ตอนที่ 19 หอแห่งธาตุ
เฮือก! เคลแทบสิ้นหายใจและล้มลงเพราะพลังเวทย์หมดตัวเนื่องจากเขายังอยู่แค่ระดับผู้ใช้เวทย์ ทำให้พลังเวทย์ของเขามีน้อยนิดเทียบกับนักเวทย์ที่มีพลังเวทย์เหมือนอ่างเก็บน้ำแล้วของเขาก็คงเป็นได้แค่บ่อน้ำ เนื่องจากเคลอยู่ไกลคนอื่นและหันหลังให้อยู่เพราะงั้นชายหนุ่มจึงเปิดระบบและซื้อโพชั่นฟื้นฟูพลังเวทย์ขึ้นมาดื่มจากนั้นก็เดินกลับมาที่เดิม พลังเวทย์หมดแล้วจะยังไงเขามีของวิเศษไว้ให้ใช้เหลือเฟือ ถ้าเหรียญทองไม่หมดละนะ! “ทะ-ทำได้ยังไงกันเสริมพลังคลุมร่างได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในระดับผู้ใช้เวทย์” ซิลเวอร์ถามอย่างสับสนไม่เข้าใจ “เสริมพลังคลุมร่างงั้นเหรอ มันคืออีกขั้นต่อไปเหรออาจารย์ซิลเวอร์” เจรันถามอย่างสงสัย เธอเองก็ตกตะลึงกับพลังของเคลเหมือนกัน เขาเป็นระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นต้นอ่อนแอกว่าตัวเธอเสียอีกนะ “แหะ ๆ เรื่องนี้ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน” เคลตอบปัดและหัวเราะกลบเกลื่อนเขาจะบอกได้ยังไงว่าเขาได้ใช้วิธีการให้พลังเวทย์มันไหลผ่านหลอดเลือดแดงแทนที่จะคลุมอวัยวะแบบนั้น เพราะงั้นประสิทธิภาพและการรีดเค้นพลังเวทย์มันถึงได้เกินขีดจำกัดโดยไม่สูญเสียพลังเวทย์หลุดรอดออกไป ตอนแรกหลังจากที่ได้เห็นนักเรียนอีก 4 คนได้รับการสอนเคลเองก็ได้ทดลองทำตอนนั้นด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าหลังจากที่เขาได้เสริมพลังไปกับแขนแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าพลังเวทย์มันยังเหลืออีกเยอะเพราะงั้นจึงลองคลุมทั้งร่างอย่างคร่าว ๆ และพบว่ามันโอเคใช้ได้ “งั้นก็ไม่เป็นไรทุกคนต่างมีความลับกันอยู่แล้ว” ซิลเวอร์ได้ฟังคำตอบของเคลก็เข้าใจก่อนจะหันไปตอบเจรันและพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน “เอาละการใช้เสริมพลังคลุมทั้งร่างนั้นก็เหมือนกับที่ฉันสอนไปนั้นแหละเพียงแต่ว่าต้องอยู่ในระดับนักเวทย์เสียก่อนไม่งั้นแล้วถ้าใช้ในระดับผู้ใช้เวทย์” “ก็จะสิ้นใจและช็อคตายโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเนื่องจากพลังเวทย์ไหลออกจากร่างเร็วเกินไปดูได้อย่างเคลที่ตอนแรกพอเขาได้พุ่งไปฟันหุ่นฟางเสร็จก็ล้มลงทันทีเพราะเกิดอาการช็อค” “หืมแต่น่าแปลกใจที่ไม่ช็อคตายอาจจะเป็นเพราะว่าเขาควบคุมพลังเวทย์ได้ทัน” ซิลเวอร์หรี่ตาไปทางเคลอย่างสงสัย เนื่องจากเคลยังเป็นเพียงแค่ระดับผู้ใช้เวทย์อยู่ “ช็อคตายเลยงั้นเหรอ” จันเรเอ่ยด้วยความเกรง ตอนแรกเขาคิดจะลองเพราะเห็นว่าเคลก็ทำได้แต่ได้พอฟังก็ชะงักทันที “แล้วเขาทำได้ยังเหรอคะอาจารย์?” เจรันยังสงสัยอยู่และตื่นเต้นที่เคลทำได้ เพราะทึ่งเป็นอย่างมากที่เคลพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วได้แบบนั้น “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะแต่ว่าฉันก็เคยเห็นอะไรแบบนี้อยู่เหมือนกัน” “รู้จักโรงเรียนเวทย์ราชวงศ์ไหมล่ะ?” “โรงเรียนเวทย์ราชวงศ์ที่มีแต่อัจฉริยะรุ่นเยาว์น่ะเหรอคะ?” “ใช่ที่นั่นมีแต่รุ่นเยาว์ที่เก่งกาจ พวกเขาได้รับการสอนจากอาจารย์นักเวทย์ทั้งหลายที่เชี่ยวชาญศาสตร์เวทย์แต่ละแขนงมีแม้กระทั่งระดับจอมเวทย์มาสอนด้วย เพราะงั้นแล้วความรู้ความสามารถของรุ่นเยาว์นั้นจะมีพื้นฐานที่เก่งกาจกว่าพวกเรามากนัก” ซิลเวอร์กล่าว โรงเรียนเวทย์ราชวงศ์ก็เหมือนสถาบันต่าง ๆ ในเมืองที่คอยจะสอนพื้นฐานการใช้พลังเวทย์หรือเสริมความสามารถต่อสู้ต่าง ๆ เช่นสถาบันดาบสี่ประการของจอมเวทย์นักผจญภัยแรงค์ S คนหนึ่ง แต่ว่าเขาก็เป็นแค่จอมเวทย์ขั้นต้นเท่านั้นซึ่งคงเทียบไม่ได้กับผู้เชี่ยวชาญจอมเวทย์ของโรงเรียนราชวงศ์ และโรงเรียนเวทย์ราชวงศ์จะฝึกพื้นฐานครบวงจรกันเสียมากกว่า ส่วนใหญ่แล้วจะมีแต่พวกลูกคนรวยกับลูกขุนนางที่สามารถเข้าเรียนได้ เมื่อเรียนจบออกไปก็เข้าร่วมกับสำนักเวทย์ที่แข็งแกร่งตามที่ต่าง ๆ เพื่อไปแย่งชิงกับอัจฉริยะจากจักรวรรดิอื่น ๆ “เพียงระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นสูงสุด รุ่นเยาว์เหล่านั้นก็สามารถทำกันได้แล้วฉันไม่อยากจะด้อยค่าพวกเราหรอกนะแต่ว่าวาสนาคนเราไม่เท่ากัน” ซิลเวอร์กล่าวอย่างถอนหายใจ เขาเป็นนักผจญภัยแรงค์ A และมีความสามารถอันจำกัดแถมตอนนี้เขาก็ยังอ่อนแอจากการบาดเจ็บที่ขาอีก ทำได้เพียงแค่สอนคนที่อยากเรียนวิชาต่อสู้แบบที่ 2 ในราคาที่ถูกกว่าในตลาด เมื่อทุกคนได้ฟังซิลเวอร์กล่าวก็ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างก็เงียบกันหมดส่วนเคลก็นั่งเฉยไม่ได้ใส่ใจอะไรนักเพราะเขามีระบบอยู่กับตัว สักพักแจ็คก็ได้พูดขึ้น “ถ้างั้นก็เข้าร่วมกับสำนักเวทย์สิพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าอีกนะ” โอเนลส่ายหัว “ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสำนักเวทย์นะแถมยังเป็นอริกับพวกเรานักผจญภัยด้วย อีกอย่างที่เราเป็นนักผจญภัยก็เพราะต้องการอิสระถึงแม้จะเทียบพวกนั้นไม่ได้แต่ประสบการณ์จะทำให้เราแข็งแกร่งกว่าพวกเขา” ซิลเวอร์พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แม้ว่าการเป็นนักผจญภัย พื้นฐานจะสู้พวกสำนักเวทย์กับโรงเรียนเวทย์ราชวงศ์ไม่ได้ก็ตามแต่ประสบการณ์จะช่วยลดช่องว่างนี้ได้ บางทีถ้ามีโชควาสนากับการผจญภัยบางทีอาจจะได้สิ่งของดีดีจากพวกดันเจี้ยนหรือสมบัติลับดี ๆ ก็ได้นะ” “อีกอย่างคนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็คือนักผจญภัยของพวกเรา หัวหน้าสมาคมนักผจญภัยราชาเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุด” “ใช่ถูกต้อง” เมื่อขวัญกำลังกลับมาแล้วพวกเขาก็ฝึกซ้อมกันต่อจนหมดเวลาช่วงเช้าก็แยกย้ายกันไป เคลเก็บดาบเคลย์มอร์เข้าช่องมิติและเดินทางไปวงเวียนเพื่อต้องการเรียนรู้การต่อสู้แบบที่ 1 เขาอยากเรียนกฎเกณฑ์ธาตุประเภท ลม โดยเฉพาะ เนื่องจากเขาอยากจะลอยล่องไปในอากาศ เป็นความฝันอย่างหนึ่งของเขาที่คงทนไม่ได้กว่าจะเลื่อนขั้นเป็นจอมเวทย์ เพราะธาตุลมลอยได้ตั้งแต่ระดับนักเวทย์แล้วถึงแม้จะระยะสั้น ๆ แต่ว่าอย่าลืมว่าเขามีพลังเวทย์ที่หนาแน่นและการใช้เวทย์ที่ดีที่สุด ไม่ช้าเคลก็เดินทางมาถึงวงเวียนช่วงเที่ยงและหาสถาบันสอนเวทย์ธาตุลม จนได้พบกับคนธรรมดาที่รับงานมาประกาศหาคนเข้าเรียน และเคลก็เลือกสถาบันแห่งนี้เพราะเจอง่ายและได้ไวที่สุด “ค่าเข้า 2000 เหรียญทองครับ” เคลได้ฟังก็จ่ายเงินทันที ชายคนนั้นก็พาเคลไปที่ตึกแห่งหนึ่ง เมื่อเข้าไปแล้วก็มีนักเรียนนั่งอยู่หลายคน พวกเขากำลังเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุลมกันอย่างขะมักเขม้น มีบางคนทำสีหน้าพอใจแล้วก็ออกจากตึกแห่งนั้นไป “ที่นี่ไม่ใช่สถาบันแต่เป็นหอแห่งธาตุ” ชายคนนั้นกล่าว ส่วนเคลก็ขมวดคิ้วและคิดในว่ามาผิดที่เสียแล้ว “ฮ่า ๆ คิดอยู่แล้วเชียวว่าต้องทำหน้าแบบนั้น” ชายคนนั้นหัวเราะก่อนอธิบาย “ฉันเป็นคนธรรมดาไม่เข้าใจหรอกว่าผู้วิเศษฝึกฝนกันยังไงแต่ที่เห็นนั่งกันแบบนี้ก็เพราะมาเอาผลประโยชน์ชั่วคราวยังไงละ” “ผลประโยชน์ชั่วคราว?” “ใช่ หอแห่งธาตุน่ะถูกลงเวทย์พื้นที่เข้าไปทำให้เป็นสถานที่ที่มีกฎเกณฑ์ธาตุนั้นไหลเวียนอยู่ เช่นที่แห่งนี้ เห็นว่าเมื่อผู้วิเศษขึ้นไปเป็นระดับจอมเวทย์จะสามารถสร้างเขตพื้นที่เฉพาะของตนเองเพื่อเกื้อหนุนในการต่อสู้ละมั้งฉันก็ไม่รู้หรอก” “เพราะงั้นก็เลยมีจอมเวทย์หัวใสคนหนึ่งสร้างเขตพื้นที่กฎเกณฑ์ธาตุเฉพาะ และเปิดให้ผู้วิเศษที่อยากจะเข้าใจกฎเกณฑ์ธาตุนั้น ๆ เข้าไปฝึกฝนเอาผลประโยชน์ได้” “เห็นแบบนี้ก็สร้างกำไรไม่น้อยเลยนะเห็นว่าได้เงินเป็นล้านต่อเดือน เพราะงั้นหอแห่งธาตุจึงผุดขึ้นมาหลายแห่งเลย” “พวกผู้วิเศษระดับผู้ใช้เวทย์ที่ต้องการเข้าใจกฎเกณฑ์เอาไว้นิดหน่อยก็มาเรียนรู้กันนะ อย่างพวกนักผจญภัยบางคนที่เป็นนักเวทย์ธาตุดินก็จะเข้าไปเอากฎเกณฑ์ธาตุไฟระดับผู้ใช้เวทย์ขั้นต้น เพื่อต้องการเอาก่อกองไฟก็มีนะ ไม่ก็ใช้ทำให้ชุดแห้งได้หลังตัวเปียกอะไรพวกนี้ละ” “ผู้วิเศษบางคนที่กฎเกณฑ์ธาตุกำลังจะขึ้นขั้นถัดไปก็มักจะใช้บริการพวกนี้ด้วยเหมือนกัน”“แต่ถ้าให้แนะนำดีที่สุดก็กินควบคู่กับยาจะได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้นหลายเท่าตัว” “มีประโยชน์ไม่น้อยนะแต่ระวังล่ะจากที่ฉันได้ยินมาจากพวกผู้วิเศษว่ามันอาจจะด้อยค่ากฎเกณฑ์ธาตุหลักที่ตัวเองถนัดลง โดยเฉพาะธาตุไฟกับน้ำที่ไม่เข้ากัน” เคลพยักหน้ารับฟังและก็ลอบยิ้มในใจ มันดีเป็นอย่างกับการเรียนรู้เบื้องต้นหลังจากนั้นเขาก็สามารถฝึกฝนได้เองควบคู่กับการกินเม็ดยารวบรวมพลังเวทย์ กฎเกณฑ์ธาตุไฟและน้ำ ฝึกยากงั้นเหรอ ก็กินเม็ดยารวบรวมพลังเวทย์ซะเส่! **************กดไลค์ถูกใจเม็ดยารวบรวมพลังเวทย์