใหญ่โตอันใด นั่นก็เพราะว่าการที่จะได้เข้ามาเป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์ มันเป็เื่ยากอย่างที่สุด จึงไม่มีผู้ใดกล้าเสี่ยงที่จะแหกกฎข้อห้ามของนิกาย หากผู้ใดกล้าฝ่าฝืน...คนผู้นั้นอาจจะถูกขับไล่ออกจากนิกาย ซ้ำร้ายอาจจะถูกสังหารเลยก็ได้ใครจะไปล่วงรู้?
“เฮ้อ∼∼ … ชายผู้นั้นเพิ่งได้เข้ามาในนิกายกระบี่์แท้ ๆ แต่กลับกล้ามาท้าทาย ซือตู๋ จิน เขาช่างน่าสงสารยิ่งนัก”
“เหตุเพราะน้องชายคนเล็กของ ซือตู๋ จิน จึงไม่มีผู้ใดกล้าตอแยกับมัน”
“อู่ อวี้ เ้านี่มันโง่เง่าไร้สมองสิ้นดี เ้ากล้ามาหาข้าเพียงลำพัง อีกทั้งยังกล้าท้าทาย ซือตู๋ จิน ผู้นี้เชียวงั้นรึ”
พวกมันะเิเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง ซือตู๋ จิน ยิ้มออกมาอย่างมีชัย มันเอื้อมมือไปโอบรอบเอวของฮั้วเฉียน แล้วจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาเย้ยหยัน
ฟึ่บ!
อู่ อวี้ ะโพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็วสูง จิตสังหารแผ่ออกมาอย่างรุนแรง หมายปลิดชีพในทันที
สีหน้าของ ซือตู๋ จิน เปลี่ยนไปในทันที
“พวกเ้าอย่าเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ครั้งนี้ ข้าจะเป็คนสยบมันเอง”
หลังจากมันบอกให้ฮั้วเฉียนถอยออกไป สีหน้าของซือตู๋ จินเปลี่ยนเป็จริงจัง มันรีบชักกระบี่ยาวออกมา ฉับพลันก็ปรากฏแสงแวววาวสะท้อนบนกระบี่ราวกับหิมะ ไอเย็นแผ่ออกมาจากกระบี่ เห็นได้ชัดว่ามันแตกต่างกับกระบี่ปราบมาร จากนั้นมันก็ใช้วิชาประจำตระกูล เพลงกระบี่ยาวนั้นมีชื่อว่า 'กระบี่เยือกแข็ง' แล้วพุ่งเข้าโจมตีอู่ อวี้ทันที
“ไอ้ขยะไร้ค่า ลิ้มรสเพลงกระบี่ของข้าซะ กระบวนท่า ‘แช่แข็งฟ้าดิน’ !” ซือตู๋ จิน ้าชนะ อู่ อวี้ อย่างสง่างาม เนื่องจากมันมั่นใจว่ากระบี่เยือกแข็งของมันได้พัฒนาขึ้น
“วายุทะลวงคลื่นสะบั้น!”
เมื่อการพุ่งตัวของอู่ อวี้เข้าใกล้ซือตู๋จินทุกขณะ เขาก็รีบใช้กระบวนท่าวายุทะลวงคลื่นสะบั้นทันที การต่อสู้ของทั้งสองผสมผสานเข้ากับแสงแดดอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ ที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ส่งผลให้กระบี่ปราบมารเกิดแสงสะท้อนประกายแวววาวไปทั่วพื้นที่ เขาใช้สองมือจับด้ามกระบี่แล้วพุ่งทะลวงเข้าใส่ด้วยความเร็วสูง แรงอัดกระแทกมหาศาลราวกับสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักกว่าแสนจิน!
“ฉึก!”
“ย๊ากกกกก!”
กระบี่เปี่ยมล้นไปด้วยโทสะของอู่ อวี้ ถูกกวัดแกว่งเข้าใส่กระบี่เยือกแข็งของซือตู๋ จินทันที มันคือกระบี่ของชาว์ แต่เมื่อต้องปะทะกับความบ้าคลั่งของโทสะอันลุกโชน ก็เป็เื่ยากที่มันจะต้านรับ ส่งผลให้กระบี่เยือกแข็งแตกละเอียดในพริบตา
ชิ้ง ∿ ชิ้ง ∿ ชิ้ง∿ ฉึ่ก!!!!!
คมกระบี่จำนวนมากได้เชือดเฉือนตามร่างกายของซือตู๋ จิน ซึ่งหนึ่งในคมกระบี่อันแหลมคมก็ได้เข้าเชือดเฉือนมุมปากของมันเข้าอย่างจัง แทบจะทันทีเืสีแดงสด พุ่งกระฉูดออกมาจากปากอย่างท่วมทะลัก
* ฉึ่ก! *
จากแรงปะทะส่งผลให้กระบี่ปราบมาร ทิศทางหักเหไปเล็กน้อย คมกระบี่ไม่สามารถฉีกกระชาก ร่างซือตู๋จินแยกออกเป็สองส่วนได้ แต่ก็ไม่ถือว่าล้มเหลวซะทีเดียว กระบวนท่านี้สามารถตัดแขนข้างหนึ่งของมันจนขาดสะบั้น ลอยกระเด็นออกไป เืที่พุ่งกระฉูดออกมา ถูกแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันอันร้อนระอุแผดเผาดูราวกับเืต้มสุก
* ฉั๊วะ! *
ภาพเหตุการณ์ปะทะทั้งหมด ใช้เวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดต่างตกตะลึงราวกับถูกแช่แข็ง ผู้ที่เคยเยาะเย้ยอู่ อวี้ก่อนหน้า บัดนี้ต่างปิดปากจนเงียบสนิท
ภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วย ความเย่อหยิ่งทะนงตนของซือตู๋ จิน บัดนี้มันได้หายไปจนหมดสิ้น ร่างของมันนอนกลิ้งเกลือกบนพื้นอย่างน่าสังเวช มันส่งเสียงกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งราวกับคนเสียสติ
พลาดพลั้งเพียงหนึ่ง ก็หมายถึงความตาย!
อู่ อวี้ ยกกระบี่ปราบมารขึ้นมาด้วยสายตาอันเย็นเฉียบ จากนั้นเขาก็แทงคมกระบี่เข้าตรงบริเวณหน้าอกของซือตู๋ จิน โดยไร้ซึ่งความปรานี หมายปิดฉาก
“ซือตู๋ จิน”
“หยุด!”
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าอู่ อวี้ จะมีความกล้าบ้าบิ่นเพียงนี้ ไม่มีใครคิดว่าเขาจะกล้าสังหาร ซือตู๋ จิน!
ยอมผิดกฎต่อนิกายเพื่อแก้แค้นให้ข้ารับใช้คนหนึ่งที่ตายไป!
ในเวลานี้สมองของหวังยี่หยาง และ สมุนที่เหลือของซือตู๋ จินต่างอยู่ในอาการสับสน เพียงแค่นี้ยังไม่สามารถทำให้โทสะ และ ความเคียดแค้นของอู่ อวี้บรรเทาทุเลาลงได้ ความโกรธเกรี้ยวของเขามันหนักหนาสาหัสยิ่งนัก มันเกินกว่าผู้อื่นจะสามารถจินตนาการแทนได้ ในขณะทุกคนกำลังตกตะลึง สหายทั้งสามของมันก็รีบปรี่เข้ามา ขวางหน้าอู่ อวี้เอาไว้อย่างรวดเร็ว ซือตู๋ จิน ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บ มันพยายามตะเกียกตะกายคลานออกจากลานต่อสู้ อันเจิ่งนองด้วยโลหิตสีแดงฉาน
“ปะ ...ไป... ตามพี่ใหญ่ข้ามา! ไปตามพี่ใหญ่ข้ามา!!!” ซือตู๋ จินตกอยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง เนื่องจากความเ็ปที่ได้รับจากการสูญเสียแขนไปหนึ่งข้าง ดวงตาของมันในตอนนี้กลายเป็สีแดงก่ำ
มันเชื่อว่าการที่หวังยี่หยาง และ สหายคนอื่นๆ มาช่วยยืนขวางมันเอาไว้นั้น จะสามารถถ่วงเวลาอู่ อวี้เอาไว้ได้ สามารถรอจนกว่าพี่ใหญ่ซือตู๋ คังของมันจะปรากฏตัว ออกมาจากด้านในเพื่อช่วยเหลือมัน ซึ่งความจริงแล้วตัวมัน และ ซือตู๋ คังต่างอยู่ด้วยกันที่นี่
ฉับพลันก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้น
“ปัง!”
ร่างอันสั่นเทาชุ่มโชกไปด้วยเืของซือตู๋ จิน ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้พบเห็น
“หลิว มู่เซว่!”
สตรีร่างสูงเพรียวที่อยู่ข้างกายของมันในตอนนี้ก็คือ หลิว มู่เซว่ สตรีนางนี้คือหญิงที่ซือตู๋ จินคิดจะพานางขึ้นเตียง แต่ทว่าบัดนี้คมกระบี่ของ อู่ อวี้ ได้เจาะทะลุทรวงอกของนาง เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกมาจากร่าง ดวงตาสีซีดจางของนางแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
นางได้ตายแม้กระทั่งตายังไม่หลับดี!
“นางตายแล้ว!”
ณ เวลานี้ยอดเขาิเทียน เกิดความโกลาหลขึ้นอย่างฉับพลัน เสียงดังอันเซ็งแซ่ของฝูงชนะเิไปทั่วทั้งหุบเขา
การต่อสู้ และ ความตายสองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
อู่ อวี้ ได้ก่อเื่ใหญ่แล้ว! ในไม่ช้าทุกคนจะล่วงรู้ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นบนยอดเขาิเทียน ไม่ว่าจะเป็เหล่าผู้าุโ ศิษย์หลัก ฯลฯ ทุกคนจะต้องแห่แหนมาที่นี่!
ทุกคนเริ่มแตกตื่น ส่งเสียงสนทนาดังอื้ออึงไปทั่ว!
แต่เป็เพราะว่าซือตู๋ จิน มีนิสัยใจต่ำช้าโเี้ ศิษย์กว่า 20 ชีวิตที่นี่ จึงไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือมัน
ณ เวลานี้อู่ อวี้นั้นไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหาร จะมีผู้ใดกันคิดรนหาที่ตายตนเอง ด้วยการแส่ยื่นมือเข้าไปช่วย แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดเต็มใจ ต่อให้พวกมันจะมีระดับพลังสูงกว่าอู่ อวี้ก็ตาม แต่การที่พวกมันยอมเสี่ยงชีวิตเฝ้าดู ก็เพราะ้าเป็สักขีพยานเหตุการณ์นองเืครั้งนี้เท่านั้น การดับลมหายใจของซือตู๋ จินสำหรับพวกมันแล้ว นับว่าเป็ความเสี่ยงที่คุ้มค่าไม่น้อย
* อ๊ากกกก! *
ซือตู๋ จินส่งเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ร่างกายของมันสั่นเทา ขณะเพ่งมองไปยังซากศพของหลิว มู่เซว่ สายตาของมันเลิ่กลั่กอย่างลนลาน ทันใดนั้นก็มีร่างร่างหนึ่งล้มทับลงบนกายของมัน ซือตู๋ จิน รีบผลักร่างร่างนั้นให้ออกห่างจากตัวอย่างทุลักทุเล มันผลักร่างปริศนาลงไปบนพื้น แล้วทันใดนั้นเองดวงตาของมันก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อร่างปริศนาที่ว่านั้นมันไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับเป็ร่างของฮั้วเฉียน ดวงตาของนางเบิกโพลงจ้องมองมาทางซือตู๋ จิน
“ฮั้วเฉียน!”
สตรีผู้มีรูปโฉมงดงามนางนี้ คือสตรีที่มันมีใจพิศวาส แต่วันนี้นางกลับถูกสังหารด้วยน้ำมือของอู่ อวี้ สายตาของฮั้วเฉียนยังคงเบิกโพลงจับจ้องมองมาที่มัน
กลิ่นอายอันเย้ายวนชวนหลงใหล บัดนี้มันค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับลมหายใจของนาง ร่างกายของนางเย็นเยียบ และ ในไม่ช้านานจะเหลือเพียงเถ้ากระดูก ความงามของนางไม่สามารถดึงดูดใจของซือตู๋ จิน ได้อีกต่อไป สิ่งที่ซือตู๋ จิน มีให้กับร่างไร้ลมหายใจของนางตอนนี้ก็คือ ความหวาดกลัว
“เหวออออออออ ไปไกล ๆ ข้า ...” ซือตู๋ จิน กรีดร้องออกมาด้วยความใอย่างลืมความเ็ป ความหวาดกลัวท่วมท้นภายในจิตใจของมัน มันหวนนึกถึงสิ่งที่กระทำลงไปนั้นช่างเลวร้าย ต่อให้เวลานี้มันสำนึกผิด หรือ เสียใจก็สายเกินไปอยู่ดี เพราะไม่อาจเปลี่ยนแปลงการกระทำในอดีตของมันได้
“ซือตู๋ จิน ข้าเกลียดเ้า!”
หวังยี่หยางคือคนสุดท้าย มันเดินโซเซแล้วทรุดตัวลงนั่งลงข้าง ๆ ซือตู๋ จิน ซึ่งแววตาของมันได้มองค้อนมายัง ซือตู๋ จิน ต่อมาลมหายใจหืดหอบเฮือกสุดท้าย ลอดผ่านริมฝีปากออกมาก่อนที่มันจะสิ้นลม
อู่ อวี้ สังหารไปแล้วสาม! ยังเหลืออีกหนึ่ง!
ฮือฮา!
ซือตู๋จินลนลานด้วยความหวาดกลัว มันจ้องมองไปยังกระบี่อาบโลหิตในมือของอู่ อวี้ ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันเจิดจ้าร้อนระอุ ิัของอู่อวี้ได้ส่องประกายแสงสีทองระยิบระยับ ราวกับเส้นไหม ซึ่งปรากฏออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้แต่ดวงตาของอู่อวี้ก็ยังสาดประกายแสงสีทองออกมา ซึ่งมันสร้างความสับสนงงงวยขึ้นภายในจิตใจของซือตู๋ จินอย่างยิ่ง
เื่ใหญ่แน่!
ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาิเทียน ต่างลุ้นระทึกกับภาพ เหตุการณ์จนแทบลืมหายใจ
“ถึงตาเ้าแล้ว” อู่อวี้ก้าวขาไปหาซือตู๋ จินอย่างช้า ๆ ซึ่งในความเป็จริงแล้วนับว่าซือตู๋ จินนั้นโชคดีมาก ที่มันไม่ต้องตกตายไปเป็คนแรก
แต่ความโชคร้ายก็คือ มันต้องมาเห็นภาพการตายของสหาย หวังยี่หยาง!
ความหวาดกลัว และ ความเ็ปเปี่ยมล้นจนสุดระงับ ทันทีที่มันเห็นอู่ อวี้ย่างก้าวเดินมาหามันอย่างช้า ๆ มันรีบเขยิบถอยหลังล่นออกไปด้วยความหวาดกลัว ความกดดันที่ถาโถมเข้ามา ทำให้มันไม่อาจควบคุมกระเพาะปัสสาวะของตนเองได้ แล้วในที่สุดมันก็ปัสสาวะราดกางเกงอย่างสุดจะควบคุม
“เ้ารนหาที่ตายเอง!”
ทันใดนั้น ขณะอู่ อวี้กำลังลงมือสังหารซือตู๋ จิน ซือตู๋ คังก็ปรากฏกายขึ้น อู่ อวี้ชะงักคมดาบหยุดลงอีกครั้ง ศิษย์ที่อยู่โดยรอบต่างรู้สึกว่าซือตู๋ จินนั้นหนังเหนียวยิ่งนัก ขณะที่มันกำลังลาจากลมหายใจสุดท้าย แต่แล้วมันก็ถูกช่วยไว้อีกครั้ง
ก่อนจะมาที่นี่ซือตู๋คัง กำลังร่ำสุราอย่างสนุกสนานกับเหล่าสหายของมัน และ คิดว่าซือตู๋ จินกำลังจัดการปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น มันไม่คาดคิดว่าสหายของน้องชายจะตกตายไปถึง 3 คน ส่วนน้องชายของมันก็าเ็สาหัส เป็ตายเท่ากัน!
ชายรูปร่างสูงกว่าซือตู๋ จิน ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าของอู่ อวี้ หน้าตาของมันมีความละม้ายคล้ายกับซือตู๋ จินมาก แตกต่างกันตรงที่ไม่มีรัศมีความเย่อหยิ่ง มันดูเยือกเย็นสุขุม มันสวมใส่ชุดเกราะเช่นเดียวกับแม่ทัพ
“พี่ใหญ่ฆ่ามัน! กำจัดมันที!!!” ซือตู๋ จินกรีดร้องขึ้น พี่ชายของมันอยู่ในระดับสละร่างขั้น 7 เป็เพราะว่าขยันหมั่นฝึกปรือมากว่าซือตู๋ จินถึง 10 เท่า
สละร่างขั้นตอนที่ 7 นี้มีชื่อเรียกว่า “กำหนดลมหายใจ” ในขั้นตอนนี้คือการหล่อหลอมสมองให้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้น ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนจะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวะโ ซึ่งสูงกว่าสละร่างขั้นที่ 6 หลังจากกำหนดลมหายใจผู้ฝึกตนจะตระหนักรู้ถึงเส้นทางวิถีะ จะััได้ถึงความก้าวหน้าแบบก้าวะโ!
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะสับร่างของเ้าให้แหลกเป็ชิ้น ๆ เพื่อทะลวงเข้าไปสู่วิถีแห่งเซียนะ!” ซือตู๋ คัง ดึงกระบี่ออกจากฝักกระบี่ ใบกระบี่กว้าง คมกริบ ดูแข็งแกร่ง ซึ่งใกล้เคียงกับกระบี่ปราบมาร
อู่ อวี้ เป็คนแยกแยะผิดถูกได้อย่างชัดเจน เขาเลยตอบกลับไปว่า “เ้ากับข้าไม่มีความแค้นต่อกัน ฉะนั้นจงหลีกทางไป ข้าไม่้าจะสังหารเ้า”
ซือตู๋ คังยิ้มอย่างเ็าแล้วกล่าวว่า “แต่เ้าทำผิดมหันต์ ฉะนั้นข้าจะสังหารเ้าซะ!”
น้องชายคนกลางต้องพ่ายแพ้ให้กับมันผู้นี้ ซ้ำร้ายยังถูกตัดแขน สหายสนิททั้ง 3 ก็ถูกสังหารจนไม่เหลือ แล้วไยตัวมันจะไม่โกรธแค้นแทนกันได้!? นอกจากนี้มันยังมีข้ออ้างในการสังหาร ฉะนั้นถึงเขาอาจจะโดนลงโทษ … ฐานสังหารศิษย์ร่วมสำนัก แต่บทลงโทษที่จะได้รับก็คงไม่หนักหนาสาหัสอะไร
ส่วนผู้กระทำผิดร้ายแรง อย่างซือตู๋ จินเองก็ยังไม่ถูกสังหารไปด้วย แม้ว่าอาการาเ็ของมันจะหนักหนาสาหัสมากพอดู แต่ถ้ามันได้ทรัพยากรมากเพียงพอ ส่วนที่ถูกตัดขาดออกไปก็ยังสามารถเชื่อมต่อกันได้อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อสังหารซือตู๋ จินให้ได้ เขาคงต้องข้ามศพซือตู๋ คังไปก่อน
อู่ อวี้ ไม่มีทางเลือก!
ภายใต้สายตาของผู้ชมจำนวนมาก อู่ อวี้จับกระบี่ปราบมารแล้วย่างเท้าขึ้นไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงพื้นได้สร้างแรงกดดันมหาศาล ส่งผลให้พื้นที่เขาก้าวเหยียบแตกกระจายเป็ชิ้นๆ หลังจากได้สังหารสหายทั้ง 3 ของซือตู่ จินไปแล้ว ในครั้งนี้เจตนาฆ่าอย่างรุนแรงได้แผ่ออกมาอีกครั้ง แล้วดูเหมือนว่ามันจะรุนแรงมากกว่าครั้งก่อน
“แหวกมหาสมุทร”
“กระบี่สังหารปลาวาฬ แห่งบูรพาสมุทร!”
.........................................................................................................................................