ในช่วงชีวิตวัยรุ่นของทุกคนก็ย่อมต้องผ่านเรื่องราวหลากหลาย และในบางครั้งก็อาจต้องดำเนินไปพร้อมๆ ความเจ็บปวด
การย้อนนึกถึงเรื่องราวในอดีตมันทั้งสนุก น่าขำ และชวนให้ยิ้มได้เสมอ และยิ่งภาพเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในความทรงจำมันก็ยิ่งชวนโหยหา
-- ตอนที่พวกเธอนั่งโต๊ะติดกัน เธอและเขาเป็นเหมือนกับนักเรียนเส้นขนานที่ไม่ได้มีความเหมาะสมกันเลย ฉู่โม่เฟิงเป็นหนุ่มฮอตที่สุดของโรงเรียนทำอะไรก็ดีไปซะทุกอย่าง ในขณะที่หลินเฉี่ยนเป็นเด็กนักเรียนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กมีปัญหา
“เน้! เอาข้อสอบมาลอกหน่อยดิ”
“เน้ๆ! เมื่อกี้ครูพูดถึงไหนแล้วนะ?”
“เน้! เค้กที่ผู้หญิงห้องสองฝากมาให้แกอ่ะ ฉันช่วยกินให้หมดแล้วนะ”
“ฉู่โม่เฟิง อย่ามาทำเหมือนกับฉันอยากนั่งข้างแกไปหน่อยเลย….เชอะ! อย่ามาล้ำเส้นเขตของฉันก็แล้วกัน” --
ฉากอดีตที่ผ่านมาของทั้งสองยังคงฉายชัดอยู่ในหัวของเธอราวกับเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มันยังคงสดใหม่และมีชีวิตชีวาเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน
“เธอยังจำตอนที่ฉันบอกเธอว่าหลังสอบเสร็จแล้วผลสอบออกมาฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอได้ไหม?”
หลินเฉี่ยนพยายามนึก “อ่า….มีด้วยเหรอ?”
ฉู่โม่เฟิงหันมาถลึงตามองผู้หญิงข้างกาย นี่คงเป็นครั้งแรกของวันนี้ที่เขากล้ามองเธอตรงๆ อย่างเต็มตา อีกทั้งยังต่อว่าด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ตอนที่เธอย้อมกางเกงสีแดงครั้งนั้นไง”
“.......” ถ้าเป็นคำพูด เธอคงจะนึกไม่ออกเพราะเรื่องราวมันเยอะจนจำรายละเอียดอะไรไม่ได้ แต่พอเขาพูดถึงเรื่องกางเกงสีแดงครั้งนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ทันทีเพราะมันเป็นเรื่องที่เธอลืมไม่ลง...และไม่มีทางลืมไปตลอดชีวิต!
…….
ก่อนที่จะเริ่มสอบปลายภาควันนั้น จู่ๆหลินเฉี่ยนก็รู้สึกปวดท้องน้อยขึ้นมาก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงความอุ่นของอะไรบางอย่างที่พรั่งพรูออกมาจาก ‘ตรงนั้น’ อย่างกะทันหัน
ประจำเดือนที่รัก...แกช่างเลือกเวลามาได้เหมาะเจาะจริงๆ!
หลินเฉี่ยนเอนฟุบลงกับโต๊ะ เธอพยายามอดกลั้นไว้และรอคอยให้ช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดผ่านพ้นไป ร่างเล็กๆ ขดงอ มือข้างหนึ่งกุมไว้ที่ท้องน้อย ขณะที่อีกข้างแข็งเกร็งหงิกงอเดี๋ยวกำหมัดเดี๋ยวคลายออกราวกับว่าการทำแบบนั้นจะช่วยให้ความเจ็บปวดทุเลาลง
….เธอทนรอจนถึงเวลาเลิกเรียน หลังจากทุกคนทยอยออกจากห้องไปกันหมดแล้ว…..
…!!!
“นี่! ทำไมยังไม่ไปอีกเนี่ย? รีบๆ กลับไปได้แล้ว” หลินเฉี่ยนพูดด้วยสีหน้าร้อนรน ตอนนี้กางเกงของเธอคงจะชุ่มโชกแดงเถือกไปแล้วแน่ๆ ยังไงก็ต้องรอให้ทุกคนออกไปให้หมดก่อนเธอถึงจะออกไปได้
ฉู่โม่เฟิงเก็บกระดาษข้อสอบที่กำลังทำอยู่ลงกระเป๋าพร้อมกับพูดขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็นโดยไม่ได้ชายตาแลเธอแม้แต่น้อย “อยากได้อะไรไปปิดไหม?”
“ห๊ะ?”
ฉู่โม่เฟิงเหลือบมองสาวโต๊ะข้างๆ ด้วยหางตาอยู่แวบหนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตากลับอย่างรวดเร็วแล้วพูดอีกครั้ง “เสื้อคลุมของฉันมันยาว เธออยากยืมไปใส่ก่อนไหมล่ะ?”
“……..” หลินเฉี่ยนเข้าใจในทันที ถึงแม้ใบหน้าเล็กจะแดงก่ำด้วยความขัดเขินแต่เธอก็ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “ยืมๆ ขอบใจนะ”
ฉู่โม่เฟิงลุกขึ้นก่อนที่จะพูดต่อโดยยังคงไม่หันมามองเธอเช่นเดิม “ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก แต่หลังจากสอบเสร็จฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอหน่อย”
“หา? คุยตอนนี้ไม่ได้เหรอ?”
“อืม...ไม่ได้”
“…….” ‘จ้าพ่อคนหล่อ ถ้าสบายใจแบบนั้นก็เอาตามที่สะดวกเลยจ้า’
ทว่าเมื่อการสอบเสร็จสิ้นลง คนที่นัดแนะไว้กลับหายเงียบ ….ไม่ทักไม่ถาม...รวมทั้ง...ไม่พูดไม่จา… แถมยังเย็นชาห่างเหินใส่...เหมือนเดิมเด๊ะ จนทำให้หลินเฉี่ยนค่อยๆ ลืมเรื่องนั้นไปในที่สุด
…….
“อ่า...ดูเหมือนว่า...จะเคยได้ยินแฮะ” ความทรงจำของหลินเฉี่ยนกลับมาอีกครั้ง “ก็ไหนว่าจะถาม แล้วทำไมตอนนั้นนายถึงไม่มาหาฉันล่ะ?”
ฉู่โม่เฟิงยิ้มอย่างขมขื่น “ตอนสอบเสร็จฉันกำลังจะไปหาเธอแล้วแหละ แต่เธอดันช่วยหาคู่ให้ฉันซะก่อน แถมยังไปรับปากอีกว่าจะเรียกฉันไปเดทกับผู้หญิงคนนั้นให้ได้ ”
“……แหะๆ” เธอยิ้มเจื่อนออกมา อ่า...ดูเหมือนว่าเธอจะพอจำเรื่องวันนั้นได้บ้างแล้วสิ
ผู้หญิงคนนั้นคือดาวประจำห้องของห้อง 2 และเป็นคนที่หลินเฉี่ยนได้สวาปามเค้กอร่อยๆ ของเธอไปหลายครั้ง ซึ่งก็เป็นเพราะสินบนแสนอร่อยที่ไปรับของเขามาหลายต่อหลายครั้งจากสาวสวยคนนั้นนี่แหละที่ทำให้คุณชายเฉี่ยนจอมตะกละปฏิเสธไม่ได้เมื่อสาวเจ้าของเค้กมาขอร้องให้ช่วยให้เธอได้ไปดูหนังกับฉู่โม่เฟิง
...และวันที่คนงามอันดับหนึ่งแห่งห้อง 2 มาขอร้องเธอก็คือวันสุดท้ายของการสอบ...
ในวันนั้นหลินเฉี่ยนบอกกับสาวคนนั้นไปว่า “ไม่มีปัญหา ฉู่โม่เฟิงกำลังจะมาหาฉันอยู่พอดี เดี๋ยวรอให้หมอนั่นคุยธุระกับฉันเสร็จก่อน พอเสร็จปุ๊บฉันจะส่งซิกบอก เธอก็ออกมาปั๊บเลยนะ หลังจากนั้นเราสองคนก็ทำเป็นชวนฉู่โม่เฟิงไปดูหนังด้วยกัน พอเขาตกลงแล้วเดี๋ยวฉันจะหาข้ออ้างปลีกตัวออกมาเอง”
ตอนนั้นเธอเป็นคนวางแผนการออกเดตให้กับสาวห้อง 2 คนนั้นจริงๆ แถมยังให้คำแนะนำทุกอย่างรวมถึงบอกเล่าเรื่องงานอดิเรกและความชอบส่วนตัวของฉู่โม่เฟิงให้รู้ด้วย หลินเฉี่ยนทำตัวเป็นแม่สื่อแม่ชักพยายามจับคู่ให้คนทั้งสอง
ทว่าหลินเฉี่ยนไม่รู้เลยว่า ในตอนนั้นฉู่โม่เฟิงเดินผ่านมาและได้ยินแผนการนั้นเข้าพอดี เขารู้สึกโกรธมากแถมยังโกรธยาวไปตลอดทั้งช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเลยด้วย ซึ่งหลังจากนั้นมา จนถึงตอนที่ได้มาเรียนในคลาสเดียวกันที่มหาลัยเขาก็ยังคงแสดท่าทีเย็นชาใส่เธออยู่ตลอด
-- ก็ตอนนั้นเธอยังเป็นแค่เด็กน้อยใสๆ ไร้เดียงสานี่นา --
“นี่ถ้าแกไม่พูดฉันคงลืมไปแล้วนะเนี่ย ตอนนั้นยัยเฉินซือซือด่าฉันหูแทบดับ แถมเจอหน้าเมื่อไหร่เป็นได้ด่า ยาววว~ ตลอดเทอมซัมเมอร์เลยด้วย จนติดมหาลัยแล้วแยกย้ายกันไปนู้นแหละฉันถึงได้เบาหู ไม่ต้องฟังเสียงด่าอีก...ว่าแต่ตอนนั้นแกอยากพูดอะไรกับฉันเหรอ?”
ตอนนี้พวกเขาเดินมาถึงทางม้าลายแห่งหนึ่ง ฉู่โม่เฟิงหันซ้ายหันขวาเพื่อมองดูรถจากทั้งสองฝั่ง ในที่สุดเขาก็ก้าวเท้ามาตรงหน้าเธอหนึ่งก้าว
ในเวลานั้นท้องเริ่มเป็นสีเทาและค่อยๆมืดลงแล้ว ทว่าไฟถนนก็ยังไม่สว่าง มีเพียงแสงจากไฟจราจรที่กะพริบอยู่
ฉู่โม่เฟิงยกมือขึ้นถอดแว่นกันแดดของเขาออก และเพราะแสงไฟจราจรที่ส่องกระทบหน้าของเขา ทำให้หลินเฉี่ยนมองเห็นใบหน้าหล่อเหลาของฉู่โม่เฟิงได้ชัดเจน
มันเป็นใบหน้าที่ดูอ่อนโยน ละมุนละไมกว่ากู้เฉิงเซียวเล็กน้อย และถึงจะไม่ได้ดูหล่อระเบิดเหมือนกับกู้เฉิงเซียวแต่ก็ไม่ได้ดูดิบเถื่อนเย็นชาเท่าคุณอานายพลของเขา
“ตอนนี้เธอยังไม่รู้อีกเหรอว่าฉันอยากจะพูดอะไรกับเธอ?”เขาถาม
หลินเฉี่ยนชะงักไป จู่ๆเธอก็รู้สึกได้ถึงความปวดร้าวตรงกลางใจหลังจากได้มองใบหน้าของคนข้างกาย เพราะสีหน้าของเขาในเวลานี้มันบ่งบอกชัดว่าเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน
เธอหยุดเดินในทันที ตอนนี้เธออยู่ห่างจากริมถนนเพียงแค่หนึ่งก้าว สาวห้าวรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรจะเดินเคียงข้างเขาเลย และเธอก็กำลังจะทนรับความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดนี้ไม่ไหวแล้วเช่นกัน
ปี๊นนนนนๆ
หลังจากไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว เสียงแตรก็ดังขึ้นมาพร้อมกับรถที่ขับผ่านไป
ฉู่โม่เฟิงได้ยินเสียงแตรเขาก็รีบยื่นมือมาคว้าข้อมือของเธอไว้ก่อนที่จะดึงเธอเข้ามาใกล้
หลินเฉี่ยนที่ถูกดึงมืออย่างกะทันหันก็เผลอเสียหลักไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา แต่เธอก็รีบผละออกมาอย่างทันท่วงที
ทว่าสิ่งที่หลินเฉี่ยนคิดไม่ถึงก็คือ จู่ๆ ฉู่โม่เฟิงจะใช้แขนอีกข้างของเขาโอบกระชับแผ่นหลังของเธอเข้ามาใกล้จนทำให้ร่างเล็กๆ แนบชิดกับตัวเขามากขึ้นแถมยังใช้นิ้วมือของเขาจับคางของเธอไว้
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเธอไม่ทันได้ตั้งตัว ในเวลาต่อมาริมฝีปากของฉู่โม่เฟิงก็ประกบลงบนริมฝีปากเล็กๆ ของเธอ และนั่นก็เป็นจูบแรกของเขา
หลินเฉี่ยนเบิกตากว้างพร้อมกันนั้นสมองของเธอก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะ
ในเวลานั้นเองแสงไฟส่องถนนก็สว่างขึ้นขับไล่ความมืดสลัวและทำให้มองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน
“หลินเฉี่ยน!” จู่ๆ เสียงผู้ชายที่ฟังคุ้นหูก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังของคู่หนุ่มสาว เสียงนั้นตะโกนขึ้นมาด้วยความโมโห “ทำอะไรของเธอ!?”
ยังไม่ทันที่สาวน้อยจะได้ตั้งตัวฝ่ามือใหญ่ของผู้ชายคนนั้นก็คว้าจับบ่าเล็กอย่างรุนแรง น้ำหนักที่กดลงบนบ่าทำให้เธอรู้สึกราวกับกระดูกกำลังแตกเป็นผงในทันที
“กู้เฉิงเซียว ฉะ...ฉัน.....”
“หุบปาก!” กู้เฉิงเซียวกระชากร่างของภรรยาสาวออกมาอย่างแรงราวกับนักมวยปล้ำกำลังโจมตีคู่ต่อสู้ จนทำให้คนตัวเล็กล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น
ด้วยสัญชาตญาณฉู่โม่เฟิงจึงยื่นมือออกไปเพื่อที่จะคว้าตัวสาวน้อยให้ลุกขึ้น ทว่าจู่ๆ มือของเขาก็ถูกกู้เฉิงเซียวจับไว้
กู้เฉิงเซียวจับข้อมือของหลานชายพร้อมกับบีบอย่างหนักหน่วง “โอ๊ยย..” เด็กหนุ่มเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “อาสอง..นั่นความผิดผมเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง”
การที่ฉู่โม่เฟิงเปิดปากยอมรับผิดแบบนี้ยิ่งทำให้ดูเหมือนเป็นการปกป้องหลินเฉี่ยนมากขึ้นอีกและมันก็ทำให้กู้เฉิงเซียวยิ่งโกรธมากขึ้น เขากัดฟันกรอด ใบหน้าเคร่งเครียด นายพลใหญ่ส่งสายตาแสนดุร้ายออกมา ขณะเดียวกันก็กำหมัดแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นขาวซีด
พลั๊วะ~
“เอ่อะ...” ฉู่โม่เฟิงก้าวถอยหลังออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ทันใดนั้นหมัดหนักๆ ก็กระแทกเข้าใส่ใบหน้า วินาทีต่อมาหนุ่มหล่อได้ลิ้มรสชาติเลือดในปากของตัวเอง
ทันทีที่เกิดการชกต่อยก็เรียกให้คนเริ่มเข้ามามุงดู ในขณะเดียวกันคนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ชะลอความเร็วลงพร้อมกับหันมามองอย่าสนใจ
หลินเฉี่ยนรีบลุกขึ้นด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก สาวน้อยลนลานจนแทบทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบหันไปหากู้เฉิงเซียว “ฉัน......”
“ฉันบอกให้เธอหุบปาก!”
“……”
ปี๊นๆๆๆๆๆๆ
รถที่จอดติดอยู่ด้านหลังแลนโรเวอร์คันใหญ่ของกู้เฉิงเซียวบีบแตรใส่พวกเขาอย่างต่อเนื่อง เพราะนายพลหนุ่มทิ้งรถคันหรูของตัวเองทันทีที่เห็นภาพบาดตาจากสองหนุ่มสาว และในเวลานี้ก็เป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่รถติดหนัก
กู้เฉิงเซียวในตอนนี้กำลังโกรธจนตาแดงก่ำ เขามองหน้าหลายชายด้วยความอาฆาตแค้นก่อนจะชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยมือสั่นแต่กลับไม่สามารถสบถด่าคำหยาบคายออกมาได้
…...เพราะนั่นคือหลานชายของเขา…..
“ไป!” กู้เฉิงเซียวกระชากแขนหลินเฉี่ยนด้วยความโมโหก่อนที่จะผลักร่างเล็กๆ ขึ้นไปบนรถ
“อาสองฟังผมอธิบายก่อนได้ไหมครับ? อาครับ อา.....”
กู้เฉิงเซียวจ้ำขึ้นรถโดยไม่สนใจฉู่โม่เฟิง เขากระแทกประตูปิดดังปังก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไปในทันที
.
.
.