ตอนที่ 101 ถ้าถูกใจไม่มีคำว่าแพง
“เครื่องดื่มนี้เรียกว่า น้ำมะนาวโซดาครับ รสเปรี้ยวที่ท่านสัมผัสได้คือน้ำมะนาวที่คั่นจากมะนาวแท้ๆ ส่วนรสเค็มที่ติดปลายลิ้น ผมได้ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับมัน ส่วนความรู้สึกสดชื่นที่ซ่าห์อยู่ภายในปาก มันคือน้ำเปล่าธรรมดาที่ผมได้ใช้เคล็ดลับบางอย่างเพิ่มเติมลงไปครับ” ไลท์ไม่ได้เจาะลึกถึงน้ำมะนาวโซดาของเขามากนัก
เพราะหากต้องมาอธิบายถึงส่วนผสมทั้งหลายให้กับลูกค้าทุกคน เขาคงต้องเหนื่อยมากแน่ๆ ดังนั้นเอาแค่พอคร่าวๆ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเจาะลึกถึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ว่ามาจากไหน? ทำมาจากอะไร? ให้ปวดหัวกันเสียเปล่าๆ
ส่วนวัตถุดิบอื่นอย่างเช่น เกลือ ที่เขาได้ใส่เพิ่มเติมลงไป ไลท์ก็ไม่ได้สักแต่จะใส่ลงไปมั่วๆ
เกลือนั้นเข้ากันได้ดีกับมะนาวอย่างน่าอัศจรรย์ อีกทั้งเกลือยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ดั่งเช่นกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ดีขึ้น และยังมีส่วนช่วยปรับสมดุลในร่างกายไม่ให้สูญเสียน้ำมากจนเกินไปเป็นต้น
ยิ่งในโลก The Gloria ในละแวกป่าดาราฉายที่ผู้คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นนักผจญภัย ต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งบางครั้งพื้นที่แห่งนั้นอาจจะร้อนชื้น ดั่งเช่นป่าดาราฉาย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะสูญเสียเหงื่อกันเป็นจำนวนมาก
หากได้ มะนาวโซดาของไลท์ มาดื่มกินคู่กันกับอาหารของเขา คงจะได้รับการตอบรับจากเหล่านักผจญภัยอยู่ไม่น้อย
“ท่านไลท์ เครื่องดื่มนี้จะมีขายที่ร้านหรือไม่?!”
คาห์นที่ยืนอารักขาอยู่ข้างๆ ไวทเคานต์นิค ได้เอ่ยถามออกมา ด้วยความตื่นเต้น
“มีขายแน่นอนครับ หากท่านคาห์นและคนอื่นๆ อยากที่จะทดลองชิม งั้นเดี๋ยวผมไปยกมาให้ครับ” เป็นอีกครั้งที่ไลท์ ได้วนเวียนเข้าออกร้านจนวุ่นวาย
แต่กระนั้นเขาก็ยินดีที่จะทำ โดยไม่มีความตะขิดตะขวงใจใดๆ ให้เห็นทางสีหน้า ที่มันยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แสนสุภาพและใจดี อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ไลท์กลับมาด้วยเครื่องดื่มที่วางเรียงอยู่เต็มถาด พ่อครัวหนุ่มได้ส่งน้ำมะนาวโซดาให้กับคาห์นและหัวหน้าหน่วย รวมไปถึงกลุ่มองครักษ์ ที่เขาต่างก็จดจำคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าองครักษ์กลุ่มนี้คือแขกกลุ่มเดียวกับที่มากินอาหารที่ร้านของเขาเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมานั่นเอง
ทันทีที่ทุกคนรับเอาไป ทุกคนก็ต่างดื่มมะนาวโซดากันด้วยความตื่นเต้น และเพียงแค่ยกจิบไปเพียงนิดเดียว ใบหน้าของทุกคนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อน้ำแก้วนี้มันช่าง วิเศษมากจริงๆ
‘ไม่อยากจะเชื่อว่าเครื่องดื่ม ก็ทำให้อร่อยได้!’
‘สมแล้วที่เป็นท่านไลท์ ไม่ว่าจะทำอะไรออกมา ก็สุดยอดไปเสียทั้งหมด’
คาห์น หัวหน้าหน่วยและองครักษ์ต่างก็ชื่นชอบน้ำมะนาวโซดาของไลท์ กันแทบทั้งสิ้น มีเพียงบางคนที่อาจจะไม่ชอบรสเปรี้ยวอยู่บ้างเล็กน้อย แต่กระนั้นพวกเขาก็ดื่มกินมันจนหมดแก้ว
“ผมรู้ว่าทุกคนกำลังคิดอะไรอยู่ครับ ในวันข้างหน้าผมอาจจะเพิ่ม รสชาติอื่นเข้าไป อย่างเช่นน้ำส้ม หรือผลไม้อื่นๆ แต่อาจจะติดอยู่ที่วัตถุดิบในมือของผมตอนนี้ มันยังมีไม่พอครับ” เมื่อไลท์ได้เห็นสีหน้าของทุกคน เขาก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังคิดอะไรอยู่
เขาจึงชิงพูดออกมาเสียก่อน เพื่อที่อย่างน้อยๆ คนที่ไม่ชอบน้ำมะนาวของเขา จะได้ไม่ต้องถูกคนอื่นๆ ตำหนิว่าไม่มีมารยาทนั่นเอง
“ท่านไลท์พอจะบอกได้หรือไม่? ว่าวันข้างหน้าคืออีกกี่วัน? พอดีตัวฉันและสามีนั้นอาจจะอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วัน เกรงว่าจะพลาดน้ำดื่มสุดวิเศษ รสชาติอื่นๆ ของท่านไป” ครั้งนี้ ตัวภรรยาของไวทเคานต์นิคเป็นฝ่ายถามบ้าง
เธอถือแก้วน้ำที่เหลือเพียงน้ำแข็งอยู่ด้านใน ด้วยความใคร่อยากที่จะดื่มมันอีก อีกทั้งเมื่อรู้ว่าในวันข้างหน้าจะมีรสชาติอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยแล้ว เธอก็ยิ่งอยากที่จะลิ้มลองพวกมัน
แต่ก็ติดตรงที่ว่า การเดินทางมายังป่าดาราฉายของเธอในครั้งนี้ ไม่ได้มาพักผ่อนเพียงอย่างเดียว หากแต่ไวทเคานต์นิคผู้เป็นสามี นั้นมาเพื่อจัดการกับสัตว์อสูรที่ปรากฏตัวขึ้นในป่าดาราฉายนั่นเอง
“ขอประทานโทษครับคุณผู้หญิง แต่ผมนั้นยังบอกเวลาที่แน่นอนไม่ได้...เนื่องจากวัตถุดิบที่ผมเอามาทำเครื่องดื่มพวกนี้ คือผลผลิตที่ผมปลูกมันขึ้นมาเอง” ไลท์เว้นจังหวะเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนมองมาที่เขาด้วยความทึ่งและอึ้ง
“แต่ถ้าหากเป็นเครื่องดื่มทดลองที่ตัวผมยังไม่กล้ารับประกันว่าจะถูกปากของพวกท่านหรือไม่ ผมสามารถทำให้ได้ในอีก 1-2 วันนี้ อย่างไรก็ตามเครื่องดื่มทดลองพวกนี้จะยังไม่ถูกเพิ่มเติมเข้าไปในเมนูของทางร้านครับ”
ไลท์นั้นพอจะหาวัตถุดิบจำพวก ผลไม้ที่พอจะมีคุณภาพดีได้จากแหล่งอื่นๆ ดั่งเช่นฟาร์มของไรอันและจีน่าที่เป็นคู่ค้าทางสัญญา รวมไปถึงเขายังมีแหล่งขายวัตถุดิบสำรองที่ไม่มีวันหมดและได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้กับการปลูกเอง นั้นก็คือซื้อ ผลไม้พวกนี้จากร้านค้าในระบบ
ติดก็อย่างเดียว คือ แต้มใช้จ่ายที่ต้องใช้ มันสูงมากพอสมควรนั่นเอง โดยเฉลี่ยจะตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 20-50 แต้ม
ซึ่งไลท์มองว่ามันแพงและไม่คุ้มค่า หากต้องเทียบกับ ซื้อเมล็ดมาปลูกเอาเอง...และเขาก็จะซื้อมันมาใช้ก็ต่อเมื่อ เนื่องในโอกาสพิเศษเท่านั้น
และคำเรียกร้องของคุณผู้หญิงในวันนี้ ก็ถือเป็นหนึ่งในโอกาสพิเศษ ที่ไลท์มองว่า คุ้มค่าและควรค่าแก่การใช้จ่ายแต้ม
เพราะถึงแม้ว่าตัวเขาจะยึดถือคำพูดที่ว่า จะไม่เอาใจลูกค้าใครเป็นพิเศษ แต่ในกรณีของครอบครัวของไวทเคานต์นิคนั้นแตกต่างออกไปก็ตรงที่ พวกเขาสามารถทำให้ภารกิจของไลท์อย่างภารกิจหลักที่ค้างเติ้งอยู่นาน มันสำเร็จเสียที
ผนวกกับภารกิจรองที่ระบบมอบให้ในวันนี้ ก็เป็นผลพ่วงมาจากครอบครัวของไวทเคานต์นิค จนทำให้ร้านค้าในระบบเลื่อนขั้นเป็น เลเวล 2 ได้สำเร็จ
ไม่มีอะไรที่น่ายินดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว! ไลท์ได้พยายามเก็บความรู้สึกดีใจนี้เอาไว้ในใจของเขาก่อน
พลางอยู่พูดคุยกับไวทเคานต์นิคอีกเล็กน้อย จวบจนกระทั่งมาถึงตอนชำระเงินค่าอาหารและเครื่องดื่ม
“ค่าอาหารทั้งหมด 6 จาน จานละ 5 เหรียญทองมณี...บวกข้าวเปล่า 4 จาน อีก 4 เหรียญทองมณี รวมเป็น 34 เหรียญทองมณีครับ ส่วนค่าเครื่องดื่มของทุกคน อยู่ในช่วงทดลองขายจึงไม่คิดเงินครับ” ไลท์คำนวณราคาอาหารอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงยังไม่คิดเงินค่าเครื่องดื่มที่แสนวิเศษนี้อีกด้วย
เรียกได้ว่า ไลท์นั้น ใจกว้างเป็นอย่างมากกับไวทเคานต์นิค...แต่ทว่า ใบหน้าของท่านไวทเคานต์ตลอดจนภรรยาและบุตรทั้งสองคน กลับหันขึ้นมามองหน้าเขาด้วยความตะลึงงัน
“เท่าไหร่นะ?!” ไวทเคานต์นิคทวนย้ำถึงราคาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ดูตกใจเป็นอย่างมาก
“ถ้าฉันได้ยินไม่ผิด เมื่อกี้นี้ท่านไลท์พูดว่า 34 เหรียญทองมณีนะคะ” คุณผู้หญิงตอบกลับผู้เป็นสามี
“ท่านพ่อ ตัวลูกคิดว่า ท่านไลท์น่าจะคิดเงินเราผิด หรือ ไม่ก็กำลังเกรงใจท่านพ่ออยู่แน่ๆ ขอรับ” ลูกชายคนโตของไวทเคานต์นิคที่อายุ 15 ปี ถึงแม้ช่วงวัยจะยังดูเป็นเด็ก แต่ด้วยการสั่งสอนในโรงเรียนขุนนางอันดับ 1 ของอาณาจักรลูนาเทีย ก็ช่วยทำให้บุตรคนโตของไวทเคานต์นิค ดูเข้าใจโลกและรู้อะไรเป็นอะไรพอๆ กับ เอลล่าและแอล มากทีเดียว
ไวทเคานต์นิคยังคงตกตะลึงกับราคาที่ได้ยิน ทางด้านคาห์นที่อยู่ข้างๆ จึงต้องเข้ามาบอกเล่าว่า ราคาที่ไลท์ได้แจ้งเอาไว้ มันคือราคาจริงๆ ที่ทางร้านอาหารแห่งนี้นั้นขายตามปกติ
ซึ่งนั้นกลับทำให้ สีหน้าของตัวภรรยาและลูกของไวทเคานต์นิค ตกใจมากกว่าเดิมเสียอีก
ทั้งนี้ตัวไวทเคานต์นิค ก็พอจะได้ยินและรับรู้ถึงราคาที่ ถูกแสนถูกของราคาอาหารในร้านอาหารสามเวลามาในก่อนหน้านี้บ้างแล้ว ซึ่งตอนนั้นไวทเคานต์นิคก็ตกใจไม่ต่างอะไรจากตอนนี้เช่นเดียวกัน
เพียงแต่ ตอนนั้นเลือกที่จะไม่เชื่อในราคาที่คาห์นได้บอกเอาไว้ ก็เพราะคิดเอาเองว่า คาห์นอาจจะโกหกหรือกำลังเล่นตลกกับตัวเองอะไรทำนองนั้น
ไม่คิดว่า ราคาที่คาห์นได้บอกมา จะเป็นราคาจริงๆ เฉกเช่นนี้
‘ซึบ’ ไวทเคานต์นิคที่กำลังตกตะลึง ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาล้วงมือลงไปในกระเป๋าสตางค์ของตัวเองเพื่อหยิบเอาเงินมาจ่ายค่าอาหารให้แก่ไลท์
กรุ้งกริ้ง!
แต่ปรากฏว่า เหรียญทองมณีที่แวววาว ไม่ได้เป็นเหรียญทองมณีทั่วๆ ไป ที่ไลท์นั้นเคยเห็น หากแต่เป็นเหรียญทองมณีที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย ขอบด้านในเหรียญมีตัวหนังสือ Gloria ที่บ่งบอกว่าเป็นเงินของโลกใบนี้ เปร่งประกาย เงางามสะดุดตา
‘1,000 เหรียญทองมณี!’ คุณตาและคุณยายเฮลีย์ที่สังเกตเห็นเงินที่ไวทเคานต์นิคหยิบยื่นให้ รีบเข้ามากระซิบให้ไลท์รู้ถึงราคาของเหรียญดังกล่าวให้พ่อครัวหนุ่มได้รับรู้
แน่นอนเมื่อไลท์รู้ถึงราคาของเหรียญทอง เขาก็รีบจัดแจงวางมันคืนให้กับไวทเคานต์นิคโดยทันที พร้อมกับยืนยันราคาให้กับอีกฝ่ายอีกครั้ง “ท่านไวทเคานต์พอจะมีเหรียญทองมณีทั่วไปไหมครับ พอดีทางร้านของเรานั้นไม่มีเหรียญทองพอที่จะ ทอน”
“. . .” ครั้งนี้ไวทเคานต์นิค แทบจะตกใจจนตกเก้าอี้
ความจริงแล้วไวทเคานต์นิคนั้นตกการจะให้เงิน 1000 เหรียญทองมณีนี้กับไลท์ แต่ใครจะเชื่อ...พ่อครัวหนุ่มผู้นี้กลับตอบกลับมาว่า ไม่มีเงินทอนเสียอย่างนั้น??!!
เล่นเอาไวทเคานต์นิค ช็อก จนพูดอะไรออกมาไม่ออกไปชั่วครู่เลยทีเดียว ก่อนจะตั้งสติและหัวเราะแห้งๆ ออกมา
“ฉันรู้แล้วว่า ราคาอาหารนั้น 34 เหรียญทองมณี แต่ที่ฉันจ่ายให้ 1000 เหรียญทองก็เพราะฉันถูกใจ และ อยากจะมอบให้เป็นสินน้ำใจ ฉันพอจะรู้จากคาห์นมาบ้างแล้วว่า ร้านอาหารแห่งนี้นั้นไม่รับและดูแลลูกค้าคนใดเป็นพิเศษ...แต่อย่างน้อยๆ ให้คิดเสียว่าเงินนี้ คือ สินน้ำใจที่ฉันมอบให้สำหรับความประทับใจในอาหารและการบริการของร้านแห่งนี้ก็แล้วกัน” ไวทเคานต์นิคไม่เสียดายเงิน 1000 เหรียญทองมณีที่เขาจ่ายให้กับไลท์เลยสักนิด
ด้วยรสชาติและอาหารที่อร่อยล้ำเช่นนี้ ต่อให้ 1 หมื่นเหรียญทองมณี เขาก็พร้อมที่จะจ่ายมัน
กลับกันหากเขาจ่ายไป 34 เหรียญทองตามที่ไลท์ร้องขอ ตัวเขากลับจะรู้สึกผิดไปเสียด้วยซ้ำ
เพราะหากนำรสชาติของอาหารภายในเมืองหลวงที่มีราคาอย่างต่ำๆ ก็จานละ 50 เหรียญทองมณี แต่รสชาติดาษดื่นและเทียบไม่ได้กับอาหารของร้านอาหารสามเวลา ดูแล้ว 1000 เหรียญทอง มันยังน้อยไปด้วย
‘เพราะหากว่าถูกใจ...มันไม่มีคำว่าแพง’
“ยังใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะครับ ท่านไวทเคานต์!” คำพูดนี้ได้ดังมาจากในครัว ซึ่งเจ้าของคำพูดนี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น
โทมัส เจ้าชายแห่งอาณาจักรพันธมิตรแดนเหนือ หรือ ในตอนนี้คือหนึ่งในพนักงานประจำร้านอาหารสามเวลานั่นเอง
โทมัสและจิม เอ่ยคำทักทายกับไวทเคานต์นิค ด้วยคำพูดที่สนิทสนม...แต่กระนั้นด้วยเสื้อผ้าและการแต่งตัวที่ค่อนข้างเรียบง่ายและไม่ได้หรูหราอันใด ทำให้ไวทเคานต์นิค ดูเหมือนจะจดจำทั้งสองคนไม่ได้
จึงเผลอแผ่จิตสังหารออกไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องด้วยไม่ชอบให้ใครหน้าไหนก็ไม่รู้มาตีสนิทเรียกตนเองด้วยความสนิทสนมแบบนี้
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ถ้าใช่ถ้าชอบ...ฝากกดหัวใจหรือกดติดตามนิยาย
หัวใจและการติดตามของนักอ่าน ช่วยให้นักอ่านคนอื่นๆ ผ่านเข้ามาเห็นนิยายเรื่องนี้ได้มากขึ้น...ขอบคุณครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy