ท่าทางการเดินงุ่นง่านของร่างขาวใหญ่ทำเอานางกำนัลทั้งสองปวดศีรษะ
“องค์หญิงเพคะหยุดก่อนเถอะ พวกเราปวดหัวแล้ว” นางกำนัลชาวเว่ยเอามือกุมขมับรูปร่างนี้ขององค์หญิงนางเห็นทีไรก็ทำใจไม่ได้ทุกครั้ง
“พี่ซูเจินตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์คับขันแล้วนะท่าน” เป่ยซูเมิ่งนางกำนัล ผู้น้องน้ำเสียงร้อนรน
“หากเปิ่งกงยังไม่ได้อภิเษกในเร็ววันเงินที่เราเตรียมมาก็คงจะหมดลง แล้วถ้าเกิดเอาสินเดิมที่ขนมาด้วยออกมาใช้แคว้นเว่ยก็จะขายหน้า” หานซู่ลี่ขมวดคิ้วจนแทบจะจมหายในร่องก้อนเนื้อย่น
“เป็เพราะท่านอ๋องเก้าทรงถ่วงเวลาหรือเปล่าเพคะ?”
“จะเพราะอะไรก็ตามเปิ่นกงก็ต้องเร่งฮ่องเต้ ถ้าอยู่ในวังหลวงเช่นนี้ เปิ่นกงย่อมหาโอกาสเล็ดลอดออกไปข้างนอกได้ยากขึ้น”หานซู่ลี่แอบหลบออกไปข้างนอกสองครั้งครั้งแรกนางออกไปรับงานขนส่งของมีค่าให้กับคหบดีใหญ่ในเมืองหลวงพอได้เงินมาใช้จ่าย ครั้งที่สองนางบังเอิญพบว่า จวิ้นอ๋องิเฉินกงหรือองค์ชายสิบสองแอบปลอมเป็พ่อค้าข้าวสารกำลังจะไปแคว้นจินคราวนั้นนางใช้กำลังภายในผิดพลาดเพราะกะน้ำหนักไม่ดี ทำกิ่งไผ่ลำใหญ่หักไปหลายลำดีที่ไม่มีใครเห็นตัว
การอาศัยอยู่ตำหนักในวังหลวงใช่ว่าจะไม่ต้องใช้เงิน เครื่องประทินโฉมที่ต้องซื้อหากัน ล้วนนำมาจากภายนอกเหล่าขันทีต่างก็มีธุรกิจด้วยกันทั้งสิ้น อยากได้ อยากใช้สิ่งใดหากมีอัฐทุกสิ่งล้วนหาได้ราวเสกจากเทพเซียน แม้แต่การจะได้รับประทานอาหารดีๆหากมีเงินสอดใส่มือขันทีสักหน่อย ย่อมได้ลิ้มรสอาหารชั้นเยี่ยม
“นี่เปิ่นกงก็ใช้จ่ายจนหร่อยหรอแล้วอยู่ในวังหลวงต้องมีหน้ามีตา เฮ้อ! ถ้าได้หลบไปอยู่วังอินทรีคงจะดีไม่น้อยพอได้หลบมุมแอบไปทำมาหากิน”
นับจากองค์ชายหานจินเลี่ยงแพ้ศึกให้แคว้นิในคราวนั้นท้องพระคลังก็แทบว่างเปล่า ราษฏรต้องถูกเก็บภาษีเพื่อมาจ่ายค่าบรรณาการนางเองในฐานะองค์หญิงก็ต้องอยู่อย่างตระหนี่ เมื่อได้รับคำสั่งจากท่านพ่อให้เดินทางมาอภิเษกสมรสนางนำทรัพย์สินส่วนตัวส่วนหนึ่งออกมาตามหาท่านหมอเทวดาที่ลือกันทั่วแคว้นว่าสามารถปรุงยาต้านโรคระบาดผื่นแดงที่เกิดขึ้นในาครั้งนั้นได้ แต่หาแทบพลิกแผ่นดินก็หาไม่เจอนางกลับได้เจอกับเ้าผีไร้หลุมแทน
“นี่หากองค์หญิงมิได้กินยาเ้าผีไร้หลุมนั้นป่านนี้ท่านอ๋องเก้าคงเร่งรีบอภิเษกสมรสไปแล้วกระมัง” เป่ยซูเจินได้แต่ทอดถอนใจองค์หญิงผู้เลอโฉมของนาง เพียงชั่วข้ามคืนกลับกลายเป็หมีขาวตัวใหญ่
“ช่างเถิด หากเปิ่นกงมาด้วยรูปลักษณ์นั้นฮ่องเต้มักมากก็คงรีบเก็บเข้าตำหนักในทันที แต่ใครเล่าจะอยากแบ่งสามีกับผู้หญิงนับพัน”
หานซู่ลี่ไม่ได้สนใจว่าตนเองจะสวยงามหรือขี้ริ้วแต่สิ่งที่ลำบากอยู่ในร่างนี้ก็คือ การกินอาหารในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าหากกินไม่เพียงพอจะมีอาการหิวโหยก้อนเนื้อใหญ่ที่เทอะทะเกาะตามร่างกายทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก ที่สำคัญ คืออาการผายลมในบางครั้งที่นางมักจะควบคุมไม่ได้
‘เ้าผีไร้หลุมไม่ได้บอกอาการข้างเคียงกับข้าแถมยังไม่รู้ว่าจะปรุงยาแก้อาการนี้สำเร็จเมื่อใด’
ในตอนที่นางกินยานั้นเป็่ที่เ้าพี่จินเลี่ยงเร่งเร้าให้นางรีบขึ้นเกี้ยวเ้าสาวนางที่ซ่อนตัวอยู่ในตำหนักมานับสัปดาห์จึงตัดสินใจกินยาหลังจากนอนในเกี้ยวผ่านไปหนึ่งคืน พื้นเกี้ยวเ้าสาวก็ทรุดร่างของนางที่ขยายจนเต็มเกี้ยวก็ทำให้ทุกคนถึงกับอัศจรรย์ใจ
เกี้ยวใหม่ถูกสร้างให้ใหญ่ขึ้นอีกสี่เท่าในเมืองที่เดินทางผ่านเปลี่ยนจากคนหามเป็เอาใส่เกวียนแล้วใช้วัวตัวใหญ่มาลากระหว่างที่ผ่านเข้ามาในเมืองหลวงแคว้นินางได้ยินชาวเมืองเอ่ยอย่างประหลาดใจถึงเกี้ยวเ้าสาวที่ใหญ่โตของแคว้นเว่ยนางได้แต่นั่งส่ายหน้าอูมๆ อยู่ภายใน
“องค์หญิงแอบเข้าวังอินทรีบ้างหรือยังเพคะ?”
“เปิ่นกงเข้าไปสืบแล้วอ๋องเก้ามีชายาเอกหนึ่งนาง และชายารองอีกหนึ่ง อยู่เรือนใกล้กับพระสนมโจว”
พระสนมโจว มารดาของท่านอ๋องเก้าสืบสายมาจากราชวงศ์ของแคว้นผิงทางตอนใต้ของแคว้นิดินแดนส่วนใหญ่เป็ที่ราบลุ่มแม่น้ำเหมาะแก่การเพาะปลูกเมื่อมาอภิเษกสมรสกับฮ่องเต้รัชกาลก่อนจึงทรงนำเอาพระญาติส่วนหนึ่งมาทำธุรกิจค้าธัญพืชและผ้าไหมด้วย
“เรือนที่เขาเตรียมไว้ให้เปิ่นกงอยู่ด้านหลังเหมาะกับการแอบลักลอบทำงานมาก เห็นทีต้องไปเร่งอภิเษกอีกครั้ง”
เมื่อเร่งรัดฮ่องเต้ไปหนึ่งครั้งเห็นว่าทรงไม่กระตือรือร้นองค์หญิงหานซู่ลี่จึงขออาสาอยู่ตำหนักในเป็พระสนมของฮ่องเต้แทน ทำให้ฮ่องเต้ิรีบส่งกงกงไปเร่งรัดวังอินทรีให้จัดงานอย่างเร่งด่วน
ใน่ที่ทารกแฝดสี่อายุได้เจ็ดเดือนพิธีอภิเษกสมรสระหว่างท่านอ๋องเก้าแห่งวังอินทรีกับองค์หญิงหานซู่ลี่แห่งแคว้นเว่ยจึงได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ฮ่องเต้ให้ถือวังหลวงเป็บ้านเดิมของเ้าสาว เมื่อขบวนรับองค์หญิงมาถึงฮ่องเต้ก็ทรงสมทบทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้เป็สินเดิมของเ้าสาวอย่างไม่ตระหนี่ขอเพียงองค์หญิงซู่ลี่มีความสุขในการออกจากวังหลวงไป
ขบวนแห่เ้าสาวอันยาวเหยียดยิ่งกว่าครั้งใดๆในประวัติศาสตร์แคว้นเว่ย ทำให้ชาวเมืองออกมาชี้ชวนกันดูอย่างตื่นเต้น ท่านอ๋องเก้าทรงม้าสีน้ำตาลทองตัวใหญ่องค์ชายรูปงามในชุดสีแดงช่างบาดตาบาดใจสตรีเมืองหลวงยิ่งนักพวกนางล้วนยกผ้าขึ้นซับน้ำตาด้วยความเสียดาย
“ไม่น่าเลยท่านอ๋องเก้าต้องตกเป็ของหมีขาวตัวนั้นแล้ว”
นับจากนี้ต่อไปตำแหน่งพระชายาเอกของท่านอ๋องเก้ามีผู้ที่น่ากลัวเกรงอย่างถึงที่สุดประจำการอยู่บรรดาคุณหนูน้อยใหญ่คงไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบมองพระพักตร์แค่ได้เห็นยินคำร่ำลือเกี่ยวกับขนาดพระวรกายของพระชายาเอกทุกคนก็ขนพองสยองเกล้ากันทั่วหน้า
“หากเ้ากล้ายิ้มให้ท่านอ๋องเก้าระวังองค์หญิงหมีขาวจะมาฉีกเนื้อเป็ชิ้นๆ ล่ะ” คำขู่ที่คุณชายทั้งหลายใช้ข่มขู่หญิงสาวให้พวกนางเลิกหวังในตัวท่านอ๋องเก้านับจากนี้ไปเมืองหลวงจะหมดชายหนุ่มที่ดึงดูดจิตใจหญิงสาวไปอีกหนึ่งทุกคนล้วนโล่งใจ
ฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จมาเป็ประธานในงานเช่นเคยงานนี้ชินอ๋องและพระชายาเอกก็มาร่วมงานด้วย บรรดาองค์ชายที่เหลือต่างมาอวยพรอย่างโล่งใจที่ตนรอดพ้นภัยพิบัติไปได้จึงต่างสรรหาของขวัญงานแต่งงานที่ดีที่สุดให้แก่ ท่านอ๋องเก้าผู้เสียสละต่อแผ่นดิน
แม้แต่องค์ชายสิบและองค์ชายสิบเอ็ดที่นับเป็ฝ่ายของฮองเฮาก็ยังมอบสิ่งที่ท่านอ๋องเก้าคาดไม่ถึงนั่นคือ เนื้อหยกชั้นดีที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อหลายปีก่อนองค์ชายเก้าเคยเอ่ยขอแลกกับของมีค่าที่ตนมี แต่องค์ชายสิบกลับไม่แยแสมาบัดนี้เพียงเพราะการอภิเษกสมรสกับหมีขาวข้าวของหายากมากมายที่เคยเอ่ยปากอยากได้กับคนในราชวงศ์ถึงกับมากองอยู่ตรงหน้า ‘การอภิเษกสมรสนี้ก็ไม่เลวแค่เลี้ยงหมีขาวเพิ่มในสวนหลังบ้านอีกตัว ทรัพย์สินเพิ่มพูนทวี’
ใน่ไหว้ฟ้าดินองค์หญิงซู่ลี่จึงได้แต่ประหลาดใจที่ท่านอ๋องเก้าเปลี่ยนจากใบหน้าเรียบเฉยเป็ยิ้มแย้มแจ่มใสฉับพลัน
‘เอาไว้เสร็จพิธีก่อนเถอะเ้าหมีขาว ข้าจะให้เ้าไปเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักที่หลังวังโน่น สวนป่าก็มีมากมายคงไม่ลำบากนักหรอก’
------------------------------------------------------------------
