วิกฤตโภชนาการของคุณแม่มือใหม่
ตะวันคล้อยต่ำลับทิวเขาไปแล้วทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มแดงฉาบทาอยู่บนท้องฟ้ากว้างบรรยากาศภายในเรือนตระกูลเสิ่นอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยด้วยแสงริบหรี่จากตะเกียงน้ำมันที่ถูกจุดขึ้นกลางบ้าน
สมาชิกในครอบครัวต่างนั่งล้อมวงรอบโต๊ะไม้เตี้ยๆที่ถูกตั้งขึ้นกลางเรือน มื้อค่ำของพวกเขายังคงเรียบง่ายเช่นทุกวันที่ผ่านมา ข้าวต้มธัญพืชร้อนๆหนึ่งหม้อใหญ่ เนื้อกระต่าย กับผักดองสีคล้ำที่ถูกจัดวางไว้ในถ้วยเล็กๆเพียงหนึ่งถ้วยกลางโต๊ะ มันคืออาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามานานหลายชั่วอายุคนคือสัญลักษณ์ของความประหยัดและความอดทนในดินแดนชายขอบที่แร้นแค้นแห่งนี้
ซูอันอันใช้ตะเกียบไม้คีบข้าวต้มเข้าปากอย่างเชื่องช้านางพยายามฝืนกลืนมันลงไปแม้ว่ารสชาติจืดชืดของมันจะทำให้ลิ้นของนางรู้สึกด้านชาก็ตามนางเหลือบมองผักดองในถ้วย มันคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติเดียวบนโต๊ะอาหารแต่เมื่อนึกถึงรสเค็มจัดที่บาดลิ้นของมัน คลื่นความพะอืดพะอมที่สงบไปตลอดบ่ายก็เริ่มก่อตัวขึ้นในช่องท้องของนางอีกครั้ง
นางวางตะเกียบลงอย่างแ่เบายกมือขึ้นกดที่หน้าอกเบาๆ พยายามข่มอาการคลื่นไส้ที่กำลังตีรื้นขึ้นมาเอาไว้การกระทำเล็กๆ นั้นไม่ได้รอดพ้นไปจากสายตาของเสิ่นอวี่หานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคิ้วเข้มดุจกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสงบฉายแววแห่งความกังวลจางๆอยู่ชั่ววูบ ก่อนจะกลับไปเรียบเฉยดังเดิม
“คนท้องก็กินยากเช่นนี้แหละ”หลิวซื่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติแต่ก็ตักผักดองชิ้นที่ดูดีที่สุดในถ้วยส่งมาให้นาง “กินเสียหน่อยเถิด จะได้มีแรง”
ซูอันอันได้แต่ฝืนยิ้มรับความปรารถนาดีนั้นนางมองผักดองในถ้วยของตนเองแล้วลอบถอนหายใจ ‘มีแรงหรือจะยิ่งคลื่นไส้กันแน่...’ นางรู้ดีว่าทุกคนในบ้านต่างหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขามีให้แล้วแต่มันก็ยังไม่เพียงพอ ไม่ใช่...มันห่างไกลจากคำว่าเพียงพออย่างสิ้นเชิง
นางแสร้งทำเป็ก้มหน้ากินข้าวต้มต่อไปแต่ในหัวของนักศึกษาวิศวกรรมอาหารนั้นกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง ‘นี่มันไม่ใช่แค่เื่อาการแพ้ท้องแล้ว แต่มันคือวิกฤตทางโภชนาการ!ร่างกายของข้ากำลังปฏิเสธอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารที่มัน้าอยู่ต่างหาก!’
นางเริ่มวิเคราะห์มื้ออาหารตรงหน้าอย่างละเอียดในใจ‘คาร์โบไฮเดรตจากธัญพืชพอให้พลังงานได้ แต่โปรตีนล่ะ?วิตามิน? โดยเฉพาะกรดโฟลิกที่จำเป็ต่อการพัฒนาระบบประสาทของทารกในครรภ์...ไม่มีเลย!ส่วนผักดองนี่...คุณพระ...มันถูกต้มจนวิตามินที่ละลายในน้ำสลายไปหมดแล้วก่อนจะถูกนำมาหมักในเกลือปริมาณมหาศาลเพื่อกันเน่าสิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแค่เส้นใยกับโซเดียมเท่านั้น!’
ความคิดนั้นทำให้ความกลัวเยียบเย็นแล่นวาบไปทั่วร่างของนาง‘ขืนกินแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ข้าที่จะแย่แต่ลูกในท้องอาจจะขาดสารอาหารจนส่งผลต่อพัฒนาการได้!ไม่...จะปล่อยให้เื่แบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!ในฐานะวิศวกรอาหารที่เรียนรู้เื่การสร้างคุณค่าทางโภชนาการและการถนอมอาหารมาโดยเฉพาะข้าจะยอมแพ้ให้กับอาหารยุคโบราณที่ไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้ไม่ได้!’
ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นในบัดดลสายตาของนางละจากโต๊ะอาหาร แล้วหันไปมองยังมุมหนึ่งของห้องครัวที่นั่นมีตะกร้าสานใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยผักป่าสดๆที่หลิวซื่อเพิ่งเก็บมาได้เมื่อ่บ่ายวางอยู่มันคือวัตถุดิบที่สดใหม่และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา นางจำได้ว่าผักบางชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกับผักในยุคปัจจุบันที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ
ทันใดนั้นเองภาพของหลิวซื่อที่กำลังล้างผักเ่าั้แล้วโยนลงไปต้มในหม้อน้ำเดือดพล่านก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวใจของนางนางเห็นภาพวิตามินซีและบีที่ค่อยๆ สลายไปกับความร้อนและน้ำที่ถูกเททิ้งก่อนที่ผักซึ่งไร้ซึ่งคุณค่าแล้วจะถูกนำไปคลุกกับเกลือปริมาณมาก
นางค้นพบแล้ว...ปัญหาไม่ใช่การขาดแคลนวัตถุดิบแต่เป็การขาดซึ่ง องค์ความรู้ ในการจัดการวัตถุดิบเ่าั้ต่างหาก!
ประกายตาของซูอันอันพลันสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งความท้อแท้สิ้นหวังเมื่อครู่ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้นและถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งค้นพบแนวทางการแก้ปัญหา"โครงการที่สอง"ของนางได้ถือกำเนิดขึ้นในวินาทีนั้นเอง...มันคือการปฏิวัติการถนอมอาหารของบ้านไร่แห่งนี้!
ข้อเสนอที่ท้าทายภูมิปัญญาดั้งเดิม
รุ่งเช้าของอีกวันมาเยือนพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆและกิจวัตรประจำวันที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหลิวซื่อเริ่มลงมือจัดการกับผักป่ากองโตที่เก็บมาได้เมื่อวานอย่างขะมักเขม้นนางนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยๆ หน้าเรือนมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาทั้งชีวิตกำลังคัดแยกและล้างผักด้วยความชำนาญก่อนจะโยนมันลงในหม้อดินใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาไฟกลางแจ้งน้ำในหม้อเดือดพล่านส่งไอความร้อนลอยขึ้นสู่อากาศ
ซูอันอันยืนมองภาพนั้นอยู่ห่างๆจากหน้าประตูครัว ในใจของนางรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้งนางเห็นคุณค่าทางอาหารที่กำลังถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตาวิตามินและแร่ธาตุมากมายกำลังสลายไปกับไอน้ำและความร้อนที่รุนแรงเกินความจำเป็มันคือการสูญเสียทรัพยากรทางโภชนาการอันล้ำค่าที่ครอบครัวนี้ไม่ควรจะต้องเผชิญ
นางกำมือเข้าหากันแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อรวบรวมความกล้าวันนี้...นางจะต้องท้าทายภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนของตระกูลเสิ่นให้ได้
นางเดินออกจากเรือนอย่างช้าๆเข้าไปหาหลิวซื่อที่กำลังง่วนอยู่กับการต้มผักล็อตสุดท้ายพอดี
“ท่านแม่...เ้าคะ”ซูอันอันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้นางเลือกจังหวะที่หลิวซื่อกำลังพักมือจากการใช้ทัพพีกดผักให้จมน้ำพอดี
หลิวซื่อเหลือบมองนางด้วยหางตาแววตาคมปลาบคู่นั้นยังคงเรียบเฉยแต่ก็แฝงไว้ด้วยคำถาม “มีอันใดอีกเล่า? หรือว่าน้ำที่เ้าทำเมื่อวานมันมีปัญหาแล้ว?”
“หาไม่เ้าค่ะ ท่านแม่ น้ำดื่มยังคงใสสะอาดดี”นางรีบตอบ ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นหลัก “คือ...ข้าเห็นว่าท่านแม่กำลังจะทำผักดองข้าจึงมีเื่อยากจะขอเสนอแนะสักเล็กน้อยเ้าค่ะ”
“เสนอแนะ?” หลิวซื่อเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างประหลาดใจ“เ้ามีความรู้เื่การทำผักดองด้วยรึ?”
“ข้าพอจะมีความรู้อยู่บ้างเ้าค่ะ”ซูอันอันตอบอย่างถ่อมตน “ข้ารู้จักวิธีทำผักดองอีกรูปแบบหนึ่ง เป็ ‘การหมักแบบอับลม’(1) เ้าค่ะวิธีนี้ไม่จำเป็ต้องต้มผักจนเปื่อยยุ่ยเพียงแค่ล้างให้สะอาดแล้วนำไปหมักกับเกลือในปริมาณที่พอเหมาะในไหที่ปิดสนิทเท่านั้นวิธีนี้จะช่วยรักษาคุณค่าของผักเอาไว้ได้มากกว่าทั้งยังทำให้ผักมีรสชาติเปรี้ยวอมหวานกลมกล่อม ไม่เค็มจัดเหมือนเช่นที่เราทำกันอยู่ที่สำคัญ...มันยังดีต่อการย่อยอาหารของข้าและ...หลานของท่านในท้องด้วยเ้าค่ะ”
นางอธิบายอย่างใจเย็นพยายามใช้คำพูดที่ง่ายที่สุดเพื่อสื่อถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนแต่ดูเหมือนว่าคำอธิบายของนางจะเป็ดั่งเชื้อไฟที่จุดประกายความไม่พอใจของหลิวซื่อขึ้นมาทันที!
“เหลวไหลสิ้นดี!”หลิวซื่อตวาดเสียงดังขึ้นกว่าปกติ จนซูอันอันสะดุ้งเล็กน้อย“เ้าจะมาทำเื่สิ้นเปลืองเกลืออีกแล้วรึ!เ้าคิดว่าเกลือในบ้านเรามีเหลือเฟือมาจากที่ใดกัน!ผักไม่ต้มแล้วจะนำไปหมักได้อย่างไร มันก็เน่าเสียหมดกันพอดี!วิธีหมักดองของตระกูลเสิ่นเราสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ไม่เคยมีปัญหาเหตุใดเ้าต้องมาคิดเปลี่ยนแปลงให้มันวุ่นวายด้วย!”
ความขัดแย้งปะทุขึ้นรุนแรงกว่าที่ซูอันอันคาดไว้นางเข้าใจดีว่าสำหรับหลิวซื่อแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เื่ผักดองแต่มันคือการท้าทายภูมิปัญญาและวิถีปฏิบัติที่นางยึดถือมาทั้งชีวิต
‘ใจเย็นไว้หลินอันอัน...นี่คือปราการด่านสุดท้ายที่ต้องผ่านไปให้ได้’ นางบอกกับตัวเองในใจ
ซูอันอันคุกเข่าลงบนพื้นดินข้างๆม้านั่งของหลิวซื่ออย่างนอบน้อมทำในสิ่งที่เ้าของร่างเดิมน่าจะทำในสถานการณ์เช่นนี้นางเงยหน้าขึ้นสบตาแม่สามีด้วยแววตาที่จริงจังและเว้าวอน
“ท่านแม่ข้ามิได้มีเจตนาจะลบหลู่ภูมิปัญญาของท่านหรือของตระกูลเลยแม้แต่น้อยเ้าค่ะ”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “แต่ร่างกายของข้าในตอนนี้มันต่างออกไปข้าแพ้ท้องอย่างหนัก กินสิ่งใดก็คลื่นไส้ โดยเฉพาะของที่มีรสเค็มจัด แต่หากไม่กินข้าก็กลัวว่าลูกในท้องจะไม่แข็งแรง ท่านหมอที่ข้าเคยพบในเมืองบอกว่าสตรีมีครรภ์ควรกินผักที่มีรสเปรี้ยวจะช่วยบรรเทาอาการได้เ้าค่ะ”
นางหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ปล่อยให้เหตุผลเื่‘หลานคนแรกของตระกูลเสิ่น’ ซึมซับเข้าไปในความคิดของหลิวซื่อ
“ข้าเพียงอยากจะขอผักจากท่านแม่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเ้าค่ะขอเพียงแค่ไหเล็กๆ ใบเดียวก็พอ ให้ข้าได้ลองทำดู หากมันสำเร็จเราก็จะมีอาหารรสชาติใหม่ๆ ที่ดีต่อสุขภาพเก็บไว้กิน แต่หากมันล้มเหลว...”
หลิวซื่อนิ่งเงียบไปนานสายตาที่แข็งกร้าวมองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูอันอันคล้ายกำลังค้นหาความจริงใจและความน่าเชื่อถือนางเห็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่อ่อนน้อมนั้น ในที่สุดนางก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ก็ได้!”นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงความแข็งกระด้างเอาไว้“ข้าจะยอมให้เ้าลองดูสักครั้ง! แต่มีข้อแม้!”
นางชี้นิ้วไปยังไหดินเผ่าใบเล็กที่วางอยู่มุมยุ้งฉาง“เ้าเอาไหใบนั้นไปใช้ และเอาผักที่เหลือจากที่ข้าทำวันนี้ไปก็แล้วกันแต่เกลือ...ข้าจะให้เ้าใช้ได้ไม่เกินหนึ่งกำมือเท่านั้น!”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านแม่!”ซูอันอันรีบกล่าวขอบคุณด้วยความดีใจ
“อย่าเพิ่งรีบดีใจไป!”หลิวซื่อกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน แววตาของนางกลับมาคมปลาบดังเดิม“ข้อแม้ที่สำคัญที่สุดก็คือ...หากผักดองของเ้ามันเน่าเสียขึ้นมาแม้แต่ชิ้นเดียว...เ้าต้องเป็คนกินมันให้หมด!ห้ามทิ้งให้สิ้นเปลืองแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว!”
มันคือคำขาดที่เด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งการประนีประนอมซูอันอันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
“เ้าค่ะ...ข้าตกลง”
คำอธิบายท้ายบท:
โปรดติดตามตอนต่อไป: บทที่ 7 ผักดองสูตรใหม่