“46หยกนิล”เสียงลึกล้ำแห้งแหบดังมาจากผู้คนในสมาพันธ์ลัทธิเต๋า
“50หยกนิล” ฮุยฟางกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ มันมั่นใจในความมั่งคั่งสองร้อยปีของนิกายมันมาก มันประกาศเกล้าออกอย่างยโส “คฤหาสน์ซื่อจิ้งนี้จะต้องเป็นของนิกายกระบี่เทวดาแน่นอน”
“55หยกนิล ฮุยฟางเจ้ากำลังฝันกลางวัน?” หรงจื่อกล่าวพร้อมเสนอราคาขึ้นสูง
“60หยกนิล” หนิงเทียนกล่าวแทรก
“65หยกนิล” หานเจิงหัวเราะออกมันกล่าวด้วยน้ำเสียงเหย่อหยิง “ถ้าไม่ถึง100หยกนิลอย่าหวังเลยว่าข้าจะยอม”
“ไม่มีปัญหา เท่าไรเท่ากัน 70หยกนิล”หรงจื่อกล่าวต่อ
“72หยกนิล” หมูตึกลมดำของเราต้องการย้ายมาอยู่ในเมืองฉางผิง ฉะนั้นพวกเราจะไม่ยอมพลาดมันเด็ดขาด
ราคาของคฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้นสูงมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว แม้แต่หนิงเทียนเองยังอดแปลกใจไม่ได้ที่การเสนอราคาดำเนินมาถึงขนาดนี้
เดิมทีหนิงเทียนคิดเพียงว่าการจะบดขยี้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่มันไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า นี้เป็นการประมูลที่ต้องต่อสู้กับความมั่งคั่งนับร้อยๆปีของนิกายใหญ่ทั้งนิกาย
หนิงเทียนหวนคิดถึงรอยยิ้มของเอี้ยเซียวครั้งที่มันกล่าวออกว่าต้องการคฤหาสน์ซื่อจิ้ง เวลานี้มันรับรู้ความหมายของรอยยิ้มนั้นทันที
‘ข้ายังคงอ่อนต่อโลกใบนี้เกินไปนัก ถ้าไม่ได้โชคดีที่พ่อรองให้ป้ายเหล็กนิลกาลมา การที่จะได้คฤหาสน์ซื่อจิ้งมาครอบครองนั้นนับว่าเป็นความฝันลมๆแล้งๆเท่านั้น’
คิดได้เช่นนั้นมันระบายลมหายใจออกมาให้แก่ตัวเองก่อนจะกล่าวออกเสียงดัง “80หยกนิล”
“ไอเด็กเลวนั้น มันมีเงินในตัวมากมายเพียงไหนกันแน่”ซินฉู่อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา ขณะเดียวกันจ้าวเทียนไห่ส่งเสียงรอดลายฟันออกมา “81หยกนิล”
“82หยกนิล”ฮุยฟางตามมาติดๆ
“84หยกนิล” มันต้องเป็นของพวกเราหมู่ตึกลมดำ
“90หยกนิล”หรงจื่อสู้ไม่ถอย
จากเดิมที่มีตระกูลใหญ่และนิกายชั้นสูงเข้าร่วมประมูลนั้นเวลานี้มันเหลือเพียงแค่ นิกายกระบี่เทวดาของฮุยฟาง นิกายเคลื่อนเมฆาของหรงจื่อ เจ้าเมืองฉางผิง ตระกูลจ้าวและหมู่ตึกลมดำ เพียง5ขั้วอำนาจเท่านั้น
“100หยกนิล” หนิงเทียนกล่าวออกพร้อมกับยกจอกสุราเข้าปากอย่างไม่สนใจ
“เจ้าเด็กตระกูลซือหม่านั้น ต้องเมาสุราในมือของมันแน่ๆถึงได้กล่าวเสนอราคาอย่างไม่คิดเช่นนี้”
“ด้วยความมั่งคั่งขนาดนี้ ข้าเกรงว่าเมืองฉางผิงเราจะเกิดตระกูลใหญ่ที่4ขึ้นมาอย่างแน่นอน”
ใบหน้าของจ้าวเทียนไห่ปรากฏเจตนาฆ่าอย่างชัดเจน มันสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คนที่ได้มองไปยังใบหน้าของมันเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ฮุยฟางและหรงจื่อเริ่มจะมองหนิงเทียนใหม่อีกครั้งมันไม่รู้ว่าเบื้องหลังใดกันแน่ที่ทำให้เด็กนี้มีทรัพย์สินมากมายเพียงนี้และด้วยเหตุนี้พวกมันทั้งคู่นั้นฉลาดพอที่จะเลือก ไม่ตอแยหนิงเทียนอีกต่อไป
ซึ่งมันต่างจากความคิดของจ้าวเทียนไห่โดยสิ้นเชิง
แม้ฮุยฟางจะขึ้นออกเช่นนั้นแต่ถึงอย่างไรคฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะยอมกันได้ง่ายๆ “110หยกนิล”ฮุยฟางกล่าวออกขณะสูดหายใจเข้าลึก
“120หยกนิล”หานเจิงคำรามออกด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนสีไป
“140หยกนิล”หมู่ตึกลมดำของเราคงต้องยอมแพ้ถ้ามีใครให้มากกว่านี้
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบไสหัวไป” หรงจื่อกล่าวอย่างถือดี “150หยกนิล”
“นายน้อยหรงจื่อ คฤหาสน์นั้นตระกูลจ้าวของเราต้องการมันมาก ถ้านายน้อยยอมหลีกทางให้แก่พวกเรา ตระกูลจ้าวจะซาบซึ้งในน้ำใจเป็นอย่างสูง 160หยกนิล”
จ้าวเทียนไห่กล่าวออกอย่างยากลำบาก มันไม่คิดมาก่อนว่ามูลค่าของคฤหาสน์นั้นจะสูงถึงเพียงนี้
ด้วย160หยกนิลที่มันกล่าวออกไปนั้น คลังสมบัติของตระกูลจ้าวนับ100ปีที่สะสมมาคงจะต้องว่างเปล่าแล้ว
“นิกายเคลื่อนเมฆาของเราแม้จะเห็นมันเป็นสมบัติสำคัญแต่มันไม่สมควรมีราคาเกินกว่า 190หยกนิล ถ้าผู้นำจ้าวให้ราคามากกว่าพวกเรา ข้าจะยอมแพ้แต่โดยดี”มาถึงเวลานี้ความหยิ่งผยองของหรงจื่อลดลงอย่างมาก
“200หยกนิล” หนิงเทียนตะโกนออกทันที ในกลุ่มคนที่กำลังประมูลอยู่นี้เห็นทีจะมีแต่น้ำเสียงของหนิงเทียนเท่านั้นที่ไม่แปรเปลี่ยนความรู้สึกแม้แต่น้อยตั้งแต่ต้นจนจบ
“เจ้าเด็กนั้นรวยมาก บัดซบ!!!ที่เจ้าโง่ฉางอวี้กล่าวออกมานั้นเห็นได้ชัดว่ามันมีเจตนาให้พวกเราไปยั่วยุตัวตนอันตรายเช่นนั้น
เร็ว!! รีบส่งข่าวบอกแก่ท่านพ่อ คฤหาสน์ซื่อจิ้งนั้นเกินเพดานราคาที่ท่านมอบหมายมาแล้ว”ฮุยฟางกล่าวออกกับคนรับใช้ของมัน
“พี่ชายหนิงเทียน มัน....มันมาถึง200หยกนิลแล้ว”จินเหล่าต้ามองไปยังลานประมูลด้วยสายตาเบิกกว้าง
หนิงเทียนพยักหน้าแก่จินเหล่าต้า “ข้าต้องการมันเพื่อเหตุผลบางประการ”
การประมูลเดินทางมาถึง200หยกนิลเวลานี้เหลือเพียงแต่ หานเจิง หนิงเทียนและจ้าวเทียนไห่เท่านั้นที่จะคงกล่าวราคาสู้ต่อ
เวลานี้ ฮุยฟางและหรงจื่อได้ปิดม่านห้องส่วนตัวของพวกมันลงแล้ว มันทั้งสองได้ยอมรับความพ่ายแพ้และไม่กล่าวสู้ราคาอีกต่อไป
“บัดซบ!! บัดซบ!!” จ้าวเทียนไห่ทุบโต๊ะเสียงดัง ดวงตาทั้งสองของมันแดงก่ำเป็นสีเลือด มันตัดสินใจที่จะทุ้มทุกสิ่งที่อย่างที่มันมีไปกับการเปล่งเสียงออกครั้งนี้ “250หยกนิล”
เวลานี้หานเจิงเองก็หายใจหอบเข้าลึก แม้เจ้าเมืองฉางผิงจะร่ำรวยแต่ทรัพย์สมบัติตลอด30ปีมานี้มันเหลือเพียง300หยกนิลเท่านั้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้นมันต้องการจะเสนอราคาขึ้นสู้กับจ้าวเทียนไห่ แต่ขณะที่มันกำลังจะกล่าวออกด้วยราคา 300หยกนิลอันเป็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มันได้รับมอบหมายมานั้น
จู่ๆเสียงดังแทรกมาจากห้องส่วนตัวหมายเลข4 จนทำให้มันต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไป
“500หยกนิล”หนิงเทียนตะโกนออกมาเสียงดัง
ได้ยินเช่นนั้นหานเจิงจำใจต้องยอมรับความพ่ายแพ้ มันโกรธจนหูทั้งสองข้างแดงราวกับลูกตำลึง ฟันบนและล่างขบกันแน่นราวกับจะกัดมันให้แตกละเอียด
มันกล่าวออกด้วยเสียงที่รอดลายฟันออกมา “ถ้าข้าไม่ได้สังหารเจ้าเด็กนี้ด้วยตัวเอง ข้าไม่ขอเป็นคน”
หยูหยินนั้น ยกยิ้มขึ้นอย่างเปี่ยมสุข นางไม่สนใจว่าใครจะยั่วยุใครหรือใครจะสร้างศัตรูกับใคร ที่นางสนใจทั้งหมดมีเพียงราคาของมันเท่านั้น
500หยกนิลเพียงของชิ้นเดียวก็สร้างกำไรได้เท่ากับรายได้ประจำปีของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรสาขาเมืองฉางผิงของนางแล้ว
“500หยกนิลครั้งที่หนึ่ง .....สอง....และ500หยกนิลครั้งที่3 คฤหาสน์ซื่อจิ้งตกเป็นของคุณชายผู้สูงศักดิ์หนิงเทียนเจ้าค่ะ” นางกล่าวออกด้วยเสียงเปี่ยมสุขยิ่งฟังยิ่งไพเราะไปถึงก้นบึ้งของจิตใจ
“สุดยอดจริงๆเป็นการต่อสู้กับด้วยเหรียญทองมหาศาลขนาดนี้”
“เจ้าบ้าหรือเปล่า!! มันเป็นการบดขยี้กันด้วยหยกนิลต่างหาก”
“ต่อไปนี้ข้าคงต้องระวังไม่ไปยั่วยุตระกูลซื่อหม่าเสียแล้ว”
“ข้าอยากรู้ว่า เจ้าเด็กหนิงเทียนจะออกจากที่นี้โดยปลอดภัยได้หรือไม่ มันนั้นถือสมบัติมหาศาลเช่นนี้ไว้กับตัว”
“ไม่ต้องห่วง สมาคมการค้าจ้าวสมุทรนั้น จะส่งแขกผู้มีเกียรติของมันให้ถึงที่หมายโดยปลอดภัย”
เสียงของผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างชื่นชมและวิจารณ์ถึงการประมูลรอบนี้ด้วยเสียงดังที่แทรกกันพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แม้คฤหาสน์ซื่อจิ้งจะถูกขายไปแล้ว แต่สมาคมการค้าจ้าวสมุทรของเรายังมีสมบัติมากมายนับสิบชิ้น พวกเรามาประมูลกันต่อไปเถอะ สินค้าชิ้นต่อไปนั้นเป็นทักษะระดับปราชญ์ขั้นต่ำ”หยูหยินยังคงกล่าวออกตามหน้าที่
สำหรับหนิงเทียนแล้วการประมูลต่อๆไปนั้นไม่มีความหมายสำหรับมันอีกต่อไป มันได้ในสิ่งที่ต้องการมากเกินพอ หนิงเทียนลุกขึ้นพร้อมกล่าวออก “กลับกันเถอะ”
จินเหล่าต้านั่งด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่สายตาของมันจับจ้องไปยังหยูหยินอย่างไม่ละสายตา “พี่ชายท่านไม่ต้องการประมูลต่อหรือยังเหลืออีกหลายรายการเลยนะ”
“ถ้าเจ้าต้องการมองแม่นางหยูหยินต่อละก็ข้าจะไม่บังคับ”หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่สนใจพร้อมเดินออกจากห้อง
“รอก่อนพี่ชายหนิง”จินเหล่าต้ารีบลุกขึ้นพร้อมทั้งเดินตามออกไป
ทั้งสามเดินออกจากห้องและกำลังมุ่งหน้าไปชำระเงินค่าสินค้าประมูล แต่ในระหว่างทางนั้น กลุ่มของจ้าวเทียนไห่ได้เดินตรงมายังพวกของหนิงเทียนด้วยใบหน้าเกรี้ยวกราด
“เจ้าชื่อหนิงเทียน? ข้าขอเชิญเจ้ากลับไปเป็นแขกของตระกูลจ้าวเราหน่อยได้หรือไม่” เด็กหนุ่มข้างกายสองคนที่จ้าวเทียนไห่นำมาเป็นผู้กล่าวออก
หนิงเทียนมองไปยังชายฉกรรจ์ทั้งคู่ที่ยืนอยู่ด้านหน้าของจ้าวเทียนไห่ด้วยมุมปากที่ยกยิ้มพร้อมกล่าวออก “ถ้าพวกเจ้าไม่กล้าลงมือภายในสมาคมการค้าจ้าวสมุทรแล้ว ก็อย่าได้ขวางทางข้า”
ซินฉู่กล่าวด้วยน้ำเสียงดุร้าย “เมื่อไหร่ที่เท้าของเจ้าเหยียบออกนอกสมาคมการค้าเจ้าสมุทร วันนั้นจะเป็นวันตายของเจ้า”
ที่ทางเดินลงไปชั้นล่างของลานประมูล ผู้ฝึกตนมากมายกำลังเบียดเสียดกันอยู่บนราวบันไดอย่างเนื่องแน่น ผู้คนต่างร้องตะโกนเสนอราคาสินค้ากันโดยไม่สนใจรอบข้าง แต่ก็ยังมีบางคนที่สังเกตเห็นเรื่องผิดปกติที่เกิดขึ้น
“นั้น!!! เหมือนจะมีเรื่องกันแล้ว”เสียงของผู้ฝึกคนหนึ่งกล่าวออกเสียงดังพร้อมทั้งยกนิ้วชี้ไปยังกลุ่มของหนิงเทียน ดึงดูดให้ผู้คนรอบข้างๆหันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน
“คงไม่ใช่แน่ ไม่มีใครกล้าก่อเรื่องบนพื้นที่สมาคมการค้าจ้าวสมุทรหรอก”ผู้ฝึกตนอีกคนกล่าวออกขณะมองตามเส้นทางของนิ้วมือไป
ฝูงชนจำนวนมากมองไปยังหนิงเทียนที่ยืนอยู่ตรงทางเดินเข้าห้องตีราคา ร่างกายของหนิงเทียนนั้นเออล้นด้วยจิตสังหารที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ชวนให้ผู้ที่ได้มองนั้นบังเกิดอาการขนลุก วิงเวียนขึ้นมาในทันที
เวลานี้หนิงเทียนยืนอยู่ด้วยท่าทีเฉยชา ดวงตาของที่คมกริบดุจกระบี่ได้มองไปยังใบหน้าของซินเฉา พร้อมทั้งกล่าวออกด้วยเสียงเย็น “ไม่ใช่ว่าข้าได้เอ่ยเตือนเจ้าไปแล้ว?”
“เพียงแค่เจ้าบอก แล้วข้าต้องทำตามอย่างนั้น? ข้าซินเฉาเติบโตบนพื้นทวีปฟ้าสวรรค์ ข้านั้นวิ่งเล่นในเมืองฉางผิงมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่มีที่ใดในเมืองนี้ที่ข้าไม่สามารถเหยียบได้ ต่อหน้าเจ้าก็ไม่เว้นเช่นกัน”
ซินเฉากล่าวยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงถือดี แม้ว่าเวลานี้มันจะเหลือเพียงแขนข้างเดียวก็ตาม
หนิงเทียนหรี่ตาแคบลงพร้อมกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเงียบสงบ“บางครั้งคนเราก็ไม่รักในชีวิตของมันเอง”
ซินฉู่คำรามออกพร้อมกับก้าวมาหยุดยืนจับจ้องใบหน้าของหนิงเทียน และกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน “สารเลวน้อยหนิงเทียน เจ้าหยุดทำตัวหยิ่งผยองและใช้คำพูดโอ้อวดเสียที วันนี้ข้าอยู่ที่นี้ ไม่มีใครสามารถทำร้ายลูกชายข้าได้แม้ปลายเล็บ”
มันยังคงกล่าวต่อ“แขนของบุตรชายข้า มีค่ามากกว่าศีรษะของเจ้าอย่างสุดประมาณ ตั้งแต่ที่เจ้าตัดสินใจตัดแขนบุตรชายข้าออกไปแล้ว นั้นก็เท่ากับเจ้าตัดศีรษะของตัวเองไปพร้อมกันด้วย”
จ้าวเทียนไห่พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกล่าวเสริม “เรื่องนี้ตระกูลจ้าวของเราก็อยู่ในเหตุการณ์
ถ้าบุตรชายข้าไม่มีความสามารถหลบหนีออกมาได้เกรงว่าจะถูกเจ้าและหญิงแพศยาสังหารไปแล้ว เรื่องที่เหลาชิงเยี่ยนนั้นข้าจะไม่ยอมปล่อยผ่านไปเด็ดขาด”
“ไม่มีบิดาคนใดไม่รักบุตร พวกเจ้าทำถูกต้องแล้ว แต่ข้าขอเตือนไว้อย่างหนึ่ง อย่าได้ยั่วยุข้า ในวันนี้ข้านั้นอารมณ์ดี ฉะนั้นข้าจะมองผ่านไป”
กล่าวจบหนิงเทียนก้าวเดินแทรกกลางระหว่างพวกมันไปอย่างไม่สนใจ จินเหล่าต้าและเสี่ยวซวงเองก็ยังคงเดินตามไปอย่างว่าง่าย
ขณะที่พวกมันกำลังเดินจากไปนั้นเด็กหนุ่มที่มากับจ้าวเทียนไห่ได้ยืนขวางปิดทางเดินของพวกหนิงเทียนไว้ “สารเลว ใครอนุญาตให้เจ้าไป”
หนิงเทียนขยับมุมปากเผยรอยยิ้มออกมามันยังคงกล่าวอย่างตลกขบขัน “นับว่าพวกเจ้าทั้งสองมีความกล้าที่จะก่อเรื่องในสมาคมการค้าจ้าวสมุทร แต่ว่าจะขวางทางข้านั้นเพียงลูกสุนัขสองตัวเกรงว่าจะไม่พอ”
ผู้ฝึกตนโดยรอบที่ได้ยินและยืนมองเหตุการณ์นั้นบังเกิดความตื่นตะลึงขึ้นภายในใจ “เจ้าเด็กนี้ต้องเสียสติไปแล้วแน่ๆ มันคิดว่าสมาคมการค้าจ้าวสมุทรปกป้องมันได้ตลอดเวลาหรืออย่างไร”
ไม่มีใครคาดคิดว่านอกจากหนิงเทียนจะร่ำรวยผิดปกติแล้วสมองของมันยังคงผิดปกติอีกด้วย มันควรที่จะรู้ว่าบุคคลที่กำลังยืนล้อมมันอยู่ หนึ่งในนั้นเป็นยอดยุทธในระดับวีรชนอีกคนก็เป็นถึงแดนแห่งปราชญ์ขั้นที่9
ด้วยตัวตนของทั้งคู่นั้น เพียงพอแล้วที่จะทำให้บุคคลคนหนึ่งหายไปจากเมืองฉางผิงอย่างไม่เหลือร่องลอย
จินเหล่าต้าที่ยืนอยู่ข้างๆนั้นไม่ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย มันกลับรู้สึกชื่นชมในตัวหนิงเทียนมากขึ้นไปอีก ภายในใจของมันคิดออกเสียงดัง ‘ถ้าข้าติดตามคนๆนี้ วันหนึ่งข้าจะได้ยืนอยู่หน้าประวัติศาสตร์ของทวีปฟ้าสวรรค์เป็นแน่’
ขณะที่ใบหน้าของเสี่ยวซวงยังคงไร้ความรู้สึกเช่นเดิม ไม่มีใครรู้ล่วงว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ มีเพียงอย่างเดียวที่เปลี่ยนไป คือดาบตัดศิลานั้นปรากฏอยู่ในมือของนางเรียบร้อยแล้ว
“นั้น!! พวกเขากำลังจะต่อสู้กัน”
“วันนี้นอกจากได้ดูการประมูลแล้วยังจะได้ดูการต่อสู้อีกหรือ?”
หยูหยินที่กำลังทำหน้าที่ของตัวมันเองอยู่นั้นถึงกับหยุดชะงักลงพร้อมทั้งมองไปยังกลุ่มของหนิงเทียน นางกล่าวประกาศออกด้วยเสียงเคร่งเครียด
“สมาคมการค้าจ้าวสมุทรได้เตือนพวกท่านแล้ว ถ้าผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่เคารพกฎ มันผู้นั้นจะถือว่าเป็นศัตรูของท่านราชันจ้าวสมุทร” หยูหยินนั้นยกตัวตนของจักรพรรดิขึ้นหมายจะยุติการวิวาทครั้งนี้
แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ได้ผลดียิ่ง เมื่อทั้งสองได้ยินถึงชื่อของ ราชันจ้าวสมุทร จ้าวเทียนไห่และซินฉู่เกิดอาการตัวเย็นด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาทันที
ซินฉู่กล่าวออกอย่างจนใจ“ถือว่าเจ้าโชคดี ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะหดหัวอยู่ในที่แห่งนี้ได้ตลอดเวลา”
หนิงเทียนเผยรอยยิ้มอันเย็นชา “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ข้าที่โชคดีแต่เป็นเจ้าต่างหาก”
“โอหังสิ้นดี”ซินฉู่กัดฟันแน่ด้วยความโกรธ
หนิงเทียนไม่คิดจะสนใจในคำพูดของคนพวกอีกต่อไปดังคำที่ว่า หมาเห่ามักไม่กัด มันเพียงแต่เดินจากไปอย่างเงียบๆ
ขณะที่จินเหล่าต้ากำลังเดินตามหนิงเทียนไป มันได้เดินผ่าหน้าของซินเฉา จากนั้นมันระบายลมหายใจออกมา พลางยกมือซ้ายไปตบที่บ่าของซินเฉา
“อันดับ3 ข้าอันดับ2เสียใจเรื่องแขนด้วยจริงๆ” กล่าวจบมันพยามกลั่นหัวเราะพร้อมเดินจากไป
ได้ยินเช่นนั้นโทสะของซินเฉาทะยานขึ้นสูงสุด มันไม่สามารถทำอะไรได้ในสถานที่แห่งนี้
มีเพียงการกระทำเดียวเท่านั้นที่จะระบายโทสะของมันออกได้“ถุย!!!” มันพ่นน้ำลายของมันออกใส่จินเหล่าต้าด้วยความโมโห
จินเหล่าต้าที่เห็นเช่นนั้นมันบิดร่างเล็กน้อยหลบน้ำลายที่พ่นออกมาจากปากซินเฉาโดยเร็ว
แปะ!! น้ำลายที่พ่นออกมานั้นผ่านร่างของจินเหล่าต้าไปตกกระทบกับด้านหลังแขนเสื้อของหนิงเทียนอย่างจัง
หนิงเทียนนั้นยกแขนขึ้นมามองไปยังคาบน้ำลายที่เปรอะเปื้อนอยู่หลังแขนเสื้อของมัน สายตาที่เคยเรียบสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นแดงก่ำไปด้วยสีเลือดอย่างน่าประหลาดใจ
เสื้อหนังสัตว์ที่มันสวมอยู่นี้เป็นของมารดาห้าที่ตัดเย็บให้ก่อนที่จะออกเดินทาง แต่ตอนนี้มันกลับเปรอะเปื้อนด้วยน้ำลายของสารเลวนามว่าซินเฉา
คิดออกเช่นนั้นจิตสังหารของหนิงเทียนทะยานขึ้นสูงเสียดฟ้า กดให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ในระดับองครักษ์ต้องคุกเข่าราบไปกับพื้นและสำหรับบางคนที่จิตใจไม่เข้มแข็งพวกมันถึงกับอาเจียนออกมาและหายใจอย่างติดขัด
“เสี่ยวซวง ฆ่ามัน ฆ่ามัน”หนิงเทียนคำรามออกด้วยโทสะ จิตสังหารชวนหัวลุกแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง
“เอ๋....”จินเหล่าต้ามองไปยังใบหน้าของหนิงเทียนที่ตอนนี้บิดเบี้ยวคล้ายกับปีศาจ มันแทบจะไม่เชื่อสองหูของตัวเอง เมื่อครู่พี่ชายหนิงเอ่ยออกว่า "ฆ่า...."
เมื่อทบทวนความคิดได้เช่นนั้น มันรีบหันกลับไปมองยังซินเฉาทันที แต่ภาพที่ปรากฎเห็นทำให้ดวงตาของมันเบิกกว้างจนแทบจะทะลุออกมากองอยู่บนพื้น
ร่างของซินเฉาเวลานี้ถูกดาบตัดภูผาแยกออกเป็นสองส่วนอย่างโหดร้าย สายโลหิตพุ่งกระจายราวกับแอ่งน้ำพุ มันย้อมพื้นของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรให้เต็มไปด้วยเลือด
กลิ่นคราวของโลหิตคละคลุ้งไปทั่วลานประมูล ร่างซีกซ้ายและซีกขวาของซินเฉากระเด็นห่างกันราวๆ1จั้ง
เสี่ยวซวงนั้นทำตามคำสั่งของหนิงเทียนทันที นางนั้นไม่มีความสงสัยอันใดในคำสั่งของหนิงเทียนเลยแม้แต่น้อย และด้วยเหตุนี้ มันจึงรวดเร็วจนแม้แต่ผู้ฝึกตนในแดนวีรชนอย่างจ้าวเทียนไห่ก็ยังไม่ทันได้ขยับตัว
ทุกสายตามองไปยังสตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการฆ่าฟันกันเกิดขึ้นบนพื้นที่สมาคมการค้าจ้าวสมุทรแห่งนี้
แม้แต่หยูหยินเองยังกล่าวออกมาด้วยเสียงติดๆขัดๆ “ท่าน...ท่านทำอะไรลงไป”
ซินฉู่เองมองไปยังร่างของบุตรชายมันด้วยสายตาเบิกกว้าง มันนั้นลดการป้องกันลงเพราะว่าที่นี้คือสมาคมการค้าจ้าวสมุทร
มันไม่คาดคิดเลยว่าคนพวกนี้จะกล้าลงมือในที่เช่นนี้ได้ ซินฉู่ได้สลับสายตาไปซ้ายและขวา มันเหลือบมองครึ่งร่างที่แยกออกจากกันของซินเฉา ด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว มันตะโกนออกมาสุดเสียง “ลูกพ่อออออ!!!!”
เวลานี้มันไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่ามันกำลังยืนอยู่บนที่ใด มันพุ่งร่างหมายจะล้างแค้นแทนโดยไม่สนหน้าอินหน้าพรมใดๆ
ซินฉู่โคจรพลังปราณทั่วร่าง มันพุ่งตัวด้วยท่าเท้าเหยียบอากาศที่ฝึกถึงระดับหลอมรวม ภายในเมืองฉางผิง ผู้ที่ฝึกวิชาได้ถึงระดับหลอมรวมนั้นนับได้ด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียวเท่านั้น และตัวมันเองก็เป็นหนึ่งในนิ้วมือข้างนั้น
จากนั้นซินฉู่สะบัดมือเรียกกระบี่สีแดงเข้มออกมา ไอปราณสีขาวอ่อนๆปกคลุมทั่วทั้งกระบี่ จิตสังหารของมันทะยานขึ้นสูง
ขณะที่ร่างของซินฉู่อยู่ห่างจากหนิงเทียนแค่เพียงสามก้าว ดวงตามันนั้นเบิกกว้างราวปีศาจกระหายเลือด ปากของมันขยับพึมพำไม่มีหยุด “ตายตายตายตายตาย”
มันง้างกระบี่สีแดงขึ้นสุดแขนหมายจะตัดศีรษะของหนิงเทียนให้ขาดภายในกระบี่เดียว
เวลาเดียวกันนั้น เสี่ยวซวงที่กำลังขยับร่างไปช่วยหนิงเทียนมันถูกฝ่ามือสีดำจู่โจมจากทางด้านซ้ายทำให้ต้องยกดาบตัดศิลาขึ้นมาป้องกันด้วยสัญชาตญาณ
แต่ถึงอย่างไรเจ้าของฝ่ามือสีดำนั้นก็เป็นถึงยอดยุทธในระดับวีรชน ไม่มีทางที่ผู้ฝึกตนในแดนแห่งปราชญ์จะรับมันได้ตรงๆ เสี่ยวซวงถูกแรงกระแทกจากฝ่ามือสีดำ ซัดกระเด็นถอยหลังออกไปถึงหกก้าว
ไม่ทันแล้ว!! นางได้แต่มองไปยังหนิงเทียนด้วยสายตาที่เปิดกว้างผิดปกติ
กระบี่สีแดงของซินฉู่พุ่งตรงมายังหนิงเทียน มันอยู่ห่างจากลำคอของหนิงเทียนเพียงแค่ไม่กี่ซุนเท่านั้น สีหน้าของหนิงเทียนจริงจังขึ้นมาทันทีปลายนิ้วทั้งห้าของมันคีบขวดยาหลากสีไว้สี่ขวด
ด้วยพลังลมปราณที่ไม่สามารถใช้ออกได้ เวลานี้มันจึงต้องฝากความหวังไว้ที่พิษทั้งสี่ชนิดในมือมันแล้ว
ทันใดนั้นแสงสีทองสาดสว่างไปทั่วลานประมูล ปรากฏร่างชายชราในชุดคลุมสีทองลอยอยู่กลางอากาศประดุจอวตารเทพที่ลงมาจุติ
เพียงแค่กระพริบตาครั้งเดียว ร่างของชายชราในชุดทองมาหยุดยืนอยู่เหนือศีรษะของซินฉู่ จากนั้นมันทิ้งน้ำหนักตัวลงไปยังร่างของซินฉู่
ด้วยน้ำหนักตัวของชายชราคนหนึ่งที่ไม่น่าจะเกิน100จิน(ประมาณ50กิโลกรัม) แต่เมื่อเท้าของชายชราในชุดทองวางไปบนศีรษะของซินฉู่
ทำให้เท้าของซินฉู่ค่อยๆจมลงไปยังพื้นธรณี ศีรษะของซินฉู่ก้มงอ กระดูกคอหักลงมาเรื่อยๆยันถึงกระดูกสันหลังในลักษณะที่ถูกกดทับ
จนกระทั้งร่างของซินฉู่เละเหลวติดไปกับพื้น ซากเนื้อกองใหญ่อยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของชายชราผู้นี้ ราวกับว่าถูกบดด้วยเหล็กฉาบแผ่นใหญ่จนร่างแห้งแบนติดไปกับพื้น
เมื่อทุกสายตาได้มองไปยังชายชราในชุดทองอย่างแจ่มชัดมันปรากฏเป็นใบหน้าของหลวนคุน ผู้ดูแลสมาคมการค้าจ้าวสมุทรแห่งนี้
“กฎของสมาคมการค้าจ้าวสมุทร ใครฝ่าฝืนตายสถานเดียว”หลวนคุนกล่าวออกมาด้วยเสียงเย็นพร้อมกับประกายตา ที่คมราวกระบี่มันพร้อมจะตัดทุกอย่างให้ขาดเพียงแค่การมอง
จ้าวเทียนไห่ใบหน้าซีดขาวเมื่อมองไปยังแอ่งเนื้อของซินฉู่ มันรีบดึงฝ่ามือของมันกลับมาไขว้ไว้ด้านหลังโดยเร็ว จากนั้นมันกล่าวด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆ
“ท่านอาวุโสหลวนคุน มันๆเป็นมันที่ลงมือสังหารคนของเราก่อน” มือของจ้าวเทียนไห่ยกชี้ไปยังเสี่ยวซวง
“ตัวข้าแม้จะแก่แล้วก็จริง แต่ดวงตาของข้าก็ยังดีอยู่ ข้านั้นไม่เห็นในสิ่งที่เจ้ากล่าวมาแม้แต่น้อย”หลวนคุนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แต่นั้นร่างของหลานชายข้า” จ้าวเทียนไห่เลือกที่จะชี้ไปยังร่างของซินเฉาที่ถูกผ่าครึ่งแทน
“ที่ไหน?...ข้าไม่เห็นมีร่างของใครอยู่เลย” หลวนคุนกล่าวออกอย่างเป็นปกติ
ด้วยคำตอบของมันนั้นทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง สายตานับพันนั้นเป็นพยานได้ว่า ซินเฉานั้นถูกคนของหนิงเทียนผ่าร่างจนแยกออกเป็นสองส่วนแล้วเหตุใดอาวุโสหลวนคุนถึงมองไม่เห็นมันได้
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหลวนคุนบอกว่ามองไม่เห็น จะมีใครที่กล้ากล่าวคำใดออกมาได้อีก พวกมันยังจำภาพที่ร่างของซินฉู่ถูกหลวนคุนบนขยี้ให้แหลกเหลวไปกับพื้นได้อย่างติดตา
“ผู้นำจ้าว ข้านั้นขอเตือนอีกครั้ง ห้ามไม่ให้มีการต่อสู้กันในพื้นที่สมาคมจ้าวสมุทรเด็ดขาด”หลวนคุนกล่าวด้วยเสียงปกติ
แต่สำหรับจ้าวเทียนไห่ที่ได้ยินแล้ว มันรู้สึกเยือกเย็นไปทั่วร่างกาย มันพยามอย่างเต็มกำลังที่จะควบคุมขาทั้งสองข้างไม่ให้สั่นออกต่อหน้าผู้คน
“ผู้เยาว์ จะปฎิบัติตาม” จ้าวเทียนไห่กล่าวตอบอย่างยากลำบาก หลวนคุนพยักหน้าให้อย่างเชื่องช้าจากนั้นแรงกดดันอันมหาศาลค่อยๆลดลง
หลวนคุนประกาศออกเสียงดังพร้อมกับชี้ไปยังแอ่งเลือดใต้เท้ามันและร่างทั้งสองซีกของซินเฉา “เอี้ยเซียว เอี้ยหยวนเหตุใดพวกเจ้าถึงปล่อยให้มีเศษ *ซีกวา กองเลอะเทอะอยู่ตรงนี้
ยังไม่รีบเก็บไปให้พ้นสายตาทุกคนอีก? พวกเจ้าชักจะละเลยกับงานมากไปทุกทีแล้ว”กล่าวจบมันเดินจากไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
* ซีกวา แตงโม
หนิงเทียนที่เห็นร่างของสองพ่อลูกตระกูลซินกลายเป็นชิ้นเนื้อและกองเลือดแล้วมันจึงค่อยๆสงบโทสะภายในใจลง พร้อมเดินตามหลังหลวนคุนจากไป
ทิ้งจ้าวเทียนไห่และผู้คนทั่วทั้งลานประมูลมองตามหลังหนิงเทียนด้วยดวงตาเบิกกว้าง พร้อมทั้งคำถามในใจ “มันเป็นใครกันแน่”
“อาจารย์หรือว่ามันจะเกี่ยวข้องกับสมาคมการค้าจ้าวสมทุร”ฉางอวี้เอยถามขณะทีสายตาของมันไม่ได้ละไปจากแผ่นหลังของหนิงเทียนแม้แต่น้อย
“ไม่ ไม่ใช่แน่ๆ อาจจะเป็นเพราะมันนั้นใช้จ่ายเงินในการประมูลไปมากจึงทำให้ผู้อาวุโสหลวนคุนปกป้องมัน และเงินที่มันนำออกมานั้น
มีเหตุผลเดียวที่เป็นไปได้คือมันต้องโชคดีได้พบสุสานของตัวตนระดับราชันย์แน่ๆ”หานเจิงกล่าวตอบกับศิษย์ของมันอย่างไม่เต็มเสียงนัก
ฮุยฟางและหรงจื่อที่มองตามแผ่นหลังหนิงเทียนไปด้วยสายตาที่หรี่แคบ พวกมันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ ยุ่งเกี่ยวกับบุคคลอันตรายเช่นนี้อีกต่อไป
หยูหยินเองก็ไม่แพ้กันนางมองไปยังหนิงเทียนด้วยใบหน้าที่ปั่นยากเป็นที่สุด ประวัติศาสตร์นับ1000ปีของสมาคมการค้าจ้าวสมุทรสาขาเมืองฉางผิงไม่เคยมีเหตุการณ์นองเลือดมาก่อน
แต่บัดนี้กลับถูกทำลายโดยเด็กหนุ่มวัย16ปี ซ้ำร้ายอาวุโสหลวนคุนยังแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นอีกด้วย “เบื้องหลังของเขาคงเป็นตัวตนที่ไม่สามารถแตะต้องได้”
คิดได้เช่นนั้นหยูหยิน ระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะประกาศออกตามหน้าที่ “เป็นเพียงการแสดงปาหี่ของทางเราเล็กน้อยเท่านั้น แขกผู้มีเกียรติทุกท่านอย่าได้สนใจเลย มาดูรายการต่อไปของเรากันดีกว่า.....”
ภายในห้องตีราคาสินค้า หนิงเทียนนำแหวนมิติสีทองส่งให้เอี้ยเซียวและกล่าวกำชับว่า “นำสินค้าทั้งหมด ที่ข้าประมูลได้ ใส่ไว้ในนี้ให้หมด
ยกเว้นเพียงแต่เสื้อแพรพรรณรายและปลอกแขนตัดอากาศ ทั้งสองชิ้นนี้ให้เจ้าแยกใส่แหวนมิติไว้อีกสองวง และข้ายังต้องการถอนเงินจำนวน1แสนหยกนิลภายใน7วัน”
“หหหหนึ่ง...หนึ่งแสนหยกนิล”จินเหล่าต้าอุทานออกเสียงดัง
“เอี้ยเซียวจะรีบจัดการในสิ่งที่คุณชายต้องการโดยเร็วที่สุด” เมื่อเอี้ยเซียวเดินจากไป หนิงเทียนนั้นป้องมือทั้งสองขึ้นพร้อมกล่าวออก “ทำให้ผู้อาวุโสต้องลำบากใจแล้ว”
หลวนคุนยิ้มออกอย่างอ่อนโยน “คุณชายท่านหมายถึงเรื่องใด การผ่า*ซีกวา ในสมาคมการค้าจ้าวสมุทรไม่ได้เป็นเรื่องมากมายอันใดนัก”
*ซีกวา แตงโม
หนิงเทียนยกยิ้มขึ้นมา มันไม่ได้กล่าวอันใดออกมาอีก จากนั้นไม่นานนัก หยูหยูก็ได้ก้าวเข้ามา นางโค้งคำนับให้แก่หลวนคุน จากนั้นนางหันไปกล่าวออกแก่หนิงเทียน
“คุณชายหนิง หยูหยูได้รับข้อมูลของตระกูลมู่มาแล้ว ท่านต้องการรับฟังเลยหรือไม่”
“จงกล่าวออกมา ที่แห่งนี้ไม่มีคนนอก”หนิงเทียนกล่าวออกด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หยูหยูมองไปยัง เสี่ยวซวงและจินเหล่าต้า นางนั้นลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดอะไรบางอย่างออกมา “เอ่อ..คุณชายหนิงเทียน หยูหยูต้องอธิบายก่อนว่า ท่านสามารถนำข่าวที่ซื้อจากทางเราไปบอกต่อผู้คนอื่นสักกี่คนก็เป็นสิทธิ์ของท่าน
แต่ถ้ามีคนร่วมฟังจากปากของพวกเราสมาคมการค้าจ้าวสมุทรแล้วละก็ มูลค่าของมันจะคิดเพิ่มเป็นรายบุคคล ถ้าคุณชายหนิงเทียนยินยอมที่จะจ่ายเพิ่มอีก2หยกนิลละก็....”
หนิงเทียนมองไปยังสตรีในชุดครามด้วยสายตาหดแคบ “ไม่แปลกใจเลยทำไม สมาคมการค้าจ้าวสมุทรถึงมีความมั่งคั่งที่สุดในแดนสวรรค์ แม้กระทั่งสตรีตัวเล็กๆยังมีเขี้ยวที่ลากยาวจนถึงพื้นดินได้เพียงนี้”
คิดได้เช่นนั้นหนิงเทียนจึงกล่าวออก “เจ้าสามารถหักจากบัญชีของข้าได้”
“ขอบพระคุณสำหรับการค้าครั้งนี้เจ้าค่ะ”หยูหยูโค้งร่างอย่างอ่อนช้อยแสดงถึงความเคารพพร้อมกล่าวต่อ
“เรื่องของตระกูลมู่นั้น ต้องย้อนกลับไปเมืองสองปีก่อนในเวลานั้นผู้นำตระกูลเป็น มู่หยุนเจี่ย ตระกูลมู่ในช่วงนั้นตกต่ำอย่างที่สุด
พวกเขาไม่มีอัจฉริยะรุ่นเยาว์แม้แต่คนเดียว อีกทั้งผู้นำตระกูลยังคงเป็นเพียงแดนแห่งปราชญ์ขั้น9เท่านั้น ในขณะที่อีกสองตระกูลที่เหลือผู้นำของพวกมันเป็นยอดยุทธในแดนวีรชนทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ตระกูลชั้นต่ำและชั้นรองที่เคยอยู่ใต้อาณัติบริวารของตระกูลมู่ ได้จับอาวุธรุกขึ้นสู้เพื่อที่จะแยกตัวออก
ส่วนเรื่องที่คุณชายต้องการทราบ เกิดขึ้นที่แม่น้ำฉางยี่ เวลานั้นมู่หยุนเจี่ยได้รับข่าวว่าตระกูลซีและตระกูลฮัว ตระกูลพันธมิตรทั้งสองตกอยู่ในวงล้อมของเหล่าตระกูลกบฎนับสิบ
มันจึงรีบเดินทางไปช่วยเหลือและนั้นก็เป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของมัน มู่หยุนเจี่ยไม่ได้กลับมาอีก
มันถูกสังหารที่ริมแม่น้ำฉางยี่ ศพของมันปรากฎบาดแผลนับสิบแห่งไม่ว่าจะเป็นแผลจาก เคียวอเวจี หอกทะลวงใจ ฝ่ามือเคลื่อนเมฆา และยังอีกมากมาย
แต่ด้วยทักษะวิชาที่หยูหยูได้เอ่ยออกมานั้น มันไม่สมควรที่จะมีอยู่ในตระกูลชั้นต่ำและชั้นรอง และอีกอย่างเหตุใด........”ก่อนที่หยูหยูจะกล่าวอันใดออกมา
เสียงของหลวนคุนได้ดังขึ้นมาเพื่อเป็นการหยุดคำพูดของหยูหยูลง “หยูหยู หน้าที่ของพวกเรามีเพียงการขายข่าวเท่านั้น
เจ้าอย่าได้ใส่ความคิดของตัวเองลงไปเด็ดขาด”หลวนคุนกล่าวเตือนด้วยสีหน้าอ่อนโยน ราวกับคุณตากำลังดุหลานสาวก็ไม่ปาน
“หยูหยูขออภัย” นางโค้งศีรษะให้แก่หลวนคุนเล็กน้อย
หนิงเทียนมองไปยังหยูหยูด้วยสายตาครุ่นคิด “เจ้ากำลังจะบอกว่า เหตุใดเรื่องใหญ่เช่นนี้ถึงพบศพของมู่หยุนเจี่ยเพียงผู้เดียว?
ซึ่งมันเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมาก ไม่มีเหตุผลที่ตระกูลมู่จะปล่อยให้ผู้นำของมันเดินทางไปเสี่ยงอันตรายคนเดียว”
“คุณชายท่านคิดอ่านได้เหนือผู้คนทั่วไปมากนัก น่าอายแล้วที่หยูหยูบังอาจแสดงความคิดเห็นออกมา”
“แต่ข้ามีข้อสงสัย บาดแผลจากฝ่ามือเคลื่อนเมฆาที่ปรากฎบนร่างของมู่หยุนเจี่ย มันเกี่ยวข้องกับนิกายเคลื่อนเมฆาของดาบอัปลักษณ์หรงจื่อ?” ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยของหนิงเทียนปรากฎท่าทีครุ่นคิดอย่างหนัก
“หยูหยูสามารถตอบคุณชายได้เพียงว่า ฝ่ามือเคลื่อนเมฆาเป็นทักษะหลักของนิกายเคลื่อนเมฆาและใน3เมืองใหญ่ 12เมืองย่อย ไม่มีผู้ใดสามารถใช้ทักษะวิชานี้ได้”
หนิงเทียนพยักหน้าอย่างช้าๆ “เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆอย่างที่เคยคิด”
หยูหยูยิ้มออกเล็กน้อยและกล่าวถึงตระกูลมู่ต่อ “เวลานี้ผู้นำตระกูลมู่ คือมู่ซวนเฟิง1ใน10ยอดยุทธแดนวีรชน มันเป็นถึงขั้นที่5ในแดนวีรชนด้วยความสามารถบ่มเพาะที่รวดเร็วจนน่าตกตะลึง
เพียงเวลาแค่2ปีเท่านั้นมันก้าวหน้าจนเทียบได้กับผู้นำตระกูลจ้าวและซาง มันมีบุตรสาว3คนและบุตรชายบุญธรรมอีก1คน
บุตรสาวคนโตของมันนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะในกระดานเหล็กหยินหยาง นางจึงได้ร่ำเรียนอยู่ในสำนักเทพหยินหยาง และบุตรชายบุญธรรมของมันมีพรสวรรค์ถึง4แก่นแท้ จนถูกนิกายหอกโลหิตนำตัวไปดูแล
ที่ยังเหลืออยู่ภายในตระกูลเห็นจะมีเพียง3คนเท่านั้น ได้แก่คุณหนูสาม มู่หยู่ คุณหนูสี่ มู่เฉียนและบุตรสาวของผู้นำคนเก่าอย่างคุณหนูใหญ่มู่เสวี่ยเท่านั้น
ยังมีอีกเรื่องสำคัญที่คุณชายหนิวควรรู้ไว้ มันมีคำเล่าลือกันอย่างหนาหูว่าผู้อาวุโสหลักในรุ่นของผู้นำมู่หยุนเจี่ยยังคงมีชีวิตและเก็บตัวอยู่ภายในตระกูลมู่”
กล่าวจบเช่นนี้นางยอเข่าลงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “คุณชายหนิง หยูหยูได้เล่าข่าวสารที่คุณชายต้องการไปเรียบร้อยแล้วทางเราจะขอหักเงิน3หยกนิลจากบัญชีของคุณชายเลยนะเจ้าค่ะ”
เริ่มเล่ม2 ตอนแรก ใครอยากอ่านยาวๆจนจบ 800ตอน ทักมาได้เลยครับ
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%