อากาศภายในแกลเลอรีแห้งแล้งจนแผ่นกระดาษบนโต๊ะขอบงอขึ้นเล็กน้อย
ความชื้นสัมพัทธ์ในเมืองหลวงลดต่ำลงอย่างรวดเร็วหลังพายุหิมะผ่านพ้นไปทิ้งไว้เพียงลมเหนือที่พัดหอบเอาฝุ่นผงและเศษขยะพลาสติกปลิวว่อนไปตามถนน
เคทนั่งอยู่หลังโต๊ะกระจกตัวเดิมวันนี้เธอสวมเสื้อคอเต่าสีเทาเข้มเนื้อหนา ปลายแขนเสื้อถูกดึงลงมาจนคลุมข้อนิ้วมือิับริเวณหลังมือและขอบเล็บของเธอแห้งลอกเป็ขุยสีขาวอาการตึงรั้งที่ผิวหน้าทำให้เธอรู้สึกรำคาญทุกครั้งที่ขยับริมฝีปาก
บนโต๊ะมีแก้วกาแฟกระดาษวางอยู่รอยลิปสติกบาล์มติดอยู่ตรงขอบฝาพลาสติก กาแฟด้านในพร่องไปเพียงครึ่งเดียวรสชาติของมันขมปร่าและมีกลิ่นเหม็นไหม้ติดอยู่ที่โคนลิ้นเคทไม่ได้หยิบมันขึ้นมาดื่มอีก หญิงสาวกำลังจดจ่ออยู่กับสมุดบัญชีเล่มหนาปลายปากกาหมึกซึมในมือขยับเขียนตัวเลขรายรับและรายจ่ายประจำวัน
เสียงเครื่องยนต์ของรถตู้ส่งของดังกระหึ่มอยู่ด้านนอกบานกระจกหน้าร้านสั่นะเืเบาๆ ตามแรงอัดของคลื่นเสียง
ประตูถูกผลักเปิดออกลูกค้าชายวัยกลางคนในชุดโค้ตกันหนาวสีดำก้าวเข้ามากลิ่นของบุหรี่ที่เพิ่งสูบเสร็จใหม่ๆผสมกับกลิ่นควันท่อไอเสียลอยคลุ้งเข้ามาปะทะจมูกรองเท้าหนังของเขาย่ำลงบนพื้นไม้ลามิเนต ทิ้งรอยคราบน้ำโคลนสีเทาเป็รอยประทับ
"มีภาพวาดสีน้ำไหม ผมอยากได้ภาพทิวทัศน์โทนสว่างๆไปแขวนในห้องนั่งเล่น" เสียงของเขาดังก้องเกินความจำเป็
"ทางเราจัดแสดงเฉพาะงานสีน้ำมันและสีอะคริลิกค่ะโทนสีส่วนใหญ่เป็โทนหม่น" เคทตอบ เสียงของเธอราบเรียบไม่มีการปรับระดับความนุ่มนวลเพื่อเอาใจลูกค้า หญิงสาวไม่ได้ละสายตาจากสมุดบัญชี
"แกลเลอรีแบบไหนกันถึงไม่มีงานสีน้ำขาย"ชายคนนั้นบ่นพึมพำด้วยความหงุดหงิดเดินวนดูภาพวาดบนผนังเพียงสองสามนาทีก่อนจะเดินกระแทกส้นเท้าออกจากร้านไปปล่อยให้บานประตูกระจกปิดกระแทกกรอบอะลูมิเนียมดังสนั่น
เคทวางปากกาลง
อาการปวดเมื่อยที่สะบักหลังฝั่งซ้ายลามขึ้นมาถึงต้นคอกล้ามเนื้อบริเวณนั้นจับตัวเป็ก้อนแข็งเกร็งหญิงสาวยกมือขึ้นบีบนวดหลังคอตัวเองเบาๆความเหนื่อยล้าทางกายภาพทำให้หนังตาของเธอหนักอึ้ง เธอไม่ได้รู้สึกเสียดายยอดขายไม่ได้โกรธเคืองมารยาทของชายคนนั้น เธอเพียงแค่รู้สึกรำคาญกลิ่นบุหรี่ที่หลงเหลืออยู่ในอากาศและรำคาญรอยโคลนบนพื้น
เธอเดินไปหลังร้านหยิบไม้ถูพื้นชื้นๆ ออกมาเช็ดคราบโคลนนั้นออก
เมื่อทำความสะอาดเสร็จเคทเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์ เธอหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กที่บรรจุพู่กันออกมาเปิดฝาหญิงสาวเริ่มหยิบพู่กันออกมาวางเรียงบนโต๊ะทีละด้าม
หนึ่งสอง สาม สี่
เธอเรียงมันตามขนาดของหัวพู่กันจัดระยะห่างระหว่างด้ามให้ขนานกันอย่างเป็ระเบียบ เมื่อเรียงครบสิบห้าด้ามเธอกวาดสายตามองมันครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมันเก็บใส่กล่องตามลำดับเดิมแล้วเริ่มต้นหยิบมันออกมาวางเรียงใหม่อีกครั้ง
หนึ่งสอง สาม สี่
มันเป็พฤติกรรมที่ไร้จุดหมายเคทไม่ได้กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อวาดภาพเธอเพียงแค่ใช้การนับจำนวนและการจัดระเบียบสิ่งของตรงหน้าเป็เครื่องมือในการตรึงสติสัมปชัญญะที่กำลังกระจัดกระจายให้อยู่กับร่องกับรอยเธอจัดเรียงพู่กันชุดนั้นซ้ำเป็รอบที่สาม กล้ามเนื้อที่ปวดร้าวและการประมวลผลที่เชื่องช้าของสมองทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะปล่อยให้ตัวเองอยู่นิ่งๆ
ห้าหก เจ็ด
ปลายนิ้วที่แห้งกร้านัักับด้ามไม้เคลือบเงาเคทปิดฝากล่องไม้ดังฉับ เธอหยิบสมุดบัญชีขึ้นมาดูอีกครั้ง จ้องมองคำว่า 'ค่าอุปกรณ์' ที่เขียนค้างไว้จู่ๆ สมองของเธอก็ว่างเปล่า เธอจำวิธีสะกดคำว่า 'อุปกรณ์'ในภาษาอังกฤษไม่ได้ ตัวอักษร E และ Q ลอยสลับตำแหน่งกันอยู่ในหัวหญิงสาวจ้องมองหน้ากระดาษอยู่นานเกือบสิบวินาที ก่อนจะตัดสินใจพับสมุดบัญชีปิดลง
เธอเดินไปที่ประตูรูดบานม้วนเหล็กลงมา ล็อกกุญแจแม่กุญแจทองเหลืองดังกริ๊ก
เคทหมุนตัวเดินออกไปได้สามก้าวก่อนที่ฝีเท้าของเธอจะชะงัก หญิงสาวเดินย้อนกลับมาที่หน้าประตูเอื้อมมือไปกระชากแม่กุญแจแรงๆ สองครั้งเพื่อทดสอบว่ามันถูกล็อกแ่าแล้วจริงๆเธอทำแบบนั้นอีกครั้ง ก่อนจะยอมหมุนตัวเดินจากไปปล่อยให้เมืองหลวงที่วุ่นวายกลืนกินร่างของเธอเข้าไปในฝูงชน
...
แสงไฟนีออนสเปกตรัมสีขาวซีดสาดส่องลงมากระทบแผ่นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์
ชั้นสี่สิบสองของอาคารสำนักงานShenConsortium ถูกตัดขาดจากสภาพอากาศภายนอกอย่างสิ้นเชิงอุณหภูมิถูกตรึงไว้ที่ยี่สิบเอ็ดองศาเซลเซียสอากาศที่ผ่านระบบกรองปราศจากฝุ่นละอองแต่กลับมีความแห้งกระด้างที่ทำให้เยื่อบุลำคอระคายเคือง
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานกระจกตัวใหญ่แผ่นหลังของเขาตั้งตรงเป็เส้นขนานกับพนักพิงเก้าอี้สูทสามชิ้นสีดำขลับที่สวมใส่อยู่ไม่มีรอยยับแม้แต่มิลลิเมตรเดียวเนกไทถูกรัดแน่นจนชิดกระเดือกเขากำลังใช้สายตากวาดมองเอกสารสัญญาฉบับพิมพ์ใหม่ที่เพิ่งถูกนำมาวางบนโต๊ะ
มันคือเอกสารที่มีความหนาห้าสิบหน้ากระดาษ
มือขวาของเขากำปากกาหมึกซึมด้ามสีดำสนิทปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางมีอาการชาหนึบเป็ระยะ มันไม่ใช่ความเ็ปแต่มันคือความรู้สึกเหมือนมีมดตัวเล็กๆ ไต่ยุกยิกอยู่ใต้ิัชายหนุ่มขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อข้างแก้มกระตุกเป็จังหวะอาการปวดขมับที่คุ้นเคยยังคงฝังตัวอยู่ลึกๆแผ่รังสีความรำคาญออกมารบกวนการทำงานของระบบประสาท
เขาพลิกกระดาษไปที่หน้าสิบแปด
สายตาของเขาหยุดลงที่ย่อหน้าที่สี่บรรทัดที่สอง
ช่องไฟระหว่างคำว่า'ผลประโยชน์' และคำว่า 'ร่วมกัน' มีระยะห่างมากกว่าปกติประมาณหนึ่งมิลลิเมตรมันเกิดจากการเคาะสเปซบาร์สองครั้งแทนที่จะเป็ครั้งเดียวของพนักงานพิมพ์ดีดมันไม่มีผลต่อความหมายทางกฎหมายไม่มีใครบนโลกนี้จะสังเกตเห็นหรือใส่ใจกับความผิดพลาดระดับไมโครสโคปนี้
เสิ่นเยี่ยนฉือกดนิ้วชี้ซ้ายลงบนปุ่มอินเตอร์คอม
"เรียกผู้จัดการฝ่ายร่างสัญญาเข้ามาพบฉันเดี๋ยวนี้"เสียงของเขาแหบและเย็นเยียบ
ไม่ถึงสองนาทีชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาก็เปิดประตูเข้ามาในห้องด้วยท่าทีลุกลน
"ท... ท่านประธานมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ"
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเขาหมุนเอกสารหน้าสิบแปดกลับไปทางอีกฝั่งของโต๊ะเคาะปลายปากกาลงบนช่องว่างขนาดหนึ่งมิลลิเมตรนั้นสองครั้งเสียงโลหะกระทบกระจกดังฉาดชัดเจนในความเงียบ
"นี่คือผลงานของแผนกคุณใช่ไหม"
ผู้จัดการก้มลงมองพยายามเพ่งสายตาหาความผิดปกติ
"เอ่อ... ข้อความส่วนนี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการครับท่าน"
"ฉันไม่ได้ถามเื่กฎหมาย" เสิ่นเยี่ยนฉือสวนกลับน้ำเสียงของเขาไม่ได้สูงขึ้นแต่มันอัดแน่นไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่ถูกกดทับไว้อย่างมิดชิด
"ฉันถามถึงความหละหลวมในการตรวจสอบเอกสาร ช่องไฟตรงนี้เคาะสองครั้งมันทำลายรูปแบบการจัดหน้าทั้งหมดคุณปล่อยให้เอกสารที่ไม่มีความเป็มืออาชีพแบบนี้มาวางบนโต๊ะฉันได้ยังไง"
ผู้จัดการอ้าปากค้าง
"แต่... ท่านครับ มันเป็แค่..."
"กลับไปพิมพ์ใหม่ทั้งหมด ห้าสิบหน้า" ชายหนุ่มออกคำสั่งเด็ดขาด
"และถ้าฉันเจอความผิดพลาดแบบนี้อีกแม้แต่จุดเดียวคุณเตรียมเขียนใบลาออกได้เลย"
ผู้จัดการรีบรวบเอกสารทั้งหมดแล้วเดินถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เสิ่นเยี่ยนฉือเอนหลังพิงเก้าอี้เขายกมือขึ้นลูบสันจมูกตัวเองแรงๆการะเิอารมณ์ใส่ความผิดพลาดที่ไร้สาระไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นมันไม่ได้ช่วยลดอาการปวดกราม ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแปลกแยกในอกหายไป
เขาเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารอีกเล่มขึ้นมาเปิด
ขอบกระดาษที่คมกริบบาดเข้าที่ปลายนิ้วชี้ของเขาเืสีแดงสดซึมออกมาเป็เส้นบางๆเสิ่นเยี่ยนฉือมองหยดเืนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เขาไม่ได้หยิบทิชชูมาซับไม่ได้รู้สึกเ็ป ชายหนุ่มเพียงแค่ขยับนิ้วหลบไม่ให้เืเปื้อนเอกสารแล้วบังคับสายตาให้กวาดอ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษต่อไปพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะตรึงตัวเองไว้กับระบบและระเบียบโดยปฏิเสธที่จะยอมรับว่าร่างกายของเขากำลังส่งเสียงกรีดร้องอย่างเงียบๆ
...
เครื่องช่วยหายใจส่งเสียงสูบฉีดอากาศเป็จังหวะสม่ำเสมอสลับกับเสียงบี๊บเตือนของจอมอนิเตอร์วัดสัญญาณชีพ
กู้เหยียนโจวยืนอยู่ปลายเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียูกลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อเกรดอุตสาหกรรมผสมกับกลิ่นยาปฏิชีวนะเหม็นฉุนจนแสบจมูกเสื้อสครับสีเขียวของเขามีรอยยับย่นเป็ทางยาวตรงหน้าท้อง กลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆและกลิ่นกาแฟคั่วกระป๋องที่บูดคาแก้วลอยติดอยู่ตามใยผ้า หนวดเคราที่ไม่ได้โกนมาสามวันขึ้นเป็ตอแข็งๆรอบริมฝีปากและคาง
ศัลยแพทย์หนุ่มยืนทิ้งน้ำหนักลงบนขาขวาไหล่ทั้งสองข้างห่อตกลงตามแรงโน้มถ่วง
เขาเพิ่งจัดการใส่ท่อช่วยหายใจให้คนไข้เคสวิกฤตเสร็จสิ้นร่างกายของเขาเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอดอย่างสมบูรณ์แบบมันเป็การทำงานที่ไม่ได้พึ่งพาสมองส่วนหน้าอีกต่อไปแต่พึ่งพากล้ามเนื้อความทรงจำที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงกระเพาะอาหารของเขาหดเกร็งและส่งสัญญาณคลื่นไส้ออกมาเป็ระลอกความหิวที่ถูกละเลยมานานกว่าสิบหกชั่วโมงแปรเปลี่ยนเป็ความปวดมวน
"หมอกู้ ผลแล็บของเตียงแปดออกแล้วค่ะ" พยาบาลยื่นแท็บเล็ตให้เขา
กู้เหยียนโจวรับมันมาถือไว้แสงสว่างจากหน้าจอแท็บเล็ตแทงเข้าตาจนเขารู้สึกปวดแสบปวดร้อน เขาต้องกะพริบตาถี่ๆเพื่อขับไล่อาการพร่ามัว ชายหนุ่มจ้องมองตัวเลขค่าเม็ดเืขาวและค่าไตบนหน้าจอ
‘WBC18,000... Creatinine 2.1...’
เขาอ่านตัวเลขเ่าั้ในใจแต่ความหมายของมันกลับไม่ได้เชื่อมโยงเข้ากับระบบการวินิจฉัยในสมองทันทีมันมีช่องว่างแห่งความว่างเปล่านานถึงสี่วินาทีเต็มกว่าที่สมองของเขาจะแปลผลได้ว่าคนไข้กำลังมีภาวะติดเชื้อและไตทำงานผิดปกติ
การประมวลผลที่ล่าช้าลงเรื่อยๆนี้คือสัญญาณเตือนที่อันตรายที่สุด
"ออเดอร์ยาฆ่าเชื้อ... ตัวเดิม" เขาพูดเสียงแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบ
"แล้วเพิ่มไอวีฟลูอิด..."
เขาหยุดพูดไปกลางประโยค
พยาบาลเงยหน้าขึ้นมอง
"เพิ่มเท่าไหร่คะหมอ"
กู้เหยียนโจวนิ่งอึ้งเขาพยายามนึกคำนวณปริมาณน้ำเกลือที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวคนไข้แต่วิธีการคูณตัวเลขง่ายๆ กลับหายไปจากหัวของเขาอย่างสิ้นเชิง มันตื้อตันไปหมดชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นนวดคลึงท้ายทอยของตัวเองอาการปวดตึงที่เส้นเอ็นลามขึ้นมาถึงกระโหลกศีรษะ
"แป๊บหนึ่ง" เขาบอก สูดลมหายใจเข้าลึกผ่านปากที่แห้งผาก
เขาเดินไปที่สเตชันพยาบาลทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้มีล้อ ดึงกระดาษโน้ตแผ่นเล็กมาวางตรงหน้าหยิบปากกาขึ้นมาเขียนตัวเลขน้ำหนักคนไข้แล้วเริ่มคูณตัวเลขด้วยการทดเลขแบบเด็กประถม เขาไม่สามารถคิดเลขในใจได้อีกต่อไปศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องพึ่งพาการทดเลขบนกระดาษเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่จะส่งผลถึงชีวิต
มือของเขาสั่นขณะเขียนตัวเลขอาการสั่นนั้นไม่ได้มาจากความกลัวหรือความรู้สึกผิดมันเป็เพียงการกระตุกของเส้นประสาทที่สูญเสียการควบคุม
เขาเขียนตัวเลขเสร็จยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้พยาบาลโดยไม่สบตา
"ตามนี้ครับ"
กู้เหยียนโจวหมุนเก้าอี้หันหน้าเข้าหากำแพงเปล่าๆเขายกข้อศอกขึ้นตั้งบนโต๊ะ ซบใบหน้าลงบนฝ่ามือทั้งสองข้าง