สองวันถัดมา ขบวนราชรถัอันอลังการพร้อมขบวนทหารติดตามอีกจำนวนหนึ่งก็มาถึงใจกลางเมืองเซิ่งหนาน ชาวบ้านที่ทราบข่าวเบื้องต้นแล้วก็ค่อยๆ ถอยออกจากถนนหนทางปล่อยขบวนอันยาวเหยียดนี้เคลื่อนผ่านมุ่งหน้าไปยังจวนอ๋องเซิ่งหนานแทน
“นี่หรือที่ว่าเป็ฮ่องเต้ของพวกเรา”
“น่าจะใช่ เห็นมีทหารบอกว่าถ้าขบวนใหญ่ๆ มาให้หลบ อย่ามองหน้าคนในขบวน”
“พวกเขามาที่นี่ทำไมกัน”
“คงมาเยี่ยมลูกชายเขาสิ”
“พระโอรสต่างหาก”
“โอรสก็โอรส แต่ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะ ท่านอ๋องอยู่คนเดียวมาตลอดเจ็ดปี บุกป่าตัดหญ้า จนเมืองร่มเย็น กว้างขวางถึงจะพากันมา เมื่อก่อนเหตุใดไม่เคยได้ยินเื่เช่นนี้เลย” เสียงชาวบ้านเล่าลือกันไปต่างๆ นาๆ ก่อนจะแยกย้ายกันทำมาค้าขายตามปกติ พวกเขาไม่สันทัดกับพระราชพิธีใดๆ ทั้งนั้น เพราะเวลาท่านอ๋องเสด็จผ่านอย่างมากก็ะโเรียก เซิ่งหนานอ๋องก็จะโบกมือให้แล้วก็ขี่ม้าผ่านไป คราวนี้บอกว่าคนจากวังหลวงมา พวกเขาต้องทำตัวอย่างไรดี
เซิ่งหนานอ๋องมู่เฉิงชาง มารอรับเสด็จพระบิดาที่หน้าวังของตนเอง เขาเห็นบรรดาพี่น้องที่บัดนี้หน้าตาเปลี่ยนไปบ้างตามกาลเวลากำลังเดินมุ่งหน้ามาหาตนเองเช่นกัน
“น้องสิบเอ็ด ทำไมจวนของเ้าถึงได้เล็กเช่นนี้ น้องอยู่สบายดีหรือ” องค์ชายใหญ่ผู้เป็รัชทายาทก็มาด้วยหรือ พวกเขาคิดอะไรกันแน่นะ
“ถวายพระพรรัชทายาท”
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก นี่น้อง สาม น้องห้า น้องเจ็ด” เขาจำคนพวกนี้ไม่ได้นักเพราะตนเองถือกำเนิดจากนางสนมที่อยู่ห่างไปอีกหลายขั้น อยู่กับมารดาได้เพียงห้าขวบท่านก็เสียชีวิตไป เขาจึงอาศัยอยู่เรือนหลังเล็กกับท่านพ่อบ้าน นางกำนัลและโหลวอี้เจี๋ยที่คอยติดตามมาั้แ่เป็หนุ่มเลยทีเดียว
“เชิญเสด็จเข้าไปพักด้านในก่อน”
“อืม ดีๆ ๆ เมืองของเ้าห่างไกลและกันดารเสียจริงกว่าจะเดินทางมาถึงก็เกือบครึ่งค่อนเดือนเลยทีเดียว” หนึ่งเหล่าองค์ชายกล่าวคำนี้ออกมา เขาเองก็ได้แต่ยิ้มสู้เพราะที่นี่กับเมืองหลวงก็ไกลกันจริงๆ
“ที่นี่มีชาชื่อดังอะไรบ้างไหม”
“เห็นจะมีชาดอกไม้ป่าของเซิ่งหนานนี่แหละพะยะค่ะ ไม่ทราบว่าจะพอทานได้หรือไม่” สี่องค์ชายหันมองกันพร้อมกับทำสีหน้าดูถูกอย่างที่สุด เพราะเมืองแห่งนี้แลดูกันดารมากเกินกว่าจะรับไหว
“ข้าไม่น่าขอติดตามเสด็จพ่อมาเลย อะไรก็ไม่มี มองไปก็มีแต่ป่าเขา เดินทางก็ลำบาก” องค์ชายห้ากล่าวออกมาขณะที่เฉิงชางกำลังเรียกให้คนนำมาริน
“พวกเ้าวางไว้นั่นแหละ เดี๋ยวข้ารินเอง” นางกำนัลรับใช้ขยับกายถอยออกไปแล้วเขาจึงหยิบกาน้ำชาเดินไปรินให้ผู้เป็พี่ชายร่วมบิดาด้วยตนเอง
“เ้ารินให้แค่องค์รัชทายาทก็แล้วกัน ข้ายังไม่กระหายนัก รอเสด็จพ่อก่อนจะดีกว่า” องค์สามออกตัวก่อนเป็คนแรก เพราะในขบวนเสด็จของฮ่องเต้ย่อมมีชาชั้นดีติดมาด้วยอยู่แล้ว เขารอได้และจะไม่จิบชาดอกไม้ป่าโดยเด็ดขาด
“รินมาเถอะน้องสิบเอ็ด ข้าหิวน้ำมากเลย” เป็องค์ชายเจ็ดที่บอกให้รินได้ส่วนองค์รัชทายาทคล้ายจะไม่อยากดื่มนักแต่ก็ขัดไม่ได้
“เช่นนั้นลองชิมก่อนนะพะยะค่ะ” เขารินน้ำชาลงถ้วยแล้วก็ยืนรอฟังผลอีกฝ่ายที่กำลังคอแห้งจึงหยิบเข้าไปดื่มทันที
“ดีมากเลย หอม หวานติดปลายลิ้นด้วย เอาอีกซิ หอมกว่าชาในวังของข้าเสียอีก” องค์ชายใหญ่ได้ยินเช่นนั้นก็เหลือบมองถ้วยของตนเองบ้าง ก่อนจะลองจิบเข้าไปหนึ่งคำ
“อืม ไม่เลวนี่”
“จริงหรือพี่ใหญ่” อีกสององค์ชายรีบเอ่ยถามทันทีท่าทางเย่อหยิ่งเมื่อสักครู่ก็หายไปเช่นกัน
“พวกเ้าจะไม่ลองจริงหรือ”
“คือ...”
“ข้าจะรินไว้ให้ก็แล้วกัน กว่าขบวนใหญ่จะมาถึงคงอีกสักพัก” มู่เฉิงชางแอบยิ้มขันในใจเมื่อพบว่าพวกเขาคงไม่อยากกลืนน้ำลายตนเอง กริยาที่แสดงออกมาแล้วยากจะเอาคืนแต่เขาจะไม่หักหน้าบรรดาผู้มีสถานะดั่งพี่ชายพวกนี้ก็แล้วกัน
เขาปล่อยให้องค์ชายทั้งหลายพักผ่อนส่วนตนเองก็ไปรอรับเสด็จฮ่องเต้ที่หน้าประตูอีกครั้ง คราวนี้เขาบอกท่านพ่อบ้านให้เรียกเอาบรรดาข้ารับใช้มาด้วยจะได้มีคนจำนวนมากขึ้นมาหน่อย ไม่วังเวงมากจนเกินไป
รถัสีเหลืองงดงามมาถึงแล้วฮ่องเต้หย่งิเสด็จลงมาพร้อมกับเ้าของบ้านที่ถวายเคารพด้วยเช่นกัน ผู้สูงวัยกว่ากวาดสายตามองโดยรอบก่อนจะบอกให้ทุกคนลุกขึ้นยืน
“เชิญเสด็จด้านในพะยะค่ะ” ร่างของบุรุษวัยห้าสิบแต่สายตามีความเฉียบคมตวัดมองเขาเพียงชั่วครู่แต่ไม่รับสั่งสิ่งใดออกมา ขันทีที่คอยดูแลจึงทูลเชิญให้เข้าไปพักด้านในแทน
“เ้าจัดที่พักให้พวกเราแล้วหรือยังน้องสิบเอ็ด”
“ได้ยินว่าจะเสด็จมาประพาสป่า เลยให้คนจัดกระโจมไว้ที่ด้านนอกพะยะค่ะ”
“อะไรกัน ให้พวกเราไปนอนข้างนอกหรือ ถึงความจริงแม้ว่าวังอ๋องของเ้าจะเล็ก แต่อยู่ข้างในนี้ก็ย่อมดีกว่าไปนอนข้างนอกแหละ” พี่สามคนเดิมเป็คนกล่าว
“เสด็จพ่อเห็นเช่นไรพะยะค่ะ”
“แล้วแต่เ้าของบ้านเขาก็แล้วกัน”
“เช่นนั้นเสด็จพ่อกับเสด็จพี่ก็ประดับที่นี่เถิดพะยะค่ะ หม่อมฉันจะออกไปพักที่กระโจมด้านนอกกับพวกทหารเอง” พอได้เห็นกริยาและได้ทราบความคิดของเหล่าพี่ชายแล้วเขาก็นึกถึงไต้ซือไป๋คุนขึ้นมาทันที เหตุนี้สินะที่ให้เขาย้ายทรัพย์สินมีค่าออกจนหมด เพราะขืนไม่เคลื่อนย้ายคนของวังหลวงคงต้องแอบสอบถามถึงที่มา รวมไปถึงการใช้จ่ายของเมืองนี้อีกแน่นอน ท่านอาจารย์ทั้งหลายก็เตือนแล้วว่าการมาหนนี้อาจจะเป็การมาตรวจสอบว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไรก็เป็ได้ แต่พอพบว่าเขาไม่มีสิ่งของมีค่าอะไรเลยพวกเขาจึงมีแต่ความสบายใจ
ตอนแรกก็แอบคิดว่าเสด็จพ่อคงเป็ห่วงเลยเสด็จมาเยี่ยมเยือน แต่พอได้ฟังถ้อยรับสั่งของพระองค์ กับคนอื่นๆ แล้วก็คิดว่าคง้ามาดูว่าเป็ยังไง มีอำนาจมากพอจะเป็ภัยต่อราชบัลลังก์หรือยังสินะ
เขานี่มันจริงๆ เลย
คิดไปเองเพียงลำพังเสียจริง
ฮ่องเต้มาได้วันที่สองก็เลิกตรวจตราจวนของเซิ่งหนานอ๋อง เพราะนอกจากที่พักและเตียงนอนแล้วก็ไม่มีทรัพย์สินมีค่าเลย แม้แต่หญิงงามสักคนในจวนยังแทบหาไม่ได้เลย หรือคนที่มาแจ้งข่าวสารจะคิดไปเองว่าเมืองนี้ร่ำรวย การค้าเจริญยิ่ง อีกไม่นานก็จะกลายเป็เมืองชายแดนที่ทรงอิทธิพลแล้ว
“เป็อย่างไรบ้างพวกเ้าสบายดีหรือ”
“ห้องนอนเล็กมากเลยพะยะค่ะ ที่นอนก็แข็ง หม่อมฉันนอนไม่หลับทั้งคืน” องค์รัชทายาทกล่าวตอบออกมาซึ่งคนอื่นๆ ก็พยักหน้าเช่นกัน
“เตียงไม้ไผ่ก็แข็งแล้วก็ไม่ราบเรียบนัก นอนไม่สบายอยู่บ้าง แต่แปลกเ้าเด็กนั่นกลับนอนมาได้ตั้งหลายปี”
“ใช่แล้วพะยะค่ะ เฉิงชางคงเหมาะกับที่นี่เป็อย่างมากเลย” บรรดาโอรสกล่าวแล้วก็ขบขันกันอย่างสนุกสนาน แต่พระองค์กลับครุ่นคิดไปว่า ในตอนที่มาถึงเมืองนี้เ้าเด็กนั่นอายุเพียงสิบกว่าปีกลับต้องใช้ชีวิตเช่นนี้น่ะหรือ
ลำบากแย่แล้ว
ก่อนจะเดินทางมาที่นี่ก็ทรงให้คนตรวจสอบว่ามีเบี้ยหวัดถูกเบิกจากองค์ชายสิบเอ็ดหรือไม่ กลับต้องใเมื่อพบว่าแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่มี ในขณะที่ตำหนักอื่นๆ ใช้อย่างเต็มจำนวนที่กำหนดไว้เสมอ
แล้วที่ผ่านมาเขากับทหารและชาวบ้านกินอยู่กันยังไง
แม้จะเห็นใจโอรสเพียงไหนแต่ก็ไม่ทรงลืมคำทำนายที่ได้รับเลยสักครั้ง ความหวาดระแวงก็ยังคงมีอยู่เื่มู่เฉิงชางจะเป็คนที่ปกครองเมืองได้เป็อย่างดี ทั้งที่องค์รัชทายาทเองก็ยังไม่มีคำทำนายเช่นนี้ออกมากลับไปออกที่องค์ชายที่อายุน้อยสุดแถมยังเป็โอรสที่กำเนิดจากพระสนมอีกด้วย
จะว่าดีมันก็ดี จะว่าไม่ดีมันก็ไม่ดี
ดังนั้นเช้านี้เขาควรจะไปดูสักหน่อยว่าพวกเขามีความเป็อยู่กันอย่างไรบ้าง
“เสด็จพ่อจะทรงนั่งรถชมเมืองหรือพะยะค่ะ” มู่เฉิงชางทราบเื่นี้ในตอนสายสักเล็กน้อย เพราะหลังจากมื้อเช้าก็ได้ยินคำเปรยเช่นนี้ออกมา
“ใช่ เราอยากเห็นว่ามลฑลทางใต้ของต้าเหยียนเป็อย่างไรบ้าง”
“แต่ว่าเส้นทางไม่ค่อยดีนัก”
“จริงด้วยเสด็จพ่อ เส้นทางที่เซิ่งหนานไม่ค่อยราบเรียบ จะไม่ลำบากพระวรกายหรือพะยะค่ะ” องค์ชายรัชทายาทรีบกราบทูลเพราะเกรงว่าบิดาอาจจะเจ็บป่วยได้หากไปเดินทางบนเส้นทางเช่นนั้นทั้งวัน ขนาดนั่งรถม้ามาที่นี่ก็ป่วยกันไปหลายหนหัวโยกหัวคลอนกันไปเสียหมด เ้าสาม เ้าห้า เ้าเจ็ดก็ล้วนแต่เหน็ดเหนื่อยเพราะเื่นี้กันทั้งนั้น
“เหตุใดน้องสิบเอ็ดไม่ทำถนนดีๆ เล่า เ้าน่าจะจำถนนที่เมืองหลวงได้นะ ราบเรียบเหมาะแก่การสัญจรไปมาจะทำให้เดินทางได้เร็วขึ้นนะ” องค์ชายห้ากล่าวออกมาเป็เชิงตำหนิและเป็เชิงยกตนข่มอีกฝ่ายที่ด้อยกว่า ส่วนองค์ชายเจ็ดก็ได้แต่ขัดเบาๆ ว่า
“ที่นี่ไกลห่างจากเมืองอื่นๆ ติดชายแดนอีกด้วย มีแต่ชาวบ้านใช้งาน ท่านจะให้เขาทำงดงามไปทำไมกันเสด็จพี่”
“จริงด้วย เ้าก็พูดไป หากน้องสิบเอ็ดทำถนนได้งดงามเท่าเมืองหลวงก็คงไม่ต้องพักในจวนอ๋องที่เล็กและคับแคบเช่นนี้หรอก” เป็องค์ชายสามที่กล่าววาจาเยาะหยันออกมาอีกครั้งทำให้บรรยากาศชวนอึดอัดมากขึ้นไปอีก
“เอาล่ะ เรายืนยันว่าจะไป ส่วนพวกเ้าจะไปหรือไม่ไปก็ตามใจ”
“ถ้าเช่นนั้นลูกจะไปสั่งให้ทหารเตรียมตัวสักครู่นะพะยะค่ะ”
“อืม” ร่างสูงสง่าของมู่เฉิงชางเดินลับสายตาไปแล้วก็เหลือแต่พระองค์กับราชโอรสทั้งสี่ หย่งิฮ่องเต้แอบลอบสังเกตอาการของพวกเขาทั้งสี่แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีกเลย