บทที่ สามสิบสอง
พายุฤดูร้อนสงบลงตั้งแต่เมื่อยามอิ๋นแต่ความเย็นเยียบยังคงปกคลุมทั่วพระนครเมื่อเสียงฆ้องยามแรกดังขึ้น ราชวังต้องตื่นตัวอีกครั้งหลังจากสงบเงียบมาหลายวันจากข่าวไม่สู้ดีเกี่ยวกับเจ้าแผ่นดินแต่ฟ้าหลังฝนยามนี้ช่างงดงามเส้นทางหลักของเมืองปรากฏขบวนเสด็จยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงเสียงฆ้องยามดังขึ้นสามครั้งก้องกังวานไปทั่วทั้งวังวันนี้มิใช่วันงานพระราชพิธีใหญ่หลวงใดแต่เป็นวันสำคัญที่ทุกผู้คนในวังมิอาจละเลย
ฮองไทเฮาเสด็จกลับวังหลวง
ขบวนเสด็จทอดยาวจากประตูเมืองมาจนถึงลานกว้างหน้าพระราชวังม้าชั้นดีสีดำขลับกว่าสิบตัวลากราชรถประดับลวดลายทองแดงสลักลายหงส์ล้อรถบดลงบนถนนศิลาแกร่งท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จับจ้องจากสองฟากทางเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น ฝ่ายบู๊ สนมนางใน และข้าราชบริพารล้วนแต่งกายเต็มยศเรียงแถวค้อมกายรอรับ มิใช่เพียงเพราะกฎระเบียบแต่เพราะรู้ดีว่าสตรีที่อยู่ภายในราชรถนั้นคือผู้มีอำนาจเหนือแผ่นดินในอีกแง่หนึ่งเป็นมารดาของบิดาโอรสสวรรค์คนปัจจุบันและเคยเป็นดั่งศูนย์กลางของอำนาจในรัชศกก่อน
ด้านหน้ามหามณฑปขนาดมหึมาขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊แต่งกายเต็มยศเรียงแถวค้อมกายต้อนรับสนมนางในยืนเป็นระเบียบเรียบร้อย แต้มอายแดดประทับบนแก้มของหญิงสาวนับร้อยพวกนางสวมอาภรณ์งดงามเยื้องย่างเรียบกริบไม่กล้าเงยหน้ามองสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นมารดาของแผ่นดิน
เหนือสุดของขบวนต้อนรับฮ่องเต้ในฉลองพระองค์สีดำลายมังกรทองประทับยืนนิ่งสง่าท่ามกลางเหล่าขุนนางพระเนตรลุ่มลึกคมเข้มไม่เปิดเผยอารมณ์ใดทว่ากลับสะกดสายตาผู้คนรอบกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อราชรถหยุดลงทหารองครักษ์รีบเข้าประจำตำแหน่งประตูราชรถเปิดออกเผยให้เห็นร่างสง่างามของฮองไทเฮาในฉลองพระองค์ไหมสีทองปักลายเมฆมงคลและกิ่งเหมยพระพักตร์ยังคงงดงามแม้วัยจะล่วงเลยเกศาสีดอกเหลา ความเคร่งขรึมและสูงศักดิ์ในพระเนตรทำให้บรรยากาศรอบกายกดดันไปโดยปริยาย
ฮ่องเต้ทรงก้าวเข้าหาพระหัตถ์ยกขึ้นประคองนางลงจากราชรถอย่างนอบน้อมก่อนตรัสขึ้น “เสด็จย่าเดินทางลำบากหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ด้านฮองไทเฮาไม่ได้เอ่ยตอบในทันกลับทอดพระเนตรฮ่องเต้แวบหนึ่งก่อนตรัสด้วยสุรเสียงราบเรียบ “เดินทางจากวัดซานปป๋อมิได้ยากลำบากเท่าใด” พระนางตอบขณะก็เพ่งพิศชายหนุ่มอย่างละเอียดลมหายพระทัยสะดุดไปวูบหนึ่งข่าวลือที่พระนางได้รับก่อนเสด็จกลับมาว่าฮ่องเต้ได้รับบาดเจ็บสาหัสยังวนเวียนอยู่ในใจ แม้พระพักตร์ของฝ่าบาทจะสงบเยือกเย็นแต่พระนางยังอดมิได้ที่จะเอื้อมพระหัตถ์แตะพระอังสาของเขา “เจ้าเถอะ..เจ็บตรงไหนบ้างหรือไม่” พระสุรเสียงเจือแววกังวลชัดเจน
ฮ่องเต้ทอดเนตรหญิงสูงวัยก่อนตอบ“ไม่เป็นอะไรแล้ว”
ที่พระนางจะเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายจากข่าวลือว่าฮ่องเต้ทรงบาดเจ็บสาหัสจากการพลัดตกเขา นั่นเป็นเหตุผลที่พระนางรีบเสด็จกลับจากวัดซานป๋อแม้จะตรัสเช่นนั้น แต่พระนางยังมิคลายความกังวลพระหัตถ์บางลูบไล้แผ่วเบาบนพระอังสา ราวกับตรวจดูว่ามีบาดแผลใดซ่อนอยู่ภายในอาภรณ์
โม่เหวินหานยังคงยืนให้นางแตะต้องโดยมิได้ปฏิเสธจนเมื่อแน่พระทัยแล้ว ฮองไทเฮาจึงพยักพระพักตร์เล็กน้อย “ก็ดีแล้ว”
เสียงกลองหยุดลงทหารองครักษ์ประกาศให้ขบวนเคลื่อนต่อเหล่านางสนมย่อกายรับเสด็จ ขณะที่ฮองไทเฮาเสด็จเคียงข้างฮ่องเต้กลับสู่ตำหนักของพระนางเคยพำนักก่อนออกจากวังหลวง
เหล่าสนมนับร้อยยังคงยืนสงบเรียบร้อยรอส่งเสด็จเหล่าสนมนางในทุกผู้คนล้วนงดงามประดับประดาราวบุปผาช่วงฤดูวสันต์หญิงสาวในอาภรณ์สีสันอ่อนโยนเรียงแถวแต่เมื่อขบวนเสด็จกำลังจะผ่านไปแต่แล้วเพียงพริบตาสายพระเนตรของฮองไทเฮากลับสะดุดลงที่สตรีผู้หนึ่ง
นางผู้นั้นไม่ได้โดดเด่นไปกว่าผู้ใดอาภรณ์ก็มิได้หรูหรากว่าสนมคนอื่น ทว่าสิ่งที่ทำให้พระนางชะงักคือ..ความรู้สึกบางอย่างอึดใจหนึ่งเหมือนเคยพบที่ใดมาก่อน..หรือบางทีอาจเป็นเพียงภาพลวงตาของอดีตที่พัดผ่าน เป็นเพียงเสี้ยวอึดใจหนึ่งทว่าหัวใจของพระนางกลับสั่นไหวประหลาด
ความรู้สึกหลากหลายตีรวนในพระทัยเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถกล่าวเป็นถ้อยคำ แต่เพียงไม่นานพระนางก็ละสายพระเนตรเลิกสนใจแล้วก้าวต่อไป
พอขบวนเสด็จของฮองไทเฮาหายลับไปสุดลานพระราชฐานนางกำนัลในตำหนักต่างทยอยกันกลับสู่หน้าที่ของตนสนมนางในที่มาร่วมต้อนรับก็พากันสลายตัวไปตามตำหนักของตนเองตรงข้ามกับความอึกทึกเมื่อครู่ ตอนนี้บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้งหลิวชิงเซียงถอนหายใจยาวเดินทอดอารมณ์กลับตำหนักของตนโดยมีอิงหลานกับฟ่านหรูคนสนิทเดินตามเงียบๆ
พอพ้นเขตลานกว้างเข้ามาถึงเขตตำหนักฟู่ตงของตนเองหลิวชิงเซียงจึงเอ่ยขึ้นอย่างครุ่นคิด “เมื่อครู่..เจ้าสองคนรู้สึกหรือไม่ว่า ฝ่าบาทกับฮองไทเฮาให้ความรู้สึกแปลกๆ” ตอนที่นางไปเข้าเฝ้าต้อนรับสองนางกำนัลก็ตามไปเฝ้าด้วยทั้งสองยืนอยู่หลังนางไม่รู้จะได้เห็นสิ่งที่นางเห็นหรือไม่
อิงหลานกับฟ่านหรูหันมาสบตากันแวบหนึ่งหลังคำถามของผู้เป็นก่อนที่อิงหลานจะเป็นฝ่ายถามกลับ “แปลกเช่นไรหรือเจ้าคะ?”
หญิงสาวหยุดยืนพลางหันมาทางทั้งสอง“พวกเจ้าไม่รู้สึกเลยหรือว่าทั้งสองแทบไม่ได้แสดงความผูกพันต่อกันเท่าไร ฮองไทเฮาเพิ่งเสด็จกลับมาฝ่าบาทก็ตรัสถามเพียงประโยคเดียว ตอนเดินก็ไม่คิดจะรอผู้เป็นย่าที่เพิ่งเดินทางมาไกลสักนิด”
ฟ่านหรูขมวดคิ้ว“แต่ฝ่าบาทก็มิใช่โอรสของฮองไทเฮานี่เจ้าคะเป็นหลานเท่านั้น แม้จะอยู่ในสายเลือดเดียวกัน แต่อาจมิได้สนิทกันเช่นมารดากับบุตร”
อิงหลานก็พยักหน้าเสริม“ใช่แล้วเจ้าค่ะฮองไทเฮาเป็นมารดาของอดีตฮ่องเต้ ฝ่าบาทพระองค์ปัจจุบันเป็นพระโอรสของอดีตฮ่องเต้ไม่นับว่าน่าแปลกใจหากความสัมพันธ์จะมิได้แนบแน่นนัก”
คำตอบของสองคนสนิทยังไม่สามารถทำให้นางคล้อยตามได้ทั้งยังส่ายศีรษะเบาๆ แล้วก้าวเดินต่อ ดวงหน้านิ่งลึกขณะกล่าวเสียงราบเรียบ “แต่ฝ่าบาทเติบโตนอกวังคนที่เลี้ยงดูมาก็เป็นฮองไทเฮาไม่ใช่หรือ ถึงจะมิใช่มารดาที่ให้กำเนิดแต่เป็นผู้ดูแลมาตั้งแต่เล็กเช่นนี้ก็สมควรมีความใกล้ชิดมากกว่าที่เห็น..”
ฟ่านหรูกับอิงหลานนิ่งคิดไปครู่หนึ่งนางกำนัลทั้งสองแม้ติดตามรับใช้ใกล้ชิด แต่ก็มิได้สังเกตลึกซึ้งถึงเพียงนั้น “บางทีอาจเป็นเพราะพระราชฐานแห่งนี้มีสายตานับร้อยจับจ้องอยู่ ฮองไทเฮาเองก็มิได้ทรงแสดงออกมากนักกระมังเจ้าคะ” ฟ่านหรูลองกล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง
“ใช่เจ้าค่ะ อีกอย่าง..” อิงหลานลดเสียงลงคล้ายกลัวจะมีผู้ได้ยิน“หม่อมฉันเคยได้ยินมาว่าตอนฮองไทเฮาทรงปกครองวังหลัง ทรงเคร่งครัดและเย็นชาไม่น้อย..”
หลิวชิงเซียงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวแผ่วเบา“แต่เมื่อครู่ ข้ากลับเห็นแววกังวลชัดเจนในสายพระเนตรของพระนาง” ทุกคนล้วนเห็นว่าตอนที่ฮองไทเฮาเสด็จลงจากราชรถพระนางมิได้เพียงมองฮ่องเต้ผ่านๆ แต่ทอดพระเนตรอยู่นานยังทรงยกพระหัตถ์แตะบ่าพระองค์ประหนึ่งตรวจดูว่าบาดเจ็บจริงหรือไม่
“อาจเป็นเพราะเรื่องฝ่าบาทบาดเจ็บสาหัสกระมังเจ้าคะ” ฟ่านหรูเอ่ย
หลิวชิงเซียงมิได้ปฏิเสธหรือเห็นด้วยขณะนั้นทั้งสามก็เดินกลับมาถึงห้องส่วนตัวของหลิวชิงเซียงนางกำนัลอีกสองคนรีบเข้ามารับเสื้อคลุมชั้นนอกไปจัดเก็บหลิวชิงเซียงนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางเพียงยกมือถอดปิ่นทองออก อิงหลานกับฟ่านหรูจึงเข้ามาช่วยเปลี่ยนอาภรณ์ให้
“ข้าถึงได้รู้สึกว่าแปลกสายตาน้ำเสียงของฮองไทเฮาเจือความห่วงใยแท้จริง ทั้งอีกอย่างเรื่องอาการบาดเจ็บ..”
ฟ่านหรูช่วยปลดชุดคลุมออกก่อนกล่าวอย่างคลางแคลงใจ “บาดเจ็บทำไมหรือเจ้าคะ?”
เรื่องนี้หลิวชิงเซียงรู้ดีว่าบุรุษผู้นั้นไม่ได้เป็นตามข่าวลือว่าบาดเจ็บสาหัสใดๆทั้งสิ้น แต่คนอื่นไม่รู้ด้วย “ก่อนหน้านี้เพียงวันเดียวรู้ทั่วกันว่าบาดเจ็บร้ายแรงถึงชีวิต แต่สำรวจเล็กน้อยก็คลายกังวลแล้วทำไมถึงมั่นใจว่าฝ่าบาทหายดีจริงๆ” หลิวชิงเซียงกล่าวพลางจ้องเงาตัวเองในกระจกทองเหลือง“เมื่อครู่แค่จับบ่าดูแวบเดียวแล้วก็ผ่านไปมิได้ซักไซ้หรือสอบถามซ้ำๆ ให้แน่ใจ”
อิงหลานพยักหน้าช้าๆ“ก็จริงเจ้าค่ะแต่พระสนมอย่าคิดมากเรื่องเหล่านั้นเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้ฮองไทเฮากลับมาแล้ววังหลังได้วุ่นวายแน่ หลี่ผินต้องระวังมากๆ นะเจ้าค่ะ”
หลังปลดชุดพิธีการเรียบร้อยหลิวชิงเซียงก็ลุกขึ้นเตรียมกลับไปสวมชุดที่ใส่สบายกว่าเดิมที่ฟ่านหรูหยิบมาเตรียมรอขณะช่วยผู้เป็นนายสวมไปก็เริ่มเล่าเรื่องที่รับรู้มา “ฮองไทเฮาเป็นคนเคร่งครัดกฎเกณฑ์มากเพคะหลี่ผินต้องระมัดระวังมากๆ ยิ่งได้รับความโปรดปราณของฝ่าบาทยิ่งถูกเพ่งเล็งไม่รู้จะถูกเรียกไปสอบเมื่อไร”
“อืม..ข้าพอจำได้ฮองไทเฮาชอบหญิงสูงศักดิ์กิริยางดงามสูงส่งหญิงบ้านป่าเมืองเถื่อนเช่นข้าคงไม่ค่อยชอบใจสินะ แต่ไม่เป็นไรข้าจะไม่เสนอหน้าให้พระนางระคายตาแน่” หลิวชิงเซียงเอ่ยเย้ยนางก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งกับสายเลือดตระกูลชั้นสูงนักหรอก
เข้าช่วงยามบ่ายแก่ๆแสงอาทิตย์ทอดยาว อากาศเย็นจากฝนช่วงเช้ามือจางไปแล้ว ในลานด้านในเงียบสงบมีเพียงเสียงลมอ่อนพัดผ่านแนวต้นไม้ที่เริ่มสั่นไหวไปมา เสียงกระดิ่งเล็กๆติดชายหลังคาส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเบาตามแรงลมหลิวชิงเซียงที่เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดเบาสบายสีเรียบเรียบร้อยหลังจากฝึกกระบี่นั่งพักได้สักพัก ก่อนจะเริ่มจิบชาในถ้วยอย่างสบายใจ
แต่ยังไม่ทันได้ถึงครึ่งถ้วยเสียงฝีเท้าของนางกำนัลทั้งสองก็เร่งร้อนเข้ามาก่อนจะคุกเข่าลง “พระสนมฝ่ายในส่งคนมาแจ้งว่าฝ่าบาทมีรับสั่งให้พระสนมไปเข้าเฝ้าที่ห้องทรงงานเพคะ”
ปลายนิ้วเรียวของนางชะงักกลางอากาศเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันโดยไม่ปิดบังความแปลกใจนัก “ให้ไปหา?” นางทวนคำเสียงเบา ก่อนจะถามต่อ “มีเหตุอันใดหรือ?”
ฟ่านหรูที่มาส่งสารรีบตอบ“ฝ่าบาทตรัสว่าทรงยังมีอาการบาดเจ็บอยู่เคลื่อนไหวไม่สะดวก จึงมีรับสั่งให้พระสนมไปช่วยที่ห้องทรงงานเพคะ”
นางเผลอหลุดหัวเราะในลำคอที่ได้รู้เหตุผลก่อนจะพึมพำกับตนเองอย่างอดไม่อยู่ “ช่วยงาน..บาดเจ็บอันใดกัน..” แต่ก็หยุดไว้เท่านั้นก่อนจะหลุดความจริงว่าไม่ได้มีอาการบาดเจ็บใดๆมีแต่เรื่องกุขึ้นมา ขนาดกลับมาแล้วเขาก็ยังหางานให้นางเก่งจริงๆจึงถอนหายใจไปหนึ่งครั้ง “เห็นทีจะไม่ให้นอนพักผ่อนกันเลยกระมัง”
ฟ่านหรูกับอิงหลานที่ยืนอยู่ข้างๆเห็นสีหน้าของนางก็อดขำเล็กๆ ไม่ได้ ฟ่านหรูยื่นหน้าเข้ามากระซิบเสียงเบา “อย่าหงุดหงิดไปเลยเพคะ เวลาเช่นนี้เป็นโอกาสดีมิใช่หรือเพคะ”
อิงหลานพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเสริมขึ้นอย่างรวดเร็ว “ใช่เพคะนี่เป็นจังหวะให้พระสนมได้ดึงความโปรดปรานของฝ่าบาทไว้สถานการณ์ในวังล้วนมีคลื่นใต้น้ำ หากมีผู้ใดคิดร้ายกับพระสนมก็จะยังอยู่ในสายพระเนตรของฝ่าบาทเสมอ”
นางฟังแล้วเหลือบมองพวกนางทั้งสองคนก่อนจะเอ่ยเสียงเนือยๆ “พวกเจ้าคิดไกลไปแล้วข้าก็เพียงอยากพักบ้างเท่านั้น”
ฟ่านหรูกับอิงหลานแอบยิ้มขณะมองหน้ากันท่าทางของผู้เป็นนายแม้จะทำเหมือนไม่พอใจ แต่สุดท้ายแล้วก็มิได้ปฏิเสธ “หลี่ผินเพคะเรื่องนี้มิใช่เพียงเรื่องส่วนพระองค์เพียงอย่างเดียวหรอกเพคะ”
หลิวชิงเซียงหันมามองพวกนางอย่างพินิจสองนางกำนัลเป็นเหมือนแรงกำลังช่วยกระตุ้นให้นางอยากปรนนิบัติผู้นั้นยิ่งกว่าตัวเองสิบคนรวมกันอีกแต่คำพูดนี้ทำให้นางชะงักอยากฟังต่อ
อิงหลานก้าวเข้ามาใกล้อีกนิดกล่าวเสริมเสียงเบาแต่หนักแน่น“พระสนมลองคิดดูเถิดสนมนางในทั้งหลายล้วนพยายามช่วงชิงความโปรดปราน นอกจากเพื่อตนเองแล้วยังเพื่อครอบครัว เพื่อสกุลของตน”
ลูกคู่พากันพยักหน้าพลางกล่าวต่อ“หากพระสนมได้รับความโปรดปรานสูง นั่นย่อมไม่เพียงตัวเองเท่านั้นที่มั่นคงแต่ยังสามารถช่วยให้เผ่าซาเฟิงมั่นคงตามไปด้วยมิใช่หรือเพคะ?”
คำพูดนี้ทำให้นางนิ่งไปครู่หนึ่งดวงตาสีดำขลับของนางมีแววครุ่นคิดที่ลึกซึ้งขึ้น
อิงหลานก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ“ตอนนี้ฝ่าบาททรงพระทัยดีต่อพระสนมพระสนมควรใช้ช่วงเวลานี้ให้เกิดประโยชน์ มิใช่เพียงแต่รับใช้ฝ่าบาทเฉยๆหากแต่ต้องให้ฝ่าบาทมีใจช่วยเหลือเผ่าซาเฟิงมั่นคงไปด้วย”
อิงหลานข้างขวากล่าวจบฟ่านหรูข้างซ้ายก็เสริมเสียงเบาต่อทันที“หรือมิใช่ว่าการที่พระสนมยอมมารับตำแหน่งนี้ ก็เพื่อเผ่าซาเฟิงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว?”
หลิวชิงเซียงขบเม้มริมฝีปากแน่นดวงตากะพริบเล็กน้อยก่อนที่นางจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนออก จะถูกสิบส่วนก็ไม่ใช่ตั้งแต่แรกนางมาอยู่ที่นี่ก็เพื่อหลี่เสวี่ยแต่การได้ช่วยเผ่าซาเฟิงก็ได้ช่วยหลี่เสวี่ยเวลานี้เผ่าซาเฟิงไม่มั่นคงถ้าได้เสริมกำลังอีกสักนิดจะดีขนาดไหน..
แม้จะเคยคิดว่าต้องยอมรับชะตากรรมการเป็นสนมของใครแต่สุดท้ายแล้วการใช้โอกาสนี้เพื่อความมั่นคงของเผ่าย่อมดีกว่าปล่อยให้ทุกสิ่งเป็นไปตามยถากรรม
นางเงยหน้าขึ้น“เข้าใจแล้วพวกเจ้าไปนำชุดมาให้ข้าเปลี่ยนเถอะ” สองนางกำนัลรีบเข้าไปช่วยปรับแต่งอาภรณ์ของนางให้เรียบร้อยก่อนจะส่งตัวผู้เป็นนายออกไป
...
ห้องทรงงานในยามบ่ายแสงแดดทอดผ่านหน้าต่างสูงตกกระทบลงบนโต๊ะไม้จันทน์สีเข้มแผ่นกระดาษฏีกาปึกหนาถูกวางเรียงรายไปทั่ว โต๊ะทรงงานตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องเบื้องหลังเป็นชั้นหนังสือสูงและฉากไม้แกะสลักลวดลายมังกรพาดผ่านเมฆเสียงพู่กันขีดเขียนดังเป็นระยะ ขับเน้นความเงียบสงบของสถานที่
ขณะที่โม่เหวินหานกำลังขมวดคิ้วอ่านฏีกาเล่มหนึ่งแผ่นหลังของเขาตั้งตรงแม้จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรากตรำอ่านเอกสารราชการนับชั่วยามแล้ว เสียงขันทีหน้าประตูเอ่ยรายงาน “หลี่ผินมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาคมเข้มละจากฏีกาเงยขึ้นมองไปยังประตู “ให้เข้ามา”
ประตูถูกผลักออกช้าๆหลิวชิงเซียงก้าวเข้ามาภายในห้อง นางแต่งกายแปลกกว่าปกติชุดแพรสีอ่อนเน้นทรวดทรงอย่างงดงาม ริมฝีปากนางแต้มสีจาง ร่างระหงดูอ่อนช้อยทว่าสายตากลับฉายแววขัดใจจางๆ ก่อนจะซ่อนไว้ได้อย่างแนบเนียน
ชานหนุ่มจึงลุกขึ้นจากโต๊ะเดินตรงเข้ามาหามุมปากเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาดำลึกจ้องมองใบหน้าของนาง “เจ้าเดินช้า” เขาเอ่ยขึ้น
นางกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆหัวคิ้วนางกระตุกเล็กน้อย “จู่ๆฝ่าบาทเรียกให้มาช่วยงาน หม่อมฉันคิดว่าน่าจะเร่งส่งข่าวมาให้เร็วขึ้นกว่านี้ นี่จึงก็ยังถือว่าไวอยู่”
เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะพยักพเยิดไปยังที่นั่งข้างโต๊ะใหญ่ “นั่งก่อน” หญิงสาวจึงเดินไปนั่งตรงที่เขาชี้ให้ทว่าพอมองไปที่โต๊ะที่เต็มไปด้วยฏีกาสูงเกือบท่วมตัวนางหัวคิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากัน
“ฝ่าบาทมีเรื่องใดให้หม่อมฉันช่วยหรือเพคะ?” นางเอ่ยถามพลางมองเอกสารตรงหน้าก้มดูผ่านๆ เป็นคำร้องขอจากขุนนางที่นางอ่านชื่อฎีกาแล้วพอเข้าใจได้
โม่เหวินหานเอียงศีรษะเล็กน้อยมองนางขณะตอบเสียงราบเรียบ“ข้าไม่ได้ให้เจ้ามาช่วยงาน”
หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วกว่าเดิม“มิใช่หรือเพคะ?”
“เปล่า ข้าแค่อยากเห็นหน้าเจ้า”
นางเงียบไปสามอึดใจก่อนจะเผลอพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ นางควรจะเดาได้อยู่แล้วว่าชายผู้นี้ไม่อาจไว้ใจได้ไม่แปลกเลยที่จะเอาเรื่องบาดเจ็บเป็นเพียงข้ออ้างอีกไม่นานคงได้มีเรื่องใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นแน่ แต่เมื่อคิดได้อีกขั้นนางก็ชะงักค่อยๆปรับสีหน้าตนเองให้เป็นปกติ เขาต้องการให้เห็นหน้า..เช่นนั้นก็ดีอย่างน้อยก็เป็นเวลากลางวัน นางมาให้เขาเห็นเจอแบบนี้ดีกว่าให้เขามาพบกลางดึกที่ตำหนักของนางเอง
นางแสร้งระบายยิ้มบาง“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันมาอยู่ตรงนี้แล้ว ฝ่าบาทก็คงพอพระทัยแล้วกระมังเพคะ?”
“อืม” โม่เหวินหานมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบถ้วยชาบนโต๊ะแล้วยื่นให้ “ชาร้อน” นางรับมาถือไว้ในมือแต่ไม่ได้รีบยกขึ้นดื่ม นัยน์ตาหลังม่านขนตายาวหรี่ลงเล็กน้อยเวลานี้นางควรใช้โอกาสนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์มิใช่หรือ?
“ฝ่าบาท” นางเอ่ยเสียงอ่อนพลางขยับตัวเข้าใกล้เล็กน้อย อีกฝ่ายเพียงเลิกคิ้วขึ้นเพื่อให้นางกล่าวต่อ “หม่อมฉันทราบว่าเวลานี้มีหลายเรื่องที่จำต้องจัดการฝ่าบาททรงจัดการปัญหาซีเป่ยไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ปีนี้เสบียงบรรณาการของแคว้นก็เก็บได้เกินกว่ากำหนดใช่หรือไม่เพคะ..”
“แล้วอย่างไร?”
“หม่อมฉันเพียงแต่คิดว่าเวลานี้เผ่าซาเฟิงเองไม่มั่นค่อยคงนัก ไม่กี่เดือนก็จะเข้าฤดูหนาวอีกครั้งถ้าได้แบ่งเสบียงช่วงสารทฤดู อาจทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ดีขึ้นทั้งยังช่วยเสริมกำลังให้คนงานคุมเหมืองทางเหนืออีกด้วย”
โม่เหวินหานนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะเอนกายพิงพนักเก้าอี้สายตาเขายังคงตรึงอยู่ที่นางอย่างไร้อารมณ์ “เจ้ามาขอเรื่องนี้ให้เผ่าของเจ้า?” แต่ในใจเขากลับพอใจอย่างยิ่งขัดกับสีหน้า
“หม่อมฉันเพียงแต่เห็นว่าเป็นสิ่งพอทำได้เพคะ”นางยังคงรักษาสีหน้าปกติไว้ได้อย่างดีนางอ้อมคำ ไม่พูดตรงๆ ว่าเป็นประโยชน์ต่อเผ่าของนางเองแต่ใช้เหตุผลของแผ่นดินมาเป็นตัวชี้นำแทน
ฮ่องเต้จ้องมองนางนิ่งๆคล้ายกำลังพินิจสิ่งใดอยู่ หลิวชิงเซียงก็เริ่มจิบชาอย่างไม่รีบร้อนปลายนิ้วเรียวของนางแตะขอบถ้วย ไม่ได้กดดันให้เขาต้องตอบรับในทันทีหากแต่ทำเพียงหยั่งเชิงก่อน ในเมื่อเขาเรียกให้นางมาที่นี่เองนางก็ต้องใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด จะปฏิเสธหรือตอบรับก็อาจจะขึ้นอยู่กับว่าจากนี้นางสามารถทำให้เขาพอใจได้มากแค่ไหน..