ซุนจินหลงหันกลับไปมองที่เขตอาคมและกล่าวอย่างจริงจัง “เอาล่ะ เจ้าเสียเวลามามากแล้ว ข้าจะส่งเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้”
ด้วยการโบกแขนเสื้อ ทันใดนั้นวงแหวนเขตอาคมพลันปรากฏให้เห็นระลอกคลื่นขนาดใหญ่ บรรยากาศโดยรอบโหมกระหน่ำด้วยกระแสลมที่พัดอย่างบ้าคลั่ง
แต่ก่อนที่จางหลินจะก้าวเข้าสู่วงแหวนอาคม ซุนจินหลงก็หันไปกล่าวว่า “หากเจ้ากลับไปและมอบผลมหาโพธิสัตว์ให้แก่พ่อของเจ้าแล้ว ให้เจ้าจำไว้อีกหนึ่งสิ่ง…”
“ได้โปรดชี้แนะด้วย” จางหลินประสานมือและรับฟัง
ซุนจินหลงมองไปยังเขตอาคมตรงหน้า ก่อนที่ใบหน้าที่ใจดีจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม “หากเป็นไปได้ อย่าได้ก้าวออกจากเมืองหยางโจวเป็นอันขาด นี่ถือว่าเป็นหนึ่งในคำขอจากข้า และข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถรักษาสัญญาได้”
คิ้วของจางหลินมุ่นลงเล็กน้อยกับคำขอนี้ เขาทำได้เพียงส่ายหน้าและปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา “ข้าไม่สามารถรับปากท่านได้จริงๆ ท้ายที่สุดไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร… โชคชะตาจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางด้วยตัวของมันเอง”
“โชคชะตาจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางด้วยตัวของมันเอง?” ซุนจินหลงพึมพำเบาๆด้วยดวงตาที่ปกคลุมด้วยหมอก เขาถอนหายใจอย่างขมขื่น “ลืมมันไปเถอะ เจ้าออกไปได้แล้ว”
“ผู้เฒ่าซุน ไว้คราวหน้าข้าจะกลับมาเยี่ยมเยียนท่านอีกครั้ง” จางหลินโค้งคำนับและประสานมือไปยังทิศทางของซุนจินหลงและซุนเฮ่ยชิง
เขาเดินเข้าไปในวงแหวนอาคม ระลอกคลื่นขนาดใหญ่เข้าปกคลุม ก่อนที่ร่างของเขาจะหายไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างไร้ร่องรอย
แม้จางหลินจะจากไปแล้ว หากแต่ซุนจินหลงยังคงยืนอยู่ที่เดิมพลางถอนหายใจเป็นระยะๆ
ซุนเฮ่ยชิงก้าวมาข้างหน้า เขาอดไม่ได้ที่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นครั้นเห็นว่าซุนจินหลงปฏิบัติกับจางหลินด้วยอัธยาศัยที่ดีผิดปกติ “พะ-พี่ใหญ่ ชายผู้นั้นเป็นใครกันแน่? เหตุใดท่านถึงได้ยอมอ่อนข้อถึงเพียงนี้?”
ซุนจินหลงเหลือบตามองซุนเฮ่ยชิง ก่อนจะกล่าวสั้นๆ “เขาคือผู้ครอบครองจิตเทพพฤกษา…”
"อะไร!” เมื่อได้ยินคำว่า ‘จิตเทพพฤกษา’ สีหน้าที่สงสัยของซุนเฮ่ยชิงก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและความไม่เชื่อ “ขะ-เขาคือ…ผู้สืบสายเลือดราชวงศ์จักรพรรดิโบราณ!?”
ซุนจินหลงพยักหน้าอย่างหนักหน่วง เขาหยิบกิ่งไม้สีทองออกมาแสดงให้ซุนเฮ่ยชิงได้ประจักษ์ และทันทีที่ซุนเฮ่ยชิงเข้าใกล้กิ่งไม้ หัวใจของเขาก็เต้นแรงราวกับได้กับพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง!
ไม่ผิดแน่!
กิ่งไม้สีทองที่ซุนจินหลงได้รับมาจากจางหลินมีต้นกำเนิดมาจากจิตเทพพฤกษา!
ซุนเฮ่ยชิงเคยเห็นกิ่งไม้ลักษณะเช่นนี้มาก่อนจากบนศิลาบรรพบุรุษของเผ่าวานรบรรพกาล!
ซุนจินหลงยิ้มอย่างขมขื่นและดีใจในเวลาเดียวกัน “เขาควรจะเป็นรัชทายาทองค์สุดท้ายที่หายตัวไปก่อนการกวาดล้างครั้งนั้น และชื่อจางหลินก็คงจะเป็นชื่อใหม่ของเขา”
ซุนเฮ่ยชิงกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่โดยไม่ได้ตั้งใจ ดวงตาของเขาสั่นไหวด้วยความกลัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน “แต่มิใช่ว่าผู้สืบสายเลือดราชวงศ์จักรพรรดิโบราณทั้งหมด—”
ดวงตาของซุนจินหลงเฉียบคมดุจดั่งกระบี่ เขาพูดแทรกขึ้นว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจ แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงองค์ชายเจ็ดเท่านั้นที่ยังไม่พบร่าง… ข้าคิดว่าจางหลินอาจจะเป็นองค์ชายเจ็ดคนนั้น”
ซุนเฮ่ยชิงที่กำลังขมวดคิ้วแย้งขึ้นมาว่า “พี่ใหญ่ แต่การกวาดล้างในครั้งนั้นเกิดขึ้นก่อนรัชศกหยวนเทียนด้วยซ้ำ หากเขาเป็นองค์ชายเจ็ด เขาจะมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้อย่างไรโดยที่ไม่มีพลังยุทธ์?”
“ข้าเองก็ตอบไม่ได้” ซุนจินหลงเองก็ส่ายหน้าอย่างไร้ความคิด จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับเข้าไปในป่า
ระหว่างนี้ซุนจินหลงก็พูดขึ้น “ราชวงศ์จักรพรรดิโบราณเป็นผู้มีพระคุณของเผ่าวานรมาช้านาน หากวันแห่งการพิพากษาไม่ได้องค์มหาจักรพรรดิเข้าช่วยเหลือ เผ่าวานรคงจะถูกกำจัดให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์แล้ว…”
“ตามคำสอนของบรรพบุรุษ หากว่าพวกเราพบกับชายที่มีจิตเทพพฤกษา จงให้ความช่วยเหลือแก่เขาให้ได้มากที่สุดแม้จะต้องสละชีวิตก็ตาม! นั่นเป็นเหตุผลที่ข้ายอมที่จะมอบผลมหาโพธิสัตว์ที่เป็นถึงสมบัติต้นกำเนิดให้แก่เขาโดยไม่ลังเล” ซุนจินหลงพูดเหตุผลที่เขายอมมอบผลมหาโพธิสัตว์ให้แก่จางหลินไปง่ายๆ
ซุนเฮ่ยชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ หากจางหลินผู้นั้นคือองค์ชายเจ็ด การกระทำทุกอย่างของซุนจินหลงก็นับว่าสมเหตุสมผล
แค่ผลมหาโพธิสัตว์ผลเดียว เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ราชวงศ์จักรพรรดิโบราณได้ช่วยเหลือเผ่าวานรบรรพกาลไว้ในอดีต
ขณะที่ทั้งสองเดินกลับไปยังถ้ำพำนัก จู่ๆ ซุนเฮ่ยชิงก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “ข้าเกือบลืมไป ก่อนหน้านี้ที่ข้าออกไปด้านนอกเพื่อนำผลมหาโพธิสัตว์กลับมา ข้าสัมผัสได้ถึงรัศมีของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งถึงสองคนที่กำลังตามหาใครบางคน และเมื่อครู่นี้องค์ชายเจ็ดกล่าวว่าเขากำลังถูกตามล่าโดยผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้งเช่นกัน... หากข้าเดาไม่ผิดพวกมันคงจะกำลังตามหาองค์ชายเจ็ดอยู่เป็นแน่!”
ดวงตาของซุนจินหลงฉายรังสีเข่นฆ่าออกมาโดยทันที “โอ้? เจ้าไปได้ยินอะไรมาบ้าง?”
“ดูเหมือนองค์ชายเจ็ดจะทำให้ชายหนุ่มผู้หนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากยาพิษ และคนพวกนั้นก็ยังเป็นคนของราชสำนักแห่งแคว้นฉู่ และมีอีกคนที่มาจากสำนักจักรพรรดิดารา…” ซุนเฮ่ยชิงได้เล่าเหตุการณ์คร่าวๆที่เขาไปได้ยินบทสนทนาของหยูเป่ยเทียนและหยุนเหวินให้ซุนจินหลงได้ฟัง
ซุนจินหลงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ฟังจากที่เจ้าพูดมา ดูเหมือนว่าคนพวกนั้นจะยังไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงขององค์ชายเจ็ดใช่หรือไม่?”
ซุนเฮ่ยชิงยืนยัน “พวกมันเรียกองค์ชายเจ็ดว่าชายสวมหน้ากากงิ้ว ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับองค์ชายเจ็ดเลย”
ซุนจินหลงผงกศีรษะอีกครั้ง เขาคิดไม่นานก่อนจะเริ่มออกคำสั่ง “ข้ามอบหน้าที่ให้เจ้า ซุนเจี้ยนและซุนเฉิงไปดึงความสนใจของผู้ที่ไล่ตามองค์ชายเจ็ดไว้ อย่าให้พวกมันไปปรากฏตัวในบริเวณทิศใต้ของผืนป่าเป็นอันขาด…”
“หากพวกมันเป็นคนของราชสำนักอย่างที่เจ้าว่า การฆ่าพวกมันย่อมมีปัญหามากมายตามมา ดังนั้นเจ้าแค่ต้องทุบตีและขับไล่พวกมันให้ไปพ้นทางขององค์ชายเจ็ดให้ได้ก็เป็นพอ” ซุนจินหลงพูดด้วยเสียงทุ้ม
ซุนเฮ่ยชิงประสานมือน้อมรับในทันที “ข้าจะรีบจัดการให้”
ไม่นานซุนเฮ่ยชิงก็ออกไปจากถ้ำ พร้อมกับสัตว์วิญญาณระดับ 7 อีกสองตน พวกเขาหายไปในทิศตะวันออกของป่าอสูรร่ำไห้
เป้าหมายก็คือหยูเป่ยเทียน ฉู่หยานและหยุนเหวิน!
เมื่อซุนเฮ่ยชิงจากไป ซุนจินหลงก็หยิบกิ่งไม้สีทองขึ้นมามองด้วยแววตาที่มีนัยยะ เขาพบเข้ากับอักขระจางๆที่แทบจะมองไม่เห็นบนกิ่งไม้สีทอง
จู่ๆ สีหน้าของซุนจินหลงก็เปลี่ยนไป “อาคมปิดผนึก? เป็นไปได้ไหมว่ามีใครบางคนปิดผนึกพลังสายเลือดขององค์ชายเจ็ดไว้?”
“มันอาจจะเป็นฝีมือของท่านมหาจักรพรรดิ…” ซุนจินหลงเข้าใจบางอย่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน พลางถอนหายใจยาวอีกครั้ง “ข้าหวังว่าพลังสายเลือดขององค์ชายเจ็ดจะถูกปิดผนึกไปตลอดกาล มิเช่นนั้นเส้นทางแห่งการทำลายล้างก็อาจจะอุบัติขึ้นอีกครั้ง”