ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

เล่มที่ 7 บทที่ 197 วายุคะนองแห่งจงโจว ธิดาสวรรค์แห่งเผ่าทวยเทพ

        มหาสงครามที่อุบัติขึ้น ณแดนบรรพชนของราชันย์เนตรเงินดึงดูดเหล่าสิ่งมีชีวิตโบราณจำนวนมากให้มาเยือนในทันที

        ในจำนวนนั้นยังมีคนจากเผ่าราชันย์อื่นอยู่ไม่น้อย

        เมื่อพวกมันเห็นซากปรักหักพังและสมรภูมินองเลือดเบื้องหน้าก็ต่างตกตะลึงพรึงเพริด

        ต้องรู้ว่าพลังของราชันย์เนตรเงินนั้นจัดว่าอยู่ในระดับต้นๆของหมื่นเผ่า

        มีราชันย์เซียนอยู่ถึงสองตน

        มิคาดว่าเพียงครึ่งวันกลับถูกคนตระกูลมู่โค่นกล้วยจนไร้หน่อ

        ยิ่งไปกว่านั้นมิใช่ท่านมู่เสินฉวนลงมือด้วยตนเอง มีแต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์เท่านั้น

        พลังน่ากลัวเช่นนี้ผู้ใดต่างก็ต้องจ้องมองด้วยความครั่นคร้าม

        "มู่เวิ่นเซียน"

        บนรถม้าศึกโบราณคันหนึ่งสตรีผมม่วงผู้มีสง่าราศีสูงส่งกล่าวพึมพำเบาๆสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

        การที่ต้องอยู่ในยุคสมัยเดียวกับบุคคลเช่นนี้ช่างมิต่างกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด

        แม้แต่นางผู้มีสายเลือดของจักรพรรดิโบราณก็นึกภาพแห่งชัยชนะไม่ออก

        ในภายภาคหน้าหากได้เผชิญหน้ากันบนเส้นทางจักรดาราโบราณ ย่อมเกิดมหาสงครามนองเลือดแน่!

        "กายาวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิด"

        "ร่างกายนี้แข็งแกร่งสามารถเทียบเคียงกับสายเลือดจักรพรรดิโบราณได้"

        เซียนจากทะเลปฐมกาลและถ้ำหวงจินสองเผ่าราชันย์ใหญ่ ต่างก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว จึงรีบรุดมายังที่แห่งนี้

        สายตาของพวกมันจ้องมองไปยังเหล่าคนตระกูลมู่โดยมิได้นัดหมายสีหน้าตกตะลึง!

        นี่คือยุคทองอันยิ่งใหญ่!

        ที่ซึ่งเหล่าราชันย์ผงาดขึ้นพร้อมกัน

        เส้นทางแห่งการทดสอบของแต่ละเผ่าพันธุ์จะทยอยเปิดออก

        เส้นทางโบราณของมนุษย์เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น

        ในภายภาคหน้าบนเส้นทางจักรดาราโบราณที่เปรอะเปื้อนโลหิตนั้นจะบังเกิดการปะทะอันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน

        ผู้ที่ปีนสู่จุดสูงสุดนั้นอาจได้ปกครองทั่วหมื่นเผ่า ชื่อเสียงอันเกริกเกียรติไปชั่วนิรันดร์!

        "พวกเราไปกันเถิด"

        "ไปพบปะเหล่าอัจฉริยะจากต่างแดนกัน"

        มู่เวิ่นเซียนหันไปมองคนทั้งสองแล้วกล่าวเสียงแผ่ว

        "ได้!" มู่ฮ่าวตอบรับโดยพลัน

        เขาพิสูจน์เต๋าด้วยความไร้เทียมทานตลอดเส้นทางของการพิชิต ย่อมมิอาจพลาดโอกาสในการขัดเกลาตนเองเช่นนี้

        จากนั้นคณะทั้งสามแห่งตระกูลมู่ก็กลับไปยังเรือรบที่สาดแสงเรืองรองแล้วหายลับไปจากผืนแผ่นดินเป่ยหยวนอันไร้ขอบเขตแห่งนี้

        ……

        จงอวี้ เมืองหวงจี๋

        เมืองหวงจี๋ตั้งอยู่ใจกลางสี่ราชวงศ์เซียนแห่งจงโจวตัวเมืองสูงตระหง่านเสียดฟ้า

        ราวกับเมืองสวรรค์ที่ทิ้งตัวลงมาจากเก้าฟ้าครองพื้นที่นับหมื่น หมู่เมฆหมอกปกคลุม เป็นเมืองที่เก่าแก่ยิ่ง

        กล่าวกันว่าที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่เส้นทางจักรดาราโบราณเปิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่งและมีที่มาอันลึกลับ

        เคยมีผู้พิทักษ์ของมนุษย์ปรากฏกายขึ้นที่นี่คอยนำทางเหล่าอัจฉริยะไร้ผู้ใดเทียบแห่งยุค

        ในตอนนี้บุคคลระดับโอรสจักรพรรดิจากต่างแดนจำนวนมากทยอยเดินทางมายังที่แห่งนี้ตามธรรมเนียม

        ภายในเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คนผู้ฝึกตนเดินขวักไขว่ ดูแล้วรุ่งเรืองยิ่งนัก

        ผู้ฝึกตนผู้มีลมปราณแข็งแกร่งนั้นมีให้เห็นดาษดื่นบางคราวเพียงสำรวจกลิ่นอาย ก็ทำให้จิตใจของผู้คนสั่นสะท้านได้

        ณ ขณะนั้นเองสตรีผู้หนึ่งราวกับเดินออกมาจากแดนเทพได้ปรากฏตัวขึ้น

        นางมีรูปร่างเปล่งปลั่ง ผิวพรรณดุจไข่มุกดวงตาคู่สวยงามดุจดาราจักร สาดแสงเซียน และเคลื่อนไปด้วยสีแห่งความฝัน 

        มีชายหนุ่มรูปงามหาใดเปรียบติดตามนางมา

        เมื่อปรากฏตัวขึ้นก็ก่อให้เกิดความสนใจครั้งใหญ่ทั่วเมืองหวงจี๋

        นั่นคือผู้คนจากเผ่าทวยเทพเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับและแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล!

        "เมี่ยวโหรว"

        "หนึ่งในธิดาสวรรค์แห่งเผ่าทวยเทพมิคาดคิดว่านางจะมายังภพฝังจักรพรรดิแห่งนี้ด้วยเพื่อเข้าร่วมเส้นทางจักรดาราโบราณของมนุษย์"

        บุคคลระดับทายาทจักรพรรดิจากต่างแดนจำสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ได้ดวงตาวูบไหวเล็กน้อย

        "ที่แท้ก็คือธิดาสวรรค์แห่งเผ่าทวยเทพนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย สมแล้วที่มีท่าทีเช่นนั้น"

        บางคนเผยสีหน้ากระจ่างทันที

        เผ่าพันธุ์นี้เก่าแก่ยิ่งนักโลหิตของเหล่าทวยเทพไหลเวียนอยู่ในร่าง เคยยืนหยัดเป็นที่หนึ่งอยู่หลายยุคสมัยเคยมีจักรพรรดิมาแล้วหลายองค์ ขนานนามว่าไร้ผู้ใดเทียมทาน ทั้งบนฟ้าและใต้หล้าหมื่นเผ่าต่างเทิดทูน

        "บันทึกโบราณกล่าวว่าเส้นทางจักรดาราโบราณของมนุษย์เคยเปิดขึ้นที่นี่"

        "จงรออยู่ที่นี่เถิด"

        เมี่ยวโหรวหลุบตาลง กล่าวอย่างแผ่วเบา

        "เคยเปิดขึ้นที่นี่ในอดีตมิได้หมายความว่าครานี้จะเปิดขึ้นที่นี่เช่นกัน"

        "ข้ามผ่านดวงดารามามากมาย"

        "หากให้รอตลอดไปคงน่าเบื่อแย่"

        กู่ซังกอดอกและพูดออกมาด้วยความเบื่อหน่ายไม่ได้มีท่าทีเคารพมากนัก

        คิดว่าในเผ่าทวยเทพฐานะของเขากับเมี่ยวโหรวคงไม่ได้แตกต่างกัน

        ความจริงก็เป็นเช่นนั้น

        เผ่าทวยเทพนั้นมีสาขามากมายมีสิบสองตระกูลใหญ่ยืนหยัด

        กู่ซังคือผู้นำรุ่นเยาว์จากหนึ่งในสิบสองตระกูลใหญ่ลมปราณที่บ่มเพาะนั้นเกินหยั่งถึงมีชื่อเสียงเกรียงไกรในจักรดาราแห่งเผ่าทวยเทพโบราณ

        "แล้วแต่เจ้า" เมี่ยวโหรวขมวดคิ้วมองเขาเล็กน้อย แล้วไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก

        ณ ขณะนั้นเอง

        นอกเมืองหวงจี๋ มีลำแสงจำนวนหนึ่งมาบรรจบกัน

        ชายสอง หญิงหนึ่ง

        รอบกายพวกเขาส่งพลังปราณที่แข็งแกร่งออกมาเห็นได้ชัดว่าเป็นกึ่งเซียนทั้งสิ้น!

        "หืม?"

        "นั่นคือทายาทรุ่นก่อนของตระกูลมู่!"

        "มู่เยว่เหยา มู่เฉิน มู่หลาง!!!"

        "มู่หลาง!?" ผู้ฝึกตนจากจงโจวคนหนึ่งอุทานออกมา

        ยังมีศิษย์จากตระกูลโบราณหลายคนที่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

        ชื่อเสียงเรียงนามนี้ค่อนข้างโด่งดังในจงโจว

        เมื่อสิบปีก่อนมู่หลางเคยมาท้าพนันกับตระกูลโบราณแห่งจงโจว ใช้ศีรษะแข็งๆ รับอาวุธศักดิ์สิทธิ์จนทำให้ทายาทตระกูลโบราณผู้นั้นหน้าเขียว

        และได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้หัวแข็งที่สุดของตระกูลมู่

        เมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้งก็มีผู้คนมากมายส่งสายตาที่ไม่เป็นมิตรมาในทันที

        "จิ๊ๆ เมืองหวงจี๋ช่างคึกคักเสียจริง"

        "ใบหน้าไม่คุ้นเยอะเลยแฮะเหมือนไม่ใช่ผู้ฝึกตนผู้มาจากดาวดวงนี้เลย"

        มู่หลางมองไปยังฝูงชนเบื้องล่างแล้วเหยียดยิ้มกว้าง

        "น่าจะมาจากต่างแดน"

        "ที่สุดแล้วที่นี่ก็เคยเป็นทางเข้าที่เส้นทางจักรดาราโบราณเปิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่ง"

        "หากมีผู้คนมารอก็ไม่แปลกกระมัง"

        บนใบหน้าอันหล่อเหลาของมู่เฉินเผยรอยยิ้มเหยียดและกล่าวตอบ

        เมื่อไม่นานมานี้เขาพบเจอวิถีเพลิงดวงที่ห้าที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนโบราณแห่งหนึ่งของจงโจว

        หล่อหลอมด้วยคัมภีร์จักรพรรดิเพลิงพลังจึงก้าวกระโดดไปอีกขั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดในตระกูลมู่

        มู่เยว่เหยาที่อยู่ด้านข้างยืนสงบอยู่กลางอากาศสิบปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนใบหน้างามของนางเลย

        รอยจันทราที่หน้าผากก็กลมเต็มดวงกายาเทพจันทราอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม กำลังรบสูงส่งเกินกว่าผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกัน

        แต่ในขณะนั้นเองดวงตาของนางกลับจ้องมองไปยังเมี่ยวโหรวและกู่ซังที่ไม่ไกลออกไป

        มู่เยว่เหยาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลึกลับที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกันจากคนทั้งสอง

        ถึงกับทำให้กายาเทพจันทราของนางบังเกิดความรู้สึกเล็กน้อยโลหิตเทพในร่างได้รับการดึงดูดโดยมิอาจควบคุม จนเกิดความเคลื่อนไหวอันน่าอัศจรรย์

        ในขณะเดียวกัน

        เมี่ยวโหรวและกู่ซังก็สังเกตเห็นนางแล้วเช่นกัน

        "หืม?"

        "เป็นกลิ่นอายของกายาเทพจันทรา"

        "ในดาราฝังจักรพรรดินี้มีสตรีมนุษย์ที่มีสายโลหิตบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ด้วยหรือ!"