มหาสงครามที่อุบัติขึ้น ณแดนบรรพชนของราชันย์เนตรเงินดึงดูดเหล่าสิ่งมีชีวิตโบราณจำนวนมากให้มาเยือนในทันที
ในจำนวนนั้นยังมีคนจากเผ่าราชันย์อื่นอยู่ไม่น้อย
เมื่อพวกมันเห็นซากปรักหักพังและสมรภูมินองเลือดเบื้องหน้าก็ต่างตกตะลึงพรึงเพริด
ต้องรู้ว่าพลังของราชันย์เนตรเงินนั้นจัดว่าอยู่ในระดับต้นๆของหมื่นเผ่า
มีราชันย์เซียนอยู่ถึงสองตน
มิคาดว่าเพียงครึ่งวันกลับถูกคนตระกูลมู่โค่นกล้วยจนไร้หน่อ
ยิ่งไปกว่านั้นมิใช่ท่านมู่เสินฉวนลงมือด้วยตนเอง มีแต่เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์เท่านั้น
พลังน่ากลัวเช่นนี้ผู้ใดต่างก็ต้องจ้องมองด้วยความครั่นคร้าม
"มู่เวิ่นเซียน"
บนรถม้าศึกโบราณคันหนึ่งสตรีผมม่วงผู้มีสง่าราศีสูงส่งกล่าวพึมพำเบาๆสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
การที่ต้องอยู่ในยุคสมัยเดียวกับบุคคลเช่นนี้ช่างมิต่างกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
แม้แต่นางผู้มีสายเลือดของจักรพรรดิโบราณก็นึกภาพแห่งชัยชนะไม่ออก
ในภายภาคหน้าหากได้เผชิญหน้ากันบนเส้นทางจักรดาราโบราณ ย่อมเกิดมหาสงครามนองเลือดแน่!
"กายาวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิด"
"ร่างกายนี้แข็งแกร่งสามารถเทียบเคียงกับสายเลือดจักรพรรดิโบราณได้"
เซียนจากทะเลปฐมกาลและถ้ำหวงจินสองเผ่าราชันย์ใหญ่ ต่างก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว จึงรีบรุดมายังที่แห่งนี้
สายตาของพวกมันจ้องมองไปยังเหล่าคนตระกูลมู่โดยมิได้นัดหมายสีหน้าตกตะลึง!
นี่คือยุคทองอันยิ่งใหญ่!
ที่ซึ่งเหล่าราชันย์ผงาดขึ้นพร้อมกัน
เส้นทางแห่งการทดสอบของแต่ละเผ่าพันธุ์จะทยอยเปิดออก
เส้นทางโบราณของมนุษย์เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น
ในภายภาคหน้าบนเส้นทางจักรดาราโบราณที่เปรอะเปื้อนโลหิตนั้นจะบังเกิดการปะทะอันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ผู้ที่ปีนสู่จุดสูงสุดนั้นอาจได้ปกครองทั่วหมื่นเผ่า ชื่อเสียงอันเกริกเกียรติไปชั่วนิรันดร์!
"พวกเราไปกันเถิด"
"ไปพบปะเหล่าอัจฉริยะจากต่างแดนกัน"
มู่เวิ่นเซียนหันไปมองคนทั้งสองแล้วกล่าวเสียงแผ่ว
"ได้!" มู่ฮ่าวตอบรับโดยพลัน
เขาพิสูจน์เต๋าด้วยความไร้เทียมทานตลอดเส้นทางของการพิชิต ย่อมมิอาจพลาดโอกาสในการขัดเกลาตนเองเช่นนี้
จากนั้นคณะทั้งสามแห่งตระกูลมู่ก็กลับไปยังเรือรบที่สาดแสงเรืองรองแล้วหายลับไปจากผืนแผ่นดินเป่ยหยวนอันไร้ขอบเขตแห่งนี้
……
จงอวี้ เมืองหวงจี๋
เมืองหวงจี๋ตั้งอยู่ใจกลางสี่ราชวงศ์เซียนแห่งจงโจวตัวเมืองสูงตระหง่านเสียดฟ้า
ราวกับเมืองสวรรค์ที่ทิ้งตัวลงมาจากเก้าฟ้าครองพื้นที่นับหมื่น หมู่เมฆหมอกปกคลุม เป็นเมืองที่เก่าแก่ยิ่ง
กล่าวกันว่าที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่เส้นทางจักรดาราโบราณเปิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่งและมีที่มาอันลึกลับ
เคยมีผู้พิทักษ์ของมนุษย์ปรากฏกายขึ้นที่นี่คอยนำทางเหล่าอัจฉริยะไร้ผู้ใดเทียบแห่งยุค
ในตอนนี้บุคคลระดับโอรสจักรพรรดิจากต่างแดนจำนวนมากทยอยเดินทางมายังที่แห่งนี้ตามธรรมเนียม
ภายในเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้คนผู้ฝึกตนเดินขวักไขว่ ดูแล้วรุ่งเรืองยิ่งนัก
ผู้ฝึกตนผู้มีลมปราณแข็งแกร่งนั้นมีให้เห็นดาษดื่นบางคราวเพียงสำรวจกลิ่นอาย ก็ทำให้จิตใจของผู้คนสั่นสะท้านได้
ณ ขณะนั้นเองสตรีผู้หนึ่งราวกับเดินออกมาจากแดนเทพได้ปรากฏตัวขึ้น
นางมีรูปร่างเปล่งปลั่ง ผิวพรรณดุจไข่มุกดวงตาคู่สวยงามดุจดาราจักร สาดแสงเซียน และเคลื่อนไปด้วยสีแห่งความฝัน
มีชายหนุ่มรูปงามหาใดเปรียบติดตามนางมา
เมื่อปรากฏตัวขึ้นก็ก่อให้เกิดความสนใจครั้งใหญ่ทั่วเมืองหวงจี๋
นั่นคือผู้คนจากเผ่าทวยเทพเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับและแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล!
"เมี่ยวโหรว"
"หนึ่งในธิดาสวรรค์แห่งเผ่าทวยเทพมิคาดคิดว่านางจะมายังภพฝังจักรพรรดิแห่งนี้ด้วยเพื่อเข้าร่วมเส้นทางจักรดาราโบราณของมนุษย์"
บุคคลระดับทายาทจักรพรรดิจากต่างแดนจำสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ได้ดวงตาวูบไหวเล็กน้อย
"ที่แท้ก็คือธิดาสวรรค์แห่งเผ่าทวยเทพนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย สมแล้วที่มีท่าทีเช่นนั้น"
บางคนเผยสีหน้ากระจ่างทันที
เผ่าพันธุ์นี้เก่าแก่ยิ่งนักโลหิตของเหล่าทวยเทพไหลเวียนอยู่ในร่าง เคยยืนหยัดเป็นที่หนึ่งอยู่หลายยุคสมัยเคยมีจักรพรรดิมาแล้วหลายองค์ ขนานนามว่าไร้ผู้ใดเทียมทาน ทั้งบนฟ้าและใต้หล้าหมื่นเผ่าต่างเทิดทูน
"บันทึกโบราณกล่าวว่าเส้นทางจักรดาราโบราณของมนุษย์เคยเปิดขึ้นที่นี่"
"จงรออยู่ที่นี่เถิด"
เมี่ยวโหรวหลุบตาลง กล่าวอย่างแผ่วเบา
"เคยเปิดขึ้นที่นี่ในอดีตมิได้หมายความว่าครานี้จะเปิดขึ้นที่นี่เช่นกัน"
"ข้ามผ่านดวงดารามามากมาย"
"หากให้รอตลอดไปคงน่าเบื่อแย่"
กู่ซังกอดอกและพูดออกมาด้วยความเบื่อหน่ายไม่ได้มีท่าทีเคารพมากนัก
คิดว่าในเผ่าทวยเทพฐานะของเขากับเมี่ยวโหรวคงไม่ได้แตกต่างกัน
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น
เผ่าทวยเทพนั้นมีสาขามากมายมีสิบสองตระกูลใหญ่ยืนหยัด
กู่ซังคือผู้นำรุ่นเยาว์จากหนึ่งในสิบสองตระกูลใหญ่ลมปราณที่บ่มเพาะนั้นเกินหยั่งถึงมีชื่อเสียงเกรียงไกรในจักรดาราแห่งเผ่าทวยเทพโบราณ
"แล้วแต่เจ้า" เมี่ยวโหรวขมวดคิ้วมองเขาเล็กน้อย แล้วไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
ณ ขณะนั้นเอง
นอกเมืองหวงจี๋ มีลำแสงจำนวนหนึ่งมาบรรจบกัน
ชายสอง หญิงหนึ่ง
รอบกายพวกเขาส่งพลังปราณที่แข็งแกร่งออกมาเห็นได้ชัดว่าเป็นกึ่งเซียนทั้งสิ้น!
"หืม?"
"นั่นคือทายาทรุ่นก่อนของตระกูลมู่!"
"มู่เยว่เหยา มู่เฉิน มู่หลาง!!!"
"มู่หลาง!?" ผู้ฝึกตนจากจงโจวคนหนึ่งอุทานออกมา
ยังมีศิษย์จากตระกูลโบราณหลายคนที่สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ชื่อเสียงเรียงนามนี้ค่อนข้างโด่งดังในจงโจว
เมื่อสิบปีก่อนมู่หลางเคยมาท้าพนันกับตระกูลโบราณแห่งจงโจว ใช้ศีรษะแข็งๆ รับอาวุธศักดิ์สิทธิ์จนทำให้ทายาทตระกูลโบราณผู้นั้นหน้าเขียว
และได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้หัวแข็งที่สุดของตระกูลมู่
เมื่อเขาปรากฏตัวอีกครั้งก็มีผู้คนมากมายส่งสายตาที่ไม่เป็นมิตรมาในทันที
"จิ๊ๆ เมืองหวงจี๋ช่างคึกคักเสียจริง"
"ใบหน้าไม่คุ้นเยอะเลยแฮะเหมือนไม่ใช่ผู้ฝึกตนผู้มาจากดาวดวงนี้เลย"
มู่หลางมองไปยังฝูงชนเบื้องล่างแล้วเหยียดยิ้มกว้าง
"น่าจะมาจากต่างแดน"
"ที่สุดแล้วที่นี่ก็เคยเป็นทางเข้าที่เส้นทางจักรดาราโบราณเปิดขึ้นในยุคสมัยหนึ่ง"
"หากมีผู้คนมารอก็ไม่แปลกกระมัง"
บนใบหน้าอันหล่อเหลาของมู่เฉินเผยรอยยิ้มเหยียดและกล่าวตอบ
เมื่อไม่นานมานี้เขาพบเจอวิถีเพลิงดวงที่ห้าที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนโบราณแห่งหนึ่งของจงโจว
หล่อหลอมด้วยคัมภีร์จักรพรรดิเพลิงพลังจึงก้าวกระโดดไปอีกขั้น ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ใดในตระกูลมู่
มู่เยว่เหยาที่อยู่ด้านข้างยืนสงบอยู่กลางอากาศสิบปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนใบหน้างามของนางเลย
รอยจันทราที่หน้าผากก็กลมเต็มดวงกายาเทพจันทราอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม กำลังรบสูงส่งเกินกว่าผู้ฝึกตนรุ่นเดียวกัน
แต่ในขณะนั้นเองดวงตาของนางกลับจ้องมองไปยังเมี่ยวโหรวและกู่ซังที่ไม่ไกลออกไป
มู่เยว่เหยาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายลึกลับที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกันจากคนทั้งสอง
ถึงกับทำให้กายาเทพจันทราของนางบังเกิดความรู้สึกเล็กน้อยโลหิตเทพในร่างได้รับการดึงดูดโดยมิอาจควบคุม จนเกิดความเคลื่อนไหวอันน่าอัศจรรย์
ในขณะเดียวกัน
เมี่ยวโหรวและกู่ซังก็สังเกตเห็นนางแล้วเช่นกัน
"หืม?"
"เป็นกลิ่นอายของกายาเทพจันทรา"
"ในดาราฝังจักรพรรดินี้มีสตรีมนุษย์ที่มีสายโลหิตบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ด้วยหรือ!"