บทที่65 แสงสังหารแผ่ไพศาล
ประมุขพรรคกิเลนวารีผู้นี้มันมีนามว่า มู่เสวียนเสมอมามันจะกระทำทุกวิถีทางมิว่าจะดีหรือร้ายเพื่อให้พรรคกิเลนวารีของตนขึ้นไปสู่พรรคหัวแถวอันดับต้นๆในเส้นทางแห่งวจนะ
ล้างบางพรรคเล็ก ยื่นมือช่วยเหลือพรรคใหญ่ล่อลวงคน หรือแม้แต่มอบน้ำใจอันประเสริฐกับคนอีกกลุ่มมันก็เคยกระทำมาทั้งหมด มันเดินทางในสายสีเทาไม่มีสว่าง ไม่มีมืดมิด พยายามคงตนบนเส้นทางแห่งอำนาจให้มั่นคง
ที่มันกระทำทั้งหมดก็เพื่อจะเป็นหนึ่งเหนือปฐพีมันวาดฝันว่าซักวันหนึ่งจะขึ้นสู่จุดสูงสุดเหนือกว่านิกายเทวะวจนะให้ได้ แต่ถึงแม้มันจะมีความคิดวาดฝันเช่นนั้นแต่มันก็รู้ตนดีว่าในตอนนี้สิ่งที่วาดหวังยังเป็นเพียงความเพ้อฝัน เพราะมันยังไม่มีพลังอำนาจหรือขุมพลังอย่างเช่นเหล่ายอดฝีมือเทียบเคียงนิกายเทวะวจนะได้ดังนั้นมันจึงมั่นใจว่าตนยังมิเคยไปแสดงท่าทีหรือกระทำสิ่งใดลบหลู่ต่อนิกายเทวะวจนะอย่างแน่นอนแล้วเหตุใดวันนี้แสงสังหารแห่งวจนะจึงต้องมาสังหารมัน!
แม้มุทราเทพจะแผดแสงเจิดจ้าพุ่งทะลวงเข้าหาอย่างจวนตัวแต่มันเป็นถึงประมุขพรรคใหญ่ในเส้นทางแห่งวจนะ มีประสบการณ์เป็นตายมาอย่างโชกโชน ทั้งระดับพลังฝีมือของมันก็มิอ่อนด้อยประการสำคัญที่นี่คือพรรคกิเลนวารี ที่นี่คือถิ่นของมัน มันจะพลาดท่าอย่างง่ายดายได้อย่างไร
ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ อันเกิดจากมหาวิถีแห่งวจนะปัญญาก็พลันผนึกตัวขึ้นที่บริเวณใบหน้าของมู่เสวียนก่อเกิดเป็นคันฉ่องวารีสะท้อนพลังมุทราเทพที่แผ่พุ่ง ทำให้แสงแห่งมุทราเทพเปลี่ยนวิถีปะทะเข้าใส่ผนังอาคารอันหรูหราให้พังครืนไปทั้งแถบ
ก่อนที่มู่เสวียนจะผนึกพลังยุทธ์ในมหาวิถีวจนะยุทธ์บนฝ่ามือแล้วยื่นออกไปดึงคันฉ่องวารีตรงหน้าให้กลับกลายเป็นดาบวารีรูปกิเลนคำรามเล่มหนึ่ง
มู่เสวียนกลับเป็นผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณราชันย์!
เมื่อคาดเดาถึงตัวตนของสตรีสะคราญโฉมในชุดคลุมสีขาวราวหิมะได้มู่เสวียนก็รีบขวางดาบวารีไว้ระหว่างอก แล้วกล่าวว่า
“แม่นางไป๋ ข้ามิเคยลบหลู่นิกายเทวะวจนะซ้ำยังส่งเครื่องบรรณาการมิเคยขาดตก ท่านกระทำเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร"
ไป๋เหิ่นซินเข้าใจคำเตือนของอาจารย์ก็ตอนนี้ประมุขพรรคกิเลนวารีมิธรรมดาเลยจริงๆ เมื่อครู่การตอบสนองต่อการโจมตีของมันก็เฉียบไวมหาวิถีวจนะยุทธ์และปัญญาก็ล้ำเลิศมิอ่อนด้อย หากตนวู่วามคิดแก้แค้นรวดเร็วกว่านี้ก้าวหนึ่งตนคงต้องนำชีวิตมาทิ้งที่นี่แล้ว ทว่าหลังจากที่ได้รับการชี้แนะจากวจนะปัญญาระดับสูงของเจียวมิ่งการมาของนางในวันนี้จึงมินับว่าเป็นการกระทำที่เร็วไป
วันนี้คือวันเวลาที่เหมาะสมสำหรับนาง!
“เรื่องนั้นบุตรีของเจ้าย่อมรู้ดีเป็นที่สุด”
เสียงของไป๋เหิ่นซินยังคงราบเรียบเย็นชาแฝงไว้ด้วยโทสะและจิตสังหารมิเสื่อมคลาย
มู่เสวียนได้ฟังก็นึกย้อนไปถึงเรื่องราวห้าปีที่ผ่านพ้นมันได้วางแผนที่จะชิงเอาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราจากเทพดาเร้นกาย มันวางแผนตั้งแต่ต้นโดยมอบหมายให้บุตรีของตนดำเนินการตามแผนที่ตนตั้งไว้ แต่ครานั้นนอกจากมันจะสูญเสียบุตรีไปถึงห้าปีมันก็มิได้คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราดั่งใจหวัง แต่แทนที่เรื่องนั้นจะเกิดขึ้นอย่างลับๆและรอดพ้นจากหูตาของเทวะวจนะตามแผน ทว่าวันนี้การมาของแสงสังหารแห่งวจนะทำให้มันได้คิดว่าเรื่องที่ควรจะเป็นความลับ มิอาจเป็นความลับได้ต่อไปแล้ว
มู่เสวียนมีอาการคล้ายวัวสันหลังหวะ หากนิกายเทวะวจนะได้รับรู้ความจริงแล้วพรรคของตนจะย่ำแย่เป็นแน่ มือที่กำชับดาบวารีจึงเกร็งแน่น
“นิกายเทวะวจนะรู้แล้ว"
การมาของไป๋เหิ่นซินหาได้เกี่ยวข้องอันใดกับนิกายเทวะวจนะไม่นางมาที่นี่เพื่อแก้แค้น เป้าหมายของนางจึงมีเพียงการแก้แค้นเท่านั้น ส่วนเรื่องที่บุรุษชราผู้นี้จะเคยทำดีชั่วอันใดกับผู้อื่นเหล่านั้นก็ให้กลายเป็นความแค้นของผู้อื่นมิเกี่ยวกับนาง
นางเป็นผู้ยึดมั่นในเส้นทางของตนอย่างสูงสุดกรรมใดใครก่อ กรรมนั้นต้องชดใช้ เรื่องส่วนตัวของตน ตนต้องเป็นผู้สะสาง
“เรื่องของข้าใยต้องเกี่ยวข้องกับนิกายเทวะวจนะ"
พอได้ยินวาจาของสตรีตรงหน้า และพอได้สังเกตุว่านอกจากนางแล้วก็มิพบคนของนิกายเทวะวจนะผู้ใดอีกมู่เสวียนมันก็บังเกิดความคลายใจขึ้นมาบ้าง ก่อนที่นัยน์ตาอันเย็นเยียบพร้อมกับจิตสังหารจะแผ่พุ่งขึ้น
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็คงปล่อยให้ท่านกลับออกไปมิได้แล้ว!”
ไป๋เหิ่นซินมองดาบวารีที่เริ่มปลดปล่อยพลังยุทธ์ออกมาก่อนเปิดปากกล่าวว่า
“หากเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ไม่คิดที่จะกลับออกไปอยู่แล้ว"
ถูกเด็กรุ่นลูกกล่าววาจาสามหาวและอวดดีต่อหน้าแม้นางจะมีฐานะและตัวตนที่ไม่ธรรมดาแต่ก็อดทำให้บุรุษชรามู่เสวียนมีโทสะขึ้นมามิได้เสมอมามีใครบ้างที่กล้ามีท่าทีเช่นนี้กับมัน และมีใครบ้างที่กล้าจะมาเอาชีวิตของมันถึงที่
“ดูถูกข้าเกินไปแล้ว!”
พลังยุทธ์บนดาบวารีแผ่กำจายจนผนังห้องสองข้างปริแตกมันเงื้อดาบวารีในมือขึ้น หนึ่งการฟาดฟันก็ราวกับมีกิเลนที่คลุ้มคลั่งโถมทะยานคำรามมา!
กระบี่สีขาวที่บริสุทธิ์มิแพ้ชุดคลุมที่สวมใส่จึงถูกชักออกพลังยุทธ์ในมหาวิถีวจนะยุทธ์ถูกผนึกบนตัวกระบี่จนเปล่งแสง พร้อมกันนั้นกระบี่ที่ราวกับจันทราก็วาดออกส่งเสี้ยวแห่งแสงอันกระจ่างเคลื่อนที่ผ่านห้วงรัตติกาลไป
หนึ่งกิเลนคำรามก้องและหนึ่งจันทราอันเย็นเยือกจึงปะทะหักหาญอย่างรุนแรงนำพาเสียงอันกึกก้องกัมปนาทพร้อมพลังที่กวาดซัดจนที่พำนักของมู่เสวียนพังทลายไปทั้งแถบส่งให้คนจากพรรคกิเลนวารีต้องแตกตื่นแลมารวมตัวปิดล้อมสถานที่แห่งนี้หมดสิ้น
“ผู้บุกรุกอยู่ที่ตึกพำนักของท่านประมุข"
“มันเป็นใครกันถึงกล้าบุกพรรคกิเลนวารีอย่างเหิมเกริมเช่นนี้"
พรรคกิเลนวารีมารวมตัวแล้ว แต่ในสายตาของไป๋เหิ่นซินเพียงจดจ่ออยู่ที่มู่เสวียนเท่านั้นสู้มาถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นสตรีนางนั้นที่เป็นผู้ถือครองปิ่นหยกดำออกมา ทำให้ไป๋เหิ่นซินได้คิดว่านางคงไม่ได้อยู่ที่นี่และยิ่งเป็นเช่นนี้ หากว่าสตรีนางนั้นกลับมาพบเห็นการตกตายของบิดา นางจะเศร้าเสียใจแลเผชิญกับความทุกข์ตรมถึงขนาดไหนให้นางได้ประสบกับความเจ็บปวดเฉกเช่นเดียวกับที่ตนได้รับ ซึ่งก่อนจะถึงขั้นนั้นตนต้องสังหารบุรุษชราตรงหน้าให้เร็วที่สุด
การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างก้ำกึ่งสูสี มหาวิถีวจนะยุทธ์และวจนะปัญญาของมู่เสวียนไม่ธรรมดาแม้มิอาจเทียบชั้นตัวตนสำคัญในนิกายเทวะวจนะ แต่ก็มิได้อ่อนด้อยกว่าไป๋เหิ่นซินที่พึ่งทะลวงขั้นแม้แต่น้อย
ร่างในอาภรณ์ขาวเหินลงจากกลางอากาศมาหยุดยืนกลางวงล้อมของคนจากพรรคกิเลนวารีมู่เสวียนที่หมุนกายร่อนลงจากกลางอากาศตามมาก็ฟันดาบวารีต่อเนื่องทันที
ไป๋เหิ่นซินเอนลู่คืนกลับหลังพร้อมหมุนกายเป็นเกลียวกลางอากาศขนานกับพื้นหลบวิถีดาบจากนั้นเท้าซ้ายได้เตะปลายดาบให้วกขึ้นเปิดทางให้ปลายกระบี่สีขาวเคลื่อนจันทราทะลวงใส่แผ่นอกของมู่เสวียนอย่างเหนือความคาดหมาย
มู่เสวียนเบิกตา สภาวะการต่อสู้ของสตรีตรงหน้ากลับเฉียบไวและตอบสนองได้ดีเยี่ยมเกินความคิดของมันไปไกลทุกการหลบหลีกและต้านรับของนางสามารถที่จะพลิกแพลงเป็นกระบวนท่าโจมตีได้เสมอ!
ศีรษะของมู่เสวียนจึงผงะกลับหลังโดยสัญชาตญาณหัวคิ้วของมันจึงปรากฏเพียงรอยโลหิตที่สาดกระเซ็นตามการกรีดเฉือน แสงที่ราวกับจันทรานี้มิต่างจากคมมีดอันคมกริบแม้แต่น้อย!
เคยได้ยินเพียงคำเล่าลือ แสงสังหารแห่งวจนะอาจจะเป็นแค่คำอวดโอ่ให้แก่ศิษย์เอกของธรรมบาลมุทราเท่านั้นทว่าวันนี้พอได้สัมผัสกับตัวตนและพลังที่แท้จริงของนางด้วยตนเอง มู่เสวียนค่อยรู้สึกว่าข่าวอันอวดโอ่นั้นกลับมิอาจสรรหาคำใดมาเทียบเคียงกับพลังฝีมือที่แท้จริงของนางได้
มู่เสวียนยิ่งสู้ก็ยิ่งบังเกิดจิตใจที่หวาดหวั่นแต่มันเป็นใคร มันกว่าจะเหยียบย่างบนจุดที่ตนอยู่ในตอนนี้ได้ต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเช่นนั้นมันจะยอมให้จบสิ้นได้อย่างไร ที่นี่คือถิ่นของมัน ทุกที่ล้วนถูกมันรู้จักเป็นอย่างดีทุกซอกมุมล้วนถูกมันไปมาหมดทั้งสิ้น เช่นนั้นพรรคกิเลนวารีแห่งนี้จึงเปรียบเป็นอาณาเขตของชีวิตมันผู้ใดก็ยากจะคุกคามชีวิตมันในที่แห่งนี้ได้
เพราะทุกแห่งหนในพรรคกิเลนวารีล้วนถูกวางเป็นค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ทั้งสิ้น!
หนึ่งกระบี่ที่ทิ่มแทงสร้างบาดแผลบนหัวคิ้วของมู่เสวียนหนึ่งกระบี่นั้นที่กำลังจะถูกถอนคืนกลับ แต่กระบี่ยังมิทันได้ขยับ เส้นสายแห่งวารีที่พวยพุ่งออกจากเสาขื่อคานและสิ่งก่อสร้างต่างๆก็ได้ฉวัดเฉวียนพวยพุ่งเข้าหาไป๋เหิ่นซินแล้ว!
“คิดจะมาเอาชีวิตข้าถึงที่ เจ้าก็มิต่างจากราชสีห์ที่ติดบ่วงของพรานป่า!"
เส้นสายแห่งวารีเข้าพันธนาการร่างของไป๋เหิ่นซินราวห่าพิรุณมิว่าจะหลบไปที่ใด ขอแค่เพียงไป๋เหิ่นซินยังอยู่ในพรรคกิเลนวารี นางก็มิอาจหลบหนีจากค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่มู่เสวียนใช้ทั้งชีวิตในการสร้างขึ้นมาได้
เมื่อร่างถูกพันธนาการแลห่อหุ้มไปด้วยมวลน้ำอันแกร่งกร้าวลึกล้ำเมื่อไป๋เหิ่นซินมิอาจจะหลุดออกมา โอกาสที่เปิดออกเช่นนี้ทำให้เหล่าคนจากพรรคกิเลนวารีมิปล่อยพลาดพวกมันที่อยู่บริเวณโดยรอบก็ได้โถมร่างควงอาวุธคู่กายในมือและปลดปล่อยพลังในมหาวิถีวจนะยุทธ์เข้าใส่ไป๋เหิ่นซินที่ถูกพันธนาการอยู่ในทันใด
“ภายใต้อาณาเขตวารีอันลึกล้ำของข้า แสงสังหารเจ้าก็มิอาจจะส่องถึง"
คำกล่าวราวกับผู้ชนะของมู่เสวียนดังขึ้นด้วยค่ายกลพันธนาการที่ยืดหยุ่นแลเหนียวแน่นลึกล้ำยิ่งกว่าห้วงแห่งวารีนี้ ไม่มีทางที่พลังของนางจะทำลายออกมาได้โดยง่ายอย่างน้อยนางก็ไม่มีเวลาจะทำลายได้ก่อนที่คมอาวุธมากมายจะบรรลุถึง!
ทว่าไป๋เหิ่นซินกลับหาได้ร้อนใจหรือตื่นตระหนกอันใดกลับกัน ใบหน้าที่เย็นชาของนางพลันแสดงรอยยิ้มแลจิตสังหารที่เย็นเยือกน่าหวาดหวั่นออกมา
“ปฐพีนี้ไม่มีสิ่งจีรัง ที่นี่คืออาณาเขตของเจ้าคือพลังชีวิตเจ้า คือห้วงแห่งวารีที่ลึกล้ำของเจ้าก็จริง แต่อย่าลืมว่าทุกแห่งหนไม่มีที่ใดที่แสงจะไม่ส่องถึง"
มู่เสวียนกลับชิงกล่าวว่า
“ขอเพียงเจ้าตาย เท่านี้ก็ยากจะมีแสงใดส่องถึงห้วงแห่งวารีอันลึกล้ำแล้ว”
ไป๋เหิ่นซินกล่าวอย่างราบเรียบ
“ข้าถึงได้บอกว่าไม่มีสิ่งจีรัง"
สิ้นคำกล่าว ผืนปฐพีใต้ฝ่าเท้าของคนทั้งสองก็ปรากฏวงสีขาวเจิดจ้าขึ้นวงสีขาวนี้ไม่ได้กินอาณาเขตทั่วทั้งพรรคดั่งเช่นเส้นสายแห่งค่ายกลวารี มิได้ครอบคลุมดั่งพลังชีวิตของมู่เสวียนแต่มันกลับสามารถสอดแทรก กินอาณาเขต และแบ่งแยกการครอบคลุมเหล่านั้นได้อย่างเด็ดขาดสร้างความตื่นตระหนกแก่มู่เสวียนยิ่ง
“ตั้งแต่ตอนไหน!"
รอยยิ้มอันเย็นชาแฝงด้วยจิตสังหารที่เย็นเยือกของสตรีชุดคลุมขาวยังคงอยู่นับตั้งแต่ที่นางก้าวเดินเข้าสู่พรรคกิเลนวารี นางก็ได้วาดขอบเขตค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ของตนไว้แล้ว!
ค่ายกลพลังปาฏิหาริย์ที่มีขนาดใหญ่ ยิ่งต้องแบ่งพลังปาฏิหาริย์ในมหาวิถีวจนะแห่งปัญญาออกไปเป็นวงกว้างและหากยิ่งใช้พลังในวงกว้าง ความเข้มข้นของพลังก็จะยิ่งลดน้อยลง จริงอยู่ว่าพลังยิ่งแผ่กระจายไปไกลก็จะยิ่งครอบคลุมไปถึงทุกที่ไม่ว่าอยู่ซอกมุมไหนก็จะได้รับการหนุนเสริมแห่งพลังค่ายกล กลับกัน หากมีขอบเขตพลังอันแข็งแกร่งแลจำกัดอยู่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งสามารถผุดแทรกขึ้นความเข้มข้นของพลังในขอบเขตขนาดเล็กย่อมมีมากกว่าโดยปริยาย
ทว่าการจะสร้างค่ายกลทับค่ายกล คนผู้นั้นจะต้องมีระดับพลังที่ทัดเทียมกันหรือไม่ก็มีพลังฝีมือหรือความเข้มแข็งทางพลังจิตที่สูงส่งกว่า ประการสำคัญการสร้างค่ายกลในขอบเขตขนาดเล็กและสามารถทำให้อีกฝ่ายมาอยู่ในค่ายกลนี้ก็นับเป็นเรื่องที่ยากเย็นอีกหลายเท่า
แต่ทั้งหมดไป๋เหิ่นซินกลับคำนวนและคาดการณ์ไว้หมดสิ้นนับตั้งแต่ที่นางเดินเข้ามา นับตั้งแต่ที่นางมองหาแลทราบตำแหน่งตึกประมุข นับตั้งแต่การต่อสู้แลทะยานล่อให้ฝ่ายตรงข้ามจู่โจมตามมาและนับตั้งแต่นางจู่โจมบีบคั้นให้ศัตรูต้องหลบหลีกถอยร่น ทั้งหมดนับว่านางได้ดำเนินอย่างแยบคาย
เพราะเป็นเช่นนั้น นางจึงสามารถดึงเอามู่เสวียนให้ตกอยู่ในขอบเขตของค่ายกลขนาดเล็กได้!
เพราะสติปัญญาที่เลิศล้ำ เพราะการดำเนินแผนที่แยบคายนางจึงสามารถสร้างข้อได้เปรียบบนความมีเปรียบของศัตรูได้ สถานที่ที่เป็นทั้งชีวิตของศัตรูสถานที่ที่แสนคุ้นเคยแลสร้างความได้เปรียบแก่ศัตรู ไป๋เหิ่นซินกลับชิงมันมาเป็นความได้เปรียบของตน
แสงสังหารได้ส่องถึงใจกลางแห่งวารีแล้ว!