“พวกนั้นเลือกที่จะลงไปในหลุมไหน”
จักรพรรดิเลือกที่จะยิงคำถามมาหลังจากที่หญิงสาวตามติดไปดูความเคลื่อนไหวของโรเบิร์ต
หญิงสาวมีท่าทีอ้ำอึ้ง
“เอ่อ...พวกเขาเลือกที่จะลงไปในหลุมที่ยากที่สุด”
“ข้าว่าแล้วว่าพวกเขาต้องตัดสินใจไปแบบนั้น แน่นอนว่ามันเป็นความผิดของข้าเองที่ไม่ได้บอกพวกเขาไปว่าหลุมนั้นมันถูกแทรกแซงจากภายนอกจนมันไม่ใช่อาณาเขตที่แวมไพร์ครอบครองอีกต่อไปแล้ว”
จักรพรรดิครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง
“เจ้าตามพวกเขาไปเถอะ”
“เดี๋ยวก่อนจะให้ตามไป...”
“ท่านพี่”
หญิงสาวหยุดชะงักหลังจากจักรพรรดิเรียกเธอด้วยคำที่เปลี่ยนไป
“ท่านยังเลือกที่จะยึดติดอยู่กับเจ้านั่นอยู่อีกหรือ ทำไมถึงได้จมปลักกับที่นี่นักละ คนที่ต้องการท่านและอยากให้ท่านเป็นตัวช่วยที่สำคัญมาอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว หรือว่าท่านเลือกที่จะปล่อยผ่านไปแบบเมื่อตอนนั้นอีก ท่านก็เห็นแล้วนิว่าการที่ท่านปล่อยผ่านไปคราวนั้นได้ทำให้คนที่ท่านได้มอบหัวใจให้ต้องจบชีวิตลงไป นี่ข้าไม่ได้จะทำให้ท่านหวนคิดถึงเรื่องที่ไม่ดีแต่ให้คิดถึงในหลายๆส่วน เขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าแวมไพร์ไม่สิเป็นรัชทายาทแห่งความมืดที่อยู่เหนือพวกเราเป็นดั่งผู้กล้าของเผ่าพวกเราแล้วมีเหตุผลอะไรที่ท่านต้องปฏิเสธมันด้วยละ”
หญิงสาวนิ่งเงียบพร้อมกับหลับตาลงเส้นผมสีดำที่พลิ้วไหวก็เปลี่ยนกลายเป็นสีแดงที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้อยู่ ดวงตาสีแดงที่งดงามก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ
หญิงสาวลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก่อนจะพูดอะไรออกมา
“ได้ ข้าจะไปช่วยพวกเขาถ้าเกิดว่ามันไม่เป็นไปตามที่หวังแล้วละก็ ข้าจะทอดทิ้งพวกเขาและครั้งนี้มันก็จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ข้าจะตัดสินใจแบบนี้ และก็ขอพูดในฐานะพี่สาวของเจ้าหน่อยก็แล้วกัน จงระวังคนที่เจ้าเชื่อใจที่สุดเอาไว้ให้ดี”
หญิงสาวเดินหายไปจนลับสายตาของจักรพรรดิ
จักรพรรดิมองไปยังวิหารแห่งหนึ่งที่ห่างไกลออกไปนับหมื่นๆกิโลเมตรก่อนที่จะหายตัวจากไปตรงนั้น...
..........
หลังจากที่ลงมาจนถึงจุดที่เท้าสัมผัสกับพื้นได้ผมก็มองสำรวจโดยรอบไปสักระยะก่อนจะรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่เขตแดนควบคุมของแวมไพร์แต่มันคือที่อื่น บางทีอาจเป็นจุดที่องค์กรแปดดาราแห่งแสงและกลุ่มปีกสวรรค์เลือกที่จะเป็นจุดทำลายเผ่าแวมไพร์ด้วยแผนการอันแยบยลก็เป็นได้
“รีสพวกเราเลือกมาถูกที่แน่ใช่ไหม”
“ดูเหมือนว่าพวกเราคงมาผิดที่แล้วแหละค่ะพี่ชาย แต่ไม่เป็นไรถ้าเกิดพลาดขึ้นมาก็คงไม่รอดกันทั้งคู่นั่นแหละ”
“เอ่อ...เธอทำไมดูสบายใจแปลกๆไม่รู้สึกกังวลบ้างเลยเหรอ”
“ไม่เลยค่ะ ตราบใดที่มีพี่ชายอยู่ข้างๆไม่มีอะไรให้รีสกังวลได้หรอกต่อให้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดก็ตาม”
“ระ...รีสไม่คิดเลยเหรอว่าช่วงนี้ตัวติดพี่มากกว่าเดิม”
“ก็เคยบอกไปแล้วพี่ชายคิดไปเอง พวกเราก็ใกล้ชิดกันแบบนี้ตลอดนั่นแหละค่ะ”
“จริงเหรอ”
ผมบอกตามตรงว่าถ้าเมื่อก่อนถูกยั่วยวนมาแบบนี้ผมคงไม่วายจับรีสกดลงแล้วทำเรื่องแบบนั้นไปแล้วแต่เนื่องจากการควบคุมพลังของผมดีขึ้นมากมันก็เลยทำได้แค่เกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้นมาโดยเฉพาะหัวใจที่เต้นรุนแรงมากกว่าที่ควรเป็น
ทางรีสเองก็ไม่ได้ต่างกันไปมากนักแต่เธอเลือกที่จะค่อยๆเข้าหาในเมื่อมีเป้าหมายที่ต้องทำก็ต้องเริ่มทำไม่ใช่รอคอยว่าสักวันมันจะเป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะถ้าทำแบบนั้นโอกาสบางอย่างคงได้เสียไปตลอดกาลแน่นอน
“พี่ชายดูนั่นสิ”
“หืม! ดูอะไรมันไม่เห็นมีอะไรเลยนิ”
ในเวลาเดียวกันแก้มของผมก็รู้สึกได้ถึงริมฝีปากอันแสนนุ่มนวลที่สัมผัสลงไปที่แก้มของผมเอง
คนที่ทำแบบนั้นก็คือรีส ในตอนนี้เธอก็เดินหนีไปข้างหน้าไกลมากแบบไม่มองหลังกลับมาทิ้งผมที่กำลังตกตะลึงแบบนั้นอยู่คนเดียว
ส่วนลึกสุดในใจของผมตอนนี้มันไม่ได้มองรีสเหมือนเดิมแล้วไม่สิมันชัดเจนมาตั้งนานแล้วต่างหาก
ผมที่ยืนแข็งค้างแบบนั้นก็เริ่มได้สติกลับมาก่อนที่จะเดินตามรีสไป
ถึงแม้ผมจะเดินตามเธอไปทันแล้วแต่อาการกระอักกระอ่วนก็ตามมา
"เอ่อ...คือว่าถึงข้างหน้าตรงนั้นก็พักก่อนก็แล้วกัน"
"พี่ชาย พี่ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอกตอนนี้ต้องรีบเดินเข้าไปด้านในก่อน"
"นะ...นั่นสินะ ด้านใน รีส...ระวัง!"
ผมโอบร่างของรีสเบี่ยงหลบคลื่นพลังที่แปลกประหลาดที่พุ่งเข้ามาหารีส ทำให้พลังนั้นพลาดเป้าหมายของมันไปจากนั้นคลื่นพลังก็พุ่งเข้ากระทบกับอะไรบางอย่างทำให้เกิดรอยแยกที่แผ่พลังแห่งมิติระดับสูงสุดอันรุนแรงออกมาแน่นอนว่ามันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมาที่ผมแต่มันส่งผลอันรุนแรงไปยังรีสทำให้เธอกระอักเลือดออกมาไม่หยุด
ผลกระทบจากพลังแห่งมิติระดับสูงสุดไม่มีใครในโลกจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลสามารถต้านทานมันได้อย่างแน่นอนสำหรับผมนั้นมันเป็นข้อยกเว้น
“รีสอย่าหลับเด็ดขาดนะถ้าเธอหลับไปเธอได้ตายจริงๆแน่อดทนไว้ก่อนเชื่อในตัวของพี่”
รีสที่จะพูดก็ทำไม่ได้เพราะถ้าทำผลกระทบมันจะยิ่งรุนแรงแค่ยืนอยู่เฉยๆเลือดในตัวก็พรั่งพรูออกมาแล้วถ้าขยับเขยื้อนมันก็เหมือนกับการกระตุ้นเร่งให้รับพลังแห่งมิติเข้ามาในร่างกาย
ในระหว่างนั้นเองผมรีบใช้พลังทั้งหมดของตนเองโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยชีวิตของรีสโดยการใช้ทักษะรังสรรค์จากนั้นก็เพิ่มระดับความสามารถมันด้วยทักษะอัพเกรดจนสามารถสร้างทักษะที่ทำให้รีสต้านทานพลังแห่งมิติได้อย่างสมบูรณ์แต่น่าเสียดายที่มันไม่อาจมอบให้โดยตรงสำหรับผมแล้วกฎเกณฑ์อาจไม่ส่งผลแต่กับคนอื่นไม่ใช่
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ล้วนอยู่ใต้กฎเกณฑ์เหล่านั้นทำให้ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะนำทักษะนี้เข้าไปไว้ในระบบความเป็นจริงของรีสที่มีกำแพงขนาดใหญ่อย่างกฎเกณฑ์ขวางกั้นอยู่
รีสเริ่มที่จะอาการรุนแรงมากขึ้นจากผลกระทบที่เธอไม่คาดฝัน เธอคิดว่าตนเองสามารถรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างได้แต่เธอลืมไปแล้วว่าพลังที่นอกเหนือจากนั้นมันไม่ได้มีแค่ที่เธอรู้จักนอกจากนั้นมันยังมีพลังอย่างพลังแห่งมิติที่ไม่ได้ขึ้นกับสิ่งใดทั้งสิ้นมันเป็นเอกเทศและแปลกประหลาด
“พี่ชายทิ้งรีสไว้ที่นี่เถอะถ้ายังอยู่แบบนี้รีสจะพลอยทำให้พี่ชายลำบากไปด้วย”
“รีสอย่าพึ่งตัดใจนะถ้าเธอตัดใจในตอนนี้แล้วเรื่องที่เธอวาดฝันเอาไว้ว่าอยากท่องเที่ยวไปที่ต่างๆกับพี่ละเธอจะล้มเลิกแล้วเหรอ”
ดวงตาของรีสในตอนนี้มีหยาดน้ำตาไหลออกมา
“ช่วยไม่ได้นิค่ะ รีสไม่สามารถทำตามนั้นได้พี่ชายมีความสามารถที่จะไปได้ทุกที่แต่รีสนั้นไม่ได้เป็นแบบนั้น รีสอ่อนแอเกินไปรีสควรที่จะคิดได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าสักวันหนึ่งรีสต้องไม่สามารถติดตามพี่ชายไปไหนต่อไหนได้ตลอดและวันนั้นก็มาถึงแล้วตอนนี้.....ถึงแม้มันจะไม่เป็นอย่างที่หวังไว้แต่รีสก็มีความสุขแล้วที่ได้มีพี่ชาย และได้รู้จักความรัก”
“เดี๋ยว รีส...รีส”
รีสหมดสติไปในอ้อมกอดของผมทำให้ผมที่กำลังช่วยรีสร้อนรนมากขึ้นเพราะอุณหภูมิในร่างกายของรีสเริ่มที่จะเย็นลงอย่างเฉียบพลันส่วนพลังแห่งมิติก็ขยันขันแข็งพวกมันพยายามที่จะบดขยี้รีสที่เป็นสิ่งแปลกปลอม
“มันต้องมีสักวิธีสิ...”
ผมที่กำลังคิดหาวิธีที่จะช่วยรีสทันใดนั้นเองก็นึกไปถึงวิธีที่ผมเคยใช้มาตลอดและมันก็ได้ผลดีมาตลอดเช่นกันนั่นก็คือการเปลี่ยนรีสให้กลายเป็นแวมไพร์แต่ถ้าทำแบบนั้นรีสก็จะกลายเป็นวงศ์วานของผม ผูกมัดกับผมแบบนั้นไปตลอด ผมไม่อยากให้เธอมาผูกมัดกับผมแบบนั้น
ในเวลานี้ยังต้องคิดอีกเหรอ
ไม่จำเป็นแล้ว
ผมย้ายรีสเข้ามาในโลกลึกลับที่อยู่ในตัวของผมในห้องนอนที่คุ้นเคย
ผมฝังเขี้ยวของตนเองลงไปที่คอของรีส ตัวผมเองก็ไม่รู้ว่ามันยาวนานมากมายขนาดไหนแล้วแต่ว่าที่รู้ตอนนี้นั้นก็คือการช่วยรีสผมได้เริ่มทำในสิ่งที่ความคิดของผมบอกให้หยุดการกระทำที่ราวกับรุกล้ำรีสที่เป็นน้องสาวของตนเอง
ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่สามารถที่จะหยุดได้เพราะถ้าไม่ทำรีสอาจจบชีวิตลงได้มือของผมเลือกที่จะเปลื้องชุดของรีสออกไปให้หมดเผยร่างกายที่ขาวราวหิมะให้เห็นถึงร่างกายที่ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่แต่มันก็นับว่างดงามสมบูรณ์มาก
ผมปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกนำพาไปตอนนี้รีสก็อยู่ใต้ร่างของผมที่กำลังทำเรื่องอย่างว่ากับเธออยู่โดยที่รีสนั้นกำลังหมดสติและไม่สามารถรับรู้อะไรได้
มือของผมที่ลูบไล้ไปทั่วร่างกายของรีสมันมาหยุดลงในจุดที่ตำแหน่งที่เป็นจุดอ่อนไหวที่สุดของรีสจากนั้นก็กระตุ้นมันเบาๆจนมันได้เวลาที่ผมจะเริ่มต้นทำเรื่องแบบนั้นต่อไป
ผมร่วมรักกับรีสในเวลาต่อมาอารมณ์ความรู้สึกและความรู้สึกที่แท้จริงของผมมันถูกปลดปล่อยออกมาตลอดมานั้นแน่นอนว่าผมมองรีสเหมือนน้องสาวของตนเองจนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้วที่ผมเริ่มมองเธอเปลี่ยนไปไม่ใช่ในฐานะน้องสาวแต่เป็นอย่างอื่น
ความรู้สึกเหล่านั้นมันระเบิดออกมาผ่านการร่วมรักของผมกับรีสท่วงจังหวะทำนองที่ได้บรรเลงไปนั้นยาวนานจนไม่อาจรู้วันเวลาที่แท้จริงได้ จนผมหยุดการกระทำลงไปเมื่อรู้ว่ารีสมีความสามารถต้านทานพลังแห่งมิติที่ได้รับผ่านพลังของวงศ์วานแวมไพร์
ร่างกายของรีสฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆโดยที่ผมไม่จำเป็นต้องลงมือช่วยเหลืออะไรอีก ที่สำคัญตอนนี้ในตัวของรีสยังมีอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นมา
ผมใช้ทักษะรังสรรค์เสื้อผ้าออกมาให้ขนาดพอดีกับตัวรีสส่วนผมเองก็จำเป็นต้องใช้ชุดใหม่เหมือนกันเนื่องจากชุดเดิมนั้นโดนบดขยี้ไปแล้ว
ผ่านไปห้าชั่วโมงรีสที่กำลังฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยด้วยอาการสับสน
“นี่ฉันยังไม่ตายเหรอ”
“แน่นอนว่ายังไม่ตาย”
รีสสำรวจร่างกายของตนเองทั้งหมดก่อนที่จะอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงกับชีวิตอีกชีวิตหนึ่งที่กำลังถือกำเนิดขึ้นมาในตัวของเธอ
“พี่ขอโทษ ถึงแม้ว่าพลังที่พี่มีมันจะมากมายมหาศาลแต่ด้วยสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้ถูกยกเว้นโดยกฎเกณฑ์ทำให้พี่ไม่สามารถเลือกช่วยรีสด้วยวิธีอื่นได้นอกจากเปลี่ยนรีสให้กลายเป็นแวมไพร์ เป็นวงศ์วานของพี่ไปแบบนี้ ถ้าหากจะกล่าวโทษหรือต้องการจะทำอะไรก็เชิญรีสลงมันที่พี่เลยพี่จะไม่หลบหนีออกไปที่ไหนหรือว่าอยากจะฆ่าพี่เพื่อระบายความโกรธก็เชิญเลย”
รีสเธอในตอนนี้ไม่รู้จะพูดอะไรออกมาในสถานการณ์แบบนี้มันทั้งรู้สึกยินดีและซาบซึ้งในตัวผมในเวลาเดียวกัน เธอไม่คิดว่าตนเองวันหนึ่งจะได้มาอยู่ในสถานะแบบนี้แถมในร่างกายของเธอตอนนี้ก็มีหลักฐานชี้ชัดอีกต่างหากมันไม่มีอะไรน่าดีใจไปกว่านี้แล้วจริงๆถึงแม้จะอยากให้มันเป็นสถานการณ์ที่โรแมนติกมากกว่านี้ก็ตาม
“พี่ชายอย่าได้คิดแบบนั้นเลยรีสไม่ได้อยากจะกล่าวโทษอะไรพี่ชายเลยสักหน่อย ถ้ารีสบอกว่าสิ่งที่พี่ชายมอบมันให้รีสเป็นสิ่งที่รีสต้องการมาตลอดแล้วพี่ชายจะเปลี่ยนความคิดไหมละคะ”
ผมที่กำลังรอฟังคำพูดที่ต่อว่าของรีสก็ตกตะลึงในทันที
รีสไม่รอให้ผมพูดตอบกลับแต่เธอก็พูดต่อไปอีก
“ที่รีสบอกกับพี่ชายว่ารีสรักพี่ชายนั่นไม่ใช่ในฐานะพี่น้องหรอกนะแต่เป็นในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งต่างหาก รีสไม่เคยมองว่าพี่ชายเป็นพี่ชายของรีสแต่มองว่าเป็นคนที่รีสรักมาโดยตลอดเพราะฉะนั้นพี่ชายไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรเลยถึงแม้ว่ารีสอยากให้มันโรแมนติกมากกว่านี้รอให้มันผลิบานไปมากกว่านี้แต่ว่าแบบนี้มันก็ไม่ได้แย่เหมือนกัน เพราะสักวันมันก็ต้องมีวันที่พี่ชายกับรีสมีความสัมพันธ์กันแบบนี้จะช้าหรือเร็วมันก็ไม่ต่างกันอยู่ดี”
“รีส...”
ในจังหวะนั้นเองร่างกายของผมมันก็ขยับไปเองของมันโอบกอดรีสเอาไว้แนบแน่น
“นั่นสินะในเมื่อเราสองคนใจตรงกันอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรอีก ถ้าบอกว่าพี่ไม่รู้สึกอะไรกับรีสเลยนั่นมันก็โกหกตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่พยายามไม่สนใจและปัดมันออกไปตลอดแต่ในที่สุดพี่ก็คิดได้ว่านั่นมันไม่ใช่ความรู้สึกที่ควรปัดออกแต่ควรให้มันได้แสดงออกมาต่างหาก”
หลังจากสิ้นคำพูดของผมกับรีสไปแล้วใบหน้าของพวกเราก็มาอยู่ในระดับเดียวกันและใกล้กันมาก ร่างกายของผมกับรีสมันก็ขยับของมันไปเองตามธรรมชาติจนริมฝีปากสัมผัสกัน แน่นอนว่ามันคือรสจุมพิตที่สุดแสนจะโรแมนติกของผมกับรีส...
. . .