ล่าผ่าแดนทมิฬ

    ตอนที่ 5 ผิดปกติ!! (รีไรท์ครั้งที่ 2)

    นักล่าผู้ถูกลิ้นยาวปานเชือกของกิ้งก่าโลหิต กระชากตรงไปยังปากอันเต็มไปด้วยฟันอัมคมกริบ ร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นพร้อมกับล้มกลิ้งไปอีกหลายตลบ ความจุกเสียดแล่นแปลบขึ้นมาจนเขาต้องเบ้หน้า แต่อย่างไรก็ดี ความจุกเสียดนั้นแทบจะมลายหายไปจนสิ้น เมื่อเขาได้เงยหน้าขึ้นเห็นศีรษะของกิ้งก่าโลหิตที่เกือบจะพรากชีวิตของเขาไป บัดนี้ได้ขาดสะบั้นหล่นกระแทกพื้นห่างออกไปเพียงแค่เอื้อม!!“บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าประมาท!”ขณะที่นักล่านามว่า “ทิว” กำลังเบิกตากว้างตกตะลึงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น วีก็เดินเข้ามาพร้อมตะคอกออกไปเสียงดังลั่นด้วยความหัวเสีย!ทิวได้สติขึ้นมาในทันทีนั้นจากเสียงตะโกนของวี ชายนักล่าผู้เกือบวายชนม์เพราะความประมาท เงยหน้ามองไปยังวีที่มาหยุดยืนเท้าเอวตรงหน้า ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลง แล้วก็พูดออกมาด้วยเสียงเบาอันสำนึกผิดว่า…“ขอโทษครับหัวหน้า…ผม…ประมาทเอง”วีถอนหายใจออกมาดัง “เฮ้อ!” จนทุกคนที่อยู่ภายในโถงอันปิดทึบแห่งนี้ สามารถได้ยินกันถ้วนหน้า“ไปรักษาแผลซะ แล้วอย่าให้มีครั้งหน้าอีก!”สิ้นเสียง วีก็หันไปทำสัญญาณมือ เพื่อเรียกหน่วยพยาบาลเพียงคนเดียวของกลุ่มที่อยู่แนวหลัง ให้มาทำการรักษาทิวทางด้านเชนที่ยืนไกลออกไปพอสมควรนั้น ขณะนี้เขากำลังมองไปยังวีด้วยความอึ้งตะลึง เขาไม่นึกเลยว่าวีจะสามารถตัดหัวกิ้งก่าตนนั้น…ให้ขาดสะบั้นได้ในขวานเดียวเช่นนี้?!“สุดยอดเลยแฮะลุงวี”เชนรำพึงออกมาเสียงเบาหวิว แต่เหมือนว่ามายที่ยืนอยู่ด้านข้างจะหูดีมากพอ ที่จะได้ยินคำพูดนี้ของเขา…“ใช่ไหมล่ะ?”หญิงสาวเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ราวกับว่าคนที่โดนชมคือตัวเธอเอง…หลังจากที่ทำแผลและรักษาเบื้องต้นให้ทิว ซึ่งมีแผลโดนรัดอย่างรุนแรงที่แขนขวา จนปรากฏเป็นรอยช้ำสีเขียวอย่างน่ากลัวนั้นจนแล้วเสร็จ นักล่าคนอื่นๆ ก็เริ่มทำการผ่าซากร่างของอสูรตนนั้น เพื่อที่จะเอาหินแกนปราณจากกิ้งก่าโลหิตออกมา…ซึ่งเพียงไม่นาน ด้วยความชำนาญมืออาชีพ “หินแกนปราณสีเขียวเข้ม” ซึ่งแตกต่างจากที่ได้มาทั้งหมดก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ก็ปรากฏแก่สายตาของทุกๆ คนรวมถึงเชนด้วยวีที่อารมณ์เหมือนจะไม่โสภานักมาตั้งแต่เมื่อครู่ เหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นไม่ใช่น้อย เมื่อได้รับหินแกนปราณนี้มาจากนักล่าผู้ทำการผ่าซากคนนั้น วีพลิกมันดูไปมาอยู่หลายครั้งหลายคราด้วยสีหน้าพึงพอใจ ก่อนที่จะเก็บมันลงไป โดยแยกจากหินแกนปราณอื่นๆ ที่ได้มา…เหล่านักล่าผู้ทราบแล้ว ว่างานในมิตินี้ได้สิ้นสุดลงแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่ละคนก็ต่างถอนหายใจลากยาว ก่อนที่จะวางอาวุธของตนลงกับพื้น แล้วก็พากันนั่งพัก คลายเหนื่อยจากความตรากตรำหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งเชนก็ไม่รอช้า รีบทำการแจกจ่ายน้ำให้กับเหล่านักล่าอย่างรู้หน้าที่“คุณลุงมีอะไรจะพูดหน่อยไหมคะ?”ขณะที่เหล่านักล่ากำลังนั่งพักคลายเหนื่อย มายก็เอ่ยขึ้นในวินาทีนั้น เพราะโดยปกติแล้ว วีจะกล่าวอะไรเป็นการปิดท้ายหลังจบมิติทุกครั้ง ซึ่งมันก็เหมือนจะกลายเป็นธรรมเนียมของกลุ่มไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยซึ่งวีที่ยืนดูซากของอสูรกิ้งก่าโลหิตอยู่กับนักล่าอีกสองสามคน เมื่อได้ยินหลานสาวของตนกล่าวขึ้นเช่นนั้น เขาก็หันกลับมา กวาดตามองเหล่านักล่า ที่ขณะนี้ทุกสายตาล้วนมุ่งตรงมาที่เขาเป็นจุดเดียว…วีไม่ได้พูดขึ้นในทันทีนั้น เขาทำการยกมือขึ้นกอดอก ก่อนที่จะหันไปมองทิวที่นั่งซึมอยู่ตรงจุดหนึ่งในกลุ่ม…“ยกเว้นทิวทุกคนทำได้ดีมาก…ทิว…นายจำเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน แล้วอย่าให้มันเกิดขึ้นอีก รู้ไหมว่าถ้าฉันลงมือช้ากว่านั้นสักสองสามวิจะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบก็คือนายจะไปอยู่ในท้องของมัน และเราก็ต้องช่วยกันผ่าท้องของอสูรนั่น เพื่อช่วยนายออกมายังไงล่ะ”วีถามเองตอบเอง ด้วยรูปประโยคตักเตือนกึ่งตำหนิซึ่งทิวก็ก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิดทันที…“ครับหัวหน้า…ผมจะจำไว้เป็นบทเรียนครับ”  หลังจากนั้น ทุกคนก็นั่งรอในโถงแห่งนี้อย่างสบายอารมณ์ เพราะหลังจากที่ทำการสังหารบอสของมิตินั้นได้แล้ว ในเวลาห้านาทีหลังจากการสังหาร จะมีวังวนมิติซึ่งเหมือนกับตรงทางเข้า ปรากฏออกมาไม่ไกลจากตำแหน่งที่บอสตายนัก ซึ่งเราเรียกมันว่า “วังวนทางออก” แต่จะเป็นช่วงไหนในห้านาทีนั้นเราก็ไม่อาจทราบได้ เพราะว่ามันเหมือนเป็นการสุ่มโดยไร้หลักเกณฑ์ใดๆ พวกเขาตอนนี้จึงทำได้เพียงแค่รอเท่านั้น…แต่อย่างไรก็ดี…หลังจากรอไปสักพัก…นักล่าทุกคนก็ต้องเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ อย่างรู้สึกฉงนสงสัย จากหนึ่งคน ก็กลายเป็นสองคน จนสุดท้าย นักล่าทุกคนก็มองไปรอบๆ โดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่จะหันมามองหน้ากันอย่างงุนงงในที่สุด…เพราะขณะนี้มันเลยห้านาทีมาแล้วแน่นอน…แต่กลับ…ยังไม่มีวังวนทางออกโผล่ออกมาเลย?!แล้วครั้นนั้นเอง เป็นวีที่ลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก เขาหันมองไปรอบๆ โถงถ้ำด้วยคิ้วที่ขมวดเคร่งเครียด ก่อนที่จะพูดออกมาว่า…“มีบางอย่าง...ผิดปกติ”สิ้นเสียงของผู้นำกลุ่มอย่างวี นักล่าทุกคนรวมทั้งเชนต่างก็ลุกขึ้นยืนในทันทีนั้น นี่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติจริงๆ เพราะเวลามันล่วงเลยห้านาทีมาแล้วอย่างแน่นอน แต่ทำไม…วังวนทางออกกลับยังไม่ปรากฏออกมาอีก?มายที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล รีบเดินเข้าไปหาวีที่กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด“เกิดอะไรขึ้นคะคุณลุง ทำไมวังวนทางออกถึงยังไม่มา?”วีไม่ได้ตอบคำถามนั้นของหลานสาว แต่เขาเลือกที่จะเดินตรงไปยังร่างของกิ้งก่าสีเลือด ที่ขณะนี้โดนผ่าหัวใจออกมาแล้วเป็นที่เรียบร้อย เมื่อบวกกับศีรษะที่ขาดสะบั้นและวางอยู่ข้างๆ นั้น ร่างของมันบัดนี้ก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าอยู่ในสภาพอัน “แหลกเละ” น่าสยดสยองไม่ใช่น้อย…วีทำการเดินวนรอบซากร่างของกิ้งก่าโลหิต เขามองไปยังซากร่างไร้วิญญาณนั้นด้วยแววตาครุ่นคิด… ท่ามกลางสายตาของคนทั้งหมด ในที่สุดวีก็ได้หยุดเดินวนสำรวจซากร่างนั้น นัยน์ตาของวี ณ ขณะนี้…เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัดจนสุดท้าย ชายผิวเข้มผู้นี้ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดไม่ต่างจากแววตาว่า…“ดูจากระดับที่แตกต่างจากอสูรตนอื่นๆ…สถานที่ที่มันอยู่…จากประสบการณ์ของลุง นี่ต้องเป็นบอสของมิตินี้ไม่ผิดแน่นอน”“งั้น…ทำไมประตูทางออกถึงยังไม่ปรากฏล่ะคะ?”“…”เมื่อเจอคำถามนี้ของมาย วีก็นิ่งเงียบไม่ได้กล่าวตอบอะไรออกไป…หรือไม่ก็…เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรเช่นกันเขาเป็นนักล่ามาร่วมหกปี…เคยผ่านมิติมาอาจไม่ถึงร้อยแต่ก็คงไม่ห่างมากนัก ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิตนักล่าของเขา ทำให้เขาเองก็ไม่อาจพูดอะไร เพื่อเป็นคำตอบและไขกระจ่างเรื่องนี้ ให้หลานสาวกับพวกของตนที่กำลังรอฟังอยู่ได้เช่นกัน…ทิวที่ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย กอดอกมองไปยังซากของอสูรโลหิตด้วยสายตาครุ่นคิด แล้วในที่สุด เขาก็เงยหน้าขึ้น หันไปหาวีเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้“หรือเป็นเพราะ….อาจจะยังมีอสูรหลงเหลืออยู่ด้านนอกครับ ทำให้มิตินี้ไม่จบ?”วีเมื่อได้ยินข้อสันนิษฐานของทิว เขาก็ส่ายศีรษะเป็นการไม่เห็นด้วยออกมาทันที“ไม่หรอก…เมื่อก่อนมีอยู่มิติหนึ่ง ฉันกับพวกก็เคยสงสัยในเรื่องนี้ ก็เลยลองไปฆ่าบอสของมิตินั้น โดยทำการทิ้งอสูรไว้โดยไม่ฆ่าราวสี่ห้าตัว…แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ เราสามารถจบมิตินั้นได้เหมือนกัน…”คำพูดของวีทำให้ทิวยกนิ้วขึ้นเกาหัว ส่วนนักล่าคนอื่นๆ เองก็หันไปกระซิบกระซาบ พูดคุยสันนิษฐานว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่จนสุดท้าย…“แต่…ยังไงเราก็ไปลองเดินสำรวจด้านนอกกันก่อนละกัน เผื่อจะมีอสูรหลงเหลืออยู่จริงๆ แล้วทำให้เราจบมิตินี้ไม่ได้”วีกล่าวขึ้นหลังจากคิดไม่ตก…เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้จริงๆ และบอกตามตรงว่าตอนนี้ในหัวของเขาก็ว่างเปล่า คิดความเป็นไปได้หรือเหตุผลที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ไม่ออกเลย เขาจึงตัดสินใจให้คนทั้งหมดลองเดินออกไปตรวจสอบด้านนอกตามที่ทิวสันนิษฐานดู เผื่อว่ามันจะมีอะไรผิดพลาดหรือสิ่งที่พวกเขาตกหล่นไปจริงๆ จนทำให้วังวนทางออกของมิตินี้ไม่ปรากฏออกมา…....ผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วโมงเหล่านักล่าที่นำโดยวี เดินกลับเข้ามายังโถงกว้างแห่งนี้อีกครั้ง บนใบหน้าของทุกคนในขณะนี้ ล้วนประดับไว้ด้วยความมึนงงสับสน เพราะหลังจากเดินออกไปตรวจสอบบริเวณทั้งหมดแล้ว พวกเขาก็ไม่พบอสูรกิ้งก่าเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว…ตกลงนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?…นั่นคือคำถามที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของทุกคน ณ ขณะนี้นักล่าทุกคนหันไปมองวีเป็นตาเดียวโดยไม่ได้นัดหมาย เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะให้ทำเช่นไรต่อไป…พวกเขาทั้งหมดจนปัญญากับเรื่องนี้แล้ว…จึงได้ทำการฝากความหวังไว้กับวี หัวหน้ากลุ่มผู้มากประสบการณ์กว่าใครในที่แห่งนี้…วีหลังจากเห็นสายตาเหล่านั้นก็นิ่งเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนที่สุดท้ายเขาจะถอนหายใจเบาๆ…“เอาเถอะ…ยังไงก็ตรวจสอบที่โถงนี่กันอีกหน่อย ถ้ายังไม่เจออะไร เราก็ไปออกทางที่เราเข้ามาก็ได้ แล้วฉันจะไปแจ้งเรื่องนี้กับสมาพันธ์นักล่าเอง”รูปประโยคนี้ของวีช่างชัดเจน ว่าเขาเองก็จนปัญญาไม่ต่างจากทุกคนในที่นี้…ถ้าสุดท้ายยังเป็นเช่นนี้ คงได้แต่ต้องยกธงยอมแพ้แล้วถอยกลับไปที่วังวนทางเข้าเท่านั้นสิ้นเสียงของวี ทุกคนก็ออกเดินตรวจสอบโถงถ้ำอันกว้างขวางแห่งนี้ ซึ่งโถงกว้างแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่ไม่ใช่น้อย ดูด้วยสายตาคร่าวๆ แล้ว ควรจะมีขนาดประมาณครึ่งสนามฟุตบอลเลยทีเดียว ซึ่งถ้าทั้งสิบเอ็ดชีวิตรวมเชนด้วย ช่วยกันเดินตรวจสอบ ก็คงใช้เวลาไม่เกินสิบนาทีในการตรวจสอบจนทั่ว…เชนแบกกระเป๋าในยักษ์ไว้ด้านหลัง พร้อมออกเดินสำรวจเพื่อช่วยคณะนักล่ากลุ่มนี้ ทั้งที่นี่ไม่ใช่ธุระหน้าที่ของเขา ชายหนุ่มเดินตรงไปยังทางที่กิ้งก่าโลหิตปรากฏตัวออกมาในตอนแรก ตรงจุดนี้ เหมือนจะมีสารเรืองแสงน้อยกว่าจุดอื่นพอสมควร ทำให้มันค่อนข้างมืดสลัวมองเห็นโดยรอบได้ไม่ชัดเจนนัก…เชนเดินไปพลาง ก็มองสำรวจพื้นและด้านบนไปพลาง เมื่อเขาเดินมาถึงจุดจุดหนึ่ง แล้วหันไปมองด้านซ้ายมือ เขาก็เห็นว่าไม่ไกลออกไปจากจุดที่เขาอยู่นี้…เจมส์มันกำลังเดินสำรวจอยู่ตรงนั้น ซึ่งมันในตอนนี้ดูจะอารมณ์เสียได้ทีีเลยทีเดียว ดูได้จากที่มันเดินไปพลาง เตะหินบนพื้นไปพลางอย่างหัวเสียแล้วครั้นนั้นเอง…เจมส์ที่กำลังอยู่ในห้วงอารมณ์อันไม่แจ่มใสนัก ก็เหลือบมาเห็นเชนที่อยู่ไม่ไกลจากมัน เมื่อมันเห็นว่าเชนก็กำลังมองมาที่มันเช่นกัน มันก็ทำการ…ถุยน้ำลายลงพื้นเสียง “ถุย!” ดังมาให้ได้ยินชัดเจน แม้ระยะระหว่างเขากับมันจะห่างพอควรก็ตาม…“แกนี่มันตัวซวยจริงๆว่ะ พวกเราลงกันมากี่รอบไม่เคยมีปัญหา แล้วดูสิ พอแกมาก็เป็นเรื่อง จบมิติไม่ได้ก็ไม่ได้คลีด(Cred) ไม่แน่เราอาจต้องให้หินแกนปราณกับสมาพันธ์เพื่อเป็นการชดเชยอีก…แกนี่มันตัวซวยบัดซบจริงๆ ไอ้กระจอก!”เชนมองเจมส์มันด้วยสายตาอันเฉยเมย ไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจหรือโกรธใดๆ ทั้งสิ้น…คนประเภทนี้จะยิ่งรู้สึกสะใจและสนุก เมื่อคนที่โดนถากถางดูถูกด้วยคำพูดของมัน มีปฏิกิริยาโต้ตอบตอบกลับ…เพราะฉะนั้น หนึ่งในการตอบโต้คนเหล่านี้ที่ได้ผลดีที่สุดก็คือ…ไม่ต้องไปสนใจ คิดซะว่าเป็นลมหอบหนึ่งที่ผ่านหูมา แล้วก็ผ่านหูไปเชนดึงสายตาอันเรียบเฉยจนเจมส์รู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาดนั้นกลับมา ชายหนุ่มกำลังจะออกเดินเพื่อตรวจสอบบริเวณนี้อีกครั้ง…แต่ในจังหวะนั้นเอง!“หือ?!”เชนอุทานออกมา ก่อนที่จะหันกลับไปยังทิศที่เจมส์อยู่อีกครั้ง แต่อย่างไรก็ดี สายตาของเขาขณะนี้ไม่ได้มองไปที่มัน แต่กลับมองไปยัง…เพดานถ้ำเหนือศีรษะของเจมส์!ชายหนุ่มมองไปยังตำแหน่งนั้นด้วยนัยน์ตาอันเบิกกว้าง!!ด้านเจมส์ เมื่อมันได้ยินเสียงอุทานของเชน และได้เห็นท่าทางนั้นของเขา ที่กำลังมองสูงขึ้นไปเหนือหัวของตน มันก็ไม่รอช้า รีบเงยหน้ามองขึ้นไปตามสายตานั้นทันทีด้วยความสงสัย!บนเพดานเหนือหัวของเจมส์นั้นถ้าไม่ได้สังเกตดีๆ เราก็คงจะเห็นเป็นเพียงเพดานถ้ำธรรมดาทั่วๆ ไปเท่านั้น แต่เมื่อลองหรี่ตามองดีๆ…เราก็จะได้เห็นว่าตรงตำแหน่งนั้น…ได้มีอะไรบางอย่างที่สีแทบจะเป็นสีเดียวกับเพดานถ้ำนั้นกำลัง…เกาะอยู่?!!เมื่อเชนที่กำลังเบิกตากว้างมองวิเคราะห์สิ่งนั้น มันก็ยิ่งชัดเจนว่ามันคือ…กิ้งก่า?!! กิ้งก่าที่ขณะนี้เปลี่ยนสี จนกลมกลืนไปกับเพดานถ้ำเป็นเนื้อเดียว! และดูจากท่าทางที่ไม่เคลื่อนไหวของมันแล้ว มันอาจจะกำลังหลับอยู่ก็เป็นได้?!เชนอ้าปากค้างอย่างรู้สึกอึ้งงันต่อสิ่งที่ได้เห็น แต่ก็เพียงพริบตาเดียว ที่สติของเขากลับค่ืนสู่ร่าง และกำลังจะตะโกนเรียกวีให้มาดูสิ่งที่เขาพบ…แต่อย่างไรก็ดี เสี้ยวพริบตาก่อนที่เชนจะได้ตะโกนบอกวีนั่นเอง…“เฮ้ย?! เจอแล้ว! ไอ้เวรเอ้ย! มาหลบอยู่นี่เอง!”เสียงตะโกนของเจมส์ดังขึ้นเสียก่อนในวินาทีนั้น! จนทำให้เหล่านักล่าที่กำลังกระจายอยู่ในโถงหันมาสนใจทันที และถ้ามันทำเพียงแค่เช่นนั้นก็คงไม่มีปัญหา…แต่เจมส์มันกลับไม่หยุดแค่นั้น!เจมส์ก้มหยิบหินก้อนหนึ่งบนพื้นขึ้นมา ก่อนที่จะง้างแขน…เตรียมขว้างหินในมือออกไป?!“ลงมานี่เลยไอ้กิ้งก่าเวร!”“เดี๋ยว!!”วีที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาร้องตะโกนห้ามสุดเสียง! เขาเวลานี้เห็น “อสูรตนนั้น” แล้ว จากสายตาของทั้งเชนและเจมส์ที่มองขึ้นไป! และบอกตามตรงในวินาทีนี้เลย…ว่าเขารู้สึกสังหรณ์และไม่สบายใจกับเหตุการณ์แบบนี้อย่างที่สุด!! กิ้งก่าโลหิตที่พวกเขาฆ่าไปก่อนหน้านี้นั้น ถ้าเป็นตามปกติมันต้องเป็นบอสของมิติแห่งนี้อย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยใดๆ เลยทั้งสิ้น ทั้งที่มันควรจะเป็นแบบนั้น แล้วตอนนี้ทำไม…ถึงยังมีกิ้งก่าอีกตัวหนึ่งเหลืออยู่อีก!?แต่อย่างไรก็ดี…เสียงร้องห้ามของวีเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว! เพราะในตอนที่วีตะโกนออกไป ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หิน…ถูกขว้างหลุดออกไปจากมือของเจมส์! หินก้อนนั้นพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างรวดเร็วที่สุด! ด้วยพละกำลังของนักล่า ขั้นสามัญระดับยี่สิบแปด เราพอจะสามารถนึกภาพออกได้เลย ว่าหินก้อนนั้นจะพุ่งไปด้วยความเร็วและรุนแรงเพียงใด!หินก้อนนั้นพุ่งแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว! ก่อนที่เสี้ยวพริบตาต่อมา…เสียง “ตูม!!” สนั่น จะดังก้องไปทั่วทั้งโถงแห่งนี้!!หินก้อนนั้นเมื่อกระแทกเข้ากับร่างของ “อสูรกิ้งก่า” ก็แหลกละเอียดทันที! ฝุ่นควันจากหินที่แหลกละเอียด เนื่องจากแรงปะทะอันมหาศาล ลอยปกคลุมเพดานถ้ำไว้เป็นกลุ่มฝุ่นเล็กๆ ทำให้เหล่านักล่าที่เดินมารวมตัวกันแล้วในเวลานี้ ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดด้านบนนั้นได้เลย…จนสุดท้าย หลังจากผ่านไปราวสี่ถึงห้าอึดใจ ฝุ่นควันก็ค่อยๆ จางหาย…ทำให้เหล่านักล่าได้เห็นในบัดนี้เอง ว่ากิ้งก่าตนนั้นยังคงอยู่ในท่าเกาะเพดานถ้ำท่าเดิม…แต่ที่ต่างออกไปก็คือตอนนี้...มันกำลังลืมตามองลงมายังเหล่านักล่าเบื้องล่าง!!