คัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ

    [TDSS] ตอน 047 : ละล่องท่องเที่ยว

    "นายน้อย" น้ำเสียงจั่วยุ่นเต็มไปด้วยความดีใจเมื่อเห็นหลี่เค่อกลับมา


    สภาพของหลี่เค่อดูหนุ่มขึ้น ร่องรอยใดๆ แห่งกาลมรณะในร่างหาได้มีไม่ ต่างกับแต่ก่อนจนสิ้นเชิง


    หลี่เค่อยิ้มเจือจาง ก่อนเดินกลับเข้าห้องพักของตัวเอง


    ตอนนี้แผนการลำดับแรกสุดของการมาโลกใบนี้เขาทำได้อย่างสมบูรณ์แล้ว


    แม้ไม่อาจจะพูดได้ว่าจะมีอายุยืนเช่นเหล่าผู้บ่มเพาะทั่วไป แต่การได้อยู่ต่ออีก 30 40 หรืออาจจะ 50 ปีคล้ายเป็นที่แน่นอนแล้ว


    และหากหลี่เค่อบ่มเพาะต่อไปอีกเกรงว่าร่างกายของเขาจะไม่ต่างจากผู้คนในโลกใบนี้มากจนเกินไป ที่จะมีอายุนับร้อยปีได้


    หลี่เค่อนำกระถางเก้าวิญญาณออกมา


    จากนั้นเริ่มนำโอสถปราณมังกรแกร่งค่อยๆ โยนใสกระถางเก้าวิญญาณ จากนั้นก็นั่งเอนกายหลับตา


    ...


    วันใหม่เริ่มต้นขึ้น หลี่เค่อตื่นแต่หัววันก่อนรุ่งสาง


    นิสัยเขายังเหมือนเดิม


    แม้ตอนนี้จะนับว่าเป็นผู้มั่งคั่งร่ำรวยอย่างไม่น่าเชื่อด้วยการช่วงชิงโชคชะตาของป่าดำมาเป็นของตนเอง แต่ในแต่ละวันหลี่เค่อยังชอบทำตัวเหมือนคนธรรมดา


    หลี่เค่อเดินไปสู่ย่านตลาดร้านค้า โจ๊กอุ่น ปาท่องโก๋โลกใบนี้ก็มีเช่นกัน


    ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านนี้จะจำหลี่เค่อไม่ได้ แม้เขาจะมานั่งกินที่ร้านแห่งนี้สี่ห้าครั้ง


    และยังกินในช่วงเวลาเดิมที่ร้านเปิดแต่แทบไร้ผู้คน


    เจ้าของร้านโอ้อวดสรรพคุณโจ๊กร้านของตัวเองและปาท่องโก๋เหมือนวันแรกที่หลี่เค่อมาที่นี่ อ้างว่าเป็นของชั้นหนึ่งหากินที่ไหนไม่ได้อีก ใครกินแล้วก็ต้องติดใจมากินซ้ำ


    จากนั้นก็บ่นๆ ว่า มีตาแก่คนหนึ่งมานั่งกินที่นี่ซ้ำๆ เช่นหลี่เค่อ นั่นใช้บิดาของหลี่เค่อหรือไม่


    หลี่ยิ้มก่อนแสร้งพยักหน้า ซึ่งการที่หลี่เค่อพยักหน้าไม่ได้หมายความว่าเขาโกหก แต่เขารับเพียงสมอ้างครึ่งหนึ่งจากความจริงที่ชายชราเจ้าของร้านโจ๊กพูดเท่านั้น อย่างไรคนชราที่เจ้าของร้านพูดถึงก็คือตัวหลี่เค่อเอง


    หากเจ้าของร้านจะเข้าใจแบบนั้นก็เอาเถอะ


    เมื่อหลี่เค่อลุกขึ้นและต้องการออกเดินท่องเที่ยวต่อไป เจ้าของร้านโจ๊กแผดเสียงถามว่าจะซื้อไปฝากพ่อที่บ้านไหม หลี่เค่อจึงยิ้มและซื้อกลับบ้านอีกสองชุด ทำแบบนี้เพราะชอบอัถยาศัยของเจ้าของร้านโจ๊ก มันทำให้เขาอบอุ่นหัวใจ


    เอาอาหารเช้าไปให้สองพ่อลูกเสร็จ หลี่เค่อเดินเที่ยวละล่องไปเรื่อยๆ อย่างไร้แก่นสาร


    อยู่ๆ ก็อดยืนนิ่งและเหลือบมองตรอกแห่งหนึ่งไม่ได้


    เพราะ ณ ตรอกแห่งนี้ในหลายวันก่อนจะมีหญิงสาวใบหน้าน่ารักดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบมาแอบมองตัวเขา จากนั้นก็มายืนดักหน้าร้องขอให้เขาเป็นอาจารย์


    แต่วันนี้นางไม่ปรากฏตัวแล้ว


    ความเหงาสายหนึ่งเล็กๆ คล้ายปรากฏในใจหลี่เค่อ


    'วาสนาที่ข้ามอบให้นาง นับว่าไม่มีสิ่งใดติดค้างนางอีก ไม่ได้พบเจอนางอีกก็ดีเช่นกัน นั่นแปลกว่านางได้ใช่ชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว นางไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์ มีแค่เงินทองอยู่สุขสบายนั่นแหละดีที่สุด'


    เดินผ่านตรอกเดิมๆ ก่อนจะไปขึ้นรถโดยสาร มือของหลี่เค่อถือแผนที่เที่ยวชมเมือง เขาอยากรู้ว่ามหานครแห่งนี้มีสถานที่ใดน่าเที่ยวชมบ้าง


    ในโลกใบเดิมผู้คนหนุ่ม เฒ่าหรือเด็กสาวต่างมักพูดว่าการได้ท่องเที่ยวคือความสุขของชีวิต


    วันนี้เมื่อร่างกายไม่เป็นภาระของหลี่เค่ออีกต่อไป เขาจึงออกเที่ยวบ้าง เพราะใจปรารถนาจะทำความต้องการปู่ชราให้สำเร็จ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแทนเหล่าผู้คนในครอบครัวที่จากไป


    เขามองดูตึกรามบ้านช่อง จนไปถึงวัดวาอาราม ซึ่งโลกใบนี้ก็มีไม่ต่างจากโลกเดิมของตัวเขา


    แต่เมื่อเริ่มท่องเที่ยว พานพบสถานที่มากมาย


    สิ่งที่ทำให้หลี่เค่อมีความสุขกับไม่ใช่อาคารหรู บ้านโบราณ หรือเหล่าวัดวาอารามงาม


    แต่กลับเป็นการได้ไปยืนมองรอยยิ้มของผู้คน


    ที่บ้างพาลูกชายหญิงมาเที่ยว


    บ้างเป็นหนุ่มสาวคู่รัก ที่หาวันหยุดมาท่องเที่ยวสถานที่สำคัญในเมืองร่วมกัน


    สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขสายหนึ่งที่ปรากฏในใจหลี่เค่อ


    หลี่เค่อพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้ก็ไม่แย่ แต่จริงๆ เขาไม่ได้ชอบสถานที่ แต่กลับชอบมองผู้คนวิถีชีวิตที่ใช้ไปแต่ละวัน


    ในระหว่างเดินเที่ยวก็หาใช่ว่าหลี่เค่อจะเอาแต่คิดเรื่องความสุขอย่างเดียว


    ช่วยไม่ได้นิสัยเก่าๆ แก้ไม่ได้จริงๆ


    ในระหว่างท่องเที่ยวในใจของหลี่เค่อก็อดนึกถึงคำพูดของ 'ติงหรง' หรือผู้เฒ่าหน้ากากอรุณไม่ได้


    เขารับรู้ได้ว่าความสงบที่เขาเห็น ณ มหานครแห่งนี้ เป็นเพียงคลื่นสงบก่อนพายุจะปรากฏเท่านั้น


    โลกใบนี้ก็ไม่ต่างจากโลกเดิมของหลี่เค่อ มันมีการชิงชัยของเหล่าผู้คนหยิบมือ


    โดยใช้ผู้คนเป็นหมาก และโลกทั้งใบคือกระดาน


    ส่วนผู้จะเดินหมากและกำหนดความเป็นไปของโลกใบนี้นั้นย่อมต้องไม่ใช่หลี่เค่อ


    และแม้แต่ตอนนี้หลี่เค่อก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร เพียงแต่จากสิ่งที่เขารู้จากติงหรง มือมืดนั้นไม่ต้องการให้ตระกูล 'ถาง' มีตัวตนใน 'มหานครต้นไม้แห่งชีวิต' อีกต่อไป


    แต่การฆ่า 'ถางซือฉีอ๋อง' ซึ่งหน้าพวกเขาก็ไม่อาจจะกระทำ ราวกับกำลังรักษากฎที่มองไม่เห็นบางอย่างของโลกใบนี้อยู่


    ซึ่งมันก็คล้ายโลกเก่าของหลี่เค่อก่อนสงครามโลกปะทุ


    เมื่อขั้วอำนาจใหญ่มีบางสิ่งที่ทำลายล้างกันได้อย่างสมบูรณ์ กฎเบื้องหน้ากระดานจึงมี


    แต่หากหน้ากระดานเหล่าผู้มีอำนาจสูญเสียหมากของตัวเองมากจนเกินไป


    สุดท้ายกฎที่มองไม่เห็นก็จางหาย การล้มกระดานก็จะเริ่มต้นขึ้น เข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างจนกว่าสติจะกลับมาว่าแค่การได้มีชีวิตนั้นก็สุขหนักหนาเท่าไหร่


    หลี่เค่อก็รู้สึกว่าโลกนี้เป็นเช่นนี้เช่นกัน


    เพียงแต่ตอนนี้กลไลของโลกนั้นยังอยู่ในช่วงการวางหมาก มิใช่การล้มกระดาน


    และเพื่ออยู่ในโลกที่กำลังจะวุ่นวาย หลี่เค่อก็จำต้องสร้างรากฐานกำลังของตัวเอง


    'แม้เราจะได้รับรากฐานบางส่วนของป่าดำมา แต่คนในรากฐานของป่าดำกับไม่เหมาะที่เราจะใช้สร้างรากฐานของตัวเราในโลกใบนี้ เช่นเหล่าทาสบาป ภายนอกแม้จะดูซื่อสัตย์กับป่าดำ แต่ในใจพวกเขาทุกคนพร้อมจะกลืนกินและทรยศป่าดำหากเป็นไปได้ นอกจากนั้นนิสัยส่วนตัวของทาสบาปแต่ละคนหาใช่คนดีอะไร หากสืบๆ ไปเกรงว่าเกินครึ่งต่างเป็นอาชญากรตัวดีๆ ทั้งนั้น ทุกวันนี้สิ่งที่หล่อเลี้ยงเหล่าทาสบาปให้สงบเสงี่ยมเจียมตัวคือความหวาดกลัวที่ป่าดำสร้างขึ้น นอกจากนั้นยังเป็นผลประโยชน์ที่น่าเย้ายวนที่ป่าดำมอบให้คนพวกนั้นอย่างไม่ขาด'


    'โชคดีที่เรามีกระถางเก้าวิญญาณ แม้เราจะยังไม่อาจจะหลอมโอสถอย่างชำนาญได้อย่างป่าดำ แต่เราก็แทบไม่ต้องกังวลกับการหลอมกลั่นโอสถหล่อเลี้ยงบริวาร แค่เราทำการซื้อมาขายไป เฉพาะเปลี่ยนโอสถธรรมดาให้กลายเป็นโอสถระดับสาม แค่นี้เราก็ร่ำรวยอย่างใช้เงินทองไม่หมดแล้ว'


    'เพียงแต่ปัญหาตอนนี้กลับเป็นเรื่องการสร้างรากฐานที่แท้จริงของตัวเรา ซึ่งตื้นเขิน หากนับว่าร่างกายและผู้คนคือต้นทุน ตอนนี้ต้นทุนสองอย่างนี้ของเราก็มีน้อยเกินไป เพราะนอกจากน้าจั่วและลูกจี้ เราก็ไม่มีคนของตัวเองเลย'


    'นอกจากนั้นแก่นแท้ของโลกใบนี้กลับเป็นพลังอำนาจจากการบ่มเพาะ หากตัวเราแม้หวังใช้เพียงชีวิตสงบสุข อย่างน้อยๆ เราก็ควรไปถึงระดับหกหรือระดับเจ็ดให้ได้ เพราะมีแต่ระดับเท่านี้เท่านั้นจึงจะใช้ชีวิตอิสระและปกป้องคนที่รักได้อย่างแท้จริง นอกจากนั้นโลกใบนี้ก็มีภูตผีปีศาจ เราควรเริ่มไปรับชมพวกมันบ้าง...'


    คิดถึงตรงนี้หลี่เค่อนึกถึงความทรงจำของซีถิงชายคนนี้มีอาชีพนักล่าเป็นหลัก


    "ดูเหมือนการเริ่มต้นเป็นนักล่าก็ดูจะไม่เลวเหมือนกัน"


    เมื่อตกตะกอนความคิด และเริ่มตกเย็น หลี่เค่อจึงกลับบ้าน


    ...


    "คุณหนูตื่นแล้ว"


    "คุณลุงหน้ากากอรุณ..." เสียงเฉินรุ่ยฟางดังเบา นี่นางหลับไปนานเท่าไหร่กัน นอกจากนั้นที่นี่... เฉินรุ่ยฟางพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในความฝัน ตอนนี้เธอยังอยู่ ณ ‘หอราตรีรื่นรมย์’ ซึ่งหลี่เค่อไม่รู้เลยว่า เฉินรุ่ยฟางแทบจะหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน นั่นทำให้เธอไม่ได้ไปยืนดักรอหลี่เค่อที่ตรอก เพราะเธอพึงได้สติ


    เฉินรุ่ยฟางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองเธออดที่จะแก้มแดงก่ำไม่ได้ ก่อนเธอจะรีบสำรวจตัวเอง


    และเธอพบว่าตอนนี้เธออยู่ในชุดนางเซียนโบราณ


    ติงหรงรู้ว่าหญิงสาวไร้เดียงสากังวลอะไรเขาจึงรีบพูด


    "บ่าวชราให้หญิงรับใช้สวมใส่ชุดให้คุณหนู นอกจากผู้สูงส่ง 'สหชาติไร้กังวล' ความงดงามของคุณหนูไม่มีบุรุษใดของที่นี่ได้พบเห็นแม้แต่น้อย" พูดจบประโยคติงหรงยกชาอุ่นวางไว้ข้างเตียงนอนใหญ่ "ดื่มนี่ก่อนนะขอรับ คุณหนูแทบจะหลับไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ชาตื่นฝันจะช่วยให้ความคิดของคุณหนูกระจ่าง นอกจากนั้นยังช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ โดยเฉพาะกับหญิงสาวเช่นคุณหนู"


    เฉินรุ่ยฟางอ้าปากไร้เสียง นางตกใจ


    ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงน้องๆ และพูดว่าหนูต้องรีบกลับบ้าน นี่เธอหลับไปนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเลยเหรอ

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์มารกระกางกลืนวิญญาณ ที่คุณอ่าน